สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ถ้ารู้(กู)รวยไปแล้ว

ช่วงนี้ตลาดหุ้นบ้านเราดูเหมือนจะออกแนวอินดี้นอกกรอบ ทำตัวแบบเด็กวัยรุ่น 16 17 หัวขบถนิดๆไม่ค่อยตามใคร สังเกตได้จากการที่ข่าวความวิตกเรื่องปัญหาหนี้สินยุโรปออกมาเป็นทิวแถว แต่ SET ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนนิ่งเฉย นิ่งเตะไม่ไหวติงไม่ออกอาการลง(แดง) แบบตลาดรอบโลก ล่าสุดแม้ดาวน์โจนแดงต่อเนื่อง ก่อนจะลบไปเกือบสองร้อยจุดกว่า เล่นเอาหลายคนคิดว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ไม่รอดสงสัย บ้างก็ว่าเม่าตายแน่ทุบแน่ทุบแล้ววันนี้(24-11-2011) ผลปรากฏว่าหุ้นไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก นอกจากไม่ลบแล้วปิดบวกหน้าตาเฉย 


ประเด็นที่เขียนมาในตอนต้นไม่ได้บอกนะครับว่า ตลาดบ้านเราจะขึ้นต่อเนื่อง(ผมก็ไม่รู้และไม่คิดจะไปเดา) แต่แค่อยากสะท้อนว่าตลาดหุ้นมันเป็นอะไรที่ยากจะเดา การจับเอาข้อมูล ข่าว เอาตัวเลขต่างๆมาร่วมกันทำนาย พยากรณ์(เดา) อนาคตมันยากจะที่ถูก โดยเฉพาะคนที่ชอบนำเรื่องนี้ไปเล่นในตลาด TFEX ผมเห็นเจ็บหนักกันถ้วนทั่ว เพราะความรู้สึกมันขัดกับสิ่งเกิดขึ้น ยิ่งมีอคติ(Bias)ไปปนกันข้อมูลที่เขาฉีดมาให้เราเสพ ผลก็คือเรายิ่งเดาไปในทางที่เราต้องการ


ผมมีเรื่องสนุกๆสไตล์ชาวบ้านมาเล่าให้ฟัง มีลุงคนหนึ่ง ชื่อ ดำ ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก มากซะจนที่ว่าเจอที่ไหนต้องแวะไปบูชา และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการ "ขอหวย" ขอเลขสวยติดไม้ติดมือมาเสี่ยงโชค ด้วยความฝันที่จะได้ร่ำได้รวยไม่ต้องลำบาก วันหนึ่งในหมู่บ้านก็มี ชายแก่ร่างเล็กผมขาว ชื่อ อาจารย์คง มาตั้งตำหนัก ทรงเจ้า สะเดาะเคราะห์ ทำเสน่ห์ มีชาวบ้านมากมาย เข้ามาสักการะ ไม่ขาดสาย ลุงดำแกก็เที่ยวไปมานำของไปถวายฝากตัวเป็นศิษย์ แต่อาจารย์เฒ่าที่ชาวบ้านนับถือก็ไม่ยอมให้หวย ให้เลขสักที ทำยังไงก็ยอมให้ ลุงดำแกคิดไปไกลว่า อาจารย์คงมีเลขเด็ดแต่ไม่ยอมบอกใบ้ เพราะยังทำบุญไม่พอ หรือไม่ก็กลัวเลขเคลื่อน 


จนวันหนึ่งแกตัดสินใจบุกเข้าไปคุยกับอาจารย์คงตัวต่อตัวว่า ถ้าให้เลขเด็ดจะยกที่นา 5 ไร่ให้ทันทีถึงแม้จะไม่ถูก แต่ถ้าถูกหวยงวดนี้จะยกให้อีก 5 ไร่ อาจารย์ก็พยายามบ่ายเบี่ยง ถึงสามรอบ แต่สุดท้ายก็ทนแรงตื้อของลุงดำไม่ไหว สุดท้ายยอมเขียนเลข สามตัว 123 ใส่กระดาษให้ไป พร้อมกำชับว่าให้ครั้งเดียวแล้วห้ามไม่ให้ไปบอกใคร  ผลปรากฏว่างวดนั้นลุงมีถูกหวย สมใจในรอบห้าปี ได้เงินมา 1 แสน แกดีใจรีบไปบอกอาจารย์คง พร้อมโอนทีนา 10 ไร่ให้ไปแบบไม่เสียดาย เพราะคิดว่าต่อไปยังไงก็รวยแล้ว เนื่องจากมีผู้วิเศษ รู้อนาคตให้โชคให้ลาภได้  


แกเที่ยวอวดชาวบ้านว่าถูกหวย ใช้เงินซื้อ รถเครื่อง ซื้อทีวี ซื้อตู้เย็น กินเหล้าฉลอง สามวันสามคืนและแจกเพื่อนๆ จนเงินแสนหมดในไม่กี่วัน แต่ลุงดำก็ไม่กังวล เพราะคิดว่ายังไงเสียก็ยังมีอาจารย์คงอยู่ และแล้วสองวันก่อนหวยจะออกลุงดำก็แวะไปหาอาจารย์คงพร้อมใช้มุกเดิมที่ว่าจะยกที่นาให้อีก อาจารย์คงส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ แล้วลุกขึ้นยืน บอกว่า "ถ้ารู้ กูรวยไปแล้ว" 


ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมาอยู่บ้านเช่าโทรมๆ 
ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมานั่งสั่นเพื่อทรงเจ้า หลอกชาวบ้าน
ถ้ารู้ กูคงไม่ต้องมาเหมื่อยปาก ยกเมฆดู ดวง ทำเสน่ห์


แต่ตอนนี้กูสบายแล้ว มีเงินก้อนจากการขายที่นา 5 ไร่พร้อมซื้อบ้านใหม่ใหญ่กว่าเดิม ลุงดำหน้าซีดผาดที่หมดตัว จะด่าก็ด่าไม่ได้เพราะไปประเคนให้เขา เสียรู้เขาเองจากความโลภ จากความโง่ 


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มันไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ เพราะคนที่รู้อนาคตจริงๆ จะเป็นคนที่มีอำนาจและหาผลประโยชน์จากสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นอย่าเสียเวลาไปเดาเลย แต่จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน สังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด และวางแผนรับมือสิ่งที่จะเกิด มองการเปลี่ยนแปลงดังมิตรไม่ใช่ศัตรู พยายามติดตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เท่าทัน


การที่เอากราฟเทคนิคและอินดิเคเตอร์ต่างๆมานั่งเดาว่า หุ้นจะขึ้นหรือลง จะบวกหรือลบ ส่วนมากต่างคนต่างมีอคติ(ลึกๆ เช่น ถ้าคุณไม่มีหุ้น พอร์ตว่างก็คิดว่าอยากให้มันลง ส่วนคนที่มีหุ้นก็คิดว่า มันต้องขึ้น ยังไปต่อได้)และใช้อารมณ์ร่วมสนับสนุนการตีความจากกราฟกันทั้งนั้น ผลจากการวิจัยมันก็บอกว่า ผลลัพธ์การเดาความถูกต้องนั้นดีกว่า การโยนเหรียญหรือให้เด็กประถมเดาสุ่ม ไม่เท่าไหร่ อ่านถึงตรงนี้คนคงสงสัยงั้นก็ไม่ต้องใช้กราฟเทคนิคอลเลยหรือ??? 


จริงๆแล้วเราต้องใช้ครับแต่ใช้เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลง ใช้เพื่ออ่านแนวโน้มและวิเคราะห์คุณภาพของแนวโน้ม รวมถึงใช้เพื่อหาทางหนีทีไล่ และวางแผนการรับมือ ด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยง 


อยากได้ผลลัพธ์ที่ดีใกล้เคียงความจริงก็ควรทำจิตให้นิ่ง ใช้เครื่องมือเทคนิคเพื่อการสังเกตติดตามที่ใกล้ชิด หรือถ้าไม่มีเวลาติดตามอย่างใกล้ชิดเราเองควรประเมินความเหมาะสมของช่วงเวลาที่จะใช้ และความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับตัวเรา แต่ไม่ใช่พยายามคาดหวัง หรือฝากอนาคตการลงทุนกับการคาดเดาในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ยิ่งไปศรัทธาในเซียนเก๊หรือผู้รู้ไม่จริง ยิ่งไม่เกิดประโยชน์ไปกันใหญ่ครับ เพราะมีวลีอมตะที่กล่าวกันในตลาดหุ้นว่า "ไม่มีใครหวังดีกับเงินของเราจริง มากเท่าตัวเรา"

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เงินน้อยๆสมองเยอะๆ

เงินมักถูกใช้เป็นตัวแสดงฐานะทางสังคมของคน เพื่อจะได้รับการยอมรับ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่มีมาตั้งโบราณกาล ดูจะเป็นเรื่องปกติที่เราๆท่านๆยอมรับกันได้ ไม่เว้นแม้แต่ในสังคมนักลงทุน ที่หลายคนมักจะนำเอาขนาดของจำนวนเงินในพอร์ตมาบัฟใส่หน้ากันให้เห็นบ่อยๆ จนกลายเป็นว่าถ้าฉันเงินเยอะ สิ่งที่ฉันพูด สิ่งที่ฉันคิด สิ่งที่ฉันเชื่อต้องถูกเสมอ (ไม่เชื่อดูสิพอร์ตฉัน 7 หลักนะเงินเยอะนะ)
ผมพบเจอเรื่องแบบนี้ค่อนข้างบ่อยจนชินชา แมงเม่าขับเบนซ์คุยกับเพื่อนๆแมงเม่าขับวีออส บางคนก็บอกว่าวันนี้กำไรหลายแสน หลายล้าน ทั้งจริงๆอาจจะได้กำไรไม่กี่ % หรือได้แค่ 3 ช่อง 4 ช่อง แต่ด้วยเงินทุนที่มาก(รวยมาเป็นพื้นฐาน) เลยดูเหมือนผลตอบแทนที่เยอะ (เป็นความภาคภูมิใจของคนที่ได้) แต่ตอนที่เสียก็เก็บความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง เงียบๆคนเดียว

ในอีกมุมหนึ่งความแปลกของตลาดหุ้นก็คือ คนรวยบางคนมีเงินเยอะๆแยะแต่ขาดทุนจนหมดความมั่นใจ จนต้องไปหาที่พึงเช่นเรื่อง ดวง เรื่องโหรราศาสตร์ หุ้นตัวไหนจะมา หุ้นตัวไหนจะดี หุ้นตัวไหนชง มันแปลกถึงขนาดเอาชื่อย่อหุ้น มาผูกเรื่องรวมกับดวงดาวบนฟ้า และผูกโยงกับดวงวันเดือนปีเกิดของคนลงทุน บ๊ะเอาเข้านั้น สุดท้ายหาได้หุ้นเด็ดที่พ่อหมอบอกว่ามาแน่ 3 เด้ง 5เด้ง แต่ในอีกกีปีไม่มีใครรู้ อาจจะ 5 ปี หรือ 10 ปี ถ้าไปเจอวิกฤตการเงินโลก ก็ต้องรองเพลงรอต่อไป ส่วนมากคนที่เชื่อดวงในเรื่องนี้มันบอกถึงพื้นฐานจิตใจที่ไม่มั่นคงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นแค่ตลาดลงสัก 100 จุด 200 จุดก็คงเคาะซ้ายขายหมด ไม่สามารถถือทนถือยาวเพื่อรอถึงวันนั้นได้แน่นอน

คำพูดหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจเสมอคือ คำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จัก แกกว่าไว้ดีมากว่า "เล่นหุ้นต้องใช้เงินน้อยๆ แต่ใช้สมองเยอะๆ" ส่วนคนรวยมีเงินเยอะๆ ก็ควรใช้สมองเยอะๆเช่นกัน หรือพูดง่ายๆคือ คิด วางแผน วิเคราะห์ เยอะๆ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เงินมากเงินน้อยไม่สำคัญ ถ้าเรามีเงิน 1 หมื่นแต่ทำให้ได้กำไร 20% นั้นหมายความว่าอนาคตถ้าเราสามารถหาเงิน 1 ล้านมาเทรดด้วยระบบหรือวิธีการเดียวกัน เราก็มีผลตอบแทนที่ 20% ได้เช่นกัน 

ผมเองไม่อยากขัดเวลาที่ท่านดีใจ ว่าได้กำไร 2 หมื่น 3 หมื่น หรือแสน แต่สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือ อย่ามองเงินเป็นเงิน ตามค่าจริงใน money game แบบนี้ เพราะเราพยายามมองเงินที่ได้จากการลงทุน เป็นมูลค่าเมื่อเทียบกับโลกจริง เช่น กำไรแจ๊ส 1 คัน, กำไรไอโฟน 1 เครื่อง การไปติดกับตัวเงินมันทำให้เราพลาดและอ่อนแอในเรื่องของจิตใจ คนที่ยึดติดกับตัวเงิน พวกนี้พอหุ้นลงหรือตลาด crash  ปัญหาคือ คุณไม่กล้าตัดขาดทุนหรือ cutloss เพราะกลัวจะต้องเสียเงิน แสน เสียเงินล้าน ยอมกอดหุ้นอบอุ่นอยู่บนยอดดอย และปลอบใจตัวเองด้วยวลีที่ว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเน่าแค่ไหน หรือรายใหญ่จะขายมากเท่าไหร่ คุณก็ยังอยู่กับความกลัวที่จะเสียเงิน และเสพความหวังที่ยังมาไม่ถึง ว่าสักวันราคาจะกลับขึ้นมา(ถ้าหุ้นดี เศรษฐกิจดี มันมาแน่ๆไม่เถียงแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจจะ 1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปี)

เราควรมองกำไร ขาดทุนเป็นตัวเลข % มองให้เป็นเพียงเกมส์ที่มีแพ้ มีชนะ แบบยืดหยุ่น และคิดเป็นระบบ ไม่ว่าจะวางแผนลงทุนสั้นหรือยาว เพราะมันจะง่ายต่อการบริหารจัดการเงิน ยิ่งพอร์ตลงทุนของเราโตขึ้น การบริหารจัดการและการควบคุมอารมณ์ จะทำได้ง่ายและมีประสิทธธิ์ภาพกว่าการมองผลกำไรขาดทุนที่มีหน่วยเป็นบาท 

เราอาจจะทำใจไม่ได้ที่ต้อง cutloss 1 แสน แต่เราจะทำได้ง่ายกว่าถ้าคิดว่า เราตัดขาดทุน 2% ในกรณีเดียวกัน การที่เราขายหมูเพราะเราไปติดกับผลตอบแทนที่ได้ 1 แสนก็พอแล้ว 2 แสนก็เยอะแล้ว ทั้งจริงๆมันอาจจะแค่ 2% 3% และยังไปได้อีกมาก แมงเม่าไทยใจอ่อนก็ จำหน่ายสุกรกันแล้ว สิ่งที่สำคัญมันคือจิตใจ ยิ่งเราควบคุมจิตใจของตัวเราให้นิ่งได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะชนะมีมากเท่านั้นครับ...


วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บทเรียนของผู้แพ้

เรามักหาอ่านเรื่องราวของคนที่ชนะ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ง่าย ทั้งหนังสือพิมพ์ รายการทีวี ต่างก็มักจะนำเสนอเรื่องราวของคนเหล่านั้น ซึ่งเกือบ 80% ของเนื้อหามักจะพูดเน้นไปที่สิ่งที่เขาทำแล้วสำเร็จ ซึ่งพอนำเสนอผ่านคำถามของพิธีกร คำตอบมันดูช่างง่ายดาย ราวกับว่าคุณเองก็สามารถทำได้ แต่แท้จริงแล้วผมเชื่อมาตลอดว่ากว่าคนเหล่านั้นจะพบกับคำว่าความสำเร็จ เขาย่อมผ่านการล้มลุกและเจอความล้มเหลวมาก่อน แล้วแน่ใจว่าช่วงเวลาในวังวนแห่งความล้มเหลว กว่าที่ใครคนหนึ่งจะก้าวผ่านมาได้ ย่อมต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน แก้ไขและค้นหา เส้นทางที่จะนำเขาไปสู่ความสำเร็จได้


ส่วนตัวผมชอบที่จะฟังเรื่องราวที่ผิดพลาด เหตุการณ์ที่ล้มเหลว ในยามช่วงที่จิตใจท้อแท้ รวมถึงเหตุการณ์จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาออกจากจุดล้มเหลว ยิ่งเฉพาะวิธีการและแนวคิดที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นมากกว่า การมาสนใจว่าเขาซื้อหุ้นอะไรที่ได้กำไรหลายร้อย % หรือจริงๆแล้ว บางทีเราอาจจะลองเปลี่ยนมาสัมภาษณ์ คนที่ล้มเหลวดูบ้าง เช่นคนที่เล่นขาดทุนจนหมดเงินต้องหันหลังออกจากตลาดไป หรือคนที่ติดดอยหลายปี จนต้องเลิกเทรด การได้ฟังเรื่องคนที่ล้มเหลว จะทำให้เราเรียนรู้ว่าการลงทุนแบบไหนที่ล้มเหลว หนทางแบบไหนที่ไม่ดี


นอกจากการเรียนรู้จากความล้มเหลว จากบทเรียนของนักลงทุนที่พ่ายแพ้ เรายังสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดและความล้มเหลวของตัวเราเองได้ด้วย อย่าบอกนะครับว่าคุณไม่เคยผิดพลาด !!! คนที่ลงทุนแล้วไม่ผิดพลาดมีอยู่สองประเภท ได้แก่ ประเภทแรกคือ คนที่ไม่เคยลงทุน กับประเภทที่สองคือคนตาย ดังนั้นเมื่อคุณผิดพลาด อย่าพยายามลืม แต่จงจดจำแล้วเรียนรู้เพื่อไม่ทำให้ผิดพลาดอีกแล้ว เชื่อผมเถอะครับ เราสามารถให้ตลาดหุ้นเป็นครูเรา สอนบทเรียนที่ผิดพลาดให้เรา เมื่อเรียนรู้แล้วจงจดจำ และที่สำคัญโดยเฉพาะความผิดพลาดในการลงทุน ซึ้งมันมีรูปแบบความผิดพลาดไม่เยอะหรอกครับ ดังนั้นถ้าเรานิยามได้แล้วว่าอะไรผิดพลาด โอกาสที่เราจะพลาดซ้ำก็จะมีน้อยลง(ถ้าเราจำและเรียนรู้จากมันนะ)


ถ้าเรากลัวจะจำไม่ได้ ผมแนะนำให้ทำ Trader's diary จดบันทึกเรื่องราว การลงทุนของเราไว้ บันทึกรอบการซื้อขาย เหตุผลและแนวคิดการซื้อขาย รวมถึงความผิดพลาดในการเทรดเอาไว้ด้วย เพื่อให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่ทำลงไป หรือถ้ามีเวลาลองกลับมาทบทวนเพื่อกำจัดจุดอ่อนออกจากตัวเรา รับรองได้ว่าไม่นานเกินรอ คุณจะสามารถพัฒนาตัวเองและเอาตัวรอดจากความผันผวนและโหดร้ายของตลาดหุ้นได้


ต้วอย่าง Trader diary ที่ใช้บันทึกรายละเอียดการลงทุน

การผ่านความล้มเหลว แล้วเรียนรู้จากมัน จนสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการเอาตัวรอด เราเรียกมันว่า "ประสบการณ์" ยิ่งมีประสบการณ์ ก็เท่ากับว่าเป็นตัวชี้วัดความสามารถของนักลงทุนผู้นั้นด้วย ผมคิดว่าคนเก่งในสนามรบแห่งนี้ ไม่ใช่คนที่พยายามเอากราฟราคา มาลากเส้นแล้วเดาว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง โดยพยายามแข่งขันว่าใครเดาแม่นกว่ากัน โดยพยายามอนุมานว่า คนที่เดาได้แม่นมาก อธิบายได้ซับซ้อนมากนั้นเป็นคนเก่ง แต่เชื่อเถอะครับ คนเก่งแบบนี้มีมาก เพราะความต้องการการยอมรับจากคนรอบข้างเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่การจะวัดว่าเก่งจริงหรือไม่ ต้องใช้เวลาเป็นเรื่องพิสูจน์ และใช้ความสำเร็จระยะยาวที่ต่อเนื่องเป็นตัวชี้วัด ถ้าเพิ่งเริ่มรู้จักตลาดหุ้นไม่ถึงปี ไม่เคยเจอวิกฤตการเงิน ไม่เคยผ่านความผันผวนของตลาด อย่าเพิ่งสรุปว่าตัวเราเก่ง เพราะเมื่ออัตตามันมาครอบงำจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการลงทุน เมื่อนั้นความล้มเหลวก็จะมาเยือน และพาท่านออกจากตลาด


ส่วนคนที่ล้มเหลว อยากให้กำลังใจขอให้ ฮึดสู้ไม่ถอย ล้มแล้วลุกเอาใหม่ (ไม่ใช่เอาอยู่ เอาอยู่ แล้วล้มเหลวโดยแก้ไขปัญหาไม่ได้) จริงๆตัวอย่างที่ดีของการล้มแล้วลุก ผมขอยกตัวอย่างคุณตัน อิชิตัน ที่ล้มหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ คุณตันแนะนำว่าการล้มเหลวนิแหล่ะดี ทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่างบนพื้น เวลาล้มไม่ต้องรีบลุก แต่ต้องพยายามเก็บของที่อยู่บนพื้นได้มากที่สุด นั้นก็คือการมองให้เห็น เรียนรู้กับอุปสรรค์ ปัญหา และความล้มเหลว ต้องพยายามพัฒนาตัวเองแล้วเดินหน้าไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จให้ได้ครับ

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทําอย่างไรให้รวยหุ้น

เมื่อคืนต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวังกับฟอร์มของนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่แพ้ซาอุไปแบบหมดลุ้น 3 เม็ด ผมเริ่มเชื่อพี่โน๊ตอุดมแล้วว่า ถ้าบอลไทยจะได้ไปบอลโลกมีทางเดียวคือ เราต้องเป็นเจ้าภาพ และบอลโลกต้องมาจัดที่ประเทศไทย ถึงจะมีความน่าจะเป็นที่มากที่สุด ยิ่งหันกลับไปมองชุดเล็กที่ตอนนี้ลงเล่นทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปแบบ ซีเกมส์ที่แต่ก่อนถ้าเราไป ยังไงก็แชมป์ สองสามปีมานี้แม้แต่จะเข้ารอบยังยากลำบากเลย เราเล่นเกมส์กับเขมร กับพม่า กับลาวได้สูสีแบบไม่โดดเด่น นี่ถ้าเจอทีมแบบระดับอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เราก็อาจจะรอดยาก ถ้ายังรักษาฟอร์มที่กระท่อนกระแท่น แบบนี้อยู่




ก่อนเข้านอนแวะไปอ่านอีเมล์ ปรากฏว่ามีพี่ท่านหนึ่งเขียนมาปรึกษาเรื่องหุ้น ขึ้นหัวข้อมาว่า "ทำอย่างไรให้รวยหุ้น" เลยถือโอกาสนี้เอาหัวข้อนี้มาเป็นประเด็นเขียนบล็อคเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนคติกัน ผมเองเชื่อว่าทุกคนอยากรวย แน่นอนว่ารวมถึงตัวผมเองด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในตลาดหุ้นคือ คนที่อยากรวยมักจะไม่รวย แปลกไหมครับ?? อาการของคนที่อยากรวยคือคนที่ มุ่งจะหาวิธีการทำกำไรสูงสุดจากการเล่นหุ้นให้ได้ ในเวลาอันสั้น บางคนไปหาหุ้น 5 เด้ง 10 เด้ง(เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี แต่กว่าจะเจอคุณอาจจะใช้เวลานานหลายปี ยิ่งแจ๊กพอร์ตสภาพเศรษฐกิจโลกไม่อำนวย คุณก็อาจจะเจ็บตัว ร้องเพลงรอเก้อต่อไป) หรือไม่ก็เน้นไปที่การหาวิธีการเทคนิคที่จะทำให้ได้กำไรมากๆจากการซื้อหุ้นทุกครั้ง


ดังนั้นเมื่อตั้งธงไปที่กำไรส่วนมากวิธีคิดเราจะมุ่งไปที่การทำกำไร จนทำให้สุดท้ายก็ไปติดกับดักทางอารมณ์โดยเฉพาะความโลภ จนมองข้ามความเสี่ยงที่มีไป ตามที่ผมศึกษามาจากเรื่องราวของเทรดเดอร์และนักลงทุนระดับโลก ผู้ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในตลาดหุ้น ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเกมส์การเงิน เขาเหล่านั้นไม่ได้มองที่การทำกำไรเป็นหลัก แต่เขากับมุ่งไปที่การรักษาต้นทุนและการจำกัดความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ


แนวทางการเล่นหรือลงทุนจึงเน้นไปที่การปกป้องเงินต้น แน่นอนว่ากำไรเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง แต่มันจะเป็นภาระกิจรองจากการจำกัดความเสี่ยงและปกป้องเงินต้นของการลงทุนไป(ตลาดหุ้นความเสี่ยงจะไม่เท่ากับศุนย์ แต่ความเสี่ยงจะไม่เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวถ้าเราสามารถประมาณ และจำกัดขอบเขตของความเสี่ยงได้) ตัวผมเองหลังจากลองผิดลองถูกในตลาดหุ้นอยู่นาน ก็เปิดใจเปลี่ยนเอาแนวคิดนี้มาใช้ จนปัจจุบันผมกล้ายืนยันว่า ถ้าเราสามารถปกป้องเงินต้นของเราได้แล้ว กำไรนั้นจะไหลมาเทมาเอง แบบตามสภาพตลาด(โดยเฉพาะเมื่อตลาดอยู่ในขาขึ้น มีกระแสเงินต่างชาติหรือกระแสเงินจากกองทุนไหลเข้ามา)และภาวะการเติบโตของกิจการ 


ในระยะยาวพอร์ตการลงทุนของเราก็จะเติบโต อย่าหลงไปเล่นกับกำไร 50% 100% ในครั้งสองครั้ง แต่ต้องมานั่งเสียใจ เสียน้ำตาขาดทุนหลายครั้ง หรือติดดอยมหาศาล เพราะวิถีทางนั้นมันไม่ได้ทำให้พอร์ตลงทุนเรางอกงาม


หลักการเทรดหุ้นเก็งกำไรของผม คือจะไม่เสี่ยงหรือปล่อยให้ขาดทุนเกิน 5% ของเงินทุนในหน้าตัก ที่สำคัญต้องมีวินัยในการตัดขาดทุน การตัดขาดทุน cutloss เป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก ถ้ายังไม่มีการฝึกหัดหรือมีระบบจัดการเงินที่ดี นักเก็งกำไรมักพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ บวกกับไปเจอพวกที่อัดฉีดความหวังด้วย เหตุผลเชิงพื้นฐาน หรือคำโอ้โลมที่ให้กำลังใจ สุดท้ายเป็นเคลิมติดดอย รู้ตัวอีกทีขาดทุน 40 50% ไปอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกก็มีเยอะแยะ


จากสารคดีชีวิตสัตว์ป่าที่ผมนั่งดู เขากล่าวไว้ว่า ถ้าป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ผู้ล่าที่จะอยู่รอด ไม่ใช้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพงไพรแบบ เสือ หรือสิงโต แต่สัตว์ที่จะสามารถอยู่รอดได้นาน คือ หมาป่า เพราะหมาป่าเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัว และดำรงชีวิต ทำงาน หากินแบบเป็นกลุ่มเป็นฝูงได้ ที่สำคัญ หมาป่านั้นกินได้ทั้งซาก และสามารถล่าเหยือที่มีชีวิตอยู่ ต่างจากเสือ และสิงโต ที่เน้นกินแต่เนื้อสด จากการล่าสัตว์ที่มีชีวิต เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การอยู่รอดเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นถ้าจะอยู่รอด ไม่ใช่แค่เราจะต้องรุกเก่ง ล่าเก่ง แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาชีวิต รักษาต้นทุนเอาไว้ให้ได้นานที่สุดครับ


นักลงทุนหลายคนที่ผมรู้จัก ทั้งจากเว็บไซต์และจากกลุ่มสังคมออนไลน์ ผมเคยเจอคนที่จบ MBA ทำงานสายธุรกิจ หรือบางคนก็เรียบจบเมืองนอก เป็นผู้บริหารของบริษัทใหญ่โต เงินเดือนหลายแสน เก็บเงิน เก็บทองมาจากอาชีพหลัก งานประจำ มาลงทุนในตลาดหุ้น สุดท้ายหลงเข้าตามวังวนของตลาดเก็งกำไร จากหุ้นใหญ่ ไปหุ้นเล็ก ไป DW ไป TFEX เสียเงินเสียทอง มหาศาล หมดตัวกลับไป แล้วได้แต่ถามตัวเองว่า ผิดตรงไหน ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น ก็มีข่าวดี มีสมัครพรรคพวกซื้อตามมากมาย มีบทวิเคราะห์เชิงบวกรองรับ แต่แล้วกำไรไม่นานก็ขาดทุนทุกทีไป คำตอบมันก็อยู่ตรงที่จุดเริ่มต้นแหละครับ ถ้าเรามองหากำไร วิ่งตามกำไรมากเกินไป สุดท้ายกำไรมันจะวิ่งหนีเรา....



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

leverage

ช่วงนี้ดูเหมือนความกังวลเกี่ยวกับตลาดหมีน้อยจะกลับมาอีกรอบ โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาหนี้สินของกรีซ และประเทศอื่นๆในยุโรป สลับกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของอเมริกา ที่ออกมาให้ลุ้นกันได้เรื่อยๆ เมื่อหลายคนกังวล ผลที่ตามมาคือ ตลาดหุ้นมักตอบสนองกับความกังวลนั้น จะสั้นหรือยาวก็ตามแต่สถานการณ์ รวมถึงวิธีการเล่นของผู้เล่นรายใหญ่ เดี่ยวนี้จึงได้เห็นแมงเม่าแห่ลงไปเทรด Tfex กันมากขึ้น ตามคำชวนของเพื่อน ของมาร์ ด้วยความเชื่อที่ว่า จะได้มีเครื่องมือไว้ทำกำไรในช่วงตลาดขาลง 

โดยหลายคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการเทรดในตลาดฟิวเจอร์ ขาดระบบการเทรด ขาดการวางแผนการเงินที่ดี เพราะหลายคนเพิ่งจะเริ่มเทรดหุ้นได้ไม่นาน และส่วนมากยังขาดทุนกับการเล่นหุ้นเก็งกำไร จึงคิดที่จะมีทางลัดในการทำเงินจากตลาดฟิวเจอร์ ที่มี leverage สูงได้กำไรเยอะ เร็ว (อันนี้คำโฆษณาที่ยอดฮิต) 


ผลที่ปรากฏส่วนมากก็จะขาดทุนไปตามระเบียบ บางคนเล่นไม่ต่างกับไฮโล แทงสั้น แทงยาว ไปตามการคาดเดา จับข่าว จับเรื่องราว จับดาวน์โจน ดาวน์โจนฟิวเจอร์ จับฝรั่งซื้อ-ขาย มาเป็นวัตถุดิบในการเดา สุดท้ายผิดทาง(จริงๆตัวเลขเหล่านี้ ส่วนมากใช้ประกอบกับข้อมูลอื่นๆหรือประกอบกับกราฟได้ แต่จะมาสรุปแบบเป็นนัยยะว่า ถ้าฝรั่งซื้อสุทธิ ดาวน์โจนเขียว พรุ่งนี้ต้อง L มันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะยิ่งช่วงตลาดกำลัง sideway ไร้ทิศทางที่แน่นอน) หมดตัวยิ่งเจอกระบวนท่าการกระชาก เปิดโดด ปิดโดด ลากขึ้นลากลงให้งง ก็ทำให้โดนกินเยอะไป บ้างซ้ำร้ายไปโดนคำแนะนำแบบผิดๆ ให้เล่น Spread เมื่อผิดทาง โดยที่ไม่เคยได้ศึกษาจุดเข้าออกและอัตราทด อัตราเร่งระหว่างกัน ในแต่ละซีรีย์ที่เคลื่อนไหวในขณะนั้น ผลก็คือ ขาดทุนหนักเข้าไปอีก เหมือนเคาะซ้ำกรรมซัดขาดทุนหุ้น ไม่พอยังมาขาดทุนใน Tfex อีก


ผมเองไม่ได้ ต่อต้านการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์ เพราะผมเองก็เทรด แต่ผมไม่แนะนำการเทรดอย่างไร้ระบบ ขาดซึ่งการยั้งคิด เพราะเมื่อเราเดาพลาดติดต่อสองสามครั้ง ครั้งต่อไปคุณจะเทรดด้วยอารมณ์ ที่อยากจะเอาคืน โดยปราศจากสมอง ปราศจากการยั้งคิด ดังนั้นถ้าจะเทรด Tfex สิ่งที่ต้องมีนั้นคือระบบเทรด (Trade system) หัดอ่านแนวโน้มของสินค้าอ้างอิงให้ออก และรู้จักการมองแนวรับแนวต้าน ให้ดี ที่สำคัญ ควรคิดที่จะพัฒนาวิธีการบริหารจัดการเงินลงทุน อย่างฉลาด เพื่อให้อยู่รอดและยั่งยืน

อย่าหวังจับเสือมือเปล่าด้วยการเดาส่งเดช หรือไปลอกการบ้านตามเว็บบอร์ด ตามเว็บ เพราะถ้ามันง่ายแบบนั้น ง่ายแค่การเดาว่า S หรือ L ป่านนี้คงจะมีเศรษฐีเดินกันเต็มประเทศแล้วครับ เพราะ leverage สูงขนาดนั้น การทำเงินแสน เงินล้าน ไม่ได้ยากเลย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ต้องไม่ลืมว่า โอกาสที่คุณจะหมดตัวก็มีเช่นกัน
ก่อนจบมีหนังซีรีย์เรื่องหนึ่งมาแนะนำให้ลองหามาดูกันครับ เป็นอีกหนึ่งเรื่องโปรดของผมที่ได้ดูจนครบ 4 ซีซั่น ซีรีย์เรื่องนี้คือ Leverage เป็นหนังแนวนักแซ็งค์ จอมโจรที่รวบรวมคนเก่ง ทุกด้าน ทั้งนักต้มตุ๋ม นักล้วง นักเลง และแฮ๊กเกอร์ มาร่วมกันตั้งบริษัทเป็นฉากหน้า เพื่อเอาความสามารถช่วยเหลือ ประชาชนที่โดน คนรวยคนมีอำนาจ เอาเปรียบหรือรังแก แบบไม่เป็นธรรม เรียกว่าเป็นโรบิ้นฮู๊ดยุคใหม่ 


แง่คิดที่ได้นอกจากความสนุกอยู่ที่การวางแผน การมองภาพ รวม การคิดเป็นระบบ การจำกัดความเสี่ยงและการประสานการทำงานกัน เพื่อเอาชนะอำนาจของคนที่เหนือกว่า (จริงๆคนที่ดูแล แก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ก็น่าจะหามาดูบ้างนะครับ โดยเฉพาะเรื่องการมองภาพรวมและทำงานร่วมกันเนี๊ย ควรศึกษากันให้หนักจริง) คล้ายๆหนังเรื่อง โอเซียน อิเลฟเว่น และภาคอื่นๆ แต่เรื่อง leverage นั้นซับซ้อนและยุ่งยากกว่ามาก 

การลงทุนในหุ้นทั้งแบบเก็งกำไร ระยะสั้นระยาวมันก็เหมือนกับเรื่องนี้คือ เราต้องมองภาพรวมของการลงทุนให้ออก ต้องรู้จักที่จะเอาตัวรอด มากกว่าการทุ่มแทงเพื่อจะชนะ หรือเรียนรู้ที่จะใช้กลยุทธให้เหมาะกับสถานการณ์ที่สำคัญ ต้องเรียนรู้จิตวิทยาของตลาดที่เกิดขึ้น เพื่อหาโอกาสที่เหมาะสมกับการลงทุน ข้อเด่นของตลาดหุ้นที่ทำให้คนมากมายสนใจและเข้ามา เก็งกำไร นั้นก็ใช้หลักการเดี่ยวกับคาสิโน นั้นคือการทำให้ดูเหมือนว่า "จะชนะได้ง่าย แต่จริงๆแล้วเราจะแพ้ในที่สุด" มันจึงทำให้ชุดความคิดของเราถูกบิดเบือนด้วยอารมณ์ สุดท้ายคุณก็ต้องทิ้งเงินให้นายตลาดหรือคนที่แข็งแกร่งกว่า เสมอ ดังนั้นถ้าอยากชนะในเกมส์นี้ต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ เอาใจช่วยทุกท่านให้ไปถึงจุดนั้นนะครับ



วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เริ่มต้นดีมีชัยไปว่าครึ่ง

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "เริ่มต้นด้วยดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง" มันสะท้อนถึงสัจธรรมความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และสามารถสะท้อนได้ถึงโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่การลงทุนในหุ้น 
ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมมีก้าวแรกที่เริ่มออกเดินกันทั้งนั้น ซึ่งแต่ละคนออกอาจจะออกตัวเดินที่จุดเริ่มต้นและต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกันไป  คนรวยเริ่มต้นด้วยเงินถุงเงินถัง มีเงินจากครอบครัวแบ็คอัพ ก็หมือนได้ขึ้นบันไดเลื่อน ไม่ต้องกดดันมาก เหมือนเดินบนพรม ถ้าเป็นคนจนคนชั้นกลาง อาจจะต้องใช้ความพยายามมากสักหน่อย กว่าจะหาเงินก้อนมาเริ่มลงทุนได้ แทบลากเลือด แต่สุดท้ายจะเริ่มต้นด้วยเงินมากหรือน้อยเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ เท่าทัศนคติและวิธีคิดเริ่มต้นในการลงทุน

การเริ่มต้นเป็นอะไรที่ยากเสมอ เพราะในเรื่องการลงทุนหลายคนไม่ได้มีพื้นฐาน ไม่ร่ำเรียนมาโดยตรง ดังนั้นถ้าจะให้ผ่านช่วงที่ยากที่สุดไป จำเป็นที่จะต้องมีแรงบันดาลใจ ส่วนหนึ่งเราสามารถหาได้จากการอ่านบทความเรื่องราวของ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำได้ว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมามี บทความแนวนี้ออกมาค่อนข้างเยอะ ให้เราได้อ่าน ทั้งนักลงทุนเซียนหุ้น ร้อยล้าน พันล้าน ทั้งแนว VI และ VS ให้ได้เลือกอ่านมากมาย ผมว่านี้แหละครับเป็นโอกาสที่ดีในการได้เรียนรู้ วิธีคิดและวิธีการลงทุน ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่บทความไม่ยาว ก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจได้ดี 

แต่อย่าพยายามไปมองหาว่าเขาเหล่านั้นลงทุนในหุ้นอะไร จะได้ซื้อตามเพราะมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร หลายคนไม่ได้มองที่แก่นแต่ไปติดที่กระพี้ ไปคลั่งไคลกับการที่เขาเหล่านั้นสร้างผลตอบแทนได้ หลายร้อยเปอร์เซนต์ จากลงทุนเริ่มต้นไม่กี่แสนก็รวยเป็นร้อยล้านได้ในเวลาไม่กี่ปี เท่านี้ต่อมความโลภของแมงเม่าก็พองโต แต่ถ้าตั้งสติอ่านและวิเคราะห์จะพบว่าสิ่งที่เหมือนกัน สำหรับการช่วยให้ได้ผลตอบแทนสูงนั้นก็คือ timing ที่ดี และ leverage

การเติบโตของพอร์ตของเหล่าคนดัง ล้วนเป็นช่วงหลังวิกฤติซับไพร์ม ที่ดัชนีวิ่งจาก 400 มา 1100 ซึ่ีงแน่นอนว่าหุ้นแทบทุกตัวล้วนวิ่งด้วยแรงซื้อคืนตามดัชนีกันถ้วนหน้า สลับมากน้อยกันไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม ตาม story บวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่สะท้อนไปยังการเติบโตของผลกำไรของกิจการ ถ้าคุณมีโอกาสเริ่มซื้อตรงจุดนั้นแล้วถือยาวแบบหนักแน่นแบบ Buy and Hold โอกาสได้รับกำไรแบบหลายเท่าก็ย่อมทำได้เช่นกัน (ถ้าคุณซื้อหุ้น PPT ตอนปี 52 และถือยาวจนปี 54 โดยไม่ต้องวิเคราะห์หรือติดตามราคาหุ้นทุกวัน คุณจะพบว่าผลกำไรที่ได้มากกว่า 50%)

ถึงจุดนี้อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะแล้วทำไม คนที่เข้าตลาดก่อนปี 51 ไม่รวยกันทุกคน คำตอบง่ายๆคือหลายคนก็ติดดอย คอยรักอยู่ไงครับ กว่าจะลงดอยได้ดัชนีก็เข้าหลัก 800 900 แล้ว พอลงมาก็แหยงๆ กลัวๆ มันเลยไม่สามารถสร้างกำไรแบบเป็นกอบเป็นกำได้ หุ้นหลายตัวคนที่ติดดอยก็ยังไม่ได้ลงดอยจนถึงปัจจุบันก็ยังมี 

อีกจุดที่มีเหมือนกันคือ การใช้มาร์จิ้นเป็นตัว leverage พอร์ตการลงทุน เพราะในเมื่อช่วงตลาดขาขึ้นที่ชัดเจนและยาวนาน บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แพง การใช้มาร์จิ้นลงทุนก็เป็นการเสริมพลังการลงทุนให้สูงมากขึ้น บางคนใช้ 1 เท่า หรือ 2 เท่า ก็แล้วแต่ ยิ่งถ้าลงทุนในหุ้นที่ไม่ noname ที่สภาพคล่องสูง การขอมาร์จิ้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยาก แต่การใช้มาร์จิ้นนั้นก็คือดาบสองคม ถ้าไม่ใช้ช่วงที่ความน่าจะเป็นที่เราจะชนะมีมาก โอกาสที่คุณจะแพ้หมดตัวเพราะมาร์จิ้นที่เพิ่ม leverage ก็มีสูง การเลือกใช้สิ่งเหล่านี้ต้องคิดมากๆ และมีความมั่นใจในมากพอสมควร ที่สำคัญต้องรู้จักจำกัดความเสี่ยงในการลงทุนให้ได้ก่อน 

ดังนั้นเวลาอ่านเรื่องคนดัง หรือเซียนหุ้นอย่าไปมองแค่ว่า เขาซื้อหุ้นอะไรแล้วรวย หรือไปมองแค่ว่าเขามีเงินมากมายแค่ไหน อันนั้นไม่ใช้ประเด็น จงเรียนรู้ความพยายามที่แต่ละท่านมี จงเรียนรู้วิธีการพัฒนาตนเอง พัฒนาแนวคิดในการลงทุนของแต่ละท่านที่มี เมื่อเข้าใจ เราจะรู้ว่าถ้าเขาทำได้เราก็จะทำได้ แรงบันดาลใจในความพยายาม ความอยากประสบความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น 

แต่จงอย่าหย่ามใจและคิดว่าตลาดหุ้นง่าย เหมือนกับเรื่องราวที่ได้อ่าน ได้ยินมา เพราะ timing ที่เราเริ่มลงทุนอาจจะไม่อำนวยหรือสนับสนุน ยิ่งนักลงทุนหน้าใหม่ที่คิดว่าลงทุนในช่วงดัชนีเกิน 1000 จุดแล้วจะ Break Out ได้ผลกำไรแบบหลายร้อยเปอร์เซนต์ อยากได้หุ้นแจ๊กพอร์ตสุดท้ายก็เจ็บ จุกติดดอยกันแทบทั้งนั้น หลายคนยังบ่นด่า โทษคนอื่น ว่าเชียร์หุ้น ว่าหลอกให้ซื้อหุ้นตาม โดยที่ไม่เรียนรู้ตัวเองว่าผิดพลาดอย่างไร แบบนี้เรียกว่า ล้มเหลวทางความคิด 

เริ่มต้นผิด โอกาสจะประสบความสำเร็จหรือประคองตัวให้อยู่รอดระยะยาวก็ยากเต็มทีครับ ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการลงทุนให้ถูกให้ควร ตั้งแต่เริ่มต้น ที่สำคัญจะตกเป็นเหยื่อของเสือสิงกระทิงแรดในสนามรบแห่งนี้ ที่คอยจะกินเงินท่านตลอดเวลา อย่าว่าแต่ผลกำไรที่หวังจะได้ เงินต้นที่ลงทุนก็จะไม่เหลือ ดังนั้นเริ่มต้นดีมีชัยไปว่าครึ่งนะครับ