วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การประกอบธุรกิจ


เมื่อวันก่อนมีเพื่อนชวนไปทำธุรกิจร่วมกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าเค้ามีเงินเก็บประมาณหนึ่ง จึงอยากที่จะมีธุรกิจเสริมรายได้ และเพิ่มความงอกเงยให้กับเงินออม ประกอบกับความหวังว่าถ้าธุรกิจไปได้ดี โอกาสที่จะกระโดดหนีออกจากงานประจำอันแสนน่าเบื่อก็จะเปิดกว้างขึ้น


ตลอดเวลาสองชั่วโมงในร้านอาหารญี่ปุ่น ผมทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังความคิดบวกความฝันของเธออย่างตั้งใจ ควบคู่ไปกับการกินซูชิและบะหมี่เย็น ข้างกายมีกระดาษโน๊ตชิ้นเล็กๆเอาไว้จดไอเดียเด็ดและประเด็นสำคัญ พยักหน้าให้เธอเป็นบางครั้ง สลับกับการจดโน๊ตที่น่าสนใจไว้สรุปกับเธอในครั้งต่อไป (หาโอกาสกินข้าวฟรีได้อีกมื้อ) ที่ยังไม่อยากสรุปวันนี้เพราะอยากเปิดพื้นที่ให้จินตนาการและความฝันมันทำงานอย่างเต็มเปี่ยมก่อน วันนี้ทุกอย่างที่เธอเล่ามาดูมันเป็นความคิดที่ยังไม่ตกผลึกมันดิบปนสุก มีทั้งความคิดที่ว่าจะเป็นไปได้บวกกับความรู้สึกขัดแย้งกันเองเต็มไปหมด ตามประสาเด็กน้อยที่กำลังจะก้าวออกจากกรอบ แต่สิ่งที่รับรู้ได้จากแววตามันคือความสนุกความอยากที่จะออกมาผจญภัยในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ



ผมลองมานั่งเปรียบเทียบการลงทุนในตลาดหุ้นกับการประกอบธุรกิจเสริม พบว่าการลงทุนในหุ้นนั้นไม่ซับซ้อนยุ่งยากและสะดวกสบายมากกว่า โดยด้านสถานที่การลงทุนในหุ้นไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องจ้างพนักงาน มีแค่โต๊ะเล็กๆ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ก็เพียงพอ ที่สำคัญปัจจุบันหลายคนใช้สถานที่เช่นร้านกาแฟ เป็นที่เทรดหุ้นก็สะดวกสบายไม่หยอก

การลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่ายิ่งเหมาะสมสำหรับคนที่ไม่ต้องการเร่งรัดการเติบโตของเงินออม และมีความสะดวกในเรื่องของเวลาที่ค่อนข้างจะอิสระมากถ้าเทียบกับการดำเนินธุรกิจอื่นๆด้วยตนเองที่ต้องติดตามแก้ปัญหาและอุปสรรคร้อยแปดพันเก้า ทำให้ลดภาระและไม่กระทบต่องานประจำมากนัก

ด้านเงินทุน การลงทุนในหุ้นนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินมากมาย ที่สำคัญยังสามารถเพิ่มและลดวงเงินการลงทุนได้ตลอดเวลา รวมถึงการใช้มาร์จิ้นหรือเงินกู้ในการลงทุน โดยสินค้าที่จะขายก็คือ ตัวหุ้น ดังนั้นการเลือกสินค้าที่จะมาขายก็ขึ้นอยู่กับคงามถนัดและความต้องการของเรา บางคนทำงานประจำในด้านอาหาร ก็จะเน้นซื้อหุ้นของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร มาลงทุน ซึ่งตัวเองมีความรู้และความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ รวมถึงอุตสาหกรรม โดยวางแผนซื้อ และทำการขายสินค้าเมื่อมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้นในอนาคต ตามข่าว ตามปัจจัยจากผลประกอบการ หรือรับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลซึ่งเปรียบเป็นกระแสเงินสด ที่กลับออกมาระหว่างลงทุน ส่วนลูกค้าที่จะมาซื้อสินค้าต่อจากเราก็คือนักลงทุนรายอื่น ที่เข้ามารับหุ้นไปลงทุนหรือเก็งกำไรต่อไป

สิ่งที่ต้องมีคือทักษะด้านการลงทุนหรือการค้าขาย ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมจะมี ทักษะเหล่านี้รวมไปถึงการบริหารจัดการเงินทุนและสินค้า(หุ้น)ของเรานั้นเอง โดยมีแนวคิดพื้นฐานคือการซื้อสินค้า(หุ้น)ราคาถูก แล้วขายเมื่อราคาแพงขึ้น เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ส่วนแนวทางการลงทุน กลยุทธการลงทุนและการเลือกสินค้า(หุ้น)ที่จะลงทุน นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม และพัฒนาอยู่เสมอ ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องทักษะการลงทุนนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์จริง ที่สามารถสะสมได้ เมื่อท่านมีทักษะในการลงทุนที่ดีระยะยาว ความยั่งยืนในการลงทุนก็จะเกิดขึ้น และสามารถสร้างผลตอบแทนให้เพิ่มพูนได้ตลอดไปเปรียบดังกิจการร้านค้าที่เจริญรุ่งเรื่องจากรุ่นสู่รุ่น

การลงทุนในตลาดหุ้นคล้ายกับการทำธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากและอันตราย ถ้าเราลงทุนในลักษณะที่ไม่ประมาท และลงทุนแบบเป็นเหตุเป็นผลมีหลักการในการซื้อ ขาย ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ ความโลภและความกลัว ใช้สติในการลงทุน และลงทุนแบบแหมาะสมกับเวลาและความสามารถที่เรามี อนาคตความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกลครับ