สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

เทคนิครับมือกับตลาดหุ้นขาลง

อาทิตย์ที่ผ่านมาดูจะเป็นอาทิตย์ที่เลวร้ายในชีวิตการลงทุนของใครหลายคน มีหลายท่าน email เข้ามาทักทายและขอคำปรึกษา ผมเองได้ให้คำปรึกษาที่เป็นกลางๆไป ด้วยความที่ไม่ยากฟันธงหรือชี้นำ ไอ้แบบที่จะให้บอกว่าซื้อเพิ่มถั่วเฉลี่ยเข้าไป ,ให้ติดดอยเพื่อรักษาต้นทุน หรือขายทิ้งล้างพอร์ต ผมคงไม่ทำผมเชื่อว่าเงินของท่าน ท่านควรมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจได้เอง ถ้าผ่านจุดนี้ไปไม่ได้ โอกาสจะประสบความสำเร็จก็ยาก แต่ถ้าเราผ่านมันไปได้แล้ว ผมเชื่อว่าท่านจะได้รับประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่งในการลงทุน




หลังจากดัชนีลดลงมา 100 กว่าจุดในเวลาไม่ถึง สองสัปดาห์ผมเชื่อว่ามันคงทำให้ใครหลายคนตื่นตระหนกได้ไม่น้อย โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งเริ่มลงทุนได้ในช่วงตลาดขาขึ้น ยังไม่เคยผ่านวิกฤตหรือเหตุการณ์ตลาดขาลงมาก่อน ด้วยความคิดที่คุ้นเคยว่าตลาดหุ้นทำเงินได้ง่าย ลงไม่เยอะ ลงไม่นานเดี่ยวก็ขึ้น ชุดความคิดนั้นอาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยาม ที่โลกอยู่ในช่วงเฝ้าระวังกับการกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทั้งทางฝั่ง ยุโรปและอเมริกา หลายคนยังคิดมองโลกในแง่ดีกว่ามันไม่น่าจะมาถึงบ้านเรา หรือคิดต่อไปอีกว่า น่าจะเป็นโอกาสของเอซียแต่ความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะปัจจุบันโลกมันแคบเงินลงทุนนั้นไหลไปถึงกันหมด เจ้าของเงินอย่างในยุโรปหรืออเมริกา ก็มีเงินในเอเซียไม่น้อย และหลายประเทศในเอเซียก็ลงทุนในประเทศอย่างอเมริกาและยุโรป ถ้าเกิดปัญหาผลกระทบก็มาถึงเราวันยันค่ำเพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง บทความนี้ผมขอเขียนแนวทางที่ตัวเองใช้ในการรับมือกับภาวะตลาดแบบนี้แชร์เพื่อนๆ เพื่อจะได้นำไปใช้ในโอกาสต่อไป โดยผมจะโฟกัสไปที่เหตุการณ์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา


SET ครึ่งวันเช้าของวันที่ 26-09-2011

แยกให้ออกหุ้นลงเพราะอะไร
ปัยจัยที่ทำให้หุ้นลงในสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ได้แก่ปัจจัยภายพื้นฐานของบริษัท และปัจจัยจากอารมณ์ตลาด เราจำเป็นต้องแยกให้ออกก่อนที่จะดำเนินกลยุทธต่อไป หุ้นหลายตัวเช่น JAS,PTL,BCP, SMT,TVO, STA เป็นต้น ล้วนมีข่าวออกมาเกี่ยวกับราคาสินค้าและผลประกอบการ ส่งผลกดดันให้ราคาหุ้นนั้นลงมากกว่าหุ้นตัวอื่นๆในตลาด แบบนี้คือสิ่งที่เรียกว่า การลงเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานภายใน (แต่การลงในช่วงภาวะตลาดอารมณ์เสีย ย่อมเจอผลจากอารมณ์ตลาดกดทับให้ราคาทรุดลงไปด้วย)


อีกปัจจัยคือการตกลงของราคาเพราะอารมณ์ตลาดอันเกิดจากความกังวลในปัญหาหนี้ของยุโรป นั้นมีผลกระทบโดยรวมกับหุ้นส่วนใหญ่โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม SET100 เกิดจากแรงเทขายจากกองทุนต่างชาติและนักลงทุน ที่ต้องการลดพอร์ตเพื่อถือเงินสด ดังจะเห็นได้ในช่วงวันที่ 22,23,25 สิ่งนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจจะไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับพื้นฐานบริษัท หุ้นหลายตัวผลประกอบการโต ดีเยี่ยมแต่ราคาหุ้นลดลงอย่างรุนแรง ตามดัชนี SET ที่สี่วันดัชนีลดลงต่อเนื่องถึง 100 กว่าจุดจาก 1020 มาถึง 904 จุด


การลดลงของราคาตามอารมณ์ตลาด ที่เราสังเกตเห็นย่อมทำให้เราเข้าใจและวางแผนตั้งรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้


อย่าด่วนรับมีด ของถูกอาจจะมีถูกว่า
คนส่วนใหญ่ที่ลงทุน มักใช้วิธีคิดแบบทั่วไป คือเรามักจะอยากได้ของที่ถูกกว่าเสมอ เพราะเราใช้วิธีคิดหรือการตีค่าราคาโดยอ้างอิงความสัมพันธ์กับราคาก่อนหน้า ยิ่งก่อนหน้าราคาแพง ราคาสูง แล้วราคาลดลงมาเยอะ นักลงทุนมักเร่งรีบเข้าซื้อหุ้น แต่บ๊ะ มันมีถูกกว่าอีก ในวันถัดมาทำให้ท่านติดดอย หรือไม่ก็ขาดทุนแบบไม่ต้องสงสัย ผมขอยกตัวอย่างหุ้นอย่าง PTTCH มีพื้นฐานดี ข่าวดีเรื่องการควบรวม ราคาวิ่งจาก 148 บาทมาถึง 120 บาท หลายคนมักไม่รีรอรีบเข้าไปซื้อ เพราะคิดว่าเป็นของถูก แต่หลังจากนั้นราคาก็ลงต่อไปถึง 94.5 เห็นไหมครับ ขาดทุนทันที ดังนั้นถ้าเราแยกได้แล้วว่าหุ้นตกลงเพราะ อารมณ์ตลาด สิ่งที่ต้องทำคือ รอ รอ และ รอ รอให้หุ้นสะเด็ดน้ำหยุดลงและมีแรงซื้อทฃมาไล่ซื้อกลับ ถ้าท่านอยากได้ค่อยตามไป อย่าไปคิดหาจของถูกที่สุดในตลาดหุ้น เพราะเราไม่สามารถซื้อราคาต่ำที่สุดได้ ยอมซื้อในราคาที่ไม่ต่ำสุด แต่เป็นจังหวะที่เรามั่นใจว่าหุ้นหยุดลงจึงจะเป็นกลยุทธที่ดีและปลอดภัยครับ


ตัวขาดทุนช่วยเราได้
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มลงทุนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาจะรู้ เพราะตลาดสอนบทเรียนให้เห็นถึงความผันผวนเกินคาดเดา จากกำไรมาเท่าทุน จากเท่าทุนมาเป็นขาดทุน จนถึงกระทั้งขาดทุนมาก หลายคนทำอะไรไม่ถูกได้แต่คิดว่าหุ้นพื้นฐานดี ยังไงก็ไม่เป็นไร จนขาดทุนแล้วขาดทุนเล่า จาก 5% เป็น 10% บางคนลุกลามถึง 50% ก็มี นั้นเพราะว่าการตกลงของตลาดช่วงนี้มันไม่ได้เกิดแบบปกติ มันเกิดจากการ panic และความกังวลในวิกฤตการเงิน การตกลงแบบรุงแรงจึงเลี่ยงไม่ได้ สัญญาณของเงินไหลออก ที่สะท้อนผ่านการขายต่อเนื่องของฝรั่งตลอดสองสัปดาห์ รวมถึงการแข็งค่าของเงินดอลล่าห์สหรัฐ มันเป็นจุดบ่งบอกที่สำคัญ


บางคนอาจจะเลือกการถือหุ้นรอ แต่แน่นอนว่าไม่มีใครรับประกันได้ว่า เมื่อไหร่ดัชนีจะกลับมาที่ 1100 จุดอีกครั้ง หรือว่าสวรรค์อันสวยหรูที่เราอัดฉัดความหวังว่าจะไป 1200 จุดมันคงยังห่างไกล ไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปี กี่เดือน ยิ่งถ้าระเบิดทางการเงินฝั่งยุโรป และสหรัฐเกิดขึ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงท่านอาจจะต้องค้างอยู่บนดอยเป็นปี


ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสียหายลุกลาม การตัดขาดทุนก็สามารถช่วยเราได้ โดยการสร้างจุดตัดขาดทุน ที่พอเหมาะกับจริตของเรา เช่น 8% 10% 20% เพราะการที่หุ้นลงมาลึกขนาดนี้โอกาสในการลงต่อยิ่งมีมาก บวกกับอารมณ์ของตลาดที่ท่านสามารถสัมผัสได้ ก็จะนำมาใช้ร่วมในการตัดสินใจ


แน่นอนว่าการเสียเงินเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถยอมรับ แต่การที่เราปล่อยให้พอร์ตติดลบไป 40-50% แล้วค่อยมาหาทางแก้มันจะยากกว่า การวางแผนล่วงหน้าทำให้เราประเมินความเสียหายและจำกัดความเสียหายได้ แล้วนำเงินสดที่เหลือรอจังหวะซื้อคืนหรือนำไปลงทุนในหุ้นตัวอื่น ในภาวะตลาดผ่านพ้นวิกฤตไปจะดีกว่า ดังนั้นเจ็บแต่จบ ก็ควรจะเลือกทำนะครับ


SAP พื้นฐานยังดีแต่ราคาไม่อำนวย
ถ้าหุ้นพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง แต่อารมณ์ตลาดมันฉุดให้ราคาลดลงแบบไม่มีเหตุผล การทำ SAP (Short Against Port) สามารถช่วยเราได้ หลักการเบื้องต้นคือ การตั้งจุด short ไว้ เช่น 5%,8% แล้วแต่ตามจริตท่าน เมื่อราคาหุ้นตกลงมาถึงจุด short ก็ทำการขาย รอจนกว่าหุ้นเริ่มหยุดลง หรือมีการกลับตัวทำการซื้อคืน ถ้าท่านที่ดูกราฟเป็นก็จะช่วยการกำหนดจุดได้ดีมากยิ่งขึ้น


ประโยชน์ของการ SAP นั้นคือการลดต้นทุนและมีการใช้ประโยชน์จากลดลงของราคาหุ้นอันเนื่องจากราคาตลาด เช่น KTB ถ้าทุนเรา 18 บาท เมื่อราคาลดลงมาถึง 17 บาท ถึงจุด Short ก็ทำการขาย ราคาวิ่งลงมาถึง 15.8 ทำการกลับตัวหยุดลง เราทำการซื้อคืน เก็บ KTB ที่ 16 บาท จะพบว่าวิธีนี้ลดการขาดทุน ดีกว่าการติดดอยเพราะเมื่อสภาวะตลาดขาลง เราไม่อาจจะประมาณจุดต่ำสุดได้ไม่รุ้ว่าจะลงไปเท่าไหร่ SAP ก็จะเป็นอีกวิธีในการลดความเสียหาย


แต่ปัญหาหนึ่งของการทำ SAP นั้นคือ การที่เราตั้งจุด short ต่ำเกินไปบางทีขายแล้ว ราคาลงไม่กี่ช่องก็เด้งกลับ ทำให้เราซื้อคืนสูงกว่าต่ำแหน่งที่ขาย ทำให้ขาดทุนไป ดังนั้นการ SAP ท่านจะต้องฝึกเพื่อให้เกิดความแม่นยำในการทำ ควรประเมินแล้วว่าหุ้นเป็น down trend จริงๆไม่ใช้ sideway และที่สำคัญการซื้อคืนต้องมั่นใจว่าหุ้นหยุดลงหรือมีการเด้งขึ้นจากจุดต่ำสุดก่อนหน้าระดับหนึ่ง เช่น 3-5%


การ SAP ผมมีเทคนิคง่ายๆมาแนะนำคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย EMA แบบหลายเส้นมาช่วย โดยตัวอย่างผมใช้ EMA5 EMA8 EMA13 EMA21 EMA55 EMA89 EMA144 ซึ่งเราใช้ค่าเหล่านี้เป็นเหมือนหลักกม. ในการสังเกตการลงของราคา แล้วกำหนดจุด short และจุด cover เป็น %
-ตัวอย่าง
นิยามขาลง down trend ให้ได้แล้วกำหนดจุดขาย short ที่ 8% จากต้นทุน และซื้อคืนเมื่อราคากลับมายืนเหนือ EMA13 (เป็นแค่ตัวอย่างนะครับ ลองเอาไปประยุกต์ดูได้)



ขาลงจงอย่าละเลยสัญญาณขาย
ขาลงอย่างในช่วงสองสัปดาห์นี้ที่ทำให้ใครหลายต่อหลายคนต้องขาดทุน ต้องติดดอย ต้องล้างพอร์ต จนมีคนกล่าวขวัญว่ามันเป็น Black Monday จริงแล้ว ขาลงครั้งนี้ที่เงินไหลออกจากตลาดมากมาย มันอาจจะไม่ได้อยู่ในการคาดเดา แต่มันไม่ได้ยากเกินการสังเกต ผมเองรอดพ้นจากความเสียหายครั้งนี้ก็ด้วยการสังเกต เพียงใช้แค่การเชื่อมั่นในสัญญาณขายที่ปรากฏ อย่าไปเดาว่าเดี่ยวมันก็เด้ง ลงไม่นาน พื้นฐานยังดี เศรษฐกิจไปได้ เพราะทุกอย่างคือจิตปรุงแต่งที่ท่านสร้างขึ้นมา ทั้งสิ้นดังนั้นการยึดถือระบบและการมีวินัย คือหัวใจสำคัญของการลงทุนครับ


จากภาพ จะเห็นสัญญาณขายและการเปิด GAP จากการขาย แถมยืนยันด้วยแนวโน้มขาลง ทะลุแนวรับสำคัญ ทุกอย่างไม่ต้องคาดเดา ถ้าเรามีวินัยยึดมันในระบบ เราก็จะปลอดภัยได้ไม่ยากเลยครับ ที่สำคัญในแนวโน้มขาลง แรงขายมีมากกว่าแรงซื้อ ดังนั้นสัญญาณขาย จึงมีความแน่นอนมากกว่าสัญญาณซื้อในขาลง นักเก็งกำไรจึงไม่ควรละเลยสัญญาณขายที่ปรากฏตรงหน้า


วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

STO (STOCHASTIC OSCILLATOR)

STOCHASTIC OSCILLATOR (STO) คือเครื่องมือที่เน้นไปที่การแกว่งตัวของราคาหุ้น โดยสามารถแสดงถึงลักษณะของราคาปิด ของหุ้น ตามแนวคิดที่ว่า ถ้าราคาหุ้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ราคาปิดย่อมมีการขยับตัวสูงขึ้นไปหา high ด้วย หรือในช่วงแนวโน้มขาลง ราคาปิดย่อมมีแนวโน้ม เข้าใกล้ low ของวันด้วย จึงมีการนำเอาสัดส่วนของราคาปิดเทียบมาใช้ในการคำนวณ


STO เป็นเครื่องมือดัชนีราคาอีก ที่มีความไวค่อมข้างสูงนิยมในงานมาในตลาดที่มีการแกว่งตัวแบบไร้ทิศทางในกรอบเวลาแคบๆ
จาก สมการ
        %K คือ ค่า FAST STOCHASTIC OSCILLATOR
        %D คือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ FAST STOCHASTIC OSCILLATOR เราเรียกว่า SLOW STOCHASTIC OSCILLATOR

การแปลความหมายและการนำไปใช้
การตีความของ STO สามารถจำแนกเป็นลักษณะต่างๆได้ดังนี้

- การดูค่าความอิ่มตัว Overbought และ Oversold
เป็นการนำเอาค่าจาก STO มาใช้นิยามค่าความอิ่มตัวของแนวโน้มราคา โดย
    Overbought คือช่วง 80% - 100%
    Oversold คือ 20% - 0%

โดยการใช้งานของ Overbought และ Oversold จะคล้ายกับ RSI คือในโซน Overbought ย่อมมีโอากาสที่จะเกิดการอิ่มตัวการซื้อ ถ้าราคาไม่สามารถทำ new high ต่อไปจาก high ก่อนหน้าได้ โอกาสที่จะชะลอตัวแล้วกลับทิศทางลงจึงมีสูง ดังนั้น Overbought จึงเหมาะกับการเตรียมตัวที่จะหาจังหวะขาย หรือกรณีที่ Oversold คือมีการขายมาก จนราคาไม่ทำ new low ต่อไป โอกาสที่จะเกิดการชลอตัวและกลับทิศทางก็เป็นขาขึ้น ก็มีความไปได้สูง ดังนั้นโซนนี้จึงเป็นโซนที่เฝ้าระวังการซื้อ



- การดู Crossovers
เป็นอีกเทคนิควิธีที่นำเอาการตัดกันของเส้น %K กับ %D มาใช้พิจารณาการเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดเป็นสัญญาณซื้อและขาย

โดยใช้สัญญาณซื้อ Buy signal คือ %K > %D หรือทำการตัดขึ้น ส่วนสัญญาณขาย sale signal คือ %K < %D หรือทำการตัดลง ดังภาพ ข้างล่าง

สัญญาณซื้อ จะมีน้ำหนักและความน่าจะเป็นมาก ถ้าเกิดในเขต Oversold เช่นเดียวกันกับ สัญญาณขาย มีน้ำหนักและความน่าจะเป็นมาก ถ้าเกิดในเขต Overbought


Divergence

พิจารณา Divergence ของราคากับทิศทางของ STO เพื่อสังเกตการณ์ขัดแย้งกัน เป็นการบ่งบอกการกลับทิศแนวโน้มของราคาหุ้น โดยแบ่งออกเป็น Bullish Divergence และ Bearish Divergence

Bullish Divergence คือ ช่วงที่ราคาทำ new low แต่ยอดของ STO ไม่ทำ new low ตามแต่กลับยกสูงขึ้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า new low ของราคากำลังจะหยุด และกลับทิศทางเป็นขาขึ้น

Bearish Divergence คือ ช่วงที่ราคาทำ new high แต่ยอดของ STO ไม่ทำ new high หรือทะลุยอดเดิม ตามแต่กลับต่ำลง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า new high ของราคากำลังจะหยุด และกลับทิศทางเป็นขาลง


วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ลาออกมาเล่นหุ้นอย่างเดียว ดีไหมครับ???

ขอนำคำตอบของคำถามจากน้องคนหนึ่ง ที่ส่งข้อความเข้ามาถามผมว่า "จะลาออกมาเล่นหุ้นอย่างเดียว ดีไหมครับ???" มาแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เพราะผมคิดว่าหลายคนที่เคยได้กลิ่นหรือลิ้มชิมรสของเงินจากตลาดหุ้นมาแล้ว ล้วนมีความคิดแบบนี้ 

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

Relative Strength Index (RSI)

RSI คือเครื่องมือดัชนีประเภท fast active oscillator ยอดนิยมในกลุ่ม momentum indicator ที่สามารถนำมาใช้พิจารณาการแกว่งตัวของราคาในช่วงกรอบจำกัด ราคามีความผันผวนหรือใช้สังเกตการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มราคาได้ดีอีกตัวหนึ่ง โดยที่นิยมใช้กันคือการดูค่า Overbought และ Oversold, ดู Crossovers หรือใช้ในการสังเกตการณ์เกิด divergence และ convergence ระหว่างตัวดัชนีและราคาหุ้น


ปกติเรามักนิยมใช้ ค่า RSI 14 วันเป็นค่าปกติที่ใช้กัน แต่อาจจะมีการดัดแปลงค่าวันจากการทำการเก็บข้อมูลสถิติเพื่อทดสอบให้เหมาะกับรอบการแกว่งของหุ้นแต่ละตัวได้ เพื่อให้สัญญาณที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมของหุ้น ณ ช่วงเวลานั้นๆมากที่สุด

การแปลความหมายและการนำไปใช้

การตีความของ RSI สามารถจำแนกเป็นลักษณะต่างๆได้ดังนี้

- การดูค่าความอิ่มตัว Overbought และ Oversold
เป็นการนำเอาค่าจาก RSI มาใช้นิยามค่าความอิ่มตัวของแนวโน้ม เพื่อใช้บอกจังหวะการลงทุนโดย Overbought คือการอิ่มตัวขาขึ้น เกิดจากการซื้อมาก และ Oversold คือการอิ่มตัวขาลง เกิดจากการขายมาก โดยแบ่ง zone ของการอิ่มตัวได้ดังนี้
        Overbought คือช่วง 70% - 100%
        Oversold คือ 30% - 0%

โดยเส้น 70 และ 30 จะเป็นเส้นเฝ้าระวังเมื่อราคาเข้าสู้ zone ทั้งสอง เช่นกรณีที่ราคาเข้าสู่ Overbought zone และราคาหุ้นไม่สามารถทดสอบแนวต้านผ่าน คือจุดสูงสุดเดิมได้ นั้นหมายความว่า โอกาสที่จะเกิดการกลับตัวของราคาก็จะมีสูงมากขึ้น เป็นจังหวะ ที่ควรเฝ้าระวัง 



หรือช่วงที่ ราคาเข้าสู่ Oversold zone และราคาหุ้นไม่สามารถทะลุแนวรับเดิมในอดีตได้ นั้นหมายความว่า โอกาสที่จะเกิดการกลับตัวของราคาก็จะมีสูงมากขึ้น เป็นจังหวะ ที่ควรเฝ้าระวัง 


นอกจากนี้ Overbought และ Oversold ยังสามารถใช้อธิบายความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้อีกด้วย เช่น แนวโน้มขาขึ้น มีการแกว่งของ RSI เข้าสู่ Overbought zone หลายรอบ เกิด RSI หลายยอด บนเขต Overbought มันสามารถแสดงถึง ความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาขึ้น และแรงซื้อที่เข้ามาได้เป็นอย่างดี



- การดู Crossovers
เป็นอีกเทคนิควิธีที่นำเอาการเปลี่ยนแปลงของค่า RSI มาใช้กำหนดสัญญาณ ซื้อขาย ในลักษณะการพิจารณาการตัดกันของเส้น RSI กับ EMA ของ RSI โดยใช้เส้น EMA เป็นเหมือนแนวรับ แนวต้านของ RSI นิยมใช้ในกรณีที่ราคาไม่มีแนวโน้มที่เด่นชัด ค่า RSI อยู่ในช่วงกลางระหว่าง 30% ถึง 70 % ส่วนค่าวันของ EMA ที่นิยมใช้คือ EMA14 หรือ EMA9 แต่ทั้งนี้ขึ้นกับการแกว่งของราคาหุ้นแต่ละตัวเป็นหลักด้วย

โดยใช้สัญญาณซื้อ Buy signal คือ EMA14(RSI) < RSI ส่วนสัญญาณขาย  sale signal คือ EMA14(RSI) > RSI ดังภาพ 


- Divergence
พิจารณา Divergence ของราคากับทิศทางของ RSI เพื่อสังเกตการณ์ขัดแย้งกัน เป็นการบ่งบอกการกลับทิศแนวโน้มของราคาหุ้น โดยแบ่งออกเป็น Bullish Divergence และ Bearish Divergence

Bullish Divergence คือ ช่วงที่ราคาทำ new low แต่ยอดของ RSI ไม่ทำ new low ตามแต่กลับยกสูงขึ้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า new low ของราคากำลังจะหยุด และกลับทิศทางเป็นขาขึ้น

Bearish Divergence คือ ช่วงที่ราคาทำ new high แต่ยอดของ RSI ไม่ทำนิว high หรือทะลุยอดเดิม ตามแต่กลับต่ำลง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า new high ของราคากำลังจะหยุด และกลับทิศทางเป็นขาลง