สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ลงทุนหุ้นแบบพอเพียง

บ่อยครั้งที่ผมมักได้ยินคำกล่าวที่ว่า คนที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น หากินกับการทำกำไรจากหุ้น มักเป็นพวกที่หิวเงินและชอบล่าเงิน แต่จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาในตลาดแห่งนี้ ผมกลับมองว่าคำพูดเหล่านั้นไม่เป็นจริงไปทั้งหมด เพราะคนส่วนมากที่ประสบความสำเร็จ ต่างล้วนแต่ไม่ใช่คนโลภที่หิวกระหายในเงิน แต่คนเหล่านั้นเป็นคนที่รู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักการรอคอยการงอกเงยและเติบโตของเงินแทบทั้งนั้น ยอมรับครับว่าในที่แห่งนี้กลิ่นของเงินมันหอมหวลชวนให้เราอยากกระโจนเข้าไปหาจริงๆ







แต่อย่างไรเสีย สัจธรรมพื้นฐานที่นักลงทุนอย่างเราต้องตระหนัก หรือจะใช้คำว่าสำเนียกก็ได้คือ "ไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้" ทุกอย่างเรามักจะต้องจ่ายค่าตอบแทน มากน้อย ช้าเร็วก็ว่ากันไป สิ่งหนึ่งที่เป็นคำสอนที่ผมได้รับจากรุ่นพี่ที่แนะนำเรื่องการลงทุน ตั้งแต่สมัยผมเริ่มลงทุนใหม่ๆ ซึ่งผมยังจำได้ดี นั้นก็คือเรื่องของความพอเพียง แน่นอนว่าตอนแรกที่คำนี้ ถูกถ่ายทอดเข้าสู่โสตประสาทของผม ความฉงนสงสัยก็วิ่งเข้ามา เพราะความไม่เข้าใจว่าในตลาดที่ทุกคนจ้องแต่จะฉกฉวย กอบโกยเอาผลกำไรเข้าสู่กระเป๋าตนเอง เรายังสามารถใช้ความพอเพียงอยู่ได้อีกหรือ?? จนเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายปี จากการลองผิดลองถูกมากมายหลายตลบ จนความคิดได้ตกผลึก และแล้วคำตอบของคำถามก็ปรากฎขึ้น มันเป็นความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงการลงทุนแบบพอเพียง ไม่เกินตน พอประมาณ ตามแบบอย่างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงที่ได้สังสอนเรามา 


ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้เป็นเรื่องของ ชาวไร่ชาวนา หรือเรื่องของความล้าหลัง แต่กลับเป็นแนวคิดพื้นฐาน ที่สำคัญต่อการเติบโตและการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน แน่นอนว่าถ้าเรามีความคิดที่จะร่ำรวยแบบยั่งยืนจากการลงทุนในหุ้นไม่ว่าจะแบบ VI หรือ VS ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้แหละครับคือคำตอบ หรือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่เปิดประตูสู่ความสำเร็จให้ท่าน 


ผมขอเขียนเรื่องปรัญาเศราฐกิจพอเพียงกับการลงทุนในหุ้น จากมุมมองและประสบการณ์ของผม อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ผมเชื่อว่ามันทำได้และเป็นไปได้จริงจากการพิสูจน์การลงทุนในตลาดหุ้นแห่งนี้มา 5 ปีแล้ว



1. พอประมาณ : คือการลงทุนแบบสอดคล้องกับทรัพยากรที่เรามี ทั้งเรื่องของ เงินทุนและเวลา (สำหรับติดตามราคาหุ้น) หลีกเลี่ยงการลงทุนแบบเกินตัว เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงเกินไป หลายครั้งเรามักจะนำเงินกู้มาใช้ในการลงทุน เมื่อผิดพลาดก็มักจะไม่ยอมจำกัดการขาดทุน ยอมถือติดดอยทำให้ต้องเสียดอกเงินกู้มากมาย จนสุดท้ายอาจจะถูกบังคับขาย ขาดทุนในที่สุด เราควรพอใจในผลตอบแทนที่เราได้รับ รู้จักยินดีกับกำไรที่ได้มาแบบพอประมาณไม่โลภเกินตัว หรือพยายามไปเปรียบเทียบกับนักลงทุนคนอื่น 


แม้แต่เรื่องทรัพยากรเวลา ซึ่งถือเป็นยุทธปัจจัยที่มีค่าสำหรับนักลงทุน ทั้งเรื่องของเวลาศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการลงทุน และส่วนของเวลาเฝ้าติดตามราคาหุ้น บางคนใช้ทรัพยกรเวลาไม่เหมาะ ลงทุนหุ้นประเภทที่ต้องใช้การติดตามราคาอย่างใกล้ชิดทั้งที่ ตัวเองนั้นมีภาระงานประจำ มีภาระประจำวันที่ยุ่ง เมื่อใช้ทรัพยกรเวลาเกินตัว ผมก็คือ แทนที่จะกำไร ได้ผลตอบแทนสูงสุดท้าย ก็ขาดทุน หรือไม่ได้รับผลตอบแทนดังหวัง 


2. มีเหตุผล : เราต้องรู้จักระงับความโลภด้วยเหตุผล ไม่หลงไปกับความอยากได้กำไรเยอะๆ 10-20% ในเวลาอันสั้น ซึ่งนั้นมีความเป็นเหตุเป็นผลที่น้อย แถมเรายังต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นความเสี่ยงแบบมากมายตามมา(ซึ่งแมงเม่ามักมองไม่เห็นในตอนเข้าซื้อ) หลายครั้งคนเรามักจะพูดถึงแต่การได้กำไร แต่มักจะละเลยที่จะพูดถึงผลที่ตามมาเมื่อขาดทุน ดังนั้นการจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวใด ประเภทใด เราควรใช้เหตุผลในการพิจารณาให้ถ่องแท้ ทำความเข้าใจในหุ้นที่เราจะลงทุน มองให้เห็นความเสี่ยงที่จะเกิด และโอกาสที่จะได้กำไร จงอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่นำมาล่อ หรือถูกกล่าวอ้างถึงเพียงอย่างเดียว


3. ภูมิคุ้มกันที่ดี : การลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่แท้จริงแล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง ใจความสำคัญมันจึงอยู่ที่การที่เราเข้าใจและรู้จักความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน การเรียนรู้และเข้าในความเสี่ยง จะทำให้เราสามารถป้องกันและจำกัดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และนั้นก็จะเป็นภูมิคุ้มกันชั้นเลิศ ในการลงทุน 


สำหรับผม การบริหารจัดการเงิน(Money Mangement) ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีในการลงทุน ผมจะมีวินัยกับการลงทุนอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะเมื่อต้องทำการ cut loss เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ที่เกิด เพื่อให้เห็นภาพผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผมไม่มีมีวันลืมถึงประโยชน์ของการ cut loss 


ในช่วงปลายปี 2550 ยังเป็นช่วงที่มีข่าวเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่สหรัฐออกมาเป็นระยะๆ เป็นสัญญาณภาวะตลาดหมีบนวิกฤตการเงินซับไพม์ ช่วงแรกดัชนีหุ้นหลังจากที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องมาทั้งปีก็มีการชะลอตัว และแกว่งตัวในกรอบ แต่ข่าวดีปลอบใจก็ออกมาเป็นระยะ ไม่มีอะไรให้น่ากังวลใจ จนถึงช่วงเดือนที่ 11 ข่าวร้ายต่างๆและการประกาศภาวะวิกฤตการเงินก็เกิดขึ้นหุ้นทั้งกระดาน ต่างเดินหน้าดิ่งลงต่อเนื่องอย่างไม่ได้นัดหมาย ติดต่อกัน จากสัปดาห์เป็นเดือน มีข่าวร้ายๆมากมายสไตล์แมงสาปไม่ได้มาตัวเดียว แบบการละลายของวาณิชธนกิจ เลห์แมน บราเตอร์ส ปัญหาสภาพคล่องของ AIG 





ผมเอง ขณะที่เกิดวิกฤตพอร์ตถือหุ้น PTT เต็มเหนี่ยวหลังจากที่ทยอยซื้อสะสมมาเรื่อยๆ ตอนนั้นต้นทุน PTT อยู่ที่ 390 บาท ซึ่งราคาเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 440 (10-2007) เคยทำกำไรให้ผมชื่นใจอยู่พักหนึ่ง เมื่อเกิดวิกฤตจากกำไร กลายเป็นขาดทุน จนมาถึงจุด cutloss ที่ 10% ตอนนั้นผมไม่คิดว่ามันจะรุนแรง (ปลอบใจตัวเอง ว่าหุ้นพื้นฐานดี คนไทยยังต้องใช้น้ำมัน) แต่ด้วยวินัยการเทรด ก็เลยยอมตัดขาดทุนหลังจากยื้อและทนต่อสู้กับจิตใต้สำนึก ที่ ขาดทุน 20% หลังจากนั้นผมก็ล้างพอร์ตด้วยการตัดขาดทุนอีกหลายตัว ใครจะเชื่อว่า ในวิกฤตการเงินครั้งนั้นหุ้นนำตลาดที่มี มาร์เก็ตแคปต้นๆแบบ PTT จะมีราคาลดลงได้ถึง 147 บาท ในเดือน 11 ปี 2008 เล่นเอาหลายคน ในแวดวงการเงิน การธนาคารออกมาร้องเสียหลงพร้อมกันว่า หุ้นไทยตอนนี้ราคาถูก ถูกกว่าพื้นฐาน หุ้นบางตัวบริษัทมาตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นเอง ราคายังลดลงต่อได้อีกเกือบ 30% หลายตัวในตลาด MAI ราคาดิ่งแบบติดดิน


วันนั้นถ้าผมไม่หยุดการขาดทุนที่ 20% ยอมทิ้งเงินหลายแสนแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมคงกอดหุ้นติดอยู่บนยอดดอยหลายปี ถึงแม้จะซื้อถั่วขาลงตามธรรมเนียมนิยมแบบแมงเม่า ก็คงยังไม่ได้ลงจากดอย ที่สำคัญคงต้องแช่แข็งเงินทุน เสียโอกาสในการลงทุนเพื่อทำกำไรในตลาดขาขึ้น ในช่วงปี 2009 - 2011 ที่แค่เลือกหุ้นในกลุ่ม SET100(จะปาเป้าก็ได้นะ) แล้วกอดไว้เฉยๆก็กำไรเป็น100 % ได้แล้ว(เพราะดัชนีพุ่งจาก 408 ไป 1148 ใน 3 ปีต่อมา) 


ที่หยิบยกเรื่องนี้ก็เพราะอยากให้รู้ว่า อนาคตไม่มีทางล่วงรู้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือสร้างภูมิคุ้มกัน เตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงอย่างไม่ประมาท


สามข้อที่กล่าวมาจะไม่สามารถสมบูรณ์ได้ถ้าขาดอีก 2 เงื่อนไข นั้นคือ 


เงื่อนไขด้านความรู้ : ความรู้ที่เกี่ยวข้องที่นำมาใช้ในการลงทุน ศึกษาให้เข้าใจอย่างท่องแท้ ไม่ใช่รู้เอาไว้อวดรู้ แบบผิวเผินเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญการศึกษาหาความรู้ควรใช้ปัญญาพิจารณาต่อยอดให้เหมาะกับ รูปแบบการลงทุนของตัวเราให้มากที่สุด


เงื่อนไขด้านคุณธรรม : หัวใจสำคัญคือ การใช้หลักธรรมมาประยุกต์ในการดำเนินในโลกการลงทุน ในสังคมนักลงทุน ทั้งเรื่อง ความอดทน การรู้จักรอคอย ความขยันหาความรู้ใส่ตนเอง ความรอบคอบ มีทัศนคติที่เป็นบวก มีวิสัยทรรศในการลงทุนที่กว้างไกล ที่สำคัญต้องมีจิตใจสุจริต ไม่คิดหลอกลวง หรือเอาเปรียบคนอื่นๆ 


ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นดั่งธงชัยที่นำเราสู่ความสำเร็จระยะยาวได้ การลงทุนหัวใจคือต้องรักษาทุนและทำให้มันงอกเงย ถ้ากำไรหลายแสนหลายล้าน แล้ววันหนึ่งต้องหมดตัว ขาดทุนหมดหน้าตัก จากความผิดพลาด สิ่งที่สะสมมาก็จะหายไปหมดแบบนี้เท่ากันคุณแพ้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น รวยช้าๆรวยอย่างพอเพียง ดีที่สุดครับ




อ้างอิงเพิ่มเติม
http://th.wikipedia.org/wiki/เศรษฐกิจพอเพียง
http://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์
http://www.learners.in.th/blogs/posts/77559

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สอนลูกให้รวย

เมื่อเช้ามีโอกาสไปทำบุญที่วัด เนื่องในช่วงโอกาสวันหยุดยาว ทำให้วันนี้วัดมีพุทธศาสนิกชน ค่อนข้างหนาแน่นครับ ที่สำคัญใกล้จะถึงวันสำคัญของปวงชนชาวไทย "วันพ่อแห่งชาติ" วันนี้เลยพบเด็กๆที่จูงมือพ่อ(และแม่ด้วย) มาทำบุญกันอย่างคึกคัก ผมมาสะดุดตาตรงที่ พ่อลูกคู่หนึ่งที่ขับรถกระบะเก่าๆมาทำบุญที่วัด มากันทั้งครอบครัว ทำตัวสบายๆทักทายเพื่อนๆร่วมชุมชนอย่างเป็นกันเอง ถ้าคนที่ไม่รู้จักอาจจะดูเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรแปลกตา แต่สำหรับคนคุ้นเคยจะรู้ดีว่าคุณพ่อวัยห้าสิบคนนี้เป็นเศรษฐีที่ดินประจำอำเภอ แต่กลับมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและไม่ฟุ้งเฟ้อแบบ คนอยากรวยในสมัยนี้

หลังทำบุญถวายอาหารพระเสร็จเรียบร้อย ชาวบ้านและพระ เณรต่างร่วมกันทำความสะอาดวัด หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ นอกจากการร่วมใจ ร่วมเงินบริจาคเพื่อ ปฏิสังขรณ์ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น ศาลการเปรียญ, อุโบสถ, หอฉัน และกุฏิพระ เป็นต้น ชาวบ้านยังต้องร่วมแรง ออกแรงกันมาช่วยกำจัดขยะและทำความสะอาด อีกด้วย คุณพ่อลูกหนึ่งเศรษฐีที่ดินคน เจ้าของธุรกิจปั๊มน้ำมันนี้ก็ไม่ได้รังเกียจงานหนัก ท่านกลับพาลูกมาช่วยทำความสะอาดห้องน้ำ และกวาดลานวัดอย่างขยันขันแข็ง ร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆ แบบไม่มีท่าทีจะแบ่งชั้นวรรณะ ต่างจากครอบครัวผู้รากมากดี คุณหญิงคุณนายคนอื่นๆที่ ทำบุญเสร็จก็เผ่นกลับบ้าน ไปนอนอิ่มบุญในห้องแอร์


ผมมีโอกาสคุยกับ คุณลุงเศรษฐีคนนี้ ถึงความคิดของแก ที่พาลูกวัยสิบขวบมาทำงานที่ลำบาก แรกๆดูน้องชายคนนี้ก็อิดออด แต่พอเห็นพ่อลงมือทำกลางแดด ก็เริ่มไม่บ่นและลงมือทำงานแบบสุดกำลัง คุณลุงบอกว่า อยากสอนลูกชายให้รู้จักความยากลำบาก รู้จักถึงความจน และความธรรมดาของชีวิตแบบไม่มี ชั้นวรรณะ คุณลุงพื้นเพก็ไม่ได้เป็นคนรวย ท่านเป็นข้าราชการแต่ด้วยความพอเพียง ไม่อยากมีมาก จึงไม่ได้คิดจะขายที่ดิน ที่นาของพ่อแม่ทิ้ง เพื่อเอาเงินไปซื้อ รถราคาหลายล้าน หรือปลูกบ้านขนาดเท่าวัง แกอยู่อย่างพอเพียงในบ้านไม้ชั้นเดียวแบบชาวต่างจังหวัดบนที่ดินของพ่อแม่ที่ตกทอด ขับรถกระบะปี 90 ที่เรียกว่าไม่พังไม่เสียจนซ่อมไม่ได้ก็ไม่คิดเปลี่ยน ลุงเศรษฐีคนนี้ให้ข้อคิดดีมาก ว่า บ้านจะแพงแค่ไหน ก็มีไว้แค่ให้เราอยู่อาศัยกันแดดฝน รถจะแพงแค่ไหน ก็มีไว้แค่ให้ขับไปถึงจุดหมาย รองเท้า เสื้อผ้าจะแพงแค่ไหน ก็ทำหน้าที่เพียงสวมใส่ปกคลุมร่างกาย ลุงเศรษฐีใช้ชีวิตแบบน่านับถือ ไม่อวดรวย ชอบช่วยเหลือ ที่นาแกหลายแห่งก็ให้ชาวนาเช่าแบบไม่แพง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ดินหลายแห่งที่มีประโยชน์ก็บริจาคให้ส่วนร่วม สร้าง โรงเรียน สร้างสถานที่ราชการ 


ส่วนเรื่องการสอนลูก คุณลุงเน้นการทำให้ลูกเห็น หัดให้ลูกค้าขาย ทำงานหาเงินแลกของที่อยากได้ จึงทำให้คนละแวกนี้พบเห็นลูกของลุงนำของไปขายที่ตลาด หรือไม่ก็โบกรถรับซื้อของเก่า เพื่อขายขวดพลาสติกและกระป๋องน้ำอัดลมที่เก็บจากในบ้านและร้านอาหารที่ปั๊มน้ำมันของครอบครัว เรียกว่าสอนการทำธุรกิจตั้งแต่เล็ก และที่สำคัญเพาะบ่มนิสัยการรู้จักคุณค่าของเงิน ประหยัดและ รู้จักอดออม ผมว่าตรงนี้แหละที่ พ่อรวย เขาสอนลูกกัน คุณลุงเน้นที่จะให้ลูกเรียนรู้ และทำธุรกิจต่อยอดเงินมากว่าการไปรับราชการหรือทำงานประจำกินเงินเดือน ต่างจากพ่อจนแถวบ้านผม ที่สอนให้ลูกอยากรวย และแข่งร่ำแข่งรวยกับคนอื่น แบบนี้จึงเป็นแบบอย่างของการใช้เงินไม่เป็น และจมไม่ลง มุ่งเน้นแต่การสร้างสภาพคล่องเพื่อสนองความอยากด้วยการกู้ยืมเอาเงินอนาคตมาใช้ สุดท้ายก็ต้องทำงานใช้หนี้ยันตาย 


พูดถึงเรื่องพ่อลูกแล้ว เกิดนึกถึงเรื่องที่น่าจดจำและเป็นแบบอย่างของการเลี้ยงลูก เรื่อง "ขนมปังชิ้นที่ 3 " ของ คุณ ตัน อิชิตัน ที่ว่า ขนมปังชิ้นที่ 3 คือ ยาพิษ มีไว้ให้ลูกมากไปก็ไม่เกิดประโยชน์ทำให้กลายเป็นโทษมากกว่าคุณ ดังนั้นจึงไม่มีนโยบายเก็บเงินหรือทิ้งมรดกไว้ให้ลูก มากๆเกินพอดี มีเพียงแค่ขนมปังชิ้นแรก ที่ให้เพื่อประทังชีวิต และชิ้นที่สองเพื่อความอร่อย สุขสบาย พอสมควร  


การเลี้ยงลูกให้เป็นเศรษฐีของพ่อรวยแบบคุณลุงคนนี้ จึงเป็นการทำให้เห็นและสอนให้ลูกเป็นในอย่างที่ควร เพื่ออนาคตลูกจะได้โตขึ้นมาแบบมีคุณภาพและสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองได้ไม่พลาญเงิน พลาญของพ่อแม่ไปกับสิ่งของราคาแพง เพื่ออวดร่ำอวดรวยจนเกินตัว โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการสอนให้ลูกรู้จักการลงทุน ทั้งการทำธุรกิจ หรือแม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อสร้างความเติบโตของสินทรัพย์ ซึ่งเราสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างได้ดี แม้เราจะยังไม่รวยเป็นเศรษฐีมีเงินมาก แต่ก็สามารถนำแนวคิดแบบเศรษฐีมาปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดแบบคนรวยให้กับ ลูกของเราได้เช่นกัน ที่สำคัญควรใช้ชีวิตแบบพอเพียงเพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินชีวิตแก่ลูก 


จงอย่าทำเป็นพ่ออวดรวย ที่ใช้เงินไปวัน เพื่อปรนเปรอความสุขนอกกาย และแสดงแสนยานุภาพความมั่งมีจอมปลอมผ่านวัตถุภายนอก เพื่อให้คนอื่นยอมรับ(ถึงตอนนี้เราจะหาได้มากในวันนี้แต่อย่าประมาทว่าเงินมันจะมากพอแบบนี้ตลอดไป ถ้าการหาเงินเกิดสะดุดมีปัญหา ความจนก็จะมาเยือนท่านได้เสมอ) ที่สำคัญเราไม่ควรทำตัวเลียนแบบพ่อจน ที่สอนให้ลูกรู้จักแต่การเล่นหวย เล่นการพนัน แทนที่จะสอนลูกให้รู้จักการลงทุนในธุรกิจ หรือลงทุนในหุ้นคุณค่า เพื่อความยั่งยืนในอนาคต เพราะถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว คงจะอยากที่ลูกจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขครับ





วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เป้าหมายการลงทุน

ได้ดูโฆษณากระทิงแดงทีไร แล้วรู้สึกหึกเหิมทุกทีไป โดยเฉพาะวลีเด็ดโดนใจที่ว่า "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" แน่นอนว่าชีวิตคนเรานั้นต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายที่เป้นดั่งธงชัยไว้ให้เราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า การใช้ชีวิตไปวันๆแบบไม่มีเป้าหมาย ปล่อยตัวไหลไปตามครรลองของเวลา นั้นย่อมทำให้ชีวิตขาดความทะเยอทะยาน ขาดไฟในการขับดันให้ไปสู่ความสำเร็จ
การลงทุนก็เช่นกันครับ ไม่ว่าจะลงทุนสั้นหรือยาว เป้าหมายเป็นสิ่งที่สำคัญในการวางแผนบริหารจัดการทางการเงิน แต่เท่าที่ผมสังเกตเห็น แมงเม่าไทย ส่วนมากไม่มีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน ส่วนมากมักหวังสูง บางคนบอกว่าอยากได้ผลตอบแทนเดือนละ 10% ไม่มากไม่มาย แต่ขอโทษเถอะพ่อคุณถ้าบวกลบคูณหารออกมาแล้ว ปีละ 120% เชียวนะครับ บางคนก็คิดจะได้ปีละ 50 60% นั้นก็ไม่น้อยเช่นกัน 

คนที่ไม่รู้จักตลาดหุ้นอาจจะฟังแล้วขำ เมื่อเอาไปเทียบกับดอกเบี้ย ธนาคารปีละ 2-3 % แต่จริงๆแล้วตลาดหุ้นสามารถเนรมิตรให้ทันได้มากกว่านั้นครับ ถ้าเอาแบบเสี่ยงจัดๆก็ DW วันละ 50-100% ทำได้อยู่แล้ว หรือถ้ามองเป็นรอบสัปดาห์ก็มีหุ้นเล็ก หุ้นร้อนรายวัน Warrant หรือ DW หลายตัวที่เคลื่อนที่เฉลี่ยสร้างผลตอบแทนถึง 50% ต่อสัปดาห์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อแมงเม่าเข้ามาสัมผัสกลิ่นเงินในตลาดทุนแห่งนี้จึง อาจจะเคลิ้มฝันมากมายเกินตัวไป 

แต่ถ้าสะดุ้งตื่นสู่โลกความเป็นจริง จะพบว่าหนทางที่ได้มานั้นก็ไม่ง่ายดาย โอกาสสำเร็จมีไม่มาก ส่วนมากเมื่อเข้าไปยุ่งก็มักจะเสียเงินเสียทอง มากกว่าที่จะได้ (ไม่งั้นทุกคนที่เล่นหุ้นเก็งกำไรในตลาดคงรวยเป็นเศรษฐีไปหมดแล้ว ใช่ไหมครับ) เข้าสโลแกนที่ว่า "High Risk High Return" 

ดังนั้นการตั้งเป้าหมายที่ดี ควรจะตั้งเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความน่าจะเป็น ชัดเจน สอดคล้องเหมาะสมกับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ เป้าหมายผลตอบแทนเราอาจจะแบ่งเป็น ระยะสั้น ระยะยาว เช่นเป้าหมายระยะสั้นระดับไตรมาส(3 เดือน) เป้าหมายระยะยาวระดับ 1 ปี การมีเป้าหมายผลตอบแทนนอกจากจะใช้ในการวางกลยุทธ เพื่อบริหารการลงทุนแล้ว เรายังสามารถใช้เพื่อประเมินผลการลงทุนเปรียบเทียบกับ ผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นได้ 

ยกตัวอย่าง เป้าหมายผลตอบแทนของผม ผมมองว่าปีหนึ่ง ผลตอบแทนในพอร์ตการเก็งกำไรของผมต้องได้ ผลตอบแทนที่ 40% (ฟังดูเหมือนจะเยอะนะครับ แต่มันมีทางเป็นไปได้) โดยมีผลตอบแทนระยะสั้นรายไตรมาส ประมาณ 10% อธิบายภาษาชาวบ้านก็คือ ใน 3 เดือนเก็งกำไรรายรอบให้ได้ 10% ต่อรอบก็พอ 1 ปีเล่น 4 รอบก็ทะลุเป้าหมายแล้ว

ตัวอย่างในภาพเป็นหุ้นตัวหนึ่งพื้นฐานดี มั่นคง ผมเทรด 4 รอบต่อปี เฉลี่ยแล้วผลตอบแทนอยู่รอบละ 12 % เท่านี้เราก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้เบื้องต้นแล้ว แน่นอนว่าการบริหารความเสี่ยงคงไม่ได้เทรดแค่หุ้นตัวเดียว แต่ผมอยากจะบอกว่าหุ้นทุกตัวมันมีรอบของมันที่เราเข้าไปทำกำไรได้ โดยสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ การจับจังหวะการลงทุน เพื่อให้สามารถเก็งกำไรรายรอบ ตามทิศทางของ Fundflow ได้ ที่สำคัญถ้าอยากให้ดี นักลงทุนควรศึกษาเครื่องมือแบบ Technical analysis เอาไว้จะพบว่ามีประโยชน์มาก โดยท่านไม่ต้องเก่งเป็นเทพเดาอนาคตได้ ขอแค่สามารถอ่านเครื่องมือ จับการสังเกตการเคลื่อนที่ของราคา และการอ่านแนวโน้มหุ้นได้ก็เพียงพอ

เห็นไหมครับ จริงๆแล้วการตั้งเป้าหมาย นี้เป็นแรงขับดันที่ดีมาก แต่อย่าพยายามเอาความโลภมาหลอกตัวเอง ตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินตัวไป จะทำให้เราเสี่ยงมาก เสี่ยงแบบขาดสติ สุดท้ายท่านก็จะกลายเป็นผู้แพ้ในที่สุด สำหรับมือใหม่หัดเทรด หัดเก็งกำไรก็ไม่จำเป็นที่ต้องตั้งเป้าหมายให้สูง มาก เดี่ยวจะท้อแท้หมดแรงหมดกำลังใจไปซะก่อนการตั้งเป้าหมายผลตอบแทน ควรประเมินจากกำลัง ความสามารถ ของตัวเรา เบื้องต้นเอาแค่ชื่นใจเมื่อทำได้ แต่ขอทำให้ได้อย่างยั่งยืน สม่ำเสมอทุกปีก็พอครับ


วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ถ้ารู้(กู)รวยไปแล้ว

ช่วงนี้ตลาดหุ้นบ้านเราดูเหมือนจะออกแนวอินดี้นอกกรอบ ทำตัวแบบเด็กวัยรุ่น 16 17 หัวขบถนิดๆไม่ค่อยตามใคร สังเกตได้จากการที่ข่าวความวิตกเรื่องปัญหาหนี้สินยุโรปออกมาเป็นทิวแถว แต่ SET ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนนิ่งเฉย นิ่งเตะไม่ไหวติงไม่ออกอาการลง(แดง) แบบตลาดรอบโลก ล่าสุดแม้ดาวน์โจนแดงต่อเนื่อง ก่อนจะลบไปเกือบสองร้อยจุดกว่า เล่นเอาหลายคนคิดว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ไม่รอดสงสัย บ้างก็ว่าเม่าตายแน่ทุบแน่ทุบแล้ววันนี้(24-11-2011) ผลปรากฏว่าหุ้นไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก นอกจากไม่ลบแล้วปิดบวกหน้าตาเฉย 


ประเด็นที่เขียนมาในตอนต้นไม่ได้บอกนะครับว่า ตลาดบ้านเราจะขึ้นต่อเนื่อง(ผมก็ไม่รู้และไม่คิดจะไปเดา) แต่แค่อยากสะท้อนว่าตลาดหุ้นมันเป็นอะไรที่ยากจะเดา การจับเอาข้อมูล ข่าว เอาตัวเลขต่างๆมาร่วมกันทำนาย พยากรณ์(เดา) อนาคตมันยากจะที่ถูก โดยเฉพาะคนที่ชอบนำเรื่องนี้ไปเล่นในตลาด TFEX ผมเห็นเจ็บหนักกันถ้วนทั่ว เพราะความรู้สึกมันขัดกับสิ่งเกิดขึ้น ยิ่งมีอคติ(Bias)ไปปนกันข้อมูลที่เขาฉีดมาให้เราเสพ ผลก็คือเรายิ่งเดาไปในทางที่เราต้องการ


ผมมีเรื่องสนุกๆสไตล์ชาวบ้านมาเล่าให้ฟัง มีลุงคนหนึ่ง ชื่อ ดำ ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก มากซะจนที่ว่าเจอที่ไหนต้องแวะไปบูชา และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการ "ขอหวย" ขอเลขสวยติดไม้ติดมือมาเสี่ยงโชค ด้วยความฝันที่จะได้ร่ำได้รวยไม่ต้องลำบาก วันหนึ่งในหมู่บ้านก็มี ชายแก่ร่างเล็กผมขาว ชื่อ อาจารย์คง มาตั้งตำหนัก ทรงเจ้า สะเดาะเคราะห์ ทำเสน่ห์ มีชาวบ้านมากมาย เข้ามาสักการะ ไม่ขาดสาย ลุงดำแกก็เที่ยวไปมานำของไปถวายฝากตัวเป็นศิษย์ แต่อาจารย์เฒ่าที่ชาวบ้านนับถือก็ไม่ยอมให้หวย ให้เลขสักที ทำยังไงก็ยอมให้ ลุงดำแกคิดไปไกลว่า อาจารย์คงมีเลขเด็ดแต่ไม่ยอมบอกใบ้ เพราะยังทำบุญไม่พอ หรือไม่ก็กลัวเลขเคลื่อน 


จนวันหนึ่งแกตัดสินใจบุกเข้าไปคุยกับอาจารย์คงตัวต่อตัวว่า ถ้าให้เลขเด็ดจะยกที่นา 5 ไร่ให้ทันทีถึงแม้จะไม่ถูก แต่ถ้าถูกหวยงวดนี้จะยกให้อีก 5 ไร่ อาจารย์ก็พยายามบ่ายเบี่ยง ถึงสามรอบ แต่สุดท้ายก็ทนแรงตื้อของลุงดำไม่ไหว สุดท้ายยอมเขียนเลข สามตัว 123 ใส่กระดาษให้ไป พร้อมกำชับว่าให้ครั้งเดียวแล้วห้ามไม่ให้ไปบอกใคร  ผลปรากฏว่างวดนั้นลุงมีถูกหวย สมใจในรอบห้าปี ได้เงินมา 1 แสน แกดีใจรีบไปบอกอาจารย์คง พร้อมโอนทีนา 10 ไร่ให้ไปแบบไม่เสียดาย เพราะคิดว่าต่อไปยังไงก็รวยแล้ว เนื่องจากมีผู้วิเศษ รู้อนาคตให้โชคให้ลาภได้  


แกเที่ยวอวดชาวบ้านว่าถูกหวย ใช้เงินซื้อ รถเครื่อง ซื้อทีวี ซื้อตู้เย็น กินเหล้าฉลอง สามวันสามคืนและแจกเพื่อนๆ จนเงินแสนหมดในไม่กี่วัน แต่ลุงดำก็ไม่กังวล เพราะคิดว่ายังไงเสียก็ยังมีอาจารย์คงอยู่ และแล้วสองวันก่อนหวยจะออกลุงดำก็แวะไปหาอาจารย์คงพร้อมใช้มุกเดิมที่ว่าจะยกที่นาให้อีก อาจารย์คงส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ แล้วลุกขึ้นยืน บอกว่า "ถ้ารู้ กูรวยไปแล้ว" 


ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมาอยู่บ้านเช่าโทรมๆ 
ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมานั่งสั่นเพื่อทรงเจ้า หลอกชาวบ้าน
ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมาเหมื่อยปาก ยกเมฆดู ดวง ทำเสน่ห์


แต่ตอนนี้กูสบายแล้ว มีเงินก้อนจากการขายที่นา 5 ไร่พร้อมซื้อบ้านใหม่ใหญ่กว่าเดิม ลุงดำหน้าซีดผาดที่หมดตัว จะด่าก็ด่าไม่ได้เพราะไปประเคนให้เขา เสียรู้เขาเองจากความโลภ จากความโง่ 


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มันไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ เพราะคนที่รู้อนาคตจริงๆ จะเป็นคนที่มีอำนาจและหาผลประโยชน์จากสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นอย่าเสียเวลาไปเดาเลย แต่จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน สังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด และวางแผนรับมือสิ่งที่จะเกิด มองการเปลี่ยนแปลงดังมิตรไม่ใช่ศัตรู พยายามติดตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เท่าทัน


การที่เอากราฟเทคนิคและอินดิเคเตอร์ต่างๆมานั่งเดาว่า หุ้นจะขึ้นหรือลง จะบวกหรือลบ ส่วนมากต่างคนต่างมีอคติ(ลึกๆ เช่น ถ้าคุณไม่มีหุ้น พอร์ตว่างก็คิดว่าอยากให้มันลง ส่วนคนที่มีหุ้นก็คิดว่า มันต้องขึ้น ยังไปต่อได้)และใช้อารมณ์ร่วมสนับสนุนการตีความจากกราฟกันทั้งนั้น ผลจากการวิจัยมันก็บอกว่า ผลลัพธ์การเดาความถูกต้องนั้นดีกว่า การโยนเหรียญหรือให้เด็กประถมเดาสุ่ม ไม่เท่าไหร่ อ่านถึงตรงนี้คนคงสงสัยงั้นก็ไม่ต้องใช้กราฟเทคนิคอลเลยหรือ??? 


จริงๆแล้วเราต้องใช้ครับแต่ใช้เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลง ใช้เพื่ออ่านแนวโน้มและวิเคราะห์คุณภาพของแนวโน้ม รวมถึงใช้เพื่อหาทางหนีทีไล่ และวางแผนการรับมือ ด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยง 


อยากได้ผลลัพธ์ที่ดีใกล้เคียงความจริงก็ควรทำจิตให้นิ่ง ใช้เครื่องมือเทคนิคเพื่อการสังเกตติดตามที่ใกล้ชิด หรือถ้าไม่มีเวลาติดตามอย่างใกล้ชิดเราเองควรประเมินความเหมาะสมของช่วงเวลาที่จะใช้ และความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับตัวเรา แต่ไม่ใช่พยายามคาดหวัง หรือฝากอนาคตการลงทุนกับการคาดเดาในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ยิ่งไปศรัทธาในเซียนเก๊หรือผู้รู้ไม่จริง ยิ่งไม่เกิดประโยชน์ไปกันใหญ่ครับ เพราะมีวลีอมตะที่กล่าวกันในตลาดหุ้นว่า "ไม่มีใครหวังดีกับเงินของเราจริง มากเท่าตัวเรา"

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เงินน้อยๆสมองเยอะๆ

เงินมักถูกใช้เป็นตัวแสดงฐานะทางสังคมของคน เพื่อจะได้รับการยอมรับ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่มีมาตั้งโบราณกาล ดูจะเป็นเรื่องปกติที่เราๆท่านๆยอมรับกันได้ ไม่เว้นแม้แต่ในสังคมนักลงทุน ที่หลายคนมักจะนำเอาขนาดของจำนวนเงินในพอร์ตมาบัฟใส่หน้ากันให้เห็นบ่อยๆ จนกลายเป็นว่าถ้าฉันเงินเยอะ สิ่งที่ฉันพูด สิ่งที่ฉันคิด สิ่งที่ฉันเชื่อต้องถูกเสมอ (ไม่เชื่อดูสิพอร์ตฉัน 7 หลักนะเงินเยอะนะ)
ผมพบเจอเรื่องแบบนี้ค่อนข้างบ่อยจนชินชา แมงเม่าขับเบนซ์คุยกับเพื่อนๆแมงเม่าขับวีออส บางคนก็บอกว่าวันนี้กำไรหลายแสน หลายล้าน ทั้งจริงๆอาจจะได้กำไรไม่กี่ % หรือได้แค่ 3 ช่อง 4 ช่อง แต่ด้วยเงินทุนที่มาก(รวยมาเป็นพื้นฐาน) เลยดูเหมือนผลตอบแทนที่เยอะ (เป็นความภาคภูมิใจของคนที่ได้) แต่ตอนที่เสียก็เก็บความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง เงียบๆคนเดียว

ในอีกมุมหนึ่งความแปลกของตลาดหุ้นก็คือ คนรวยบางคนมีเงินเยอะๆแยะแต่ขาดทุนจนหมดความมั่นใจ จนต้องไปหาที่พึงเช่นเรื่อง ดวง เรื่องโหรราศาสตร์ หุ้นตัวไหนจะมา หุ้นตัวไหนจะดี หุ้นตัวไหนชง มันแปลกถึงขนาดเอาชื่อย่อหุ้น มาผูกเรื่องรวมกับดวงดาวบนฟ้า และผูกโยงกับดวงวันเดือนปีเกิดของคนลงทุน บ๊ะเอาเข้านั้น สุดท้ายหาได้หุ้นเด็ดที่พ่อหมอบอกว่ามาแน่ 3 เด้ง 5เด้ง แต่ในอีกกีปีไม่มีใครรู้ อาจจะ 5 ปี หรือ 10 ปี ถ้าไปเจอวิกฤตการเงินโลก ก็ต้องรองเพลงรอต่อไป ส่วนมากคนที่เชื่อดวงในเรื่องนี้มันบอกถึงพื้นฐานจิตใจที่ไม่มั่นคงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นแค่ตลาดลงสัก 100 จุด 200 จุดก็คงเคาะซ้ายขายหมด ไม่สามารถถือทนถือยาวเพื่อรอถึงวันนั้นได้แน่นอน

คำพูดหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจเสมอคือ คำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จัก แกกว่าไว้ดีมากว่า "เล่นหุ้นต้องใช้เงินน้อยๆ แต่ใช้สมองเยอะๆ" ส่วนคนรวยมีเงินเยอะๆ ก็ควรใช้สมองเยอะๆเช่นกัน หรือพูดง่ายๆคือ คิด วางแผน วิเคราะห์ เยอะๆ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เงินมากเงินน้อยไม่สำคัญ ถ้าเรามีเงิน 1 หมื่นแต่ทำให้ได้กำไร 20% นั้นหมายความว่าอนาคตถ้าเราสามารถหาเงิน 1 ล้านมาเทรดด้วยระบบหรือวิธีการเดียวกัน เราก็มีผลตอบแทนที่ 20% ได้เช่นกัน 

ผมเองไม่อยากขัดเวลาที่ท่านดีใจ ว่าได้กำไร 2 หมื่น 3 หมื่น หรือแสน แต่สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือ อย่ามองเงินเป็นเงิน ตามค่าจริงใน money game แบบนี้ เพราะเราพยายามมองเงินที่ได้จากการลงทุน เป็นมูลค่าเมื่อเทียบกับโลกจริง เช่น กำไรแจ๊ส 1 คัน, กำไรไอโฟน 1 เครื่อง การไปติดกับตัวเงินมันทำให้เราพลาดและอ่อนแอในเรื่องของจิตใจ คนที่ยึดติดกับตัวเงิน พวกนี้พอหุ้นลงหรือตลาด crash  ปัญหาคือ คุณไม่กล้าตัดขาดทุนหรือ cutloss เพราะกลัวจะต้องเสียเงิน แสน เสียเงินล้าน ยอมกอดหุ้นอบอุ่นอยู่บนยอดดอย และปลอบใจตัวเองด้วยวลีที่ว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเน่าแค่ไหน หรือรายใหญ่จะขายมากเท่าไหร่ คุณก็ยังอยู่กับความกลัวที่จะเสียเงิน และเสพความหวังที่ยังมาไม่ถึง ว่าสักวันราคาจะกลับขึ้นมา(ถ้าหุ้นดี เศรษฐกิจดี มันมาแน่ๆไม่เถียงแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจจะ 1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปี)

เราควรมองกำไร ขาดทุนเป็นตัวเลข % มองให้เป็นเพียงเกมส์ที่มีแพ้ มีชนะ แบบยืดหยุ่น และคิดเป็นระบบ ไม่ว่าจะวางแผนลงทุนสั้นหรือยาว เพราะมันจะง่ายต่อการบริหารจัดการเงิน ยิ่งพอร์ตลงทุนของเราโตขึ้น การบริหารจัดการและการควบคุมอารมณ์ จะทำได้ง่ายและมีประสิทธธิ์ภาพกว่าการมองผลกำไรขาดทุนที่มีหน่วยเป็นบาท 

เราอาจจะทำใจไม่ได้ที่ต้อง cutloss 1 แสน แต่เราจะทำได้ง่ายกว่าถ้าคิดว่า เราตัดขาดทุน 2% ในกรณีเดียวกัน การที่เราขายหมูเพราะเราไปติดกับผลตอบแทนที่ได้ 1 แสนก็พอแล้ว 2 แสนก็เยอะแล้ว ทั้งจริงๆมันอาจจะแค่ 2% 3% และยังไปได้อีกมาก แมงเม่าไทยใจอ่อนก็ จำหน่ายสุกรกันแล้ว สิ่งที่สำคัญมันคือจิตใจ ยิ่งเราควบคุมจิตใจของตัวเราให้นิ่งได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะชนะมีมากเท่านั้นครับ...


วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บทเรียนของผู้แพ้

เรามักหาอ่านเรื่องราวของคนที่ชนะ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ง่าย ทั้งหนังสือพิมพ์ รายการทีวี ต่างก็มักจะนำเสนอเรื่องราวของคนเหล่านั้น ซึ่งเกือบ 80% ของเนื้อหามักจะพูดเน้นไปที่สิ่งที่เขาทำแล้วสำเร็จ ซึ่งพอนำเสนอผ่านคำถามของพิธีกร คำตอบมันดูช่างง่ายดาย ราวกับว่าคุณเองก็สามารถทำได้ แต่แท้จริงแล้วผมเชื่อมาตลอดว่ากว่าคนเหล่านั้นจะพบกับคำว่าความสำเร็จ เขาย่อมผ่านการล้มลุกและเจอความล้มเหลวมาก่อน แล้วแน่ใจว่าช่วงเวลาในวังวนแห่งความล้มเหลว กว่าที่ใครคนหนึ่งจะก้าวผ่านมาได้ ย่อมต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน แก้ไขและค้นหา เส้นทางที่จะนำเขาไปสู่ความสำเร็จได้


ส่วนตัวผมชอบที่จะฟังเรื่องราวที่ผิดพลาด เหตุการณ์ที่ล้มเหลว ในยามช่วงที่จิตใจท้อแท้ รวมถึงเหตุการณ์จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาออกจากจุดล้มเหลว ยิ่งเฉพาะวิธีการและแนวคิดที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นมากกว่า การมาสนใจว่าเขาซื้อหุ้นอะไรที่ได้กำไรหลายร้อย % หรือจริงๆแล้ว บางทีเราอาจจะลองเปลี่ยนมาสัมภาษณ์ คนที่ล้มเหลวดูบ้าง เช่นคนที่เล่นขาดทุนจนหมดเงินต้องหันหลังออกจากตลาดไป หรือคนที่ติดดอยหลายปี จนต้องเลิกเทรด การได้ฟังเรื่องคนที่ล้มเหลว จะทำให้เราเรียนรู้ว่าการลงทุนแบบไหนที่ล้มเหลว หนทางแบบไหนที่ไม่ดี


นอกจากการเรียนรู้จากความล้มเหลว จากบทเรียนของนักลงทุนที่พ่ายแพ้ เรายังสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดและความล้มเหลวของตัวเราเองได้ด้วย อย่าบอกนะครับว่าคุณไม่เคยผิดพลาด !!! คนที่ลงทุนแล้วไม่ผิดพลาดมีอยู่สองประเภท ได้แก่ ประเภทแรกคือ คนที่ไม่เคยลงทุน กับประเภทที่สองคือคนตาย ดังนั้นเมื่อคุณผิดพลาด อย่าพยายามลืม แต่จงจดจำแล้วเรียนรู้เพื่อไม่ทำให้ผิดพลาดอีกแล้ว เชื่อผมเถอะครับ เราสามารถให้ตลาดหุ้นเป็นครูเรา สอนบทเรียนที่ผิดพลาดให้เรา เมื่อเรียนรู้แล้วจงจดจำ และที่สำคัญโดยเฉพาะความผิดพลาดในการลงทุน ซึ้งมันมีรูปแบบความผิดพลาดไม่เยอะหรอกครับ ดังนั้นถ้าเรานิยามได้แล้วว่าอะไรผิดพลาด โอกาสที่เราจะพลาดซ้ำก็จะมีน้อยลง(ถ้าเราจำและเรียนรู้จากมันนะ)


ถ้าเรากลัวจะจำไม่ได้ ผมแนะนำให้ทำ Trader's diary จดบันทึกเรื่องราว การลงทุนของเราไว้ บันทึกรอบการซื้อขาย เหตุผลและแนวคิดการซื้อขาย รวมถึงความผิดพลาดในการเทรดเอาไว้ด้วย เพื่อให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่ทำลงไป หรือถ้ามีเวลาลองกลับมาทบทวนเพื่อกำจัดจุดอ่อนออกจากตัวเรา รับรองได้ว่าไม่นานเกินรอ คุณจะสามารถพัฒนาตัวเองและเอาตัวรอดจากความผันผวนและโหดร้ายของตลาดหุ้นได้


ต้วอย่าง Trader diary ที่ใช้บันทึกรายละเอียดการลงทุน

การผ่านความล้มเหลว แล้วเรียนรู้จากมัน จนสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการเอาตัวรอด เราเรียกมันว่า "ประสบการณ์" ยิ่งมีประสบการณ์ ก็เท่ากับว่าเป็นตัวชี้วัดความสามารถของนักลงทุนผู้นั้นด้วย ผมคิดว่าคนเก่งในสนามรบแห่งนี้ ไม่ใช่คนที่พยายามเอากราฟราคา มาลากเส้นแล้วเดาว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง โดยพยายามแข่งขันว่าใครเดาแม่นกว่ากัน โดยพยายามอนุมานว่า คนที่เดาได้แม่นมาก อธิบายได้ซับซ้อนมากนั้นเป็นคนเก่ง แต่เชื่อเถอะครับ คนเก่งแบบนี้มีมาก เพราะความต้องการการยอมรับจากคนรอบข้างเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่การจะวัดว่าเก่งจริงหรือไม่ ต้องใช้เวลาเป็นเรื่องพิสูจน์ และใช้ความสำเร็จระยะยาวที่ต่อเนื่องเป็นตัวชี้วัด ถ้าเพิ่งเริ่มรู้จักตลาดหุ้นไม่ถึงปี ไม่เคยเจอวิกฤตการเงิน ไม่เคยผ่านความผันผวนของตลาด อย่าเพิ่งสรุปว่าตัวเราเก่ง เพราะเมื่ออัตตามันมาครอบงำจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการลงทุน เมื่อนั้นความล้มเหลวก็จะมาเยือน และพาท่านออกจากตลาด


ส่วนคนที่ล้มเหลว อยากให้กำลังใจขอให้ ฮึดสู้ไม่ถอย ล้มแล้วลุกเอาใหม่ (ไม่ใช่เอาอยู่ เอาอยู่ แล้วล้มเหลวโดยแก้ไขปัญหาไม่ได้) จริงๆตัวอย่างที่ดีของการล้มแล้วลุก ผมขอยกตัวอย่างคุณตัน อิชิตัน ที่ล้มหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ คุณตันแนะนำว่าการล้มเหลวนิแหล่ะดี ทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่างบนพื้น เวลาล้มไม่ต้องรีบลุก แต่ต้องพยายามเก็บของที่อยู่บนพื้นได้มากที่สุด นั้นก็คือการมองให้เห็น เรียนรู้กับอุปสรรค์ ปัญหา และความล้มเหลว ต้องพยายามพัฒนาตัวเองแล้วเดินหน้าไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จให้ได้ครับ

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทําอย่างไรให้รวยหุ้น

เมื่อคืนต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวังกับฟอร์มของนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่แพ้ซาอุไปแบบหมดลุ้น 3 เม็ด ผมเริ่มเชื่อพี่โน๊ตอุดมแล้วว่า ถ้าบอลไทยจะได้ไปบอลโลกมีทางเดียวคือ เราต้องเป็นเจ้าภาพ และบอลโลกต้องมาจัดที่ประเทศไทย ถึงจะมีความน่าจะเป็นที่มากที่สุด ยิ่งหันกลับไปมองชุดเล็กที่ตอนนี้ลงเล่นทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปแบบ ซีเกมส์ที่แต่ก่อนถ้าเราไป ยังไงก็แชมป์ สองสามปีมานี้แม้แต่จะเข้ารอบยังยากลำบากเลย เราเล่นเกมส์กับเขมร กับพม่า กับลาวได้สูสีแบบไม่โดดเด่น นี่ถ้าเจอทีมแบบระดับอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เราก็อาจจะรอดยาก ถ้ายังรักษาฟอร์มที่กระท่อนกระแท่น แบบนี้อยู่




ก่อนเข้านอนแวะไปอ่านอีเมล์ ปรากฏว่ามีพี่ท่านหนึ่งเขียนมาปรึกษาเรื่องหุ้น ขึ้นหัวข้อมาว่า "ทำอย่างไรให้รวยหุ้น" เลยถือโอกาสนี้เอาหัวข้อนี้มาเป็นประเด็นเขียนบล็อคเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนคติกัน ผมเองเชื่อว่าทุกคนอยากรวย แน่นอนว่ารวมถึงตัวผมเองด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในตลาดหุ้นคือ คนที่อยากรวยมักจะไม่รวย แปลกไหมครับ?? อาการของคนที่อยากรวยคือคนที่ มุ่งจะหาวิธีการทำกำไรสูงสุดจากการเล่นหุ้นให้ได้ ในเวลาอันสั้น บางคนไปหาหุ้น 5 เด้ง 10 เด้ง(เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี แต่กว่าจะเจอคุณอาจจะใช้เวลานานหลายปี ยิ่งแจ๊กพอร์ตสภาพเศรษฐกิจโลกไม่อำนวย คุณก็อาจจะเจ็บตัว ร้องเพลงรอเก้อต่อไป) หรือไม่ก็เน้นไปที่การหาวิธีการเทคนิคที่จะทำให้ได้กำไรมากๆจากการซื้อหุ้นทุกครั้ง


ดังนั้นเมื่อตั้งธงไปที่กำไรส่วนมากวิธีคิดเราจะมุ่งไปที่การทำกำไร จนทำให้สุดท้ายก็ไปติดกับดักทางอารมณ์โดยเฉพาะความโลภ จนมองข้ามความเสี่ยงที่มีไป ตามที่ผมศึกษามาจากเรื่องราวของเทรดเดอร์และนักลงทุนระดับโลก ผู้ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในตลาดหุ้น ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเกมส์การเงิน เขาเหล่านั้นไม่ได้มองที่การทำกำไรเป็นหลัก แต่เขากับมุ่งไปที่การรักษาต้นทุนและการจำกัดความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ


แนวทางการเล่นหรือลงทุนจึงเน้นไปที่การปกป้องเงินต้น แน่นอนว่ากำไรเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง แต่มันจะเป็นภาระกิจรองจากการจำกัดความเสี่ยงและปกป้องเงินต้นของการลงทุนไป(ตลาดหุ้นความเสี่ยงจะไม่เท่ากับศุนย์ แต่ความเสี่ยงจะไม่เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวถ้าเราสามารถประมาณ และจำกัดขอบเขตของความเสี่ยงได้) ตัวผมเองหลังจากลองผิดลองถูกในตลาดหุ้นอยู่นาน ก็เปิดใจเปลี่ยนเอาแนวคิดนี้มาใช้ จนปัจจุบันผมกล้ายืนยันว่า ถ้าเราสามารถปกป้องเงินต้นของเราได้แล้ว กำไรนั้นจะไหลมาเทมาเอง แบบตามสภาพตลาด(โดยเฉพาะเมื่อตลาดอยู่ในขาขึ้น มีกระแสเงินต่างชาติหรือกระแสเงินจากกองทุนไหลเข้ามา)และภาวะการเติบโตของกิจการ 


ในระยะยาวพอร์ตการลงทุนของเราก็จะเติบโต อย่าหลงไปเล่นกับกำไร 50% 100% ในครั้งสองครั้ง แต่ต้องมานั่งเสียใจ เสียน้ำตาขาดทุนหลายครั้ง หรือติดดอยมหาศาล เพราะวิถีทางนั้นมันไม่ได้ทำให้พอร์ตลงทุนเรางอกงาม


หลักการเทรดหุ้นเก็งกำไรของผม คือจะไม่เสี่ยงหรือปล่อยให้ขาดทุนเกิน 5% ของเงินทุนในหน้าตัก ที่สำคัญต้องมีวินัยในการตัดขาดทุน การตัดขาดทุน cutloss เป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก ถ้ายังไม่มีการฝึกหัดหรือมีระบบจัดการเงินที่ดี นักเก็งกำไรมักพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ บวกกับไปเจอพวกที่อัดฉีดความหวังด้วย เหตุผลเชิงพื้นฐาน หรือคำโอ้โลมที่ให้กำลังใจ สุดท้ายเป็นเคลิมติดดอย รู้ตัวอีกทีขาดทุน 40 50% ไปอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกก็มีเยอะแยะ


จากสารคดีชีวิตสัตว์ป่าที่ผมนั่งดู เขากล่าวไว้ว่า ถ้าป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ผู้ล่าที่จะอยู่รอด ไม่ใช้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพงไพรแบบ เสือ หรือสิงโต แต่สัตว์ที่จะสามารถอยู่รอดได้นาน คือ หมาป่า เพราะหมาป่าเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัว และดำรงชีวิต ทำงาน หากินแบบเป็นกลุ่มเป็นฝูงได้ ที่สำคัญ หมาป่านั้นกินได้ทั้งซาก และสามารถล่าเหยือที่มีชีวิตอยู่ ต่างจากเสือ และสิงโต ที่เน้นกินแต่เนื้อสด จากการล่าสัตว์ที่มีชีวิต เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การอยู่รอดเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นถ้าจะอยู่รอด ไม่ใช่แค่เราจะต้องรุกเก่ง ล่าเก่ง แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาชีวิต รักษาต้นทุนเอาไว้ให้ได้นานที่สุดครับ


นักลงทุนหลายคนที่ผมรู้จัก ทั้งจากเว็บไซต์และจากกลุ่มสังคมออนไลน์ ผมเคยเจอคนที่จบ MBA ทำงานสายธุรกิจ หรือบางคนก็เรียบจบเมืองนอก เป็นผู้บริหารของบริษัทใหญ่โต เงินเดือนหลายแสน เก็บเงิน เก็บทองมาจากอาชีพหลัก งานประจำ มาลงทุนในตลาดหุ้น สุดท้ายหลงเข้าตามวังวนของตลาดเก็งกำไร จากหุ้นใหญ่ ไปหุ้นเล็ก ไป DW ไป TFEX เสียเงินเสียทอง มหาศาล หมดตัวกลับไป แล้วได้แต่ถามตัวเองว่า ผิดตรงไหน ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น ก็มีข่าวดี มีสมัครพรรคพวกซื้อตามมากมาย มีบทวิเคราะห์เชิงบวกรองรับ แต่แล้วกำไรไม่นานก็ขาดทุนทุกทีไป คำตอบมันก็อยู่ตรงที่จุดเริ่มต้นแหละครับ ถ้าเรามองหากำไร วิ่งตามกำไรมากเกินไป สุดท้ายกำไรมันจะวิ่งหนีเรา....



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

leverage

ช่วงนี้ดูเหมือนความกังวลเกี่ยวกับตลาดหมีน้อยจะกลับมาอีกรอบ โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาหนี้สินของกรีซ และประเทศอื่นๆในยุโรป สลับกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของอเมริกา ที่ออกมาให้ลุ้นกันได้เรื่อยๆ เมื่อหลายคนกังวล ผลที่ตามมาคือ ตลาดหุ้นมักตอบสนองกับความกังวลนั้น จะสั้นหรือยาวก็ตามแต่สถานการณ์ รวมถึงวิธีการเล่นของผู้เล่นรายใหญ่ เดี่ยวนี้จึงได้เห็นแมงเม่าแห่ลงไปเทรด Tfex กันมากขึ้น ตามคำชวนของเพื่อน ของมาร์ ด้วยความเชื่อที่ว่า จะได้มีเครื่องมือไว้ทำกำไรในช่วงตลาดขาลง 

โดยหลายคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการเทรดในตลาดฟิวเจอร์ ขาดระบบการเทรด ขาดการวางแผนการเงินที่ดี เพราะหลายคนเพิ่งจะเริ่มเทรดหุ้นได้ไม่นาน และส่วนมากยังขาดทุนกับการเล่นหุ้นเก็งกำไร จึงคิดที่จะมีทางลัดในการทำเงินจากตลาดฟิวเจอร์ ที่มี leverage สูงได้กำไรเยอะ เร็ว (อันนี้คำโฆษณาที่ยอดฮิต) 


ผลที่ปรากฏส่วนมากก็จะขาดทุนไปตามระเบียบ บางคนเล่นไม่ต่างกับไฮโล แทงสั้น แทงยาว ไปตามการคาดเดา จับข่าว จับเรื่องราว จับดาวน์โจน ดาวน์โจนฟิวเจอร์ จับฝรั่งซื้อ-ขาย มาเป็นวัตถุดิบในการเดา สุดท้ายผิดทาง(จริงๆตัวเลขเหล่านี้ ส่วนมากใช้ประกอบกับข้อมูลอื่นๆหรือประกอบกับกราฟได้ แต่จะมาสรุปแบบเป็นนัยยะว่า ถ้าฝรั่งซื้อสุทธิ ดาวน์โจนเขียว พรุ่งนี้ต้อง L มันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะยิ่งช่วงตลาดกำลัง sideway ไร้ทิศทางที่แน่นอน) หมดตัวยิ่งเจอกระบวนท่าการกระชาก เปิดโดด ปิดโดด ลากขึ้นลากลงให้งง ก็ทำให้โดนกินเยอะไป บ้างซ้ำร้ายไปโดนคำแนะนำแบบผิดๆ ให้เล่น Spread เมื่อผิดทาง โดยที่ไม่เคยได้ศึกษาจุดเข้าออกและอัตราทด อัตราเร่งระหว่างกัน ในแต่ละซีรีย์ที่เคลื่อนไหวในขณะนั้น ผลก็คือ ขาดทุนหนักเข้าไปอีก เหมือนเคาะซ้ำกรรมซัดขาดทุนหุ้น ไม่พอยังมาขาดทุนใน Tfex อีก


ผมเองไม่ได้ ต่อต้านการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์ เพราะผมเองก็เทรด แต่ผมไม่แนะนำการเทรดอย่างไร้ระบบ ขาดซึ่งการยั้งคิด เพราะเมื่อเราเดาพลาดติดต่อสองสามครั้ง ครั้งต่อไปคุณจะเทรดด้วยอารมณ์ ที่อยากจะเอาคืน โดยปราศจากสมอง ปราศจากการยั้งคิด ดังนั้นถ้าจะเทรด Tfex สิ่งที่ต้องมีนั้นคือระบบเทรด (Trade system) หัดอ่านแนวโน้มของสินค้าอ้างอิงให้ออก และรู้จักการมองแนวรับแนวต้าน ให้ดี ที่สำคัญ ควรคิดที่จะพัฒนาวิธีการบริหารจัดการเงินลงทุน อย่างฉลาด เพื่อให้อยู่รอดและยั่งยืน

อย่าหวังจับเสือมือเปล่าด้วยการเดาส่งเดช หรือไปลอกการบ้านตามเว็บบอร์ด ตามเว็บ เพราะถ้ามันง่ายแบบนั้น ง่ายแค่การเดาว่า S หรือ L ป่านนี้คงจะมีเศรษฐีเดินกันเต็มประเทศแล้วครับ เพราะ leverage สูงขนาดนั้น การทำเงินแสน เงินล้าน ไม่ได้ยากเลย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ต้องไม่ลืมว่า โอกาสที่คุณจะหมดตัวก็มีเช่นกัน
ก่อนจบมีหนังซีรีย์เรื่องหนึ่งมาแนะนำให้ลองหามาดูกันครับ เป็นอีกหนึ่งเรื่องโปรดของผมที่ได้ดูจนครบ 4 ซีซั่น ซีรีย์เรื่องนี้คือ Leverage เป็นหนังแนวนักแซ็งค์ จอมโจรที่รวบรวมคนเก่ง ทุกด้าน ทั้งนักต้มตุ๋ม นักล้วง นักเลง และแฮ๊กเกอร์ มาร่วมกันตั้งบริษัทเป็นฉากหน้า เพื่อเอาความสามารถช่วยเหลือ ประชาชนที่โดน คนรวยคนมีอำนาจ เอาเปรียบหรือรังแก แบบไม่เป็นธรรม เรียกว่าเป็นโรบิ้นฮู๊ดยุคใหม่ 


แง่คิดที่ได้นอกจากความสนุกอยู่ที่การวางแผน การมองภาพ รวม การคิดเป็นระบบ การจำกัดความเสี่ยงและการประสานการทำงานกัน เพื่อเอาชนะอำนาจของคนที่เหนือกว่า (จริงๆคนที่ดูแล แก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ก็น่าจะหามาดูบ้างนะครับ โดยเฉพาะเรื่องการมองภาพรวมและทำงานร่วมกันเนี๊ย ควรศึกษากันให้หนักจริง) คล้ายๆหนังเรื่อง โอเซียน อิเลฟเว่น และภาคอื่นๆ แต่เรื่อง leverage นั้นซับซ้อนและยุ่งยากกว่ามาก 

การลงทุนในหุ้นทั้งแบบเก็งกำไร ระยะสั้นระยาวมันก็เหมือนกับเรื่องนี้คือ เราต้องมองภาพรวมของการลงทุนให้ออก ต้องรู้จักที่จะเอาตัวรอด มากกว่าการทุ่มแทงเพื่อจะชนะ หรือเรียนรู้ที่จะใช้กลยุทธให้เหมาะกับสถานการณ์ที่สำคัญ ต้องเรียนรู้จิตวิทยาของตลาดที่เกิดขึ้น เพื่อหาโอกาสที่เหมาะสมกับการลงทุน ข้อเด่นของตลาดหุ้นที่ทำให้คนมากมายสนใจและเข้ามา เก็งกำไร นั้นก็ใช้หลักการเดี่ยวกับคาสิโน นั้นคือการทำให้ดูเหมือนว่า "จะชนะได้ง่าย แต่จริงๆแล้วเราจะแพ้ในที่สุด" มันจึงทำให้ชุดความคิดของเราถูกบิดเบือนด้วยอารมณ์ สุดท้ายคุณก็ต้องทิ้งเงินให้นายตลาดหรือคนที่แข็งแกร่งกว่า เสมอ ดังนั้นถ้าอยากชนะในเกมส์นี้ต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ เอาใจช่วยทุกท่านให้ไปถึงจุดนั้นนะครับ



วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เริ่มต้นดีมีชัยไปว่าครึ่ง

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "เริ่มต้นด้วยดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง" มันสะท้อนถึงสัจธรรมความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และสามารถสะท้อนได้ถึงโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่การลงทุนในหุ้น 
ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมมีก้าวแรกที่เริ่มออกเดินกันทั้งนั้น ซึ่งแต่ละคนออกอาจจะออกตัวเดินที่จุดเริ่มต้นและต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกันไป  คนรวยเริ่มต้นด้วยเงินถุงเงินถัง มีเงินจากครอบครัวแบ็คอัพ ก็หมือนได้ขึ้นบันไดเลื่อน ไม่ต้องกดดันมาก เหมือนเดินบนพรม ถ้าเป็นคนจนคนชั้นกลาง อาจจะต้องใช้ความพยายามมากสักหน่อย กว่าจะหาเงินก้อนมาเริ่มลงทุนได้ แทบลากเลือด แต่สุดท้ายจะเริ่มต้นด้วยเงินมากหรือน้อยเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ เท่าทัศนคติและวิธีคิดเริ่มต้นในการลงทุน

การเริ่มต้นเป็นอะไรที่ยากเสมอ เพราะในเรื่องการลงทุนหลายคนไม่ได้มีพื้นฐาน ไม่ร่ำเรียนมาโดยตรง ดังนั้นถ้าจะให้ผ่านช่วงที่ยากที่สุดไป จำเป็นที่จะต้องมีแรงบันดาลใจ ส่วนหนึ่งเราสามารถหาได้จากการอ่านบทความเรื่องราวของ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำได้ว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมามี บทความแนวนี้ออกมาค่อนข้างเยอะ ให้เราได้อ่าน ทั้งนักลงทุนเซียนหุ้น ร้อยล้าน พันล้าน ทั้งแนว VI และ VS ให้ได้เลือกอ่านมากมาย ผมว่านี้แหละครับเป็นโอกาสที่ดีในการได้เรียนรู้ วิธีคิดและวิธีการลงทุน ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่บทความไม่ยาว ก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจได้ดี 

แต่อย่าพยายามไปมองหาว่าเขาเหล่านั้นลงทุนในหุ้นอะไร จะได้ซื้อตามเพราะมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร หลายคนไม่ได้มองที่แก่นแต่ไปติดที่กระพี้ ไปคลั่งไคลกับการที่เขาเหล่านั้นสร้างผลตอบแทนได้ หลายร้อยเปอร์เซนต์ จากลงทุนเริ่มต้นไม่กี่แสนก็รวยเป็นร้อยล้านได้ในเวลาไม่กี่ปี เท่านี้ต่อมความโลภของแมงเม่าก็พองโต แต่ถ้าตั้งสติอ่านและวิเคราะห์จะพบว่าสิ่งที่เหมือนกัน สำหรับการช่วยให้ได้ผลตอบแทนสูงนั้นก็คือ timing ที่ดี และ leverage

การเติบโตของพอร์ตของเหล่าคนดัง ล้วนเป็นช่วงหลังวิกฤติซับไพร์ม ที่ดัชนีวิ่งจาก 400 มา 1100 ซึ่ีงแน่นอนว่าหุ้นแทบทุกตัวล้วนวิ่งด้วยแรงซื้อคืนตามดัชนีกันถ้วนหน้า สลับมากน้อยกันไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม ตาม story บวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่สะท้อนไปยังการเติบโตของผลกำไรของกิจการ ถ้าคุณมีโอกาสเริ่มซื้อตรงจุดนั้นแล้วถือยาวแบบหนักแน่นแบบ Buy and Hold โอกาสได้รับกำไรแบบหลายเท่าก็ย่อมทำได้เช่นกัน (ถ้าคุณซื้อหุ้น PPT ตอนปี 52 และถือยาวจนปี 54 โดยไม่ต้องวิเคราะห์หรือติดตามราคาหุ้นทุกวัน คุณจะพบว่าผลกำไรที่ได้มากกว่า 50%)

ถึงจุดนี้อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะแล้วทำไม คนที่เข้าตลาดก่อนปี 51 ไม่รวยกันทุกคน คำตอบง่ายๆคือหลายคนก็ติดดอย คอยรักอยู่ไงครับ กว่าจะลงดอยได้ดัชนีก็เข้าหลัก 800 900 แล้ว พอลงมาก็แหยงๆ กลัวๆ มันเลยไม่สามารถสร้างกำไรแบบเป็นกอบเป็นกำได้ หุ้นหลายตัวคนที่ติดดอยก็ยังไม่ได้ลงดอยจนถึงปัจจุบันก็ยังมี 

อีกจุดที่มีเหมือนกันคือ การใช้มาร์จิ้นเป็นตัว leverage พอร์ตการลงทุน เพราะในเมื่อช่วงตลาดขาขึ้นที่ชัดเจนและยาวนาน บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แพง การใช้มาร์จิ้นลงทุนก็เป็นการเสริมพลังการลงทุนให้สูงมากขึ้น บางคนใช้ 1 เท่า หรือ 2 เท่า ก็แล้วแต่ ยิ่งถ้าลงทุนในหุ้นที่ไม่ noname ที่สภาพคล่องสูง การขอมาร์จิ้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยาก แต่การใช้มาร์จิ้นนั้นก็คือดาบสองคม ถ้าไม่ใช้ช่วงที่ความน่าจะเป็นที่เราจะชนะมีมาก โอกาสที่คุณจะแพ้หมดตัวเพราะมาร์จิ้นที่เพิ่ม leverage ก็มีสูง การเลือกใช้สิ่งเหล่านี้ต้องคิดมากๆ และมีความมั่นใจในมากพอสมควร ที่สำคัญต้องรู้จักจำกัดความเสี่ยงในการลงทุนให้ได้ก่อน 

ดังนั้นเวลาอ่านเรื่องคนดัง หรือเซียนหุ้นอย่าไปมองแค่ว่า เขาซื้อหุ้นอะไรแล้วรวย หรือไปมองแค่ว่าเขามีเงินมากมายแค่ไหน อันนั้นไม่ใช้ประเด็น จงเรียนรู้ความพยายามที่แต่ละท่านมี จงเรียนรู้วิธีการพัฒนาตนเอง พัฒนาแนวคิดในการลงทุนของแต่ละท่านที่มี เมื่อเข้าใจ เราจะรู้ว่าถ้าเขาทำได้เราก็จะทำได้ แรงบันดาลใจในความพยายาม ความอยากประสบความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น 

แต่จงอย่าหย่ามใจและคิดว่าตลาดหุ้นง่าย เหมือนกับเรื่องราวที่ได้อ่าน ได้ยินมา เพราะ timing ที่เราเริ่มลงทุนอาจจะไม่อำนวยหรือสนับสนุน ยิ่งนักลงทุนหน้าใหม่ที่คิดว่าลงทุนในช่วงดัชนีเกิน 1000 จุดแล้วจะ Break Out ได้ผลกำไรแบบหลายร้อยเปอร์เซนต์ อยากได้หุ้นแจ๊กพอร์ตสุดท้ายก็เจ็บ จุกติดดอยกันแทบทั้งนั้น หลายคนยังบ่นด่า โทษคนอื่น ว่าเชียร์หุ้น ว่าหลอกให้ซื้อหุ้นตาม โดยที่ไม่เรียนรู้ตัวเองว่าผิดพลาดอย่างไร แบบนี้เรียกว่า ล้มเหลวทางความคิด 

เริ่มต้นผิด โอกาสจะประสบความสำเร็จหรือประคองตัวให้อยู่รอดระยะยาวก็ยากเต็มทีครับ ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการลงทุนให้ถูกให้ควร ตั้งแต่เริ่มต้น ที่สำคัญจะตกเป็นเหยื่อของเสือสิงกระทิงแรดในสนามรบแห่งนี้ ที่คอยจะกินเงินท่านตลอดเวลา อย่าว่าแต่ผลกำไรที่หวังจะได้ เงินต้นที่ลงทุนก็จะไม่เหลือ ดังนั้นเริ่มต้นดีมีชัยไปว่าครึ่งนะครับ


วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อหุ้นโดนน้ำท่วม

ชั่วโมงนี้ถ้าไม่พูดถึงเรื่องน้ำท่วมคงจะเฉยไปแล้ว โดยเฉพาะหับคนกรุงเทพ ที่เฝ้ารอการมาถึงของน้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อว่าจะเข้ามาถึงบ้านเมื่อไหร่ ผมว่าวิกฤตครั้งนี้มันสะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างออกมาทั้งมิติเรื่องสังคม(อีกพวกให้ปิด อีกพวกให้เปิดประตูน้ำ เปิดคันกั้นน้ำ ทะเลาะกัน ตีกัน ยิงปืน ปิดถนน) และการเมือง(ทั้งการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับประเทศ ที่ขยันเล่นการเมืองท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน) รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการและการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ ที่เมืองไทยยังขาดเรื่องนี้อยู่มาก 




ผมเองก็ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เจอกับภัยพิบัติและมีโอกาสได้เป็นผู้อพยพ จากบ้านที่อยู่มานานหลายสิบปี ก็คราวนี้เอง มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของภัยพิบัติ ที่เกิดก็เป็นประสบการณ์ที่ดี มันทำให้เราได้มีสติ เตือนให้เราไม่ประมาท ผมเองมีโอกาสได้เห็นรถขันละหลายล้านบาท บ้านหลังละเกือบยี่สิบล้าน รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมมูลค่าหลายหมื่นล้าน จมไปกับน้ำ ทำให้รู้เลยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั้งยืน ใครจะคิดว่าสักวันเราจะพ่ายแพ้กับพลังธรรมชาติ พลังที่เราเคยภูมิใจว่าเราสามารถควบคุมและใช้ประโยชน์จากมันได้ 


ในวิกฤตินี้ก็ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องที่เลวร้ายและไม่ดีไปทั้งหมด เพราะความสวยงามของน้ำใจมนุษย์ด้วยกันก็ยังมีอยู่ให้เห็น จากการช่วยเหลือกันอย่างไม่ขาดสาย ทั้งจากอาสาสมัครภาคประชาชน ทหาร เจ้าหน้าที่กู้ภัย ภาคธุรกิจและอื่นๆ ผมว่านี้คือข้อดี ข้อเด่นของสังคมไทยที่เราไม่เคยขาดแคลนน้ำใจที่มีต่อกัน หลายภาพเป็นเรื่องราวที่รับรู้แล้วทำให้อิ่มใจ เช่น ข่าวชาวบ้านจาก 3 จังหวัดภาคใต้ที่ส่งน้ำดื่ม และอาหารแห้ง เป็นคันรถสิบล้อ มาช่วยคนกรุงเทพ , ภาพของชาวบ้านจังหวัดตาก ที่เคยได้รับความช่วยเหลือตอนที่น้ำท่วมเริ่มต้น ได้ส่งเรือและสุขาลอยน้ำ กลับมาช่วยคนกรุงเทพที่เคยช่วยเหลือพวกเขา ผมว่าภาพพวกนี้มันทำให้สังคมเราดูส่วนงาม พอจะลบภาพพวกเหลือบไร ที่หากิน หาประโยชน์จากของบริจาคได้ 


ส่วนหลังจากน้ำลด คงได้เห็นเรื่องการฟื้นฟู และบูรณะประเทศจากความบอบช้ำจากวิกฤติการน้ำท่วม โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจ ที่ดูจากหลายสำนักทั้งในและนอกต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยโดนผลกระทบหนัก ทั้งความเสียหายในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ และยังไม่นับรวมเรื่องผลกระทบกับภาคแรงงาน ที่ต้องตกงานเพราะ ไม่สามารถปกป้องนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไว้ได้ 


สำหรับเราที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น กิจการหลายกิจการก็ถูกผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำ ดังที่สะท้อนออกมาจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงก่อนหน้า ดังกลุ่มที่เห็นได้ชัด เช่นหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ที่น้ำท่วม เช่น โรจนะ , นวนคร และกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิค รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่แน่นอนว่า ย่อมมีผลต่อกำลังซื้อในช่วงปีนี้ที่เหลืออยู่แน่นอน และธุรกิจอื่นๆ



ดังนั้นเราจึงควรวิเคราะห์ผลเสียและผลดี ในวิกฤติครั้งนี้ที่มีต่อหุ้น เพื่อใช้เป็นโอกาสในการลงทุน รวมถึงตรวจสบผลกระทบของหุ้นที่เรามีในพอร์ตด้วย ดังเช่น หุ้นบางตัวได้รับผลกระทบด้านลบระยะสั้น แต่ระยะยาวกลับได้รับผลดีระยะยาว หรือหุ้นบางประเภทแม้ไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากน้ำท่วม แต่กลับได้รับผลกระทบเชิงลบทางอ้อมที่ส่งผลต่อการเติบโตของกิจการเป็นต้น ผมของแนะนำวิธีการการใช้ตาราง Matrix ง่ายๆเพื่อใช้ตรวจสุขภาพกิจการที่เราถือหุ้น หรือสนใจจะลงทุน ดังนี้ 


ตารางแรกเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมต่อกิจการ ว่าเป็นแบบผลกระทบ ทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อประเมินข้อได้เปรียบในธุรกิจ จากวิกฤติการนี้



ตารางที่สองเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบ ในเชิงระยะเวลา ว่าเป็นผลกระทบแบบระยะสั้น หรือระยะยาว แน่นอนว่าถ้าเป็นผลกระทบเชิงลบระยะยาว จะย่อมส่งผลเสียมากกว่า ผลกระทบระยะสั้น เท่านี้ เราก็จะสามารถมองเห็นภาพของความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมได้อย่างมีระบบมากขึ้น


ทดลองประเมินผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้กันนะครับ เมื่อมองเห็นผลกระทบก็ลองโปรเจคไปถึง ผลประกอบการ การเติบโต หรือผลกระทบที่จะเกิดกับยอดขายและรายบรับที่ได้ รวมถึงต้นทุนแผงที่จะเพิ่มจากผลกระทบครั้งนี้ ผมเชื่อเสมอว่า ในวิกฤตย่อมมีโอกาส การหมั่นเป็นคนช่างสังเกตจะทำให้เราสามารถค้นพบ โอกาสดีในการลงทุนได้เสมอ



วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตามติดต่อตี (กลยุทธบริหารจัดการเงิน)

ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมกรุง ที่ดูเหมือนยังหาทางแก้ไขหรือบรรเทาไม่ได้ในขณะนี้ นักลงทุนเองก็มีข่าวดีให้ยิ้มได้ คือ ตลาดหุ้นปรับตัวบวกขึ้นต่อเนื่องจนมาถึงแนวต้านที่ 980 หลายคนที่เทรดในรอบนี้ก็รับทรัพย์กันอื้อซ่า ส่วนคนที่ติดดอยจากรอบก่อนหน้าก็คงจะใจชื้น มีหวังได้ลงดอยกันบ้าง(แต่ความจริงก็ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน บ่งบอกว่า SET จะกลับไปที่จุดเดิม) คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมพบปะแล้วเจอไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากลุ่มที่ติดดอย ก็คือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ตกรถ เพราะล้างพอร์ตขาดทุนไปรอบก่อนหน้า เพราะกลัวปัญหาหนี้สินยุโรป พอร์ตว่างยังลังเลไม่กล้าซื้อ ไม่กล้าเข้า เพราะกลัวจะติดดอยอีก วันนี้มีเทคนิคเบื้องต้นมาแนะนำครับ



ปัญหาอย่างหนึ่งของคนที่ตกรถคือมักจะเป็นคนที่เคยขาดทุนมาก่อน ด้วยความกลัวที่ข้างในอารมณ์มันจึงทำให้ไม่กล้าที่จะซื้อหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้น พอจะซื้อราคาหุ้นเริ่มชะลอตัวก็ไม่มั่นใจคิดว่าจะลง รอต่อไปอีกหน่อยราคาหุ้นก็วิ่งต่อ (รอบนี้ที่เราเห็นมากคือการกระโดดเปิด GAP ตั้งแต่เปิดตลาด) ยิ่งราคาบวกไปสูงความกลัว(อารมณ์) ก็เข้ามารบกวนจิตใจ รอต่อไปหุ้นก็ขึ้นต่ออีก สุดท้ายไม่กล้าซื้อ หรือบางคนคันมืออดใจไม่ไหวมาโดดใส่ตอนราคาช่วงที่วิ่่งมาเยอะ หลายคนเริ่มพูดถึง บางคนมีกำไรแล้วเกือบ 10% คราวนี้ก็ต้องไปลุ้นกับนายตลาดเอาว่าจะจัดบ้านบนดอยให้อยู่อีกหรือเปล่า ตัวอย่างในภาพจำลองการจินตนาการของแมงเม่าที่ตกรถมาให้ดูกัน 





อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้กับนักลงทุนที่ยังไม่แม่นเรื่องจังหวะ บวกกับยังมีความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่มีการเล่นข่าวไปทำให้ตัดสินใจไม่ได้ ถ้าจะแก้ปัญหานี้ก็ต้องมีตัวช่วย นั้นคือ กราฟเทคนิค เพื่อใช้สร้างจังหวะในการลงทุน โดยสำหรับท่านที่ไม่มั่นใจเราสามารถ ใช้วิธีเข้าซื้อแบบหลายไม้ทะยอยตามจังหวะการปรับตัว เพื่อให้ได้ราคาที่มีความน่าจะเป็นในการชนะมากที่สุด ในขณะเดียวกัน เราลดความเสี่ยงในการแทงไม้เดียว ที่มีโอกาสจะไปเข้าบนยอดดอยได้อีกด้วย มาลองดูวิธีการกันครับ


เลือกแนวโน้มให้ถูก
จะเทรดหุ้นเก็งกำไรให้ได้กำไร หัวใจสำคํญคือเราต้องรู้ว่าราคาหุ้นที่เราซื้อมานั้นต้องเพิ่งสูงขึ้น นั้นหมายความว่าเราจะได้กำไร และการที่ราคาหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างแน่นอนและมั่นใจ ก็ต้องเป็นช่วงที่ทิศทางราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น(จะระยะสั้นหรือยาวก็ตามแต่ครับ) วิธีการดูแนวโน้มเคยเขียนในหัวข้อเก่าแล้ว ลองกลับไปอ่านได้ หรือถ้าต้องการดูคราวๆก็ลาก trend line เพื่อพิจารณาแนวโน้มราคาหุ้น ดูการเพิ่มขึ้นของจุดต่ำสุดปัจจุบันเทียบกับจุดต่ำสุดก่อนหน้าก็ได้ครับ


ทยอยซื้อตามจังหวะการปรับตัว
ทางแก้เพื่อไม่เราพลั้งพลาด จากการทุ่มแทงครั้งเดียวที่ดีที่สุด ก็คือการทยอยเก็บหุ้น โดยใช้จังหวะในการเข้าซื้อเก็บหุ้นตามแนวต้าน หรืออาจจะใช้ indicator พื้นฐานทางเทคนิคคอลเช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA แบบหลายช่วงเวลามาใช้ก็ได้


ตัวอย่างผมใช้ EMA 2, 4 , 8 , 16 บนกราฟ time frame 120 นาที เพื่อหาจังหวะเก็บหุ้น โดยเราจะทยอยซื้อ ไม้แรกที่ EMA2 > EMA4 ,ไม้ที่สอง EMA2 > EMA8 ,ไม้ที่สาม EMA2 > EMA16



การแบ่งเงินลงทุน
โดยราคาที่ลอยเหนือ EMA16 ไปแล้วยังมีจุดต่ำสุดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจะมีความนะเป็นที่จะมีแนวโน้มขาขึ้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการซื้อขายในแต่ละไม้ อาจจะแบ่งเงินไม่เท่ากันตามความน่าจะเป็น โดยอาจจะใช้สูตร 20%-30%-50% หรือจะเป็น 30%-40%-30% ก็ได้อันนี้แล้วแต่ความต้องการของเรา โดยการที่เราซื้อหุ้นปริมาณมากในไม้แรก ข้อดีคือกรณีที่ขาขึ้นแรงได้ของถูก แต่ถ้าผิดทางความเสี่ยงก็จะมาก สูตรการจัดเงินนี้ไม่ตายตัว มีข้อสังเกตคือไม่ควรซอยไม้มากไปเพราะค่าคอมก็จะมากตาม แต่หัวใจเพื่อลดความเสี่ยงในการซื้อหุ้นก็ไม่ควรทุ่มแทงไม้ใหญ่ไม้เดียว 100% การซื้อเฉลี่ยขาขึ้น ยิ่งแนวโน้มแข็งแรงมั่นใจ ความน่าจะเป็นสูงการซื้อไม้ใหญ่ก็จะยิ่งทำให้เราได้กำไรแน่นอนมากขึ้น  กรณีที่ราคา sideway หรือขึ้นไม่แน่นอนปกติเราความเสียหายก็จะถูก จำกัดในไม้แรกและไม่สองเท่านั้น


ส่วนจังหวะการขายก็อาจจะใช้การทำกำไรเมื่อหมดแนวโน้ม โดยดูจากการตัดของ EMA2 ตัดลงกับ EMA16 ก็ได้เช่นกัน ถือเป็นการหมดรอบ 


สรุป
ราคาหุ้น เป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะคาดเดาได้ การเล่นหุ้นเก็งกำไรแล้วไปเดาว่ามันจะขึ้น หรือลง รายไหนรายนั้นเจ๊งสนิทศิษย์ส่ายหน้า แต่ราคาหุ้นเราสามารถสังเกตและใช้การบริหารจัดการความเสี่ยงมาช่วยได้ เพื่อลดความเสี่ยงหาย และเสี่ยงบนความน่าจะเป็นที่สูงที่สุด ที่สำคัญการเล่นหุ้นเก็งกำไร เราควรจะมีจุดตัดขายทุน (cutloss) เป็นทางออกฉุกเฉินไว้เสมอ ครับ

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วัยรุ่นพันล้าน#2

ตอนที่แล้ว เนื่องจากเขียนถึงเรื่องราวของวัยรุ่นที่อยากเอาดีบนถนนสายการลงทุน ผมมีอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ ของเทรดเดอร์รุ่นใหม่ที่ใช้ความมุ่งมั่นในเล่นหุ้น เริ่มลงทุนตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย เขาใช้เวลา 8 ปีสร้างตัวเองให้มีเงินระดับพันล้านบาทจากเงินออมเริ่มต้น ชายคนนี้คือ Kotegawa Takashi นักเก็งกำไรชาวญี่ปุ่น ลองอ่านเรื่องราวของเขาเพื่อว่าจะได้เป็นแรงบันดาลใจในการลงทุนต่อไปครับ




นักลงทุนรายย่อยคนนี้พึ่งจะอายุ 29 ปี แต่ทว่า พอร์ตของเขามีมูลค่าสูงถึง 19,000,000,000 เยน หรือประมาณ 5,700,000,000 บาท

หนุ่มคนนี้คือ Kotegawa Takashi

หนุ่มน้อยคนนี้มีชือเรียกอีก 2 ชื่อ คือ BNF และ J-com otoko (นายเจคอม)

BNF เป็นชื่อที่เขาใช้เรียกตัวเองเวลาเขียนตอบกระทู้ในเว็บไซด์ 2 channel (คล้ายกับ พันทิพย์ บ้านเรา)

ส่วน J-com otoko นั้นเป็นชื่อที่นักข่าวเรียกเขาจากการที่เขาสามารถทำกำไรจากการเทรดหุ้น j-com ประมาณ 600 ล้านบาทภายในเวลาสิบกว่านาทีและทำให้เขามีชื่อเสียงรู้จักไปทั่วเพียงข้ามคืน

ชื่อของBNF เป็นข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2005 เมื่อผู้รับชอบการซื้อขายหุ้นของ Mizuho Securities
ออกคำสั่งขายหุ้นของบริษัท เจ คอมผิดพลาด จาก 6แสน 1 หมื่น เยนต่อหุ้น เป็น 1 เยน ต่อ 6 แสน1หมื่นหุ้น
และเขาสามารถทำกำไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ทันทีกว่า 600 ล้านบาทภายในเวลา สิบกว่านาที

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นหนุ่มน้อย BNF ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรกในรายการทีวี 'The Dawn of Gaia' เมื่อวันที่ 28 กุมภา 2006

หนุ่มน้อยคนนี้เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนา 1978 ที่จังหวัด ชิบะ เริ่มต้นเทรดจากการนำเงินที่สะสมได้จากการทำงานพิเศษเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ประมาณ 1 ล้าน 6 แสนเยน หรือประมาณ 4 แสน 8 หมื่น บาทไปเริ่มซื้อขายหุ้นเมื่อปี 2000 และเมื่อถึงปี 2008 มูลค่าพอร์ตของเขา มีมูลค่าถึง 
18 billion yen($153 million)  หรือ ประมาณ 5 พัน 700 ล้านบาท

สไตล์การลงทุนของเขานั้นเขาใช้การเทรดแบบ สวิงเทรด โดยเขาจะไม่สนใจค่า pe ฯลฯ เลย

เกี่ยวกับสไตล์การเทรดของเขานั้นเขาคุยเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความเคยชินที่เกิดจากประสาทสัมผัส และการมองภาพรวมโดยทั่วไปให้ทะลุประโปร่ง

อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าสไตล์การลงทุนของเขาจะเป็นแบบเดย์เทรดซื้อขายระยะสั้น (เมื่อมีคนถามเขาว่าต่อไปแนวโน้มของหุ้นจะเป็นยังไรเขาตอบว่าไม่รู้เพราะว่าไม่เคยมองหุ้นในระยะยาวเลย) แต่ว่า เมื่อ พย.2007 เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มรู้สึกถึงข้อจำกัดของการซื้อขายระยะสั้นและมีแผนการที่จะใช้เงินประมาณ 8 พันล้านเยน หรือ ประมาณ 2400 ล้านบาทไปลงทุนระยะยาวในหุ้นต่างประเทศ

สำหรับไลฟ์สไตล์ของนาย BNF นั้นนอกเหนือจากการซื้อบ้านหรูรถหรูให้กับพ่อแม่เขา และ ซื้อคอนโดหรูกลางกรุงโตเกียวเพื่อสำหรับเทรดหุ้นให้ตนเองแล้วเขาไม่ได้ใช้จ่ายหรูหราอะไรเลย และมักจะเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว อ่านการ์ตูนเล่นเนต โดยไม่สุงสิงกับใคร

เขาเล่าให้ฟังว่าเพื่อที่จะสามารถรวบรวมสมาธิในการเทรดหุ้นได้เต็มที่ดังนั้นมื้อกลางวันของเขาจะกินเพียงแต่มาม่าเท่านั้นเพราะว่าจะไม่อิ่มเกินไป

หลายคนเรียกเขาว่าเป็น โอตะกุ แต่สำหรับนายBNF แล้วไม่ว่าจะเป็นคำปรามาสใดๆก็ตามเขาไม่เคยแสดงอาการโกรธออกมาเพียงแต่แค่พูดสั้นๆว่า อีกแล้วเหรอ เท่านั้น (โอตะกุเป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ของญี่ปุ่น เป็นคนที่บ้าอะไรสักอย่างมากๆ เช่น บ้าเกมส์ บ้าการ์ตูน บ้าเนต โอตะกุจะมีลักษณะที่สังเกตได้ง่ายคือว่าพวกเขาจะไม่สนใจแฟชั่นจะแต่งตัวง่าย ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ พูดคุยกับคนปกติไม่รู้เรื่อง แต่ในกลุ่มโอตะกุด้วยกันแล้วสามารถคุยในเรื่องราวที่พวกเขาสนใจได้อย่างออกรสชาติ เงินที่ได้มาส่วนใหญ่จะหมดไปกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ และส่วนใหญ่มักไม่สนใจเพศตรงทำข้ามทำให้ไม่มีแฟน)

ทรัพย์สินของเขาเติบโตดังนี้
ปี 2000 1 ล้าน 6 แสน 4 หมื่นเยน
สิ้นปี 2000 2 ล้าน 8 แสนเยน
สิ้นปี 2001 61 ล้านเยน
สิ้นปี 2002 96 ล้านเยน
สินปี 2003 270 ล้านเยน
สิ้นปี 2004 1150 ล้านเยน
สิ้นปี 2005 8000 ล้านเยน
สิ้นปี 2006 15700 ล้านเยน
สิ้นปี 2007 18500 ล้านเยน
มกรา 2008 19000 ล้านเยน


ช่วงที่เกิดวิกฤตปี2008เขาซื้อหุ้นของลีแมนบาร์เธอร์ไปประมาณ 700 ล้านเยนแล้วสองวันต่อมาลีแมนบาร์เธอร์ก็ล้มละลายแน่นอนเขาเสียเงินประมาณ 700 ล้านเยนทั้งหมดนั้นไปกับลีแมนบาร์เธอร์

จากคลิปเขาบอกอีกว่าเขาได้แบ่งเงินไปซื้อตึกหน้าสถานีรถไฟ akihabara ราคาประมาณ 9000 ล้านเยน(ตึกที่ทำการสัมภาษณ์คือตึกที่เขาซื้อ) ส่วนเหตุผลที่ซื้อเพราะว่าพอร์ตของเขาใหญ่เกินไปเวลาซื้อขายจะทำได้ช้าจึงต้องลดพอร์ตลง

เขาได้แสดงพอร์ตลงทุนให้ดูเป็นหุ้น 12800 ล้านเยน+ตึก9000ล้านเยน รวมเป็น 21800 ล้านเยน

ท่ามกลางวิกฤต หลายๆคนสูญเงินแต่สำหรับเขาแล้วนอกจากจะไร้รอยขีดข่วนแล้วยังสามารถทำเงินได้เรื่อย(เขาบอกว่าช่วงที่ราคามันแกว่งตัวมากๆ ถึงแม้จะเป็นวิกฤษ แต่ก็ยังเป็ฯโอกาสด้วย)

อย่างไรก็ดีไลฟ์สไตล์ส่วนตัวแล้วนอกจากซื้อตึกซื้อบ้านแล้วแทบจะไม่ได้ใช้เงินสิ้นเปลืองเลยเขาเลือกกินแต่อาหารง่ายๆเช่นอุด้งชามละไม่กี่บาท และอย่าว่าแต่การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเลย เที่ยวในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ได้ไป(เขาบอกว่าหากว่าคืนก่อนที่จะไปเที่ยวหากเทรดเสียเงินเป็นร้อยๆล้านวันรุ่งขึ้นคงจะไม่มีอารมณ์ไปเที่ยวแล้ว) วันๆเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่สุงสิงกับใคร(ในประเทศญี่ปุ่นจะเรียกคนที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านว่า Hikikomori เป็นปัญหาสังคมแบบหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น) หรือตอนที่คนมาสัมภาษณ์เขา เขาก็ไม่ทักทายอะไรมากแค่เปิดประตูให้แล้วรีบกลับไปเทรดหุ้นต่อ หลายๆอย่างเหล่านี้ทำให้เขาถูกพูดในทางที่ลบว่าถึงแม้เขาจะมีเงินมากแต่ก็ไม่มีความสุข

แต่สิ่งที่สุดยอดก็คือว่า ผู้สัมภาษณ์เล่าให้ฟังว่าในวันที่ไปสัมภาษณ์นั้นเป็นวันศุกร์ในวันนั้นเขาซื้อหุ้นกลุ่มบริษัท trading company ทั้งหลายเช่น Mitsubishi shoji หรือ Mitsui Butsan เป็นเงินกว่า 1000 ล้านเยนแล้วในวันจันทร์ บริษัททั้งหลายเหล่านั้นทำ new high ตั้งแต่เข้าตลาดมา แล้วผู้สัมภาษณ์ยังบอกอีกว่าเขาได้ขายหุ้นเหล่านั้นทิ้งไปในวันจันทร์นั้นเอง


อ่านบทความของนายคนนี้จบ หวังว่าน่าจะมีแรงบันดาลใจในการลงทุนนะครับ แต่อยากเน้นว่าไม่จำเป็นต้องรวย หรือได้รับผลตอบแทนมากเท่า BNF แต่สิ่งที่อยากให้ดูเป็นตัวอย่างคือ ความตั้งใจและมุ่งมั่น สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะลงทุนแนวใด ถ้าตั้งใจและมุ่งมั่นซะอย่างรับรองว่า สักวันความสำเร็จต้องมาเยือนเราครับ


อ้างอิงบทความจาก