สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

MACD

MACD เป็นเครื่องมือดัชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวยอดนิยม สำหรับนักเทคนิคคอล ด้วยความที่เป็นดัชนีที่เข้าใจง่ายและประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งเรื่องการดูกำลังของแนวโน้ม การพิจารณา divergent ดังนั้นการเรียนรู้และทำความรู้จักกับ MACD จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสมควรจะศึกษา


MACD(Moving Average Convergence-Divergence) คือเครื่องมือดัชนีประเภท slow active oscillator ลักษณะการพิจารณาการแกว่งในช่วงวันที่กำหนดเหมาะกับช่วงราคาที่มีการแกว่งตัวทั้งระยะสั้นและระยะกลาง แต่อาจจะไม่เหมาะกรณีที่เกิด sideway ในระยะสั้นเพราะจะเกิด false signal หรือการให้สัญญาณที่ช้าและถี่เกินไป


โดยเราสามารถใช้เครื่องมือเพื่อ วิเคราะห์สัญญาณซื้อขายได้ สูตรการคำนวณเบื้องต้น ใช้ค่าผลต่างของ EMA เส้นสั้นและเส้นยาว (โดยทั่วไปเส้นยาวจะยาวมากกว่าเส้นสั้นประมาณ 2 เท่า)




- MACD: (EMA 12 วัน – EMA 26 วัน)
Signal Line EMA 9 ค่า ของ MACD
MACD Histogram: MACD - Signal Line

จากสมการจะเห็นว่า ใช้ค่าต่างของ EMA สองคาบเวลาเป็นตัววันแรงขับเคลื่อนของราคา โดย

กรณีที่ MACD เป็นลบหมายความว่า EMA12 < EMA26 แสดงถึงทิศทางการลดลงของราคา 

ถ้า MACD เป็นบวก(มากกว่า 0) หมายความว่า EMA12 > EMA26 แสดงถึงทิศทางการเพิ่มขึ้นของราคา

เราสามารถดูการเปลี่ยนแปลงหรือการแกว่งของค่าต่างจาก การตัดกันของ MACD และ Signal line ทำให้เราสามารถนิยามทิศทางการแกว่งตัวระยะสั้นได้อีกด้วย

การนำไปใช้

การตีความของ MACD สามารถจำแนกเป็นลักษณะต่างๆได้ดังนี้


A1: MACD > 0 และ MACD > signal line คือ ช่วงที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ต่อเนื่อง แสดงการเพิ่มขึ้นของราคาอย่างชัดเจนทั้งระยะสั้นและกลาง มีสัญญาณซื้อที่แข็งแรง

A2: MACD > 0 และ MACD < signal line คือ ช่วงของราคาที่มีการพักการเคลื่อนที่ขึ้น มีการปรับตัวลดลงของราคาในช่วงสั้น และมีแนวโน้มราคาระยะสั้นจะออกข้างหรือ sideway แต่แนวโน้มระยะกลางยังคงเป็นแนวโน้มที่คงที่ไม่ลดลงมาก จุดต่ำสุดใหม่ยังไม่ลงไปมากว่า จุดต่ำสุดก่อนหน้า มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแนวโน้มจากขึ้นเป็นลงได้เช่นกัน







B1: MACD < 0 และ MACD > signal line คือ ปรับตัวขึ้นระยะสั้น ระดับราคามีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ทิศทางยังไม่ชัดเจน มีแนวโน้มราคาระยะสั้นจะออกข้างหรือ sideway แต่แนวโน้มระยะกลางยังคงอาจจะลดลงต่อหรือมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแนวโน้มจากลงเป็นขึ้นได้เช่นกัน

B2: MACD < 0 และ MACD < signal line คือ ปรับตัวลงอย่างชัดเจนแนวโน้มราคาลดลงต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและกลาง


นอกจากการดูค่าของ MACD และ Signal line แล้ว เรายังสามารถนำเอา slop ของ MACD มาใช้ประโยชน์ในด้านการนิยามแนวโน้มความแข็งแรงของการยกตัว ในแนวโน้มนั้น
     - กรณี slope เป็นบวก จุดยอดของ MACD มีการปรับสูงขึ้นบอก ความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาขึ้น
     - กรณี Slope เป็นลบ จุดยอดของ MACD มีการปรับลดลงบ่งบอก ความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาลง



วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Bollinger band

Bollinger band คือ เครื่องมือที่ใช้บ่งบอกถึงความต่อเนื่องและการเคลื่อนที่ของราคาอย่างดี โดยเราสามารถนำ Bollinger band มาใช้ในการวัดแนวโน้มหรือพิจารณาทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา ควบคู่ไปกับ indicator ประเภทอื่นๆเพื่อใช้กำหนดสัญญาณซื้อขาย โดย Bollinger band จะช่วยทำให้เราเห็นภาพกว้างของการเคลื่อนที่และความต่อเนื่องของราคาได้ดีมากขึ้น

Bollinger band มีการสร้างกรอบของราคา เพื่อนิยามกรอบทิศทางและทางการเคลื่อนที่ของราคา ณ ขณะเวลาต่างๆโดยใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานมาเป็นตัวแสดงค่าความแกว่งตัวของราคา ซึ่งจะสะท้อนออกผ่านในรูปแบบความกว้างความแคบของกรอบแบนด์ (Band)

การตีความและการนำไปใช้ 
การนำ Bollinger band มาใช้เน้นไปที่การนิยามภาพรวมของแนวโน้มราคา และพิจารณาการเคลื่อนตัว การแกว่งตัวของราคา โดยตัว Bollinger band แบ่งแถบเส้นออกเป็น 3 ส่วนคือ

- Upper Band : ขอบบน คำนวณมาจาก SMA 20 วัน + standard deviation 20 วัน x 2

- Middle Band = ขอบกลาง คำนวณจาก simple moving average (SMA) 20 วัน

- Lower Band = ขอบล่าง คำนวณมาจาก SMA 20 วัน - standard deviation 20 วัน x 2




การใช้งานเน้นที่การดูกราฟแท่งเทียนของราคา ในลักษณะที่แสดงบนแถบ Bollinger band โดยมีข้อสังเกตเบื้องตันดังนี้ 


1. ราคาเกาะกลุ่มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ราคาจะลอยอยู่ใน Zone แถบบนเกาะ Upper Band เหนือเส้น Middle Band ขนาดความกว้างแบนด์กว้างและยกตัวขึ้น แสดงถึงทิศทางขาขึ้น Up trend ของแนวโน้มราคา



2. ราคาเกาะกลุ่มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ราคาจะลอยอยู่ใน Zone แถบต่ำกว่าเส้น Middle Band ขนาดความกว้างแบนด์กว้าง แสดงถึงทิศทางขาลง down trend ของแนวโน้มราคา เมื่อราคาลงมาจนถึงระดับหนึ่ง ราคาอาจจะทะลุกรอบ lower Band และวกเข้ามาเลี้ยงตัวบริเวณ lower Band


3. Sideway หรือการแกว่งในกรอบแคบ เป็นการที่ราคาหุ้นบีบตัวผันผวนแบบไร้ทิศทางในกรอบแคบ สังเกตได้จากขนาดความกว้างแบนด์จะแคบลง ราคาจะเลี้ยงตัวใกล้เส้น Middle Band หรือมีการแกว่งจาก ขอบบนไปขอบล่างแบบแคบๆ กรณี sideway นี้มักจะเป็นจุดเปลี่ยนแนวโน้ม หรือมีการเกิดของแนวโน้มใหญ่ตามมา

ถ้าราคาทดสอบแนวต้านบริเวณขอบบน Upper Band แล้วยกตัวขึ้นจนทะลุผ่านไปได้ แสดงถึงการกลายเป็นขาขึ้นต่อเนื่องของราคา หรือกรณีที่ราคาทะลุ ผ่าน lower Band ก็จะแสดงถึงการเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลงเช่นกัน


4. ค่ากรอบเวลาหรือจำนวนวันสำหรับ Moving average นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเทรดหุ้นของแต่ละคน ว่าต้องการลงทุนสั้น กลาง ยาว 

รวมถึงการกำหนดค่าวัน ใน Bollinger band เพื่อสร้างกรอบของราคานั้น สามารถเลือกใช้ค่าที่เหมาะสมกับคาบการแกว่งและพฤติกรรมการผันผวนของราคาหุ้น ได้โดยหุ้นแต่ละตัวจะมีรูปแบบและลักษณะการผันผวนในช่วงเวลาต่างๆ ที่แตกต่างกันไป

5. Bollinger band ไม่ได้มีลักษณะของการบ่งบอกสัญญาณซื้อ ขายที่ชัดเจนแบบดัชนีราคาตัวอื่น แต่เราสามารถพิจารณาการเคลื่อนที่ของราคาและการแกว่งของราคาจาก Bollinger band ร่วมกับสัญญาณซื้อ ขายจากดัชนีอื่นๆเช่น MACD ,RSI ,STO เพื่อ confirm สัญญาณได้เช่นกัน

จากภาพด้านล่างใช้ Bollinger band เพื่อนิยามแนวโน้มและยืนยัน สัญญาณซื้อของ MACD ระยะสั้น



วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

EMA (Exponential moving average)

Moving average คือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีการนำราคาหุ้น ณ ช่วงเวลาต่างๆมาทำการสร้างเป็นชุดข้อมูลในรูปแบบกราฟเส้น โดยมีการเกลี่ยข้อมูลให้เรียบ เพื่อลดการผันผวนด้วยจำนวนวัน โดยนิยมใช้ Moving average ในการดูแนวโน้มทิศทางของราคาหุ้น 
โดย Moving average มี indicator ต่างๆอีกมากมายเช่น SMA (Simple moving average), WMA (weighted moving average) TMA (Time series moving average) และ EMA (Exponential moving average) เป็นต้น

ผมขอเลือก EMA (Exponential moving average) เพราะเป็นตัวที่มีการคำนวณที่ซับซ้อนและมีการเกลี่ยค่าถ่วงน้ำหนักความแปรปรวนของข้อมูล โดย EMA ให้ค่าที่ตอบสนองต่อราคาในปัจจุบันได้ใกล้เคียงมากกว่าตัวอื่นๆ ทำให้แสดงถึงแนวโน้มที่ชัดเจน

การตีความหมาย
การนำ EMA มาใช้ในการกำหนดสัญญาณซื้อ ขายนั้นส่วนมากนิยมนำเส้น EMA 2 เส้นหรือมากกว่ามาใช้ โดยพิจารณาการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ย EMA โดย

- สัญญาณซื้อ(Buy signal) : EMA เส้นสั้นตัด EMA เส้นยาวขึ้น


จากภาพ EMA8 (เส้นสั้น) มีค่ามากกว่า EMA20 (เส้นยาว) ทำให้เส้นสั้นตัดเส้นยาวขึ้น แสดงถึงการยกตัวของราคาหุ้น เกิดสัญญาณซื้อ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มขาขึ้น
- สัญญาณขาย(Sale signal) : EMA เส้นสั้นตัด EMA เส้นยาวลง


จากภาพ EMA8 (เส้นสั้น) มีค่าน้อยกว่า EMA20 (เส้นยาว) ทำให้เส้นสั้นตัดเส้นยาวลง แสดงถึงการทรุดตัวของราคาหุ้น เกิดสัญญาณซื้อ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มขาลง

การเลือกระยะเวลาในการคำนวณ 
การนำ EMA มาใช้ในนั้นมีเรื่องของ ขนาดเวลาที่นำมาใช้คำนวณเพื่อนิยามการเปลี่ยนแปลงของราคา โดยมีข้อสังเกตคือ การใช้ EMA เส้นสั้นจำนวนวันสั้นเกินไป โอกาสเจอความผันผวนของสัญญาณซื้อขายที่ได้ก็จะสูง หรือถ้าใช้ EMA เส้นยาวจำนวนวันมากเกินไป โอกาสที่สัญญาณซื้อขายจะช้าก็มีมาก เช่นกัน

เราสามารถแบ่งจำนวนวันออกเป็นช่วงกว้างๆได้ดังนี้

- EMA5 คือ ค่าเฉลี่ย ราคา 5 วันทำการ (1 week) (สั้นมาก)

- EMA10 คือ ค่าเฉลี่ย ราคา 10 วันทำการ (2 week) (สั้น)

- EMA20 คือ ค่าเฉลี่ย ราคา 20 วันทำการ (4 week) (กลาง)

- EMA50 คือ ค่าเฉลี่ย ราคา 50 วันทำการ (10 week) (ยาว)

- EMA75 คือ ค่าเฉลี่ย ราคา 50 วันทำการ (15 week) (ยาวมาก
)


ภาพแสดงค่า EMA ตามจำนวนวันที่แตกต่างกัน ซื้อจะได้สัญญาณซื้อขายที่แตกต่างกัน ดังนั้นการนำจำนวนวันมาใช้ ขึ้นกับกลยุทธ์ของการลงทุนของผู้ลงทุนว่าต้องการลงทุนระยะสั้น กลางหรือยาว โดยต้องพิจารณาแนวโน้มใหญ่ภาพรวมของราคาหุ้นประกอบด้วย

ข้อสังเกต
- พิจารณากราฟแท่งเทียนของราคา ร่วมกับ EMA เส้นสั้น กรณีที่แท่งเทียนลอยสูงกว่า EMA เส้นสั้นมาก นั้นแสดงถึงแรงซื้อที่มาก ราคามีการปรับตัวขึ้นสูงเข้าข่าย overbought โดยอาจจะพิจารณาร่วมกับ ระยะห่างระหว่าง EMA เส้นสั้น และ EMA เส้นยาว กรณีที่ EMA เส้นสั้นอยุ่บนห่างจาก EMA เส้น ยาวมาก (มีช่องว่างมาก) จะเป็นการยืนยันการปรับตัวขึ้นของราคาอย่างรุนแรงและรวดเร็วจนเข้าข่าย overbought เช่นกัน


- กรณี แท่งเทียนขาลงที่ลอยต่ำกว่า EMA เส้นยาวมากๆ ก็บ่งบอกถึงภาวะ oversold เช่นกัน บอกถึงการขายต่อเนื่อง โดยระยะห่างระหว่าง EMA เส้นสั้นตัดลงอยู่ต่ำกว่า EMA เส้นยาวเป็นช่องว่างกว้างกว่าปกติ
 


วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Price Indicator 1

การวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยดัชนีราคา(Price Indicator) ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของอาวุธที่เราใช้ในตลาดหุ้นในเกมเก็งกำไรหรือการล่าส่วนต่างของราคา โดยเป้าหมายหลักของการวิเคราะห์ด้วยกราฟดัชนีราคาคือการอธิบายหรือสังเกตพฤติกรรมของราคาหุ้นโดยใช้ค่าทางสถิติและสมการคณิตศาสตร์มาช่วย และนำไปสู่การพยากรณ์การเคลื่อนที่ของราคาบนแนวโน้มในอนาคตต่อไป ด้วยกราฟดัชนีราคาคือการอธิบายหรือสังเกตพฤติกรรมของราคาหุ้นโดยใช้ค่าทางสถิติและสมการคณิต 
สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักคือ ดัชนีราคาใช้ค่าราคา ณ ช่วงเวลาต่างๆมาคำนวณดังนั้น เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว การย้อนมาดูดัชนีราคามันจึงสมเหตุสมผลทุกครั้ง เพราะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ของราคาได้ แต่ส่วนของการคาดเดาอนาคตนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับการเก็บข้อมูลและการประเมินความถูกต้องของการใช้ดัชนีราคาโมเดลต่างๆกับหุ้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจในสัญญาณซื้อ ขายต่อไป 

ดัชนีราคาที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันนั้นมีมากกว่า 50 ตัวแยกย่อยไปตามสมการและวิธีการคำนวณ โดยส่วนใหญ่มักจะทำเพื่อสังเคราะห์สัญญาณซื้อ สัญญาณขายของราคาหุ้น ณ กรอบเวลาต่างๆ ในที่นี้ โดยการใช้งานดัชนีราคาให้เกิดประสิทธิภาพนั้นต้องใช้งานให้ตรงกับแนวโน้มใหญ่ของราคาหุ้น กล่าวคือผู้ใช้ต้องนิยามแนวโน้มในอดีตของราคาให้ได้ก่อนเบื้องต้นเพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบันก่อนเลือกใช้ดัชนีราคาที่เหมาะสม ผมขอแบ่งลักษณะของราคาหุ้นเป็นสองลักษณะใหญ่คือ ช้ต้องนิยามแนวโน้มในอดีตของราคาให้ได้ก่อนเบื้องต้นเพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบันก่อ ลักษณะแบบ มีแนวโน้มชัดเจน (Trend) และแบบออกข้างไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจน (non trend)

ดัชนีราคาและแนวโน้ม
ประเภทของดัชนีราคา ที่ผมจะกล่าวถึงในบทนี้ สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มตามลักษณะของราคาหุ้นได้ 2 ประเภทคือแบบ Trend และแบบ oscillator

โดยกลุ่มของ Trend คือพวก indicator ที่ใช้ในช่วงราคาหุ้นมีแนวโน้มชัดเจน เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงอย่างต่อเนื่อง ที่จะกล่าวถึงได้แก่ EMA (Exponential moving average) และ band indicator อย่าง Bollinger band

กลุ่มของ Oscillator ที่จะกล่าวถึงผมของแบ่งตามประเภทของความไวในการตอบสนองของการเปลี่ยนแปลงราคาตามค่าปกติของสมการเป็น fast active oscillator และ slow active oscillator โดยในเอกสารนี้จะขอกล่าวถึง RSI, STO, MACD พวกนี้เป็น เครื่องมือที่สร้างจากสมการคณิตศาสตร์เพื่อใช้วัดค่าความแกว่งของราคา จึงเหมาะกับการใช้ระบุสัญญาณซื้อ ขายในช่วงที่ราคาแกว่งตัวในกรอบ จำกัด (ในที่นี้ก็ขึ้นกับคือ คาบวันที่นำมาใช้ในการคำนวณ) หรือมีความผันผวนของราคา มีแนวโน้มไม่ชัดเจน

ต่อตอนที่ 2