สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Hedge Port ด้วย Tfex

ช่วงนี้(SET@1048) ดูจะอารมณ์ของแมงเม่ามากมาย ค่อนข้างออกไปทางบวก สดใส พอร์ตเขียว หลายคนได้ลงจากดอย หลายคนจัดทัพอัดหุ้นเข้าพอร์ต คนที่ตกรถก็รีบตามเพื่อน ดูสนุกสนาน แต่อยากบอกว่าราคาหุ้นมันเป็นอะไรที่ คาดเดายาก มีความเสี่ยงและความผันผวนตลอดเวลา ดังนั้นการรับมือกับความผันผวน ไม่ใช่กลัวหรือหลีกเลี่ยง แต่ทางที่ดีคือเราต้องไม่ประมาท และเรียนรู้ที่จะหาทางรับมือกับมัน รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย
สาเหตหนึ่งที่นำเทคนิคนี้มาแชร์ ไม่ใช่เพราะคิดว่าตลาดหุ้นจะลง แต่เพราะ ผมได้ไปสัมนาหุ้นกลุ่มเล็กๆกับเพื่อนๆ พี่ๆนักลงทุน ที่เขานิยมถือหุ้นยาว แต่ประสบปัญหากับการปรับตัวลงของตลาด โดยเฉพาะการผันผวนของกระแสเงินที่ไหลมาเก็งกำไร ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวในการบริหารพอร์ตการลงทุน 

ทำไมต้องเฮ็ด
บางท่านก็ตั้งคำถาม เห้ย เราลงทุนยาวกลัวอะไรกับความผันผวนของราคา ก็จริงครับ แต่ถ้าทั้งปี ดัชนีอยู่กับที่แต่ผันผวนทีละ 200 จุด ท่านจะทำยังไงนั้นคือการเสียโอกาสทางการเงินนะครับ ยกตัวอย่างเช่น หุ้น BBL ซื้อปลายปีที่แล้ว อยู่ที่ 150 บาท ผ่านมา 1 ปีตอนนี้อยู่ 154 บาท ทั้งที่ราคาตลอด 1 ปีมีการผันผวน 124 - 184 (นั้นแหละครับ โอกาสทำเงินของคนที่เล่นรอบ แต่เป็นการเสียโอกาสของคนที่ Buy&Hold) เพราะเกิดจากความผันผวนของ SET ทั้งข่าวดี ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ 

นี่ยังไม่รวมเรื่องที่คุณคาดไม่ถึงอาจจะทำให้เสียหายหนัก เช่น กรณีแบบน้ำท่วมใหญ่ หรือการชุมนุมทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว ส่งผลต่อดัชนี ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนจึงมีความจำเป็น

ก่อนอื่นต้องอธิบายคราวๆก่อนว่า TFEX มีสินค้าหลายชนิด ตัวที่ผมจะขอยกมาพูดในที่นี้คือ Set 50 Index Future เท่านั้นเพราะ เราเน้นไปที่การมองภาพรวมของพอร์ตลงทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยง(Hedge) ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร ย้ำนะครับ เพราะฉนั้น logic ในการคิดคือ เราจะทำกำไรใน TFEX เพื่อชดเชย กำไรที่ขาดหายไปในพอร์ตหุ้นเท่านั้น หรือพูดภาษาง่ายคือ เล่น TFEX ในช่วงตลาดขาลง ขาเดียว (Short) และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ Short เมื่อ Down Trend ชัดเจน 

เทคนิคนี้ ไม่จำเป็นต้องเฝ้าจอ แต่อาศัยหลักการพื้นฐานดังที่กล่าวมา โดยเบื้องต้นเราต้องมีบัญชี การเทรดอนุพันธ์ในตลาดล่วงหน้าก่อนนะครับ ติดต่อมาร์เก็ตติ้ง ดูได้ โดยท่านควรจะศึกษาความณุ้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ TFEX โดยเฉพาะกับ Set50 index future ทั้งในเรื่องของการวาง IM และ MM ผมขอละไม่พูดถึงนะครับ แต่รับประกันว่าหาอ่านได้ไม่ยาก หรือโทรหามาร์ให้อธิบายได้ทันที

หาความสัมพันธ์ของพอร์ตด้วยค่า Beta
ขั้นตอนแรก เริ่มจากการคำนวนค่า Beta โดยเพื่อให้เรามั่นใจว่าทำแล้วเกิดประโยชน์จริงๆ เราควรหาค่า Beta ก่อน เพราะถ้าหุ้นเราไม่ได้เคลื่อนที่ขึ้นลงตามตลาดเป็นพวก อินดี้ เช่นเป็นหุ้นเล็กมากในตลาด MAI เป็นหลัก SET ลบร้อยจุด แต่หุ้นคุณ เฉยๆ แบบนี้ก็ไม่จำเป็นครับ หรือถ้าเป็นพวก SET ลบ หุ้นเด้ง แบบนี้ก็ไม่จำเป็นเช่นกัน การทำ hedge บน S50 index future ก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์เท่าไหร่

การคำนวณ Beta ของพอร์ตก็หาได้จากโปรแกรม Trade หุ้นทั่วไป โดยผมจะคิดจากวันที่เราจะเริ่มจะทำการ hedge 


1. หาค่า Beta ของหุ้นทุกตัวในพอร์ต 
2. เอาค่า weigh * Beta ของแต่ละตัว และ รวมผลลัพธ์เป็น ค่า  Beta ของพอร์ต

โดย weight ของหุ้นแต่ละตัวหาจาก 
weight of A = มูลค่าหุ้น A / มูลค่าพอร์ตรวม


ค่า Beta ยิ่งเข้าใกล้ 1 มากเท่าไหร่ ยิ่งเหมาะกับการทำ การ hedge ด้วย S50 Future ครับ เพราะมูลค่าพอร์ตจะลดลงตาม การลดลงของ SET มาก หรือพูดอีกนัยยะคือ ตลาดมีผลต่อมูลค่าพอร์ตของเรานั้นเอง

การคิดอัตราการลดลง
กรณีที่พอร์ต ลงทุนมีค่า Beta เข้าใกล้ 1 เราก็จะอนุมานว่า ดัชนีตลาดที่ลดลง แปรผันตรง ตามมูลค่าพอร์ตที่ลดลง แบบ linear model โดยถ้าดัชนี SET ลดลง 1% มูลค่าของพอร์ตคุณก็จะลดลง 1% ตามด้วย 

แต่กรณีที่ Beta มีค่ามาก หรือ น้อยกว่า 1 เยอะ การทำ hedge ด้วย Set50 Future อาจจะไม่คุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์อย่างไร

การคำนวณปริมาณสัญญา
1. ประมาณการลดลงของ SET 
โดยในเบื้องต้นใช้ระยะเวลาในการประมาณ ที่ 3 เดือนจากอายุสัญญา ของ S50 future โดยผมจะใช้กราฟ เทคนิคคอล มาช่วยในการประมาณโดยจะใช้ แนวรับ จากการคิดจากจุดสูงสุด หรือต่ำสุด เดิม ของแนวโน้มที่ผ่านมา บน Time Frame แบบ รายเดือน 

จริงๆท่านอาจจะใช้การประมาณการลดตัวของ SET จากเทคนิคอื่นๆได้ หลายหลาย เช่นการใช้การนัพเวฟ หรือการใช้ Fibo ลองไป ประยุกต์ดู โดยพยายามเผื่อค่า error ไว้ประมาณ 10% เสมอ

2. คำนวณว่ามูลค่าพอร์ตลดลงเท่าใด

เมื่อได้เป้าหมาย ของดัชนี SET ที่จะลดลงไปโดยประมาณ เราก็จะทำการคำนวณ loss ที่จะเกิดต่อพอร์ตโดยคำนวณดังนี้

ดัชนีที่ประมาณ =  913 จุด
ดัชนีจุดล่าสุด = 1138 จุด
คิดเป็น %loss = (1138-913) *100/1138 = 19.8% 

ถ้า มูลค่าพอร์ตรวมทั้งหมดมีค่า 4000000 บาท
มูลค่าพอร์ตที่ลดลง 4000000*19.8/100 = 792000 บาท

ดังนั้น เราจะสามารถหามูลค่าพอร์ตลดลงจากปัจจุบันเท่ากับ 792000 บาท 

3. คำนวณปริมาณสัญญา 
- จำนวนดัชนีคาดว่าจะลดลง 1138-913 = 225 จุด
- s50 future ราคาจุดละ 1000 บาท 
- ดังนั้นจำนวนสัญญา ที่ต้องเปิด 
   จำนวนสัญญา = มูลค่าพอร์ตที่ลดลง / จำนวนดัชนีที่ลด*1000
                        = 792000/(225*1000) = 3.52 
  คิดเป็นสัญญาที่ต้องเปิดประมาณ 4 สัญญา

หาจังหวะการเปิดสัญญา
จริงๆแล้วการจะเปิด Short บน S50 future ค่อนข้างจะต้องใช้ทักษะทางการวิเคราะห์เชิงเทคนิค โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมองเห็น down trend ให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อให้การ hedge มีความแน่นอน โดยอาจจะใช้ indicator แบบ momentum เช่น EMA SMA แบบสองเส้น หรือ MACD มาช่วยหาจังหวะการเปิดปิด สัญญา ที่ราคาที่เหมาะสม 


เช่นดังภาพผมใช้ MACD บนกรอบเวลา Day ในการกำหนดสัญญาณเปิดปิดสัญญา Short หรืออาจจะใช้ EMA5 กับ EMA10  ก็ได้เช่นกัน 

ผลจากกราฟผมเปิด short บน S50z11 ที่ราคา 787 และปิด ที่ราคา 654 เท่ากับ ผมได้ค่าประกันความเสี่ยงครั้งนี้ 4*1000*(787-654) = 532000 บาท

อย่าแปลกใจที่ เราจะได้ต่ำกว่าที่เราคิดเพราะ เหตุผลดังต่อไปนี้
1. ดัชนีอาจจะไม่ได้ลดลงไปถึงกับตำแหน่งเป้าที่เราคาดหวัง
2. เราไม่พยายามเป็นเลิศทางการเก็งกำไร เพราะฉนั้นเราจึง lagging โดยรอให้เทรนด์ขาลงเกิดก่อน ไม่รีบร้อนดักทาง ในกรณีปิดสัญญา ก็เช่นกัน เรารอให้ trend กลับตัวก่อน ดังนั้น เราจึงเสีย ช่วงเปิด และช่วงปิด ไป

สรุป
1. อย่าเก็งกำไร อย่ามองหาผลตอบแทนสูงสุด เพราะเมื่อท่านลงทุนระยะยาว สนามนี้ไม่เหมาะแกท่านที่จะเก็งกำไรบน Tfex ดังนั้นท่องไว้เพื่อประกันความเสี่ยง
2. เล่นแต่ short อย่าไปเล่นทั้ง S และ L เพราะถ้าท่านลงไปเล่นแบบนั้นคือการเก็งกำไร อย่าไปเสี่ยงถ้าไม่มีความรู้และประสบการณ์พอ
3. การ hedge สำคัญต้องมองแนวโน้มให้ออก หา down trend ให้เจอ ถ้าดัชนี SET ลดลงไม่มากเกิน 50 จุด ก็อาจจะไม่คุ้มค่า เพราะเสี่ยงอาจจะทำให้เราเปิดปิด สัญญาไม่ทัน
4. การ hedge มีต้นทุน เนื่องจากท่านต้องวาง IM โดยราคาของ S50 future ประมาณ 65000 บาท ดังนั้นถ้าใช้สัญญามาก เงินทุนท่านก็ต้องมากตาม แต่เมื่อตลาดกลับสู่ภาวะปกติ ก็สามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในหุ้นต่อได้
5. การจะเปิดปิด สัญญา short ให้ดีต้องมีความรู้เทคนิคคอลระดับหนึ่งเพื่อหาจังหวะ ตรงนี้ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ แต่ถ้าไม่รู้ไม่ชำนาญ ไม่ควรทำ
6. วิธีที่นำเสนอเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้นไม่ใช้ วิธีที่ดีที่สุด ท่านควรนำไปต่อยอด และศึกษาเพิ่มเติม
7. การเทรด future มีความเสี่ยงดังนั้นควรเรียนรู้ที่จะ stop loss กรณีที่ผิดทาง คือเมื่อ Short แล้วหุ้นเกิดไม่ลงตามที่เราคาด(ประสบการณ์ในการอ่านแนวโน้มด้วยกราฟเทคนิคเป็นเรื่องสำคัญ)



คำนวนRisk/reward ratio
stoploss กรณี Short ผิดทางที่ 10 จุด
คาดหวังการลงที่150จุด

R-R-R = 10*1000/150*1000=1/15

จะเห็นว่าโอกาสเสี่ยงจะไม่มาก
แต่ถ้าประเมินแล้วว่าSETลงน้อยและแนวโน้ม Downtrend ไม่ชัดเจนเมื่อนั้น R-R-R จะสูงไม่น่าทำ hedge ด้วยวิธีนี้ครับ

ทั้งหมดที่เขียนมาเป็นการเสนอแนะไอเดียเบื้องต้น ของระบบที่ผมใช้บริหารจัดการพอร์ตลงทุน แบบพื้นฐาน ท่านควรนำไปต่อยอดการ ผมไม่สามารถรับรองได้ว่าท่านจะประสบความสำเร็จ เพราะมันขึ้นกับ skill ของผู้เทรด 

ผู้นำไปใช้สามารถไปดัดแปลงทั้งการหา ตำแหน่งราคาเปิด สัญญา ปิดสัญญา และการประมาณเป้าหมายของการลดลง โดยใช้ Trade system ของท่าน ก่อนนำไปใช้ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมอย่างเข้าใจ เพราะการ hedge ถ้าไม่มั่นใจทำผิดพลาด โอกาสขาดทุนมากขึ้นก็มีสูง แต่ถ้าชำนาญก็จะลดความเสียหายของพอร์ตที่เกิดจากการเสียโอกาสได้มากครับ

สำหรับท่านที่เทพมาก สามารถไปประยุกต์กับ Option หรือ single stock future ได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานของระบบยิ่งๆขึ้นไปครับ

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ลงทุนหุ้นแบบพอเพียง

บ่อยครั้งที่ผมมักได้ยินคำกล่าวที่ว่า คนที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น หากินกับการทำกำไรจากหุ้น มักเป็นพวกที่หิวเงินและชอบล่าเงิน แต่จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาในตลาดแห่งนี้ ผมกลับมองว่าคำพูดเหล่านั้นไม่เป็นจริงไปทั้งหมด เพราะคนส่วนมากที่ประสบความสำเร็จ ต่างล้วนแต่ไม่ใช่คนโลภที่หิวกระหายในเงิน แต่คนเหล่านั้นเป็นคนที่รู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักการรอคอยการงอกเงยและเติบโตของเงินแทบทั้งนั้น ยอมรับครับว่าในที่แห่งนี้กลิ่นของเงินมันหอมหวลชวนให้เราอยากกระโจนเข้าไปหาจริงๆ







แต่อย่างไรเสีย สัจธรรมพื้นฐานที่นักลงทุนอย่างเราต้องตระหนัก หรือจะใช้คำว่าสำเนียกก็ได้คือ "ไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้" ทุกอย่างเรามักจะต้องจ่ายค่าตอบแทน มากน้อย ช้าเร็วก็ว่ากันไป สิ่งหนึ่งที่เป็นคำสอนที่ผมได้รับจากรุ่นพี่ที่แนะนำเรื่องการลงทุน ตั้งแต่สมัยผมเริ่มลงทุนใหม่ๆ ซึ่งผมยังจำได้ดี นั้นก็คือเรื่องของความพอเพียง แน่นอนว่าตอนแรกที่คำนี้ ถูกถ่ายทอดเข้าสู่โสตประสาทของผม ความฉงนสงสัยก็วิ่งเข้ามา เพราะความไม่เข้าใจว่าในตลาดที่ทุกคนจ้องแต่จะฉกฉวย กอบโกยเอาผลกำไรเข้าสู่กระเป๋าตนเอง เรายังสามารถใช้ความพอเพียงอยู่ได้อีกหรือ?? จนเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายปี จากการลองผิดลองถูกมากมายหลายตลบ จนความคิดได้ตกผลึก และแล้วคำตอบของคำถามก็ปรากฎขึ้น มันเป็นความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงการลงทุนแบบพอเพียง ไม่เกินตน พอประมาณ ตามแบบอย่างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงที่ได้สังสอนเรามา 


ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้เป็นเรื่องของ ชาวไร่ชาวนา หรือเรื่องของความล้าหลัง แต่กลับเป็นแนวคิดพื้นฐาน ที่สำคัญต่อการเติบโตและการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน แน่นอนว่าถ้าเรามีความคิดที่จะร่ำรวยแบบยั่งยืนจากการลงทุนในหุ้นไม่ว่าจะแบบ VI หรือ VS ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้แหละครับคือคำตอบ หรือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่เปิดประตูสู่ความสำเร็จให้ท่าน 


ผมขอเขียนเรื่องปรัญาเศราฐกิจพอเพียงกับการลงทุนในหุ้น จากมุมมองและประสบการณ์ของผม อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ผมเชื่อว่ามันทำได้และเป็นไปได้จริงจากการพิสูจน์การลงทุนในตลาดหุ้นแห่งนี้มา 5 ปีแล้ว



1. พอประมาณ : คือการลงทุนแบบสอดคล้องกับทรัพยากรที่เรามี ทั้งเรื่องของ เงินทุนและเวลา (สำหรับติดตามราคาหุ้น) หลีกเลี่ยงการลงทุนแบบเกินตัว เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงเกินไป หลายครั้งเรามักจะนำเงินกู้มาใช้ในการลงทุน เมื่อผิดพลาดก็มักจะไม่ยอมจำกัดการขาดทุน ยอมถือติดดอยทำให้ต้องเสียดอกเงินกู้มากมาย จนสุดท้ายอาจจะถูกบังคับขาย ขาดทุนในที่สุด เราควรพอใจในผลตอบแทนที่เราได้รับ รู้จักยินดีกับกำไรที่ได้มาแบบพอประมาณไม่โลภเกินตัว หรือพยายามไปเปรียบเทียบกับนักลงทุนคนอื่น 


แม้แต่เรื่องทรัพยากรเวลา ซึ่งถือเป็นยุทธปัจจัยที่มีค่าสำหรับนักลงทุน ทั้งเรื่องของเวลาศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการลงทุน และส่วนของเวลาเฝ้าติดตามราคาหุ้น บางคนใช้ทรัพยกรเวลาไม่เหมาะ ลงทุนหุ้นประเภทที่ต้องใช้การติดตามราคาอย่างใกล้ชิดทั้งที่ ตัวเองนั้นมีภาระงานประจำ มีภาระประจำวันที่ยุ่ง เมื่อใช้ทรัพยกรเวลาเกินตัว ผมก็คือ แทนที่จะกำไร ได้ผลตอบแทนสูงสุดท้าย ก็ขาดทุน หรือไม่ได้รับผลตอบแทนดังหวัง 


2. มีเหตุผล : เราต้องรู้จักระงับความโลภด้วยเหตุผล ไม่หลงไปกับความอยากได้กำไรเยอะๆ 10-20% ในเวลาอันสั้น ซึ่งนั้นมีความเป็นเหตุเป็นผลที่น้อย แถมเรายังต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นความเสี่ยงแบบมากมายตามมา(ซึ่งแมงเม่ามักมองไม่เห็นในตอนเข้าซื้อ) หลายครั้งคนเรามักจะพูดถึงแต่การได้กำไร แต่มักจะละเลยที่จะพูดถึงผลที่ตามมาเมื่อขาดทุน ดังนั้นการจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวใด ประเภทใด เราควรใช้เหตุผลในการพิจารณาให้ถ่องแท้ ทำความเข้าใจในหุ้นที่เราจะลงทุน มองให้เห็นความเสี่ยงที่จะเกิด และโอกาสที่จะได้กำไร จงอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่นำมาล่อ หรือถูกกล่าวอ้างถึงเพียงอย่างเดียว


3. ภูมิคุ้มกันที่ดี : การลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่แท้จริงแล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง ใจความสำคัญมันจึงอยู่ที่การที่เราเข้าใจและรู้จักความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน การเรียนรู้และเข้าในความเสี่ยง จะทำให้เราสามารถป้องกันและจำกัดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และนั้นก็จะเป็นภูมิคุ้มกันชั้นเลิศ ในการลงทุน 


สำหรับผม การบริหารจัดการเงิน(Money Mangement) ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีในการลงทุน ผมจะมีวินัยกับการลงทุนอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะเมื่อต้องทำการ cut loss เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ที่เกิด เพื่อให้เห็นภาพผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผมไม่มีมีวันลืมถึงประโยชน์ของการ cut loss 


ในช่วงปลายปี 2550 ยังเป็นช่วงที่มีข่าวเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่สหรัฐออกมาเป็นระยะๆ เป็นสัญญาณภาวะตลาดหมีบนวิกฤตการเงินซับไพม์ ช่วงแรกดัชนีหุ้นหลังจากที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องมาทั้งปีก็มีการชะลอตัว และแกว่งตัวในกรอบ แต่ข่าวดีปลอบใจก็ออกมาเป็นระยะ ไม่มีอะไรให้น่ากังวลใจ จนถึงช่วงเดือนที่ 11 ข่าวร้ายต่างๆและการประกาศภาวะวิกฤตการเงินก็เกิดขึ้นหุ้นทั้งกระดาน ต่างเดินหน้าดิ่งลงต่อเนื่องอย่างไม่ได้นัดหมาย ติดต่อกัน จากสัปดาห์เป็นเดือน มีข่าวร้ายๆมากมายสไตล์แมงสาปไม่ได้มาตัวเดียว แบบการละลายของวาณิชธนกิจ เลห์แมน บราเตอร์ส ปัญหาสภาพคล่องของ AIG 





ผมเอง ขณะที่เกิดวิกฤตพอร์ตถือหุ้น PTT เต็มเหนี่ยวหลังจากที่ทยอยซื้อสะสมมาเรื่อยๆ ตอนนั้นต้นทุน PTT อยู่ที่ 390 บาท ซึ่งราคาเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 440 (10-2007) เคยทำกำไรให้ผมชื่นใจอยู่พักหนึ่ง เมื่อเกิดวิกฤตจากกำไร กลายเป็นขาดทุน จนมาถึงจุด cutloss ที่ 10% ตอนนั้นผมไม่คิดว่ามันจะรุนแรง (ปลอบใจตัวเอง ว่าหุ้นพื้นฐานดี คนไทยยังต้องใช้น้ำมัน) แต่ด้วยวินัยการเทรด ก็เลยยอมตัดขาดทุนหลังจากยื้อและทนต่อสู้กับจิตใต้สำนึก ที่ ขาดทุน 20% หลังจากนั้นผมก็ล้างพอร์ตด้วยการตัดขาดทุนอีกหลายตัว ใครจะเชื่อว่า ในวิกฤตการเงินครั้งนั้นหุ้นนำตลาดที่มี มาร์เก็ตแคปต้นๆแบบ PTT จะมีราคาลดลงได้ถึง 147 บาท ในเดือน 11 ปี 2008 เล่นเอาหลายคน ในแวดวงการเงิน การธนาคารออกมาร้องเสียหลงพร้อมกันว่า หุ้นไทยตอนนี้ราคาถูก ถูกกว่าพื้นฐาน หุ้นบางตัวบริษัทมาตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นเอง ราคายังลดลงต่อได้อีกเกือบ 30% หลายตัวในตลาด MAI ราคาดิ่งแบบติดดิน


วันนั้นถ้าผมไม่หยุดการขาดทุนที่ 20% ยอมทิ้งเงินหลายแสนแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมคงกอดหุ้นติดอยู่บนยอดดอยหลายปี ถึงแม้จะซื้อถั่วขาลงตามธรรมเนียมนิยมแบบแมงเม่า ก็คงยังไม่ได้ลงจากดอย ที่สำคัญคงต้องแช่แข็งเงินทุน เสียโอกาสในการลงทุนเพื่อทำกำไรในตลาดขาขึ้น ในช่วงปี 2009 - 2011 ที่แค่เลือกหุ้นในกลุ่ม SET100(จะปาเป้าก็ได้นะ) แล้วกอดไว้เฉยๆก็กำไรเป็น100 % ได้แล้ว(เพราะดัชนีพุ่งจาก 408 ไป 1148 ใน 3 ปีต่อมา) 


ที่หยิบยกเรื่องนี้ก็เพราะอยากให้รู้ว่า อนาคตไม่มีทางล่วงรู้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือสร้างภูมิคุ้มกัน เตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงอย่างไม่ประมาท


สามข้อที่กล่าวมาจะไม่สามารถสมบูรณ์ได้ถ้าขาดอีก 2 เงื่อนไข นั้นคือ 


เงื่อนไขด้านความรู้ : ความรู้ที่เกี่ยวข้องที่นำมาใช้ในการลงทุน ศึกษาให้เข้าใจอย่างท่องแท้ ไม่ใช่รู้เอาไว้อวดรู้ แบบผิวเผินเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญการศึกษาหาความรู้ควรใช้ปัญญาพิจารณาต่อยอดให้เหมาะกับ รูปแบบการลงทุนของตัวเราให้มากที่สุด


เงื่อนไขด้านคุณธรรม : หัวใจสำคัญคือ การใช้หลักธรรมมาประยุกต์ในการดำเนินในโลกการลงทุน ในสังคมนักลงทุน ทั้งเรื่อง ความอดทน การรู้จักรอคอย ความขยันหาความรู้ใส่ตนเอง ความรอบคอบ มีทัศนคติที่เป็นบวก มีวิสัยทรรศในการลงทุนที่กว้างไกล ที่สำคัญต้องมีจิตใจสุจริต ไม่คิดหลอกลวง หรือเอาเปรียบคนอื่นๆ 


ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นดั่งธงชัยที่นำเราสู่ความสำเร็จระยะยาวได้ การลงทุนหัวใจคือต้องรักษาทุนและทำให้มันงอกเงย ถ้ากำไรหลายแสนหลายล้าน แล้ววันหนึ่งต้องหมดตัว ขาดทุนหมดหน้าตัก จากความผิดพลาด สิ่งที่สะสมมาก็จะหายไปหมดแบบนี้เท่ากันคุณแพ้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น รวยช้าๆรวยอย่างพอเพียง ดีที่สุดครับ




อ้างอิงเพิ่มเติม
http://th.wikipedia.org/wiki/เศรษฐกิจพอเพียง
http://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์
http://www.learners.in.th/blogs/posts/77559

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สอนลูกให้รวย

เมื่อเช้ามีโอกาสไปทำบุญที่วัด เนื่องในช่วงโอกาสวันหยุดยาว ทำให้วันนี้วัดมีพุทธศาสนิกชน ค่อนข้างหนาแน่นครับ ที่สำคัญใกล้จะถึงวันสำคัญของปวงชนชาวไทย "วันพ่อแห่งชาติ" วันนี้เลยพบเด็กๆที่จูงมือพ่อ(และแม่ด้วย) มาทำบุญกันอย่างคึกคัก ผมมาสะดุดตาตรงที่ พ่อลูกคู่หนึ่งที่ขับรถกระบะเก่าๆมาทำบุญที่วัด มากันทั้งครอบครัว ทำตัวสบายๆทักทายเพื่อนๆร่วมชุมชนอย่างเป็นกันเอง ถ้าคนที่ไม่รู้จักอาจจะดูเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรแปลกตา แต่สำหรับคนคุ้นเคยจะรู้ดีว่าคุณพ่อวัยห้าสิบคนนี้เป็นเศรษฐีที่ดินประจำอำเภอ แต่กลับมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและไม่ฟุ้งเฟ้อแบบ คนอยากรวยในสมัยนี้

หลังทำบุญถวายอาหารพระเสร็จเรียบร้อย ชาวบ้านและพระ เณรต่างร่วมกันทำความสะอาดวัด หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ นอกจากการร่วมใจ ร่วมเงินบริจาคเพื่อ ปฏิสังขรณ์ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น ศาลการเปรียญ, อุโบสถ, หอฉัน และกุฏิพระ เป็นต้น ชาวบ้านยังต้องร่วมแรง ออกแรงกันมาช่วยกำจัดขยะและทำความสะอาด อีกด้วย คุณพ่อลูกหนึ่งเศรษฐีที่ดินคน เจ้าของธุรกิจปั๊มน้ำมันนี้ก็ไม่ได้รังเกียจงานหนัก ท่านกลับพาลูกมาช่วยทำความสะอาดห้องน้ำ และกวาดลานวัดอย่างขยันขันแข็ง ร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆ แบบไม่มีท่าทีจะแบ่งชั้นวรรณะ ต่างจากครอบครัวผู้รากมากดี คุณหญิงคุณนายคนอื่นๆที่ ทำบุญเสร็จก็เผ่นกลับบ้าน ไปนอนอิ่มบุญในห้องแอร์


ผมมีโอกาสคุยกับ คุณลุงเศรษฐีคนนี้ ถึงความคิดของแก ที่พาลูกวัยสิบขวบมาทำงานที่ลำบาก แรกๆดูน้องชายคนนี้ก็อิดออด แต่พอเห็นพ่อลงมือทำกลางแดด ก็เริ่มไม่บ่นและลงมือทำงานแบบสุดกำลัง คุณลุงบอกว่า อยากสอนลูกชายให้รู้จักความยากลำบาก รู้จักถึงความจน และความธรรมดาของชีวิตแบบไม่มี ชั้นวรรณะ คุณลุงพื้นเพก็ไม่ได้เป็นคนรวย ท่านเป็นข้าราชการแต่ด้วยความพอเพียง ไม่อยากมีมาก จึงไม่ได้คิดจะขายที่ดิน ที่นาของพ่อแม่ทิ้ง เพื่อเอาเงินไปซื้อ รถราคาหลายล้าน หรือปลูกบ้านขนาดเท่าวัง แกอยู่อย่างพอเพียงในบ้านไม้ชั้นเดียวแบบชาวต่างจังหวัดบนที่ดินของพ่อแม่ที่ตกทอด ขับรถกระบะปี 90 ที่เรียกว่าไม่พังไม่เสียจนซ่อมไม่ได้ก็ไม่คิดเปลี่ยน ลุงเศรษฐีคนนี้ให้ข้อคิดดีมาก ว่า บ้านจะแพงแค่ไหน ก็มีไว้แค่ให้เราอยู่อาศัยกันแดดฝน รถจะแพงแค่ไหน ก็มีไว้แค่ให้ขับไปถึงจุดหมาย รองเท้า เสื้อผ้าจะแพงแค่ไหน ก็ทำหน้าที่เพียงสวมใส่ปกคลุมร่างกาย ลุงเศรษฐีใช้ชีวิตแบบน่านับถือ ไม่อวดรวย ชอบช่วยเหลือ ที่นาแกหลายแห่งก็ให้ชาวนาเช่าแบบไม่แพง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ดินหลายแห่งที่มีประโยชน์ก็บริจาคให้ส่วนร่วม สร้าง โรงเรียน สร้างสถานที่ราชการ 


ส่วนเรื่องการสอนลูก คุณลุงเน้นการทำให้ลูกเห็น หัดให้ลูกค้าขาย ทำงานหาเงินแลกของที่อยากได้ จึงทำให้คนละแวกนี้พบเห็นลูกของลุงนำของไปขายที่ตลาด หรือไม่ก็โบกรถรับซื้อของเก่า เพื่อขายขวดพลาสติกและกระป๋องน้ำอัดลมที่เก็บจากในบ้านและร้านอาหารที่ปั๊มน้ำมันของครอบครัว เรียกว่าสอนการทำธุรกิจตั้งแต่เล็ก และที่สำคัญเพาะบ่มนิสัยการรู้จักคุณค่าของเงิน ประหยัดและ รู้จักอดออม ผมว่าตรงนี้แหละที่ พ่อรวย เขาสอนลูกกัน คุณลุงเน้นที่จะให้ลูกเรียนรู้ และทำธุรกิจต่อยอดเงินมากว่าการไปรับราชการหรือทำงานประจำกินเงินเดือน ต่างจากพ่อจนแถวบ้านผม ที่สอนให้ลูกอยากรวย และแข่งร่ำแข่งรวยกับคนอื่น แบบนี้จึงเป็นแบบอย่างของการใช้เงินไม่เป็น และจมไม่ลง มุ่งเน้นแต่การสร้างสภาพคล่องเพื่อสนองความอยากด้วยการกู้ยืมเอาเงินอนาคตมาใช้ สุดท้ายก็ต้องทำงานใช้หนี้ยันตาย 


พูดถึงเรื่องพ่อลูกแล้ว เกิดนึกถึงเรื่องที่น่าจดจำและเป็นแบบอย่างของการเลี้ยงลูก เรื่อง "ขนมปังชิ้นที่ 3 " ของ คุณ ตัน อิชิตัน ที่ว่า ขนมปังชิ้นที่ 3 คือ ยาพิษ มีไว้ให้ลูกมากไปก็ไม่เกิดประโยชน์ทำให้กลายเป็นโทษมากกว่าคุณ ดังนั้นจึงไม่มีนโยบายเก็บเงินหรือทิ้งมรดกไว้ให้ลูก มากๆเกินพอดี มีเพียงแค่ขนมปังชิ้นแรก ที่ให้เพื่อประทังชีวิต และชิ้นที่สองเพื่อความอร่อย สุขสบาย พอสมควร  


การเลี้ยงลูกให้เป็นเศรษฐีของพ่อรวยแบบคุณลุงคนนี้ จึงเป็นการทำให้เห็นและสอนให้ลูกเป็นในอย่างที่ควร เพื่ออนาคตลูกจะได้โตขึ้นมาแบบมีคุณภาพและสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองได้ไม่พลาญเงิน พลาญของพ่อแม่ไปกับสิ่งของราคาแพง เพื่ออวดร่ำอวดรวยจนเกินตัว โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการสอนให้ลูกรู้จักการลงทุน ทั้งการทำธุรกิจ หรือแม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อสร้างความเติบโตของสินทรัพย์ ซึ่งเราสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างได้ดี แม้เราจะยังไม่รวยเป็นเศรษฐีมีเงินมาก แต่ก็สามารถนำแนวคิดแบบเศรษฐีมาปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดแบบคนรวยให้กับ ลูกของเราได้เช่นกัน ที่สำคัญควรใช้ชีวิตแบบพอเพียงเพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินชีวิตแก่ลูก 


จงอย่าทำเป็นพ่ออวดรวย ที่ใช้เงินไปวัน เพื่อปรนเปรอความสุขนอกกาย และแสดงแสนยานุภาพความมั่งมีจอมปลอมผ่านวัตถุภายนอก เพื่อให้คนอื่นยอมรับ(ถึงตอนนี้เราจะหาได้มากในวันนี้แต่อย่าประมาทว่าเงินมันจะมากพอแบบนี้ตลอดไป ถ้าการหาเงินเกิดสะดุดมีปัญหา ความจนก็จะมาเยือนท่านได้เสมอ) ที่สำคัญเราไม่ควรทำตัวเลียนแบบพ่อจน ที่สอนให้ลูกรู้จักแต่การเล่นหวย เล่นการพนัน แทนที่จะสอนลูกให้รู้จักการลงทุนในธุรกิจ หรือลงทุนในหุ้นคุณค่า เพื่อความยั่งยืนในอนาคต เพราะถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว คงจะอยากที่ลูกจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขครับ





วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เป้าหมายการลงทุน

ได้ดูโฆษณากระทิงแดงทีไร แล้วรู้สึกหึกเหิมทุกทีไป โดยเฉพาะวลีเด็ดโดนใจที่ว่า "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" แน่นอนว่าชีวิตคนเรานั้นต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายที่เป้นดั่งธงชัยไว้ให้เราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า การใช้ชีวิตไปวันๆแบบไม่มีเป้าหมาย ปล่อยตัวไหลไปตามครรลองของเวลา นั้นย่อมทำให้ชีวิตขาดความทะเยอทะยาน ขาดไฟในการขับดันให้ไปสู่ความสำเร็จ
การลงทุนก็เช่นกันครับ ไม่ว่าจะลงทุนสั้นหรือยาว เป้าหมายเป็นสิ่งที่สำคัญในการวางแผนบริหารจัดการทางการเงิน แต่เท่าที่ผมสังเกตเห็น แมงเม่าไทย ส่วนมากไม่มีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน ส่วนมากมักหวังสูง บางคนบอกว่าอยากได้ผลตอบแทนเดือนละ 10% ไม่มากไม่มาย แต่ขอโทษเถอะพ่อคุณถ้าบวกลบคูณหารออกมาแล้ว ปีละ 120% เชียวนะครับ บางคนก็คิดจะได้ปีละ 50 60% นั้นก็ไม่น้อยเช่นกัน 

คนที่ไม่รู้จักตลาดหุ้นอาจจะฟังแล้วขำ เมื่อเอาไปเทียบกับดอกเบี้ย ธนาคารปีละ 2-3 % แต่จริงๆแล้วตลาดหุ้นสามารถเนรมิตรให้ทันได้มากกว่านั้นครับ ถ้าเอาแบบเสี่ยงจัดๆก็ DW วันละ 50-100% ทำได้อยู่แล้ว หรือถ้ามองเป็นรอบสัปดาห์ก็มีหุ้นเล็ก หุ้นร้อนรายวัน Warrant หรือ DW หลายตัวที่เคลื่อนที่เฉลี่ยสร้างผลตอบแทนถึง 50% ต่อสัปดาห์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อแมงเม่าเข้ามาสัมผัสกลิ่นเงินในตลาดทุนแห่งนี้จึง อาจจะเคลิ้มฝันมากมายเกินตัวไป 

แต่ถ้าสะดุ้งตื่นสู่โลกความเป็นจริง จะพบว่าหนทางที่ได้มานั้นก็ไม่ง่ายดาย โอกาสสำเร็จมีไม่มาก ส่วนมากเมื่อเข้าไปยุ่งก็มักจะเสียเงินเสียทอง มากกว่าที่จะได้ (ไม่งั้นทุกคนที่เล่นหุ้นเก็งกำไรในตลาดคงรวยเป็นเศรษฐีไปหมดแล้ว ใช่ไหมครับ) เข้าสโลแกนที่ว่า "High Risk High Return" 

ดังนั้นการตั้งเป้าหมายที่ดี ควรจะตั้งเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความน่าจะเป็น ชัดเจน สอดคล้องเหมาะสมกับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ เป้าหมายผลตอบแทนเราอาจจะแบ่งเป็น ระยะสั้น ระยะยาว เช่นเป้าหมายระยะสั้นระดับไตรมาส(3 เดือน) เป้าหมายระยะยาวระดับ 1 ปี การมีเป้าหมายผลตอบแทนนอกจากจะใช้ในการวางกลยุทธ เพื่อบริหารการลงทุนแล้ว เรายังสามารถใช้เพื่อประเมินผลการลงทุนเปรียบเทียบกับ ผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นได้ 

ยกตัวอย่าง เป้าหมายผลตอบแทนของผม ผมมองว่าปีหนึ่ง ผลตอบแทนในพอร์ตการเก็งกำไรของผมต้องได้ ผลตอบแทนที่ 40% (ฟังดูเหมือนจะเยอะนะครับ แต่มันมีทางเป็นไปได้) โดยมีผลตอบแทนระยะสั้นรายไตรมาส ประมาณ 10% อธิบายภาษาชาวบ้านก็คือ ใน 3 เดือนเก็งกำไรรายรอบให้ได้ 10% ต่อรอบก็พอ 1 ปีเล่น 4 รอบก็ทะลุเป้าหมายแล้ว

ตัวอย่างในภาพเป็นหุ้นตัวหนึ่งพื้นฐานดี มั่นคง ผมเทรด 4 รอบต่อปี เฉลี่ยแล้วผลตอบแทนอยู่รอบละ 12 % เท่านี้เราก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้เบื้องต้นแล้ว แน่นอนว่าการบริหารความเสี่ยงคงไม่ได้เทรดแค่หุ้นตัวเดียว แต่ผมอยากจะบอกว่าหุ้นทุกตัวมันมีรอบของมันที่เราเข้าไปทำกำไรได้ โดยสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ การจับจังหวะการลงทุน เพื่อให้สามารถเก็งกำไรรายรอบ ตามทิศทางของ Fundflow ได้ ที่สำคัญถ้าอยากให้ดี นักลงทุนควรศึกษาเครื่องมือแบบ Technical analysis เอาไว้จะพบว่ามีประโยชน์มาก โดยท่านไม่ต้องเก่งเป็นเทพเดาอนาคตได้ ขอแค่สามารถอ่านเครื่องมือ จับการสังเกตการเคลื่อนที่ของราคา และการอ่านแนวโน้มหุ้นได้ก็เพียงพอ

เห็นไหมครับ จริงๆแล้วการตั้งเป้าหมาย นี้เป็นแรงขับดันที่ดีมาก แต่อย่าพยายามเอาความโลภมาหลอกตัวเอง ตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินตัวไป จะทำให้เราเสี่ยงมาก เสี่ยงแบบขาดสติ สุดท้ายท่านก็จะกลายเป็นผู้แพ้ในที่สุด สำหรับมือใหม่หัดเทรด หัดเก็งกำไรก็ไม่จำเป็นที่ต้องตั้งเป้าหมายให้สูง มาก เดี่ยวจะท้อแท้หมดแรงหมดกำลังใจไปซะก่อนการตั้งเป้าหมายผลตอบแทน ควรประเมินจากกำลัง ความสามารถ ของตัวเรา เบื้องต้นเอาแค่ชื่นใจเมื่อทำได้ แต่ขอทำให้ได้อย่างยั่งยืน สม่ำเสมอทุกปีก็พอครับ


วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ถ้ารู้(กู)รวยไปแล้ว

ช่วงนี้ตลาดหุ้นบ้านเราดูเหมือนจะออกแนวอินดี้นอกกรอบ ทำตัวแบบเด็กวัยรุ่น 16 17 หัวขบถนิดๆไม่ค่อยตามใคร สังเกตได้จากการที่ข่าวความวิตกเรื่องปัญหาหนี้สินยุโรปออกมาเป็นทิวแถว แต่ SET ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนนิ่งเฉย นิ่งเตะไม่ไหวติงไม่ออกอาการลง(แดง) แบบตลาดรอบโลก ล่าสุดแม้ดาวน์โจนแดงต่อเนื่อง ก่อนจะลบไปเกือบสองร้อยจุดกว่า เล่นเอาหลายคนคิดว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ไม่รอดสงสัย บ้างก็ว่าเม่าตายแน่ทุบแน่ทุบแล้ววันนี้(24-11-2011) ผลปรากฏว่าหุ้นไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก นอกจากไม่ลบแล้วปิดบวกหน้าตาเฉย 


ประเด็นที่เขียนมาในตอนต้นไม่ได้บอกนะครับว่า ตลาดบ้านเราจะขึ้นต่อเนื่อง(ผมก็ไม่รู้และไม่คิดจะไปเดา) แต่แค่อยากสะท้อนว่าตลาดหุ้นมันเป็นอะไรที่ยากจะเดา การจับเอาข้อมูล ข่าว เอาตัวเลขต่างๆมาร่วมกันทำนาย พยากรณ์(เดา) อนาคตมันยากจะที่ถูก โดยเฉพาะคนที่ชอบนำเรื่องนี้ไปเล่นในตลาด TFEX ผมเห็นเจ็บหนักกันถ้วนทั่ว เพราะความรู้สึกมันขัดกับสิ่งเกิดขึ้น ยิ่งมีอคติ(Bias)ไปปนกันข้อมูลที่เขาฉีดมาให้เราเสพ ผลก็คือเรายิ่งเดาไปในทางที่เราต้องการ


ผมมีเรื่องสนุกๆสไตล์ชาวบ้านมาเล่าให้ฟัง มีลุงคนหนึ่ง ชื่อ ดำ ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก มากซะจนที่ว่าเจอที่ไหนต้องแวะไปบูชา และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการ "ขอหวย" ขอเลขสวยติดไม้ติดมือมาเสี่ยงโชค ด้วยความฝันที่จะได้ร่ำได้รวยไม่ต้องลำบาก วันหนึ่งในหมู่บ้านก็มี ชายแก่ร่างเล็กผมขาว ชื่อ อาจารย์คง มาตั้งตำหนัก ทรงเจ้า สะเดาะเคราะห์ ทำเสน่ห์ มีชาวบ้านมากมาย เข้ามาสักการะ ไม่ขาดสาย ลุงดำแกก็เที่ยวไปมานำของไปถวายฝากตัวเป็นศิษย์ แต่อาจารย์เฒ่าที่ชาวบ้านนับถือก็ไม่ยอมให้หวย ให้เลขสักที ทำยังไงก็ยอมให้ ลุงดำแกคิดไปไกลว่า อาจารย์คงมีเลขเด็ดแต่ไม่ยอมบอกใบ้ เพราะยังทำบุญไม่พอ หรือไม่ก็กลัวเลขเคลื่อน 


จนวันหนึ่งแกตัดสินใจบุกเข้าไปคุยกับอาจารย์คงตัวต่อตัวว่า ถ้าให้เลขเด็ดจะยกที่นา 5 ไร่ให้ทันทีถึงแม้จะไม่ถูก แต่ถ้าถูกหวยงวดนี้จะยกให้อีก 5 ไร่ อาจารย์ก็พยายามบ่ายเบี่ยง ถึงสามรอบ แต่สุดท้ายก็ทนแรงตื้อของลุงดำไม่ไหว สุดท้ายยอมเขียนเลข สามตัว 123 ใส่กระดาษให้ไป พร้อมกำชับว่าให้ครั้งเดียวแล้วห้ามไม่ให้ไปบอกใคร  ผลปรากฏว่างวดนั้นลุงมีถูกหวย สมใจในรอบห้าปี ได้เงินมา 1 แสน แกดีใจรีบไปบอกอาจารย์คง พร้อมโอนทีนา 10 ไร่ให้ไปแบบไม่เสียดาย เพราะคิดว่าต่อไปยังไงก็รวยแล้ว เนื่องจากมีผู้วิเศษ รู้อนาคตให้โชคให้ลาภได้  


แกเที่ยวอวดชาวบ้านว่าถูกหวย ใช้เงินซื้อ รถเครื่อง ซื้อทีวี ซื้อตู้เย็น กินเหล้าฉลอง สามวันสามคืนและแจกเพื่อนๆ จนเงินแสนหมดในไม่กี่วัน แต่ลุงดำก็ไม่กังวล เพราะคิดว่ายังไงเสียก็ยังมีอาจารย์คงอยู่ และแล้วสองวันก่อนหวยจะออกลุงดำก็แวะไปหาอาจารย์คงพร้อมใช้มุกเดิมที่ว่าจะยกที่นาให้อีก อาจารย์คงส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ แล้วลุกขึ้นยืน บอกว่า "ถ้ารู้ กูรวยไปแล้ว" 


ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมาอยู่บ้านเช่าโทรมๆ 
ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมานั่งสั่นเพื่อทรงเจ้า หลอกชาวบ้าน
ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมาเหมื่อยปาก ยกเมฆดู ดวง ทำเสน่ห์


แต่ตอนนี้กูสบายแล้ว มีเงินก้อนจากการขายที่นา 5 ไร่พร้อมซื้อบ้านใหม่ใหญ่กว่าเดิม ลุงดำหน้าซีดผาดที่หมดตัว จะด่าก็ด่าไม่ได้เพราะไปประเคนให้เขา เสียรู้เขาเองจากความโลภ จากความโง่ 


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มันไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ เพราะคนที่รู้อนาคตจริงๆ จะเป็นคนที่มีอำนาจและหาผลประโยชน์จากสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นอย่าเสียเวลาไปเดาเลย แต่จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน สังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด และวางแผนรับมือสิ่งที่จะเกิด มองการเปลี่ยนแปลงดังมิตรไม่ใช่ศัตรู พยายามติดตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เท่าทัน


การที่เอากราฟเทคนิคและอินดิเคเตอร์ต่างๆมานั่งเดาว่า หุ้นจะขึ้นหรือลง จะบวกหรือลบ ส่วนมากต่างคนต่างมีอคติ(ลึกๆ เช่น ถ้าคุณไม่มีหุ้น พอร์ตว่างก็คิดว่าอยากให้มันลง ส่วนคนที่มีหุ้นก็คิดว่า มันต้องขึ้น ยังไปต่อได้)และใช้อารมณ์ร่วมสนับสนุนการตีความจากกราฟกันทั้งนั้น ผลจากการวิจัยมันก็บอกว่า ผลลัพธ์การเดาความถูกต้องนั้นดีกว่า การโยนเหรียญหรือให้เด็กประถมเดาสุ่ม ไม่เท่าไหร่ อ่านถึงตรงนี้คนคงสงสัยงั้นก็ไม่ต้องใช้กราฟเทคนิคอลเลยหรือ??? 


จริงๆแล้วเราต้องใช้ครับแต่ใช้เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลง ใช้เพื่ออ่านแนวโน้มและวิเคราะห์คุณภาพของแนวโน้ม รวมถึงใช้เพื่อหาทางหนีทีไล่ และวางแผนการรับมือ ด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยง 


อยากได้ผลลัพธ์ที่ดีใกล้เคียงความจริงก็ควรทำจิตให้นิ่ง ใช้เครื่องมือเทคนิคเพื่อการสังเกตติดตามที่ใกล้ชิด หรือถ้าไม่มีเวลาติดตามอย่างใกล้ชิดเราเองควรประเมินความเหมาะสมของช่วงเวลาที่จะใช้ และความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับตัวเรา แต่ไม่ใช่พยายามคาดหวัง หรือฝากอนาคตการลงทุนกับการคาดเดาในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ยิ่งไปศรัทธาในเซียนเก๊หรือผู้รู้ไม่จริง ยิ่งไม่เกิดประโยชน์ไปกันใหญ่ครับ เพราะมีวลีอมตะที่กล่าวกันในตลาดหุ้นว่า "ไม่มีใครหวังดีกับเงินของเราจริง มากเท่าตัวเรา"

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เงินน้อยๆสมองเยอะๆ

เงินมักถูกใช้เป็นตัวแสดงฐานะทางสังคมของคน เพื่อจะได้รับการยอมรับ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่มีมาตั้งโบราณกาล ดูจะเป็นเรื่องปกติที่เราๆท่านๆยอมรับกันได้ ไม่เว้นแม้แต่ในสังคมนักลงทุน ที่หลายคนมักจะนำเอาขนาดของจำนวนเงินในพอร์ตมาบัฟใส่หน้ากันให้เห็นบ่อยๆ จนกลายเป็นว่าถ้าฉันเงินเยอะ สิ่งที่ฉันพูด สิ่งที่ฉันคิด สิ่งที่ฉันเชื่อต้องถูกเสมอ (ไม่เชื่อดูสิพอร์ตฉัน 7 หลักนะเงินเยอะนะ)
ผมพบเจอเรื่องแบบนี้ค่อนข้างบ่อยจนชินชา แมงเม่าขับเบนซ์คุยกับเพื่อนๆแมงเม่าขับวีออส บางคนก็บอกว่าวันนี้กำไรหลายแสน หลายล้าน ทั้งจริงๆอาจจะได้กำไรไม่กี่ % หรือได้แค่ 3 ช่อง 4 ช่อง แต่ด้วยเงินทุนที่มาก(รวยมาเป็นพื้นฐาน) เลยดูเหมือนผลตอบแทนที่เยอะ (เป็นความภาคภูมิใจของคนที่ได้) แต่ตอนที่เสียก็เก็บความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง เงียบๆคนเดียว

ในอีกมุมหนึ่งความแปลกของตลาดหุ้นก็คือ คนรวยบางคนมีเงินเยอะๆแยะแต่ขาดทุนจนหมดความมั่นใจ จนต้องไปหาที่พึงเช่นเรื่อง ดวง เรื่องโหรราศาสตร์ หุ้นตัวไหนจะมา หุ้นตัวไหนจะดี หุ้นตัวไหนชง มันแปลกถึงขนาดเอาชื่อย่อหุ้น มาผูกเรื่องรวมกับดวงดาวบนฟ้า และผูกโยงกับดวงวันเดือนปีเกิดของคนลงทุน บ๊ะเอาเข้านั้น สุดท้ายหาได้หุ้นเด็ดที่พ่อหมอบอกว่ามาแน่ 3 เด้ง 5เด้ง แต่ในอีกกีปีไม่มีใครรู้ อาจจะ 5 ปี หรือ 10 ปี ถ้าไปเจอวิกฤตการเงินโลก ก็ต้องรองเพลงรอต่อไป ส่วนมากคนที่เชื่อดวงในเรื่องนี้มันบอกถึงพื้นฐานจิตใจที่ไม่มั่นคงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นแค่ตลาดลงสัก 100 จุด 200 จุดก็คงเคาะซ้ายขายหมด ไม่สามารถถือทนถือยาวเพื่อรอถึงวันนั้นได้แน่นอน

คำพูดหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจเสมอคือ คำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จัก แกกว่าไว้ดีมากว่า "เล่นหุ้นต้องใช้เงินน้อยๆ แต่ใช้สมองเยอะๆ" ส่วนคนรวยมีเงินเยอะๆ ก็ควรใช้สมองเยอะๆเช่นกัน หรือพูดง่ายๆคือ คิด วางแผน วิเคราะห์ เยอะๆ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เงินมากเงินน้อยไม่สำคัญ ถ้าเรามีเงิน 1 หมื่นแต่ทำให้ได้กำไร 20% นั้นหมายความว่าอนาคตถ้าเราสามารถหาเงิน 1 ล้านมาเทรดด้วยระบบหรือวิธีการเดียวกัน เราก็มีผลตอบแทนที่ 20% ได้เช่นกัน 

ผมเองไม่อยากขัดเวลาที่ท่านดีใจ ว่าได้กำไร 2 หมื่น 3 หมื่น หรือแสน แต่สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือ อย่ามองเงินเป็นเงิน ตามค่าจริงใน money game แบบนี้ เพราะเราพยายามมองเงินที่ได้จากการลงทุน เป็นมูลค่าเมื่อเทียบกับโลกจริง เช่น กำไรแจ๊ส 1 คัน, กำไรไอโฟน 1 เครื่อง การไปติดกับตัวเงินมันทำให้เราพลาดและอ่อนแอในเรื่องของจิตใจ คนที่ยึดติดกับตัวเงิน พวกนี้พอหุ้นลงหรือตลาด crash  ปัญหาคือ คุณไม่กล้าตัดขาดทุนหรือ cutloss เพราะกลัวจะต้องเสียเงิน แสน เสียเงินล้าน ยอมกอดหุ้นอบอุ่นอยู่บนยอดดอย และปลอบใจตัวเองด้วยวลีที่ว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเน่าแค่ไหน หรือรายใหญ่จะขายมากเท่าไหร่ คุณก็ยังอยู่กับความกลัวที่จะเสียเงิน และเสพความหวังที่ยังมาไม่ถึง ว่าสักวันราคาจะกลับขึ้นมา(ถ้าหุ้นดี เศรษฐกิจดี มันมาแน่ๆไม่เถียงแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจจะ 1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปี)

เราควรมองกำไร ขาดทุนเป็นตัวเลข % มองให้เป็นเพียงเกมส์ที่มีแพ้ มีชนะ แบบยืดหยุ่น และคิดเป็นระบบ ไม่ว่าจะวางแผนลงทุนสั้นหรือยาว เพราะมันจะง่ายต่อการบริหารจัดการเงิน ยิ่งพอร์ตลงทุนของเราโตขึ้น การบริหารจัดการและการควบคุมอารมณ์ จะทำได้ง่ายและมีประสิทธธิ์ภาพกว่าการมองผลกำไรขาดทุนที่มีหน่วยเป็นบาท 

เราอาจจะทำใจไม่ได้ที่ต้อง cutloss 1 แสน แต่เราจะทำได้ง่ายกว่าถ้าคิดว่า เราตัดขาดทุน 2% ในกรณีเดียวกัน การที่เราขายหมูเพราะเราไปติดกับผลตอบแทนที่ได้ 1 แสนก็พอแล้ว 2 แสนก็เยอะแล้ว ทั้งจริงๆมันอาจจะแค่ 2% 3% และยังไปได้อีกมาก แมงเม่าไทยใจอ่อนก็ จำหน่ายสุกรกันแล้ว สิ่งที่สำคัญมันคือจิตใจ ยิ่งเราควบคุมจิตใจของตัวเราให้นิ่งได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะชนะมีมากเท่านั้นครับ...


วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บทเรียนของผู้แพ้

เรามักหาอ่านเรื่องราวของคนที่ชนะ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ง่าย ทั้งหนังสือพิมพ์ รายการทีวี ต่างก็มักจะนำเสนอเรื่องราวของคนเหล่านั้น ซึ่งเกือบ 80% ของเนื้อหามักจะพูดเน้นไปที่สิ่งที่เขาทำแล้วสำเร็จ ซึ่งพอนำเสนอผ่านคำถามของพิธีกร คำตอบมันดูช่างง่ายดาย ราวกับว่าคุณเองก็สามารถทำได้ แต่แท้จริงแล้วผมเชื่อมาตลอดว่ากว่าคนเหล่านั้นจะพบกับคำว่าความสำเร็จ เขาย่อมผ่านการล้มลุกและเจอความล้มเหลวมาก่อน แล้วแน่ใจว่าช่วงเวลาในวังวนแห่งความล้มเหลว กว่าที่ใครคนหนึ่งจะก้าวผ่านมาได้ ย่อมต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน แก้ไขและค้นหา เส้นทางที่จะนำเขาไปสู่ความสำเร็จได้


ส่วนตัวผมชอบที่จะฟังเรื่องราวที่ผิดพลาด เหตุการณ์ที่ล้มเหลว ในยามช่วงที่จิตใจท้อแท้ รวมถึงเหตุการณ์จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาออกจากจุดล้มเหลว ยิ่งเฉพาะวิธีการและแนวคิดที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นมากกว่า การมาสนใจว่าเขาซื้อหุ้นอะไรที่ได้กำไรหลายร้อย % หรือจริงๆแล้ว บางทีเราอาจจะลองเปลี่ยนมาสัมภาษณ์ คนที่ล้มเหลวดูบ้าง เช่นคนที่เล่นขาดทุนจนหมดเงินต้องหันหลังออกจากตลาดไป หรือคนที่ติดดอยหลายปี จนต้องเลิกเทรด การได้ฟังเรื่องคนที่ล้มเหลว จะทำให้เราเรียนรู้ว่าการลงทุนแบบไหนที่ล้มเหลว หนทางแบบไหนที่ไม่ดี


นอกจากการเรียนรู้จากความล้มเหลว จากบทเรียนของนักลงทุนที่พ่ายแพ้ เรายังสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดและความล้มเหลวของตัวเราเองได้ด้วย อย่าบอกนะครับว่าคุณไม่เคยผิดพลาด !!! คนที่ลงทุนแล้วไม่ผิดพลาดมีอยู่สองประเภท ได้แก่ ประเภทแรกคือ คนที่ไม่เคยลงทุน กับประเภทที่สองคือคนตาย ดังนั้นเมื่อคุณผิดพลาด อย่าพยายามลืม แต่จงจดจำแล้วเรียนรู้เพื่อไม่ทำให้ผิดพลาดอีกแล้ว เชื่อผมเถอะครับ เราสามารถให้ตลาดหุ้นเป็นครูเรา สอนบทเรียนที่ผิดพลาดให้เรา เมื่อเรียนรู้แล้วจงจดจำ และที่สำคัญโดยเฉพาะความผิดพลาดในการลงทุน ซึ้งมันมีรูปแบบความผิดพลาดไม่เยอะหรอกครับ ดังนั้นถ้าเรานิยามได้แล้วว่าอะไรผิดพลาด โอกาสที่เราจะพลาดซ้ำก็จะมีน้อยลง(ถ้าเราจำและเรียนรู้จากมันนะ)


ถ้าเรากลัวจะจำไม่ได้ ผมแนะนำให้ทำ Trader's diary จดบันทึกเรื่องราว การลงทุนของเราไว้ บันทึกรอบการซื้อขาย เหตุผลและแนวคิดการซื้อขาย รวมถึงความผิดพลาดในการเทรดเอาไว้ด้วย เพื่อให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่ทำลงไป หรือถ้ามีเวลาลองกลับมาทบทวนเพื่อกำจัดจุดอ่อนออกจากตัวเรา รับรองได้ว่าไม่นานเกินรอ คุณจะสามารถพัฒนาตัวเองและเอาตัวรอดจากความผันผวนและโหดร้ายของตลาดหุ้นได้


ต้วอย่าง Trader diary ที่ใช้บันทึกรายละเอียดการลงทุน

การผ่านความล้มเหลว แล้วเรียนรู้จากมัน จนสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการเอาตัวรอด เราเรียกมันว่า "ประสบการณ์" ยิ่งมีประสบการณ์ ก็เท่ากับว่าเป็นตัวชี้วัดความสามารถของนักลงทุนผู้นั้นด้วย ผมคิดว่าคนเก่งในสนามรบแห่งนี้ ไม่ใช่คนที่พยายามเอากราฟราคา มาลากเส้นแล้วเดาว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง โดยพยายามแข่งขันว่าใครเดาแม่นกว่ากัน โดยพยายามอนุมานว่า คนที่เดาได้แม่นมาก อธิบายได้ซับซ้อนมากนั้นเป็นคนเก่ง แต่เชื่อเถอะครับ คนเก่งแบบนี้มีมาก เพราะความต้องการการยอมรับจากคนรอบข้างเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่การจะวัดว่าเก่งจริงหรือไม่ ต้องใช้เวลาเป็นเรื่องพิสูจน์ และใช้ความสำเร็จระยะยาวที่ต่อเนื่องเป็นตัวชี้วัด ถ้าเพิ่งเริ่มรู้จักตลาดหุ้นไม่ถึงปี ไม่เคยเจอวิกฤตการเงิน ไม่เคยผ่านความผันผวนของตลาด อย่าเพิ่งสรุปว่าตัวเราเก่ง เพราะเมื่ออัตตามันมาครอบงำจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการลงทุน เมื่อนั้นความล้มเหลวก็จะมาเยือน และพาท่านออกจากตลาด


ส่วนคนที่ล้มเหลว อยากให้กำลังใจขอให้ ฮึดสู้ไม่ถอย ล้มแล้วลุกเอาใหม่ (ไม่ใช่เอาอยู่ เอาอยู่ แล้วล้มเหลวโดยแก้ไขปัญหาไม่ได้) จริงๆตัวอย่างที่ดีของการล้มแล้วลุก ผมขอยกตัวอย่างคุณตัน อิชิตัน ที่ล้มหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ คุณตันแนะนำว่าการล้มเหลวนิแหล่ะดี ทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่างบนพื้น เวลาล้มไม่ต้องรีบลุก แต่ต้องพยายามเก็บของที่อยู่บนพื้นได้มากที่สุด นั้นก็คือการมองให้เห็น เรียนรู้กับอุปสรรค์ ปัญหา และความล้มเหลว ต้องพยายามพัฒนาตัวเองแล้วเดินหน้าไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จให้ได้ครับ

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทําอย่างไรให้รวยหุ้น

เมื่อคืนต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวังกับฟอร์มของนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่แพ้ซาอุไปแบบหมดลุ้น 3 เม็ด ผมเริ่มเชื่อพี่โน๊ตอุดมแล้วว่า ถ้าบอลไทยจะได้ไปบอลโลกมีทางเดียวคือ เราต้องเป็นเจ้าภาพ และบอลโลกต้องมาจัดที่ประเทศไทย ถึงจะมีความน่าจะเป็นที่มากที่สุด ยิ่งหันกลับไปมองชุดเล็กที่ตอนนี้ลงเล่นทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปแบบ ซีเกมส์ที่แต่ก่อนถ้าเราไป ยังไงก็แชมป์ สองสามปีมานี้แม้แต่จะเข้ารอบยังยากลำบากเลย เราเล่นเกมส์กับเขมร กับพม่า กับลาวได้สูสีแบบไม่โดดเด่น นี่ถ้าเจอทีมแบบระดับอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เราก็อาจจะรอดยาก ถ้ายังรักษาฟอร์มที่กระท่อนกระแท่น แบบนี้อยู่




ก่อนเข้านอนแวะไปอ่านอีเมล์ ปรากฏว่ามีพี่ท่านหนึ่งเขียนมาปรึกษาเรื่องหุ้น ขึ้นหัวข้อมาว่า "ทำอย่างไรให้รวยหุ้น" เลยถือโอกาสนี้เอาหัวข้อนี้มาเป็นประเด็นเขียนบล็อคเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนคติกัน ผมเองเชื่อว่าทุกคนอยากรวย แน่นอนว่ารวมถึงตัวผมเองด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในตลาดหุ้นคือ คนที่อยากรวยมักจะไม่รวย แปลกไหมครับ?? อาการของคนที่อยากรวยคือคนที่ มุ่งจะหาวิธีการทำกำไรสูงสุดจากการเล่นหุ้นให้ได้ ในเวลาอันสั้น บางคนไปหาหุ้น 5 เด้ง 10 เด้ง(เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี แต่กว่าจะเจอคุณอาจจะใช้เวลานานหลายปี ยิ่งแจ๊กพอร์ตสภาพเศรษฐกิจโลกไม่อำนวย คุณก็อาจจะเจ็บตัว ร้องเพลงรอเก้อต่อไป) หรือไม่ก็เน้นไปที่การหาวิธีการเทคนิคที่จะทำให้ได้กำไรมากๆจากการซื้อหุ้นทุกครั้ง


ดังนั้นเมื่อตั้งธงไปที่กำไรส่วนมากวิธีคิดเราจะมุ่งไปที่การทำกำไร จนทำให้สุดท้ายก็ไปติดกับดักทางอารมณ์โดยเฉพาะความโลภ จนมองข้ามความเสี่ยงที่มีไป ตามที่ผมศึกษามาจากเรื่องราวของเทรดเดอร์และนักลงทุนระดับโลก ผู้ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในตลาดหุ้น ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเกมส์การเงิน เขาเหล่านั้นไม่ได้มองที่การทำกำไรเป็นหลัก แต่เขากับมุ่งไปที่การรักษาต้นทุนและการจำกัดความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ


แนวทางการเล่นหรือลงทุนจึงเน้นไปที่การปกป้องเงินต้น แน่นอนว่ากำไรเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง แต่มันจะเป็นภาระกิจรองจากการจำกัดความเสี่ยงและปกป้องเงินต้นของการลงทุนไป(ตลาดหุ้นความเสี่ยงจะไม่เท่ากับศุนย์ แต่ความเสี่ยงจะไม่เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวถ้าเราสามารถประมาณ และจำกัดขอบเขตของความเสี่ยงได้) ตัวผมเองหลังจากลองผิดลองถูกในตลาดหุ้นอยู่นาน ก็เปิดใจเปลี่ยนเอาแนวคิดนี้มาใช้ จนปัจจุบันผมกล้ายืนยันว่า ถ้าเราสามารถปกป้องเงินต้นของเราได้แล้ว กำไรนั้นจะไหลมาเทมาเอง แบบตามสภาพตลาด(โดยเฉพาะเมื่อตลาดอยู่ในขาขึ้น มีกระแสเงินต่างชาติหรือกระแสเงินจากกองทุนไหลเข้ามา)และภาวะการเติบโตของกิจการ 


ในระยะยาวพอร์ตการลงทุนของเราก็จะเติบโต อย่าหลงไปเล่นกับกำไร 50% 100% ในครั้งสองครั้ง แต่ต้องมานั่งเสียใจ เสียน้ำตาขาดทุนหลายครั้ง หรือติดดอยมหาศาล เพราะวิถีทางนั้นมันไม่ได้ทำให้พอร์ตลงทุนเรางอกงาม


หลักการเทรดหุ้นเก็งกำไรของผม คือจะไม่เสี่ยงหรือปล่อยให้ขาดทุนเกิน 5% ของเงินทุนในหน้าตัก ที่สำคัญต้องมีวินัยในการตัดขาดทุน การตัดขาดทุน cutloss เป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก ถ้ายังไม่มีการฝึกหัดหรือมีระบบจัดการเงินที่ดี นักเก็งกำไรมักพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ บวกกับไปเจอพวกที่อัดฉีดความหวังด้วย เหตุผลเชิงพื้นฐาน หรือคำโอ้โลมที่ให้กำลังใจ สุดท้ายเป็นเคลิมติดดอย รู้ตัวอีกทีขาดทุน 40 50% ไปอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกก็มีเยอะแยะ


จากสารคดีชีวิตสัตว์ป่าที่ผมนั่งดู เขากล่าวไว้ว่า ถ้าป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ผู้ล่าที่จะอยู่รอด ไม่ใช้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพงไพรแบบ เสือ หรือสิงโต แต่สัตว์ที่จะสามารถอยู่รอดได้นาน คือ หมาป่า เพราะหมาป่าเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัว และดำรงชีวิต ทำงาน หากินแบบเป็นกลุ่มเป็นฝูงได้ ที่สำคัญ หมาป่านั้นกินได้ทั้งซาก และสามารถล่าเหยือที่มีชีวิตอยู่ ต่างจากเสือ และสิงโต ที่เน้นกินแต่เนื้อสด จากการล่าสัตว์ที่มีชีวิต เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การอยู่รอดเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นถ้าจะอยู่รอด ไม่ใช่แค่เราจะต้องรุกเก่ง ล่าเก่ง แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาชีวิต รักษาต้นทุนเอาไว้ให้ได้นานที่สุดครับ


นักลงทุนหลายคนที่ผมรู้จัก ทั้งจากเว็บไซต์และจากกลุ่มสังคมออนไลน์ ผมเคยเจอคนที่จบ MBA ทำงานสายธุรกิจ หรือบางคนก็เรียบจบเมืองนอก เป็นผู้บริหารของบริษัทใหญ่โต เงินเดือนหลายแสน เก็บเงิน เก็บทองมาจากอาชีพหลัก งานประจำ มาลงทุนในตลาดหุ้น สุดท้ายหลงเข้าตามวังวนของตลาดเก็งกำไร จากหุ้นใหญ่ ไปหุ้นเล็ก ไป DW ไป TFEX เสียเงินเสียทอง มหาศาล หมดตัวกลับไป แล้วได้แต่ถามตัวเองว่า ผิดตรงไหน ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น ก็มีข่าวดี มีสมัครพรรคพวกซื้อตามมากมาย มีบทวิเคราะห์เชิงบวกรองรับ แต่แล้วกำไรไม่นานก็ขาดทุนทุกทีไป คำตอบมันก็อยู่ตรงที่จุดเริ่มต้นแหละครับ ถ้าเรามองหากำไร วิ่งตามกำไรมากเกินไป สุดท้ายกำไรมันจะวิ่งหนีเรา....



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

leverage

ช่วงนี้ดูเหมือนความกังวลเกี่ยวกับตลาดหมีน้อยจะกลับมาอีกรอบ โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาหนี้สินของกรีซ และประเทศอื่นๆในยุโรป สลับกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของอเมริกา ที่ออกมาให้ลุ้นกันได้เรื่อยๆ เมื่อหลายคนกังวล ผลที่ตามมาคือ ตลาดหุ้นมักตอบสนองกับความกังวลนั้น จะสั้นหรือยาวก็ตามแต่สถานการณ์ รวมถึงวิธีการเล่นของผู้เล่นรายใหญ่ เดี่ยวนี้จึงได้เห็นแมงเม่าแห่ลงไปเทรด Tfex กันมากขึ้น ตามคำชวนของเพื่อน ของมาร์ ด้วยความเชื่อที่ว่า จะได้มีเครื่องมือไว้ทำกำไรในช่วงตลาดขาลง 

โดยหลายคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการเทรดในตลาดฟิวเจอร์ ขาดระบบการเทรด ขาดการวางแผนการเงินที่ดี เพราะหลายคนเพิ่งจะเริ่มเทรดหุ้นได้ไม่นาน และส่วนมากยังขาดทุนกับการเล่นหุ้นเก็งกำไร จึงคิดที่จะมีทางลัดในการทำเงินจากตลาดฟิวเจอร์ ที่มี leverage สูงได้กำไรเยอะ เร็ว (อันนี้คำโฆษณาที่ยอดฮิต) 


ผลที่ปรากฏส่วนมากก็จะขาดทุนไปตามระเบียบ บางคนเล่นไม่ต่างกับไฮโล แทงสั้น แทงยาว ไปตามการคาดเดา จับข่าว จับเรื่องราว จับดาวน์โจน ดาวน์โจนฟิวเจอร์ จับฝรั่งซื้อ-ขาย มาเป็นวัตถุดิบในการเดา สุดท้ายผิดทาง(จริงๆตัวเลขเหล่านี้ ส่วนมากใช้ประกอบกับข้อมูลอื่นๆหรือประกอบกับกราฟได้ แต่จะมาสรุปแบบเป็นนัยยะว่า ถ้าฝรั่งซื้อสุทธิ ดาวน์โจนเขียว พรุ่งนี้ต้อง L มันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะยิ่งช่วงตลาดกำลัง sideway ไร้ทิศทางที่แน่นอน) หมดตัวยิ่งเจอกระบวนท่าการกระชาก เปิดโดด ปิดโดด ลากขึ้นลากลงให้งง ก็ทำให้โดนกินเยอะไป บ้างซ้ำร้ายไปโดนคำแนะนำแบบผิดๆ ให้เล่น Spread เมื่อผิดทาง โดยที่ไม่เคยได้ศึกษาจุดเข้าออกและอัตราทด อัตราเร่งระหว่างกัน ในแต่ละซีรีย์ที่เคลื่อนไหวในขณะนั้น ผลก็คือ ขาดทุนหนักเข้าไปอีก เหมือนเคาะซ้ำกรรมซัดขาดทุนหุ้น ไม่พอยังมาขาดทุนใน Tfex อีก


ผมเองไม่ได้ ต่อต้านการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์ เพราะผมเองก็เทรด แต่ผมไม่แนะนำการเทรดอย่างไร้ระบบ ขาดซึ่งการยั้งคิด เพราะเมื่อเราเดาพลาดติดต่อสองสามครั้ง ครั้งต่อไปคุณจะเทรดด้วยอารมณ์ ที่อยากจะเอาคืน โดยปราศจากสมอง ปราศจากการยั้งคิด ดังนั้นถ้าจะเทรด Tfex สิ่งที่ต้องมีนั้นคือระบบเทรด (Trade system) หัดอ่านแนวโน้มของสินค้าอ้างอิงให้ออก และรู้จักการมองแนวรับแนวต้าน ให้ดี ที่สำคัญ ควรคิดที่จะพัฒนาวิธีการบริหารจัดการเงินลงทุน อย่างฉลาด เพื่อให้อยู่รอดและยั่งยืน

อย่าหวังจับเสือมือเปล่าด้วยการเดาส่งเดช หรือไปลอกการบ้านตามเว็บบอร์ด ตามเว็บ เพราะถ้ามันง่ายแบบนั้น ง่ายแค่การเดาว่า S หรือ L ป่านนี้คงจะมีเศรษฐีเดินกันเต็มประเทศแล้วครับ เพราะ leverage สูงขนาดนั้น การทำเงินแสน เงินล้าน ไม่ได้ยากเลย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ต้องไม่ลืมว่า โอกาสที่คุณจะหมดตัวก็มีเช่นกัน
ก่อนจบมีหนังซีรีย์เรื่องหนึ่งมาแนะนำให้ลองหามาดูกันครับ เป็นอีกหนึ่งเรื่องโปรดของผมที่ได้ดูจนครบ 4 ซีซั่น ซีรีย์เรื่องนี้คือ Leverage เป็นหนังแนวนักแซ็งค์ จอมโจรที่รวบรวมคนเก่ง ทุกด้าน ทั้งนักต้มตุ๋ม นักล้วง นักเลง และแฮ๊กเกอร์ มาร่วมกันตั้งบริษัทเป็นฉากหน้า เพื่อเอาความสามารถช่วยเหลือ ประชาชนที่โดน คนรวยคนมีอำนาจ เอาเปรียบหรือรังแก แบบไม่เป็นธรรม เรียกว่าเป็นโรบิ้นฮู๊ดยุคใหม่ 


แง่คิดที่ได้นอกจากความสนุกอยู่ที่การวางแผน การมองภาพ รวม การคิดเป็นระบบ การจำกัดความเสี่ยงและการประสานการทำงานกัน เพื่อเอาชนะอำนาจของคนที่เหนือกว่า (จริงๆคนที่ดูแล แก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ก็น่าจะหามาดูบ้างนะครับ โดยเฉพาะเรื่องการมองภาพรวมและทำงานร่วมกันเนี๊ย ควรศึกษากันให้หนักจริง) คล้ายๆหนังเรื่อง โอเซียน อิเลฟเว่น และภาคอื่นๆ แต่เรื่อง leverage นั้นซับซ้อนและยุ่งยากกว่ามาก 

การลงทุนในหุ้นทั้งแบบเก็งกำไร ระยะสั้นระยาวมันก็เหมือนกับเรื่องนี้คือ เราต้องมองภาพรวมของการลงทุนให้ออก ต้องรู้จักที่จะเอาตัวรอด มากกว่าการทุ่มแทงเพื่อจะชนะ หรือเรียนรู้ที่จะใช้กลยุทธให้เหมาะกับสถานการณ์ที่สำคัญ ต้องเรียนรู้จิตวิทยาของตลาดที่เกิดขึ้น เพื่อหาโอกาสที่เหมาะสมกับการลงทุน ข้อเด่นของตลาดหุ้นที่ทำให้คนมากมายสนใจและเข้ามา เก็งกำไร นั้นก็ใช้หลักการเดี่ยวกับคาสิโน นั้นคือการทำให้ดูเหมือนว่า "จะชนะได้ง่าย แต่จริงๆแล้วเราจะแพ้ในที่สุด" มันจึงทำให้ชุดความคิดของเราถูกบิดเบือนด้วยอารมณ์ สุดท้ายคุณก็ต้องทิ้งเงินให้นายตลาดหรือคนที่แข็งแกร่งกว่า เสมอ ดังนั้นถ้าอยากชนะในเกมส์นี้ต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ เอาใจช่วยทุกท่านให้ไปถึงจุดนั้นนะครับ