สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แนวรับแนวต้าน ตอนที่ 2

ตอนที่สองนี้ ผมขอกล่าวถึงวิธีหาแนวรับ แนวต้านที่นิยมใช้ สองวิธีหลักๆคือการใช้ Fibonacci และการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ สองวิธีนี้เป็นวิธีการที่ใช้เครื่องมือคณิตศาสตร์มาช่วยทำให้เรามองแนวรับแนวต้านบนแนวโน้มใหญ่ได้ง่าย
การหาแนวรับแนวต้าน

วิธีการหาแนวรับ-แนวต้านของราคาหุ้น เราสามารถหาได้หลายวิธีขึ้นกับเทคนิคที่ผู้วิเคราะห์จะเลือกใช้ เช่นการใช้ Fibonacci, การใช้ค่าเฉลี่ยแบบหลายช่วงเวลา, การใช้เทคนิค Pnt,การใช้ trend line ย่อยก่อนหน้าและอื่นๆ ผมขอให้แนวคิดไว้ว่า แนวรับแนวต้านนั้นเป็นเพียงจุดสังเกตที่ทำให้นักลงทุนทราบถึงสถานการณ์และการเคลื่อนตัวของราคาตามแนวโน้มเปรียบดั่ง เสาหลักกิโลเมตร ทีเอาไว้ให้เราบอกตำแหน่งบนเส้นทาง(บนแนวโน้ม) ดังนั้นผมขอยกตัวอย่างภาพการหาแนวรับแนวต้าน คราวๆดังนี้ครับ



1. การใช้ Fibonacci retracement
คือวิธีการใช้สัดส่วนของ Fibonacci มาเป็นตัวกำหนดแนวรับ แนวต้านเพื่อใช้เป็นเส้นสังเกต หลักการใช้งานก็คือการลากจากจุดสูงสุดไปต่ำสุด หรือลากจากต่ำสุดมายังสูงสุดของแนวโน้มก่อนหน้า แล้วแต่แนวโน้มขาขึ้นหรือลง เพื่อนำเอา % มาใช้เป็นตัวกำหนดแนวรับหรือแนวต้าน ในแนวโน้มที่เกิดขึ้น

เมื่อหุ้นมีการขึ้นหรือลงอย่างมีนัยสำคัญช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ราคาจะมีการกลับตัวระยะสั้นเช่นการดีดตัวหรือการย่อตัว ช่วงการเกิดนี้มักจะเกิดใกล้กับเส้นแนวรับแนวต้านที่มาจากสัดส่วนของ Fibonacci จึงมีการนำสัดส่วนนี้มาใช้ นอกจาก Fibonacci retracement ยังมีการใช้ Fibonacci Fan, Fibonacci Arc


2. การใช้ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
คือวิธีการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของราคาหุ้น ตามจำนวนวันต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของช่วงระยะเวลา มาเป็นแนวรับแนวต้าน สามารถอนุมานได้ว่า หุ้นที่มีพื้นฐานดีไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานัก เมื่อเข้าสู่ทิศทางขาลง ถูกเทขายจากนักลงทุนระยะสั้น เมื่อราคาวิ่งลงมาถึงระดับที่ควรจะเป็นหรือสะท้อนพื้นฐาน ก็จะมี นักลงทุนระยะยาวมาเก็บหุ้น ทำให้ราคาหุ้นไม่ไหลงต่อ

เช่นเดียวกันกรณีหุ้นขึ้น ก็มักจะมีการเทขายทำกำไร เป็นช่วงๆจากนักลงทุนระยะสั้นทำให้เกิดแนวต้านขึ้น ดังนั้นจึงมีการเอาเทคนิคของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบหลายช่วงเวลามาใช้ โดยแบ่งกลุ่มเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็น สั้น กลาง ยาว โดยใช้จำนวนวันเป็นตัวแบ่ง

กรณีแนวโน้มขาขึ้น แนวต้านเป็นเส้น ค่าเฉลี่ยวันยาว ไปถึงค่าเฉลี่ยวันสั้น ในกรณีแนวโน้มขาลง แนวรับเป็นเส้นค่าเฉลี่ยวันสั้น ลงไปเส้นค่าเฉลี่ยวันยาว 



ประโยชน์และการนำไปใช้งาน
1. ใช้เป็นจุดสังเกตการณ์เข้าซื้อและขายหุ้น โดยใช้เส้นแนวรับ แนวต้านพิจารณาควบคู่ไปกับแนวโน้มของราคาในปัจจุบัน ไม่เน้นที่การเดาอนาคต โดยใช้วิธีการเฝ้าติดตามราคาในจุดสังเกตที่เป็นแนวรับแนวต้าน ดูการย่อหรือเด้งของราคา และความแข็งแกร่งของแนวรับแนวต้าน ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแนวโน้ม

2. พิจารณาแนวรับ แนวต้านร่วมกับดัชนีอื่นๆเช่น RSI เพื่อดู over bought หรือ Over sold บนเส้นแนวรับและแนวต้าน โดยตรงนี้อาจจะใช้ในการลงทุนระยะสั้นเพื่อ บอกถึงการมีนัยยะของราคาบนเส้นแนวรับและแนวต้านนั้น

3. ใช้เส้นแนวรับ ในการเป็นจุด Stop loss เพื่อตัดขาดทุน กรณีที่ราคาหลุดเส้นแนวรับสำคัญที่เราพิจารณาไว้ หรือขายทำกำไรเมื่อราคาไม่สามารถผ่านเส้นแนวต้านสำคัญได้และแสดงสัญญาณการกลับทิศแนวโน้ม

4. พิจารณาคุณภาพของแนวรับแนวต้าน สามารถดูข้อมูลแวดล้อมอื่นๆประกอบได้เช่น Volume ปริมาณการซื้อขาย ณ แนวรับแนวต้านที่มีการ ทะลุหรือย่อลง ,การวาง bid offer ณ ราคาที่เป็นแนวรับ แนวต้าน

5. สามารถใช้แนวรับแนวต้านเก่า ของรอบก่อนหน้ามาใช้พิจารณาร่วมด้วย หรือถ้าเป็นราคาเดิมที่เคยเป็นจุดแนวรับ แนวต้านมาก่อน ยิ่งทำให้แนวรับแนวต้านนั้นมีนัยมากยิ่งขึ้น

6. GAP ที่เกิดจากการสนองตอบของราคาแบบรวดเร็วจากข่าว หรือผลทางจิตวิทยาตลาดสามารถนำมาใช้เป็นแนวรับแนวต้านได้

7. จุดสูงสุดหรือต่ำสุดเก่า สามารถนำมาใช้ในการเป็นเส้นแนวรับ แนวต้านเพื่อพิจารณาในแนวโน้มปัจจุบันได้ เนื่องจากมันมีผลทางจิตวิทยาเมื่อ ราคาสามารถชนะหรือแพ้แนวรับแนวต้านนั้น

8. สามารถใช้แนวรับ แนวต้านเดียวกัน บนต่างแนวโน้ม ต่าง Time frame ของกราฟราคาได้ เพื่อใช้พิจารณาการเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคา ในระยะสั้นและระยะยาว โดยอิทธิพลของแนวโน้มระยะสั้น (เช่นกราฟนาที) ที่กระทำต่อแนวรับหรือแนวต้าน จะมีผลต่อเนื่องมายังแนวโน้มราคาในระยะยาว (เช่นระดับวัน) โดยเราสามารถใช้แนวรับ แนวต้านเป็นเส้นโยงยึดในการพิจารณา sate of trend และพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มในระยะสั้นเพื่อคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดระยะยาวได้




วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แนวรับแนวต้าน ตอนที่ 1

แนวรับและแนวต้าน เปรียบดังแนวของเส้น ณ ตำแหน่งราคาใดๆ ที่ใช้เป็นแนวสังเกตสำหรับการเคลื่อนที่ของราคาผ่านแนวนั้นๆ ด้วยเนื่องจากการหยุด การทะลุผ่าน หรือการไหลตกลงของราคา ณ ที่แนวสังเกตนี้ล้วนมีนัยยะ สำหรับการนำมาใช้งานในรอบต่อไป การทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวรับแนวต้าน จึ้งเป็นเรื่องจำเป็นควบคู่ไปกับการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาหุ้น


แนวรับ 
แนวรับ(Support) คือแนวที่มีแรงซื้อมารับราคาหุ้นไว้ไม่ให้ตกลงไปมากกว่านี้หรือสามารถชะลอการร่วงลงของราคาได้ ในขณะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปแนวรับจะมีลักษณะเหมือนแนวที่เป็นจุดสังเกตการเคลื่อนที่ลงของราคาในแนวโน้มขาลง (Down Trend)

แนวรับจะมีได้มากกว่า 1 แนวและสามารถนำแนวรับในอดีตที่มีนัยยะมาใช้ในการสังเกตในปัจจุบันได้ โดยบ่อยครั้งที่แนวรับสำคัญจะเกิดจากการที่ราคาหุ้นในทิศทางลงหลายรอบ มาหยุดลง ณ ที่แนวรับนั้น




จากภาพ S0 S1 S2 และ S3 คือแนวรับ บนแนวโน้มของลงที่เมื่อราคาหุ้นวิ่งเข้าหาแล้ว มีการชะลอหรือเด้งกลับระยะสั้นๆ โดยแนวรับที่มีความแข็งแรงจะสามารถหยุดราคาหุ้นในขาลงได้นาน

แนวต้าน
แนวต้าน(Resistance) คือแนวที่มีแรงขายมาต้านราคาหุ้นไว้ไม่ให้ขึ้นสูงไปมากกว่านี้หรือสามารถชะลอการขึ้นของราคาได้ ในขณะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปแนวต้านจะมีลักษณะเหมือนแนวที่เป็นจุดสังเกตการเคลื่อนที่ลงของราคาในแนวโน้มขาขึ้น (Up Trend)

แนวต้านจะมีได้มากกว่า 1 แนวและสามารถนำแนวต้านในอดีตที่มีนัยยะมาใช้ในการสังเกตในปัจจุบันได้ เช่น จุดสูงสุดเดิม ที่มีการเทขายจำนวนมาก





จากภาพ H0 H1 H2 H3 H4 คือแนวต้านที่เกิดขึ้นในทิศทางแนวโน้มขาขึ้น กรณีที่ทิศทางแนวโน้มมีความแข็งแรงและมีคุณภาพของแนวโน้มสูงระยะห่างของแนวต้านจะมีมาก บวกกับจะสามารถเบรกแนวต้านและวิ่งขึ้นต่อไปได้เรื่อยๆ

จากต้านเป็นรับ จากรับเป็นต้าน

การติดตามทิศทางราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องจะพบว่า เมื่อหุ้นมีการแนวโน้มแนวรับหรือแนวต้านก่อนหน้าจะทำหน้าที่สลับกัน ยกตัวอย่างเช่น

กรณีที่ 1 แนวโน้มเป็นแนวโน้มขาขึ้น เราจะสามารถนิยามแนวต้านได้จากจุดสูงสุด และเมื่อแนวโน้มขาขึ้นวิ่งมาถึงแนวต้านที่ แรงขาย มากกว่า แรงซื้อ ทำให้ราคาหุ้นไม่สามารถ ทะลุผ่านแนวต้านไปได้ ราคาหุ้นจะเริ่มคงที่ระยะสั้นๆและเกิดการย่อตัวกลับตัวของแนวโน้ม แนวต้านก่อนหน้าจะกลายเป็นแนวรับที่ทดสอบการย่อตัวของราคา

กรณีที่ 2 แนวโน้มเป็นขาลง เกิดแรงขายต่อเนื่องจนสร้าง จุดต่ำสุดใหม่ได้ตลอดก่อให้เกิดแนวรับใหม่ ในทิศทางแนวโน้มขาลง โดยที่แนวโน้มอาจจะมีการซื้อกลับ โดยแรงซื้อจะดึงราคาหุ้นให้มีการ Rebound ขึ้น แนวรับก่อนหน้าจะทำให้ที่เป็นแนวต้าน เพื่อทดสอบการกลับตัวหรือ rebound ของราคา กรณีที่แรงซื้อมากเพียงพอชนะแรงขายที่แนวนี้ ก็จะเกิดการกลับตัวของแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้น 


ตอนที่ 2 
http://cway-investment.blogspot.com/2011/07/2_22.html

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การวิเคราะห์แนวโน้มราคา 2

หลังจากเลือกตั้งเสร็จ สัญญาณตอบรับจากตลาดก็ดีมาก จนลากพาดัชนียาวมาเกือบลุ้น 1100 จุด แต่ถึงยังไงก็ไม่ควรประมาทครับ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าแนวโน้มระยะสั้นจะจบเมื่อใด วันนี้มาหัดเรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาหุ้นกันต่อดีกว่าครับ เอาไว้เป็นเกาะป้องกันตัวจากความไม่แน่นอนของตลาด

ขนาดของแนวโน้ม
จริงแล้วการมองแนวโน้มหรือการมองกราฟราคาหุ้นสามารถมองได้หลายกรอบเวลา (Time Frame, TF) ซึ่งล้วนแต่ มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หรือกลยุทธการลงทุนที่แตกต่างกันไป การเก็งกำไรหรือการล่าส่วนต่างของราคาไม่จำเป็นต้องเล่นสั้นแบบที่หลายคนเข้าใจเสมอไป

แนวโน้มเป็นตัวบ่งชีสำคัญที่ใช้ได้ทั้งในรูปแบบ day trade ที่ใช้ TF ระดับนาที ,week trade นักเก็งกำไรแบบรายสัปดาห์กลาง หรือ month trade ที่ดูกันในระดับเดือนแบบเก็งกำไร EPS รายไตรมาสก็มี เพราะหัวใจสำคัญคือ เมื่อรู้แนวโน้มทำให้รู้จังหวะของคลื่น รู้จังหวะราคาที่ควรซื้อ ดังนั้นมันย่อมได้ราคาหุ้นที่ดีกว่าเดินดุ่มๆลุยไปซื้อ ในวันที่ตลาดทำ New High เป็นไหนๆใช่ไหมครับ ?

ดังนั้นผมของแบ่งกลุ่มของแนวโน้มตามขนาดของกรอบเวลาหรือ Time Frame คราวๆดังนี้

1. แนวโน้มใหญ่ คือ เส้นแนวโน้มราคาที่ระดับ 120 วันขึ้นไป เป็นกรอบที่ใช้ข้อมูลราคาเพื่อดูแนวโน้มระดับใหญ่ ภาพรวมเหมาะผู้ลงทุนถือหุ้นระยะยาว


ภาพแนวโน้มใหญ่ระดับ 3 เดือน กราฟแท่งเทียน 3 เดือน เพื่อลากเส้นแนวโน้ม จะพบว่าความผันผวนระหว่างแนวโน้มจะน้อย เหมาะนักลงทุนระยะยาว ที่ต้องการถือหุ้น เพื่อหากำไรจากส่วนต่างของราคาที่สะท้อนจากการเติบโตของกิจการบริษัทแท้จริง

2. แนวโน้มรอง คือ เส้นแนวโน้มราคาที่ระดับ 30 - 120 วัน เป็นกรอบที่ใช้ข้อมูลราคาเพื่อดูแนวโน้มระดับรอง ภาพแนวโน้มที่สะท้อนความเป็นไปในระดับเดือน


ภาพแนวโน้มรองระดับ เดือน ใช้กราฟแท่งเทียน 1 เดือน เพื่อลากเส้นแนวโน้ม จะพบว่าความผันผวนระหว่างแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ตามสภาพของปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้นในแต่ละเดือน

3. แนวโน้มกลาง คือ เส้นแนวโน้มราคาที่ระดับ 7-30 วัน เป็นกรอบที่ใช้ข้อมูลราคาเพื่อดูแนวโน้มระดับกลาง ภาพแนวโน้มที่สะท้อนความเป็นไปในระดับกรอบสัปดาห์ สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่ใกล้ชิดขึ้น ระดับสัปดาห์


จากภาพแนวโน้มกลางระดับ สัปดาห์ ใช้กราฟแท่งเทียน 1 สัปดาห์ เพื่อลากเส้นแนวโน้ม จะพบว่าความผันผวนระหว่างแนวโน้มจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ในแนวโน้มใหญ่ มีแนวโน้มย่อย sideway ปนอยู่ด้วย แต่สำหรับนักเก็งกำไรที่ไม่ต้องการถือหุ้นยาว หรือต้องการสลับตัวเล่นก็จะพบว่า การมองแนวโน้มระยะกลาง จะทำให้มีทางเลือกมากขึ้น

4. แนวโน้มย่อย คือ เส้นแนวโน้มราคากรอบเวลาระดับ นาที ถึง วัน เป็นกรอบที่ใช้ข้อมูลราคาเพื่อดูแนวโน้มระดับย่อยภาพแนวโน้มที่สะท้อนความเป็นไปในระดับวัน ใกล้เคียงสถานการณ์จริง แต่มีความผันผวนของแนวโน้มสูง แต่เป็นที่นิยมในการเก็งกำไรระยะสั้นเพราะมี ช่วงเวลาให้เล่นรอบซ้ำมาก ที่สำคัญกรณีเกิดปัญหากับตลาดแบบที่คาดการณ์ไม่ถึง แนวโน้มจะมีความไวในการสะท้อนเหตุปัจจัยได้รวดเร็ว ส่งผลให้นักลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงด้วยการถือเงินสดหรือการทำ hedging ได้ทันถ่วงที

จากภาพแนวโน้มย่อยระดับ วัน ใช้กราฟแท่งเทียน วัน เพื่อลากเส้นแนวโน้ม จะพบว่าความผันผวนระหว่างแนวโน้มจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น มีหลายแนวโน้มประกอบกันอยู่ ครบทุกรส เป็นความผันผวนที่ เราสามารถใช้แนวโน้มเป็นตัวสังเกตการณ์เคลื่อนที่ของราคาได้ อย่างเป็นปัจจุบันที่สุด


สรุป
- แนวโน้มราคาเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดจังหวะการลงทุน นักลงทุนควรอ่านแนวโน้มให้ออกก่อนที่จะลงทุน เพื่อเลือกกลยุทธการลงทุนให้เหมาะสม

- แนวโน้มมีหลายกรอบเวลา Time Frame ซึ่งการมองแต่ละกรอบเวลามีแนวโน้มที่ต่างกันการพูดถึง แนวโน้มย่อมมีการกำหนดกรอบเวลาไว้ด้วย ที่สำคัญการเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมในระบบเทรด เป็นหัวใจสำคัญในการลงทุน

- การลากเส้นแนวโน้มสามารถทำได้ด้วยการใช้เส้นตรงเชื่อมจุดสูงสุดหรือต่ำสุด หรืออาจจะใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ในการโมเดลแนวโน้มก็ทำได้เช่นกัน กรณีใช่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ใช้กรอบเวลาระดับวัน แต่ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในพารามิเตอร์จำนวนวัน ตามขนาดแนวโน้มที่ต้องการ

- การลงทุนในแต่ละแนวโน้มมีกลยุทธ์ของระบบเทรดที่ต่างกัน ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการเล่นกันความผันผวน ย่อมต้องเข้าใจความผันผวน เข้าใจจังหวะของคลื่นราคา และหาเครื่องมือที่เหมาะสมในแต่ละแนวโน้มนั้นๆเพื่อนำมาใช้ลงทุนต่อไป

- The Trend is your Friend ถ้าคิดเก็งกำไร แล้วคุณไม่มีกำลังพอจะสร้างแนวโน้มราคา จงอย่าสวนแนวโน้ม เพราะแนวโน้มเกิดจาก demand และ supply ทั้งตลาด การเอาชนะด้วยการทัดทานแนวโน้มจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

- สัญญาณซื้อ ในแนวโน้มขาขึ้นมักจะแน่นอนและแม่นยำกว่า สัญญาณซื้อในแนวโน้มขาลง

- สัญญาณขาย ในแนวโน้มขาลงมักจะแน่นอนและแม่นยำกว่า สัญญาณขายในแนวโน้มขาขึ้น

- แนวโน้ม Sideway ต้องระวัง false signal และด้วยความผันผวน กับการแกว่ง การลงทุนต้องระมัดระวังและใช้เครื่องมือที่ไวต่อการผันผวนเช่น oscillator indicator

- แนวโน้มขาขึ้นใน ระยะย่อยระดับ วัน – สัปดาห์ มีตลอดทั้งปี ไม่จำเป็น ไม่แน่ใจจงอย่าเสี่ยงขยันเก็งกำไรใน Sideway

- การใช้แนวโน้มไม่จำเป็นต้องคาดเดาอนาคต เสมอไป แต่เราสามารถใช้แนวโน้มเพื่อสังเกตพฤติกรรมของหุ้น ที่มีผลต่อแนวรับ แนวต้าน ได้เช่นกัน

- ปริมาณซื้อขายสามารถหาแนวโน้มได้เช่นเดียวกับราคา และปริมาณซื้อขาย คือตัวยืนยัน คุณภาพของแนวโน้ม

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การวิเคราะห์แนวโน้มราคา 1

กราฟเป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ราคาและปริมาณของหุ้น เพื่อทำนายราคาที่น่าจะเป็นในอนาคต โดยทำการพอร์ตราคาหุ้นในรูปแบบกราฟแท่งเทียนหรือกราฟเส้นตามช่วงเวลา สำหรับศึกษารูปแบบแนวโน้มของราคาในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อใช้ในการอนุมานหรือทำนายแนวโน้มหรือราคาที่น่าจะเป็นในอนาคต ซึ่งจะสามารถใช้ในการกำหนดจังหวะเวลาในการลงทุน หรือกำหนดกรอบการประเมินความเสี่ยงของการลงทุนได้

ดังนั้นการที่นักลงทุน มีความเข้าใจในกราฟเทคนิค ย่อมจะทำให้ทราบถึงพัฒนาการ การเคลื่อนที่ของราคาหุ้น จากการอ่านแนวโน้มของราคา ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างมาก 




ประเภทของแนวโน้ม
แนวโน้มคือรูปแบบของราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงแบบเคลื่อนที่จากช่วงเวลาหนึ่ง(t0) ไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง(t1) การเคลื่อนที่ของราคาหุ้นที่ปรากฏบนกราฟ จะอยู่ในลักษณะแบบคลื่น คือมีการแกว่งตัว ไม่ได้มีทิศทางการเคลื่อนที่ขึ้นหรือลงเป็นเส้นตรง สาเหตุมาจากการที่มีปัจจัยอื่นๆของผู้เล่นกลุ่มต่างๆเข้ามามีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น ก่อให้เกิดความผันผวนซ่อนอยู่ในการเคลื่อนที่ดังภาพ โดยสามารถแบ่งแนวโน้มออกได้เป็นดังนี้
1. แนวโน้มขาขึ้น(Up Trend)
แนวโน้มขาขึ้นคือรูปแบบการเคลื่อนที่ขึ้นของราคาหุ้น โดยราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยจุดต่ำสุดใหม่(L1) จะสูงกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า (L0) เสมอ เรียกว่าการทำ higher low ส่วนการย่อตัวระยะสั้นคือการพักฐานหรือการขายทำกำไรระยะสั้น

จากภาพราคาที่ L3 > L2 > L1 > L0 โดยสามารถสร้างเส้นแนวโน้ม (Trend line) แบบขาขึ้น(Up trend)ได้โดยลากจากแนว L0 ไปถึง L3

แนวโน้มขาขึ้นถึงเป็นช่วงโอกาสทองที่เหมาะกับการลงทุน เนื่องจากราคามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยทำการเบรกแนวต้าน หรือจุดสูงสุดใหม่สามารถเบรก จุดสูงสุดก่อนได้เสมอ การลงทุนแบบซื้อแล้วถือ(Buy&Hold) จึงสามารถสร้างผลกำไรแบบเป็นกอบเป็นกำให้ผู้ลงทุนบนแนวโน้มขาขึ้น ที่สำคัญการลดความเสี่ยงของการผันผวนของราคา เรียกว่าง่ายต่อการจับจังหวะเข้าซื้อ และทำการขายเมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนจากแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เป็น ขาลง (Down Trend)


2. แนวโน้มขาลง (Down Trend)
แนวโน้มขาลงคือรูปแบบการเคลื่อนที่ลงของราคาหุ้น โดยราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงแบบลดลงเรื่อยๆ โดยจุดสูงสุดใหม่(H1) จะต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า (H0) เสมอ เรียกว่าการทำ lower high ส่วนการเด้งตัวระยะสั้นคือการเด้งเพื่อระบายหุ้นหรือเด้งเพื่อชะลอการลดลงของราคา บางครั้งอาจจะเป็นการเด้งเพื่อทดสอบแนวต้านในกรณีที่จะมีการกลับทิศของแนวโน้มราคา


จากภาพราคาที่ H3 < H2 < H1 < H0 โดยสามารถสร้างเส้นแนวโน้ม (Trend line) แบบขาลง (Down trend) ได้โดยลากจากแนว H0 ไปถึง H4

 แนวโน้มขาลง จึงเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงในการลงทุนมากกว่าแนวโน้มขาขึ้น ผู้ที่เล่นหุ้นเก็งกำไรบนแนวโน้มขาลง จึงควรใช้ความระมัดระวัง และควรมีเวลาติดตามราคาหุ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาหุ้นสามารถปรับตัวลงได้ทุกเมื่อ บวกกับ ช่วงการ Rebound สั้นนั้นไม่กว้างโอกาสทำกำไรจึงแคบกว่าการเล่นเก็งกำไรในแนวโน้มขาขึ้น

3. แนวโน้มออกข้าง (Sideway Trend)
แนวโน้มออกข้างหรือ Sideway เป็นแนวโน้มที่มีการแกว่งแบบไร้ทิศทางที่ชัดเจน มีขึ้นและลงในกรอบแคบๆ และเป็นทางแยกก่อนจะเปลี่ยนแนวโน้มไปสู่ขาขึ้น หรือขาลง เรามีโอกาสพบแนวโน้มแบบ Sideway ได้มาก และแนวโน้มแบบนี้ที่ทำให้เกิด false signal ใน indicator หลายตัว และพาแมงเม่าไปติดดอยมานักต่อนักแล้ว

ดังนั้นกรณีที่หุ้นอยู่ในแนวโน้ม sideway นักลงทุนควรใช้สติและความระมัดระวังในการเทรดแบบเก็งกำไร เพราะบ่อยครั้งท่านมักถูกจิตนาการ และจิตวิทยาหมู่หลอก


จากรูปจะเห็นว่าราคาหุ้น พยายามสร้างแนวโน้มขึ้นมา แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นได้ เราจึงเรียกว่า Sideway โดยเมื่อหุ้น Sideway เราสามารถกำหนดกรอบของการแกว่งตัว หรือแนวรับ แนวต้านของ sideway ได้ โดยมีข้อสังเกตดังนี้

1. กรณี Ln < Hn หรือ L1 < H1 รูปแบบที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น เรียก sideway up ถ้าสามารถเบรกกรอบแนวต้านบนของ sideway ไปได้ก็จะกลายเป็น Up trend

2. กรณี Hn > Ln+1 หรือ H1 > L2 เรียก sideway down ทิศทางจากแนวต้านบน ก่อนหน้า H1 ไปสู่กรอบแนวรับล่างที่ L2 ถ้าสามารถเบรกกรอบแนวรับล่างของ sideway ไปได้ก็จะกลายเป็น down trend

จบตอนที่ 1 ครับ