สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

volume analysis

ด้วยอานิสงค์การลากดัชนี ด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากฝรั่ง(ไม่รู้หัวดำ หัวทอง) ที่พาปู่ SET มาไกลทะลุ 1100 ทำเอาพอร์ตเล็กพอร์ตใหญ่เขียวไปตามๆกัน ใครที่มี Bigcap ก็ยิ้มออกหน่อย แต่ถ้านิยมสะสมหุ้นเล็กตามกระแส ก็อาจจะยิ้มไม่กว้างนัก แต่เอาน่ายังไงก็ยังยิ้มได้ หลายคนดีใจเพราะใกล้ลงดอย บางคนก็ผลตอบแทนของพอร์ตทำ new high




แน่นอนว่ามีคนดีใจก็ย่อมมีคนเสียใจ อกหักจากการตกรถ เพราะล้างพอร์ตรอกะว่าให้ set หลุด 1000 แล้วไปรับแถว 920 คนกลุ่มนี้ก็อย่าคิดมากครับ วันพระไม่ได้มีหนเดียว โอกาสหน้ายังมี ขอให้เรียนรู้เป็นบทเรียน สิ่งหนึ่งที่จงตระหนักเถอะว่าราคาหุ้น มันคือเรื่องของอนาคต เราไม่สามารถเดาอนาคตได้ทางที่ดีคือหมั่นสังเกต และติดตามราคาอย่างใกล้ชิด เฝ้ารอพิจารณาหุ้นรายตัวที่มีการย่อพักฐานมาทดสอบแนวต้าน แล้วค่อยลงทุน ดีกว่าไปไล่หุ้นที่ปลายดอย ความเสี่ยงจะสูงกว่าครับ


คุณภาพของแนวโน้ม
ที่สำคัญเวลาเรามองกราฟราคา สิ่งที่ต้องมองให้ออก หรือตีให้แตก(ยืม ดร.นิเวศมาใช้หน่อยนะครับ) สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ใช้แค่ตัวเลขราคา แต่สิ่งสำคัญนั้นคือ แนวโน้ม แนวโน้มหรือ Trend คือรูปแบบทิศทางการเคลื่อนตัวของราคาหุ้น ณ กรอบเวลาที่เราพิจารณา มันบ่งบอกถึงโอกาสในการลงทุน ถ้าเราสามารถซื้อหุ้นในระยะเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้นได้ ย่อมมีโอกาสกำไร ได้มาก (เหมือนปีที่แล้วไงครับ กำไรกันถ้วนหน้าจน คิดว่าเจ๋ง ไงล่ะต้นปีมา หงายเงิบติดดอยกันเป็นแทบ หุหุ) ส่วนระยะเวลาของแนวโน้มจะสั้นหรือยาวก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยและกระแสเงินที่เข้ามา ตัวนี้ต้องพิจารณาติดตามไป


สิ่งที่ยากคือการอ่านแนวโน้มให้ออก เพราะหุ้นไม่ได้ linear แบบการวิ่งทิศทางเดียว หรือบางครั้งแนวโน้มเองก็ไม่ชัดเจนมีการผันผวนได้สูง ดังนั้นวันนี้ผมมีตัวแปรหนึ่ง ที่ใช้หา Quality of Trend  มาฝาก นั้นคือ การวิเคราะห์ปริมาณซื้อขาย (Volume Analysis) แบบเบื้องต้น (พยายามอธิบายภาษาชาวบ้านง่ายๆ ให้ใช้ง่ายๆไม่ทฤษฏีจ้า น่าเบื่อ และทำให้ยากจนเกินงาม)


ปริมาณการซื้อขาย VOLUME

Volume คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้น ประเภท free float ในตลาด บนช่วงเวลาขณะหนึ่งที่ทำการสังเกต โดยปริมาณการซื้อขายนี้สามารถระบุ คุณภาพของแนวโน้ม หรือกำลังของแนวโน้มราคาได้ เป็นอย่างดี เพราะการเคลื่อนไหวของราคาระยะสั้นเกิดภายใต้กฏของ อุปสงค์และอุปทาน ที่สำคัญปริมาณการซื้อขายคือตัวเลขจริงที่หลอกกันได้ยาก เพราะบ่งบอกถึงกำลังและความต้องการซื้อ ต้องการขายอย่างแท้จริง


ดังนั้นราคาหุ้นจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ปริมาณการซื้อ ย่อมต้องมากกว่าปริมาณการขาย โดยทั่วไปเราสามารถดูทิศทางของ Volume ควบคู่ไปกับแนวโนวของราคา โดยมีหลักคิดเบื้องต้นว่า การที่แนวโน้มราคาจะแข็งแรงและมั่นคง จะต้องสอดคล้องกับทิศทางของ Volume ด้วย กรณีที่ทิศทางราคา เกิดขัดแย้งกับทิศทางของ Volume ย่อมทำให้เป็นจุดสังเกตุได้ว่า อาจจะถึงจุดกลับตัวของแนวโน้มราคาหุ้น


การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย แบ่งออกได้เป็น 2 มุมมองหลักคือ ระดับแคบ และระดับกว้าง ระดับแคบคือการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายในรูปแบบตามช่วงราคาที่วาง Bid-offer เพื่อดูการเคลื่อนไหวของราคาระหว่างวัน การแกว่งตัวของช่วงราคา ใช้มากในการลงทุนระยะวัน(day trade)


ระดับกว้าง เป็นระดับที่ผมจะกว่าถึงเพราะ ง่ายต่อการเข้าใจและง่ายต่อการสังเกตมากกว่าแบบแรก เป็นระดับกว้างเป็นการดูปริมาณการซื้อ ขายอิงกับช่วงเวลา ในรูปแบบสะสมในกรอบเวลานั้นๆ ใช้อนุมานแนวโน้มราคาระยะสั้นและยาวได้ดี ที่สำคัญมีเครื่องมือดัชนี(indicator) หลายตัวให้เลือกใช้งาน


ทิศทางราคาและ Volume 
จริงๆแล้วการวิเคราะห์แนวโน้มราคา ถ้าจะมั่นใจจำเป็นต้องดู volume ประกอบด้วย โดยผมขออธิบายแยกเป็นแนวโน้ม ดังนี้


1. ขาขึ้น (Up trend)
หุ้นขาขึ้น ของเข้าแน่นอนว่าย่อมมีคนแย่งเข้ามาซื้อ ดังนั้นปริมาณการซื้อขายก็จะเพิ่มขึ้นจากปกติ(ในช่วง sideway) โดยเราสามารถดูแนวโน้ม Volume ได้จากแท่งกราฟหรือจะใส่เส้น EMA3 เข้าไป อย่างในภาพ จะทำให้เห็นเส้นแนวโน้มการลดลงของราคาได้ชัดขึ้น



2. ขาลง (Down Trend)
ขาลง คือช่วงที่แนวโน้มราคาลดต่ำลง เรื่อยๆมีการสร้างจุดต่ำสุดลดลงในรอบนั้น ดังนั้นปริมาณการซื้อขายก็จะมีแนวโน้มลดลงด้วย โดยเริ่มต้น Volume ขายจะสูง(คนแย่งขาย) และจะเริ่มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องระยะหนึ่งเท่านั้น อาจจะไม่ยาวจนจบแนวโน้มของราคา


ระยะหนึ่ง Volume เข้าสู่ภาวะชะลอตัวทิศทางออกข้าง sideway ยังไม่มีทิศทางชัดเจน volume จะลดต่ำลงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ EMA และประคองตัวในกรอบแคบๆเป็นแนวตรง ในลักษณะการถูกรินออกขาย จุดเฝ้าระวัง ว่าลงหรือขึ้นต่อ



สรุป
หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิคคือการอ่านแนวโน้มของราคาหุ้นให้ออก เพื่อหาจังหวะในการลงทุน หรือทำกำไร ตามแนวโน้ม Volume คือปริมาณการซื้อขายเป็นตัวบ่งบอกถึงสาเหตุการวิ่งขึินลงของราคา การที่เราสามารถนำเอา Volume มาวิเคราะห์ในระบบเทรดร่วมกับการวิเคราะห์ด้วยราคา จะทำให้เกิดความแน่นอนและสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ 


หุ้นบางตัวที่มี Volume น้อยการชี้นำราคาจะเกิดขึ้นได้ง่าย(ราคาไป แต่ volume ไม่ตาม) และการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มราคาก็จะเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเช่นกัน แต่ถ้าแนวโน้มของราคา มี Volume สนับสนุนแล้วคุณภาพของแนวโน้มจะสูงมีความชัดเจนที่มาก ท่านสามารถเลือกใช้ทั้งการวิเคราะห์ Volume โดยตรงหรือใช้เครื่องมือดัชนีทางปริมาณช่วยในการวิเคราะห์และหาสัญญาณซื้อขายได้ ลองนำไปใช้ดูนะครับ

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

ตกรถ ไม่เจ็บแต่เสียดาย

หลายคนคงงุนงงเป็นไก่ตาแตก หลังจากซึนามิถล่มญี่ปุ่นไม่นาน ตลาดหุ้นบ้านเราก็เจอซึนามิจากกระแสเงินต่างชาติ ถล่มต่อเนื่อง ลากหุ้นไทยจาก 1000 จุดไปทดสอบแนวต้านต่างๆ โดยเฉพาะต้านที่ 1050 ผ่านฉลุย จนหลายคนเริ่มฝันถึง 1200 กันแล้ว บ้างก็ว่าไปถึง 1700 จุดในปลายปี การซื้ออย่างต่อเนื่อง ราวกับแย่งซื้อของราคาถูกย่อมทำให้ นักลงทุนหลายคนประหลาดใจ อาจจะเพราะความมั่นใจในสเถียรภาพการเมืองไทย ที่คิดว่าปีนี้เลือกตั้งจะไม่มีม๊อบออกมาป่วน เผาตลาดหุ้นแบบปีทีแล้ว แต่กระนั้นเองก็ยังไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าหุ้นไทยจะบวกได้ไกลสักเพียงไหน



อานิสงค์ของนักลงทุนตัวน้อยๆแบบอย่างผมที่พลอยได้ยิ้มไปกับกระแส fund flow ด้วยเพราะหุ้นในพอร์ตเขียวสว่างสดใสตัวละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ (หุหุหุ) แต่ยังเพื่อนๆหลายคนที่บ่นกระปอดกระแป๊ดว่าตกรถ!!! ไม่ทันขบวนรอบนี้ วันนี้ผมมีวิธีแก้ปัญหาการตกรถง่ายๆมาแนะนำเพื่อนๆกัน 


อาการตกรถ
"ตกรถ" เป็นอีกหนึ่งอาการที่แมงเม่า ย่อมต้องเคยเจอ อาจจะนิยามได้ว่าเป็นอาการที่ไม่ได้เจ็บตัวแต่เจ็บที่ใจ อาจจะเกิดจากการซื้อไม่ทัน กลัวไม่กล้าซื้อ หรือรอนานจนขายทิ้งไป ไปถือตัวอื่น และแล้วหุ้นก็ขึ้นโดยไม่มีเรา... 


ทันทีที่ทราบข่าวก็ รู้งี้ ทันที อาการแบบนี้เป็นง่าย หายยาก ตราบใดที่เรายังเล่นหุ้นตามอารมณ์ ตามข่าว หรือพยายามไปคาดเดาว่าราคาจะขึ้นหรือลง บางคนมีหุ้นดีแต่ราคาไม่ไปไหน นานๆเข้าเกือบ 80% เรามักคิดว่ามันต้องลงมากกว่าขึ้น เอาเข้าจริงๆ พอบอกเลิกลาขาด ขายไปเข้าตัวใหม่ หุ้นเก่าที่เราเคยขี่มันก็วิ่งฮ้อออกตัวแรงไปหลายเปอร์เซนต์ต่อหน้าต่อตา ของแบบนี้จะซื้อ จะขายต้องมีเหตุผลรองรับ ขายก็ต้องมีเหตุผลที่ไม่ใช่อารมณ์ เช่น ขายเพราะพื้นฐานเปลี่ยน ขายเพราะราคาหุ้นแพงไปจากที่ซื้อ ขายเพราะสัญญาณเทคนิคเป็นขาลง จงอย่าขายเพราะมันอยู่เฉยๆ เพราะการที่มันอยู่เฉยๆไม่ได้แปลว่า ราคาจะลงเสมอไป


ถ้าจะผิดก็คงผิดตั้งแต่เราเข้า ถ้าคนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค ถ้าจะซื้อหุ้นตอน sideway ถ้ามันยังไม่ sideway up ก็ไม่ควรเข้าหรือแม้แต่ค่า STO และ RSI ไม่คอนเฟริมการยกตัวยิ่งไม่ควรไปยุ่งกับหุ้นที่ราคาออกข้างแบบนี้


ตกแล้วขึ้นเลยดีไหม
กรณีรอบใหญ่ๆแบบคราวนี้ วิ่งมาเกือบ 80 จุด หุ้นกลุ่มใหญ่ๆหลายตัวบวกเกือบ 10% ถ้าขึ้นทันทีในช่วงแรก วันสองวันมักจะทัน แต่แมงเม่าสวนใหญ่ตอนช่วงนั้นมักยังลังเลหรือไม่ก็คิดว่าเดี่ยวมันก็ลงบวกวันเดียว สองวัน สุดท้ายก็ตกรถ และต้องมานั้งแช่งให้หุ้นลง เหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นจงละอัตตาและอยู่กับความจริงที่เป็นปัจจุบันครับ ถ้าสัญญาณมันว่าขึ้นก็เล่นไปกับมัน ล่องไปตามแนวโน้มอย่าไป พยายามเดาหรือจะเป็นโครตเซียนที่คอยเดาแนวโน้ม เมื่อขึ้นไปแล้วก็ลงทุนด้วยสติและความระมัดระวัง 


แต่ส่วนใหญ่หลายคนไม่อยากตกรถ มักจะโดดเข้าหุุ้นตอนมันวิ่งมาสองสามวัน หรือหลาย % แล้ว ออกแนวเอาชัวร์ แบบนี้ถ้าไม่ดูจังหวะจากกราฟเทคนิคดีๆ โอกาสได้ของแพงเสี่ยงติดดอยก็มีสูง อันนี้แย่แน่ๆ ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจ ก็ควรรอให้ราคาย่อลงมาแล้วค่อยรับ 


หาจังหวะเข้า
สำหรับคนที่อยากจะเข้า ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดเทรนด์ขาขึ้นรอบนี้ สิ่งที่ควรทำไม่ใช้การรีบกระโจนเข้าหุ้น ทั้งที่ราคาวิ่งไปแล้วเกือบ 10% ผมมองว่าควรจะรอ จังหวะให้ราคาย่อลงมา แล้วค่อยขึ้นไป ย้ำนะครับว่าย่อลงมาไม่ใช้ เปลี่ยนเป็นขาลง


วิ่งทีการสังเกตุคือดูการกราฟราคา เมื่อราคาวิ่งไปจุดหนึ่งแล้วลดลง แต่ที่ Low2 จะไม่ต่ำกว่า Low1 แบบนี้เป็นการย่อโดยไม่เสียรูปแบบแนวโน้มขาขึ้น เราสามารถ ใช้เป็นจุดเข้าซื้อหุ้นเพื่อทำกำไรในรอบขาขึ้นต่อไปได้



แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักคือ อย่าไปยึดติดกับราคา บางครั้งเราอาจะมองที่ราคาและคิดว่า ตอนนี้หุ้นแพง ไม่น่าซื้อ (เพราะจิตใต้สำนึกพยายามไปเปรียบเทียบราคาที่เราเคยซื้อ ซึ่งตอนนั้นดัชนียังต่ำหรือยังไม่มี fund flow เข้า) เช่น เคยซื้อ PTT ที่ 300 พอ 340 ไม่กล้าซื้อเพราะคิดว่าแพง จริงๆแล้วคำว่าแพงมันมีบริบทของเวลามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอครับ เราควรมองที่แนวรับ แนวต้านจะดีที่สุด มองแนวโน้มปัจจุบันและเทรดไปกับมันดีที่สุดครับ


สรุป
ตลาดหุ้นมีให้เราลงทุนตลอดไปครับ เพียงแต่ตัวเราจะรักษาเงินทุนเพื่อลงทุนให้งอกเงยได้ยืนยาวหรือไม่ ที่เขียนเช่นนี้เพราะคนส่วนใหญ่ เร่งรีบลงทุน รีบกระโจนทะยานซื้อหุ้น โดยขาดสติเพียงเพราะคิดอยากจะรวย กลัวตกรถ สุดท้ายได้ขึ้นรถสองวันก็ต้องไปติดดอยแทน รอบนี้ไม่ทันก็ติดตาม รอรอบหน้าก็ยังได้ครับ จำไว้ว่าในตลาดหุ้นนี้ เรื่องแบบนี้มันเกิดซ้ำๆซ้ำๆตลอด มี fund flow แรงๆมา หุ้นบวกมากๆ รอบนี้พลาดไปไม่เป็นไร โอกาสหน้ายังมีเสมอ เพียงแต่ว่าเราต้องไม่ประมาท มั่นติดตามราคาหุ้นสม่ำเสมอ อยู่กับปัจจุบันอย่าไปคาดเดาอนาคตที่ยังไม่เกิด เตรียมพร้อมตัวเองไว้ เมื่อโอกาสที่ดีจะเข้ามาหาเรา จะได้ฉกฉวยและใช้ประโยชน์จากมันได้ทันทีครับ