วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เริ่มต้นดีมีชัยไปว่าครึ่ง

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "เริ่มต้นด้วยดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง" มันสะท้อนถึงสัจธรรมความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และสามารถสะท้อนได้ถึงโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่การลงทุนในหุ้น 
ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมมีก้าวแรกที่เริ่มออกเดินกันทั้งนั้น ซึ่งแต่ละคนออกอาจจะออกตัวเดินที่จุดเริ่มต้นและต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกันไป  คนรวยเริ่มต้นด้วยเงินถุงเงินถัง มีเงินจากครอบครัวแบ็คอัพ ก็หมือนได้ขึ้นบันไดเลื่อน ไม่ต้องกดดันมาก เหมือนเดินบนพรม ถ้าเป็นคนจนคนชั้นกลาง อาจจะต้องใช้ความพยายามมากสักหน่อย กว่าจะหาเงินก้อนมาเริ่มลงทุนได้ แทบลากเลือด แต่สุดท้ายจะเริ่มต้นด้วยเงินมากหรือน้อยเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ เท่าทัศนคติและวิธีคิดเริ่มต้นในการลงทุน

การเริ่มต้นเป็นอะไรที่ยากเสมอ เพราะในเรื่องการลงทุนหลายคนไม่ได้มีพื้นฐาน ไม่ร่ำเรียนมาโดยตรง ดังนั้นถ้าจะให้ผ่านช่วงที่ยากที่สุดไป จำเป็นที่จะต้องมีแรงบันดาลใจ ส่วนหนึ่งเราสามารถหาได้จากการอ่านบทความเรื่องราวของ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำได้ว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมามี บทความแนวนี้ออกมาค่อนข้างเยอะ ให้เราได้อ่าน ทั้งนักลงทุนเซียนหุ้น ร้อยล้าน พันล้าน ทั้งแนว VI และ VS ให้ได้เลือกอ่านมากมาย ผมว่านี้แหละครับเป็นโอกาสที่ดีในการได้เรียนรู้ วิธีคิดและวิธีการลงทุน ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่บทความไม่ยาว ก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจได้ดี 

แต่อย่าพยายามไปมองหาว่าเขาเหล่านั้นลงทุนในหุ้นอะไร จะได้ซื้อตามเพราะมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร หลายคนไม่ได้มองที่แก่นแต่ไปติดที่กระพี้ ไปคลั่งไคลกับการที่เขาเหล่านั้นสร้างผลตอบแทนได้ หลายร้อยเปอร์เซนต์ จากลงทุนเริ่มต้นไม่กี่แสนก็รวยเป็นร้อยล้านได้ในเวลาไม่กี่ปี เท่านี้ต่อมความโลภของแมงเม่าก็พองโต แต่ถ้าตั้งสติอ่านและวิเคราะห์จะพบว่าสิ่งที่เหมือนกัน สำหรับการช่วยให้ได้ผลตอบแทนสูงนั้นก็คือ timing ที่ดี และ leverage

การเติบโตของพอร์ตของเหล่าคนดัง ล้วนเป็นช่วงหลังวิกฤติซับไพร์ม ที่ดัชนีวิ่งจาก 400 มา 1100 ซึ่ีงแน่นอนว่าหุ้นแทบทุกตัวล้วนวิ่งด้วยแรงซื้อคืนตามดัชนีกันถ้วนหน้า สลับมากน้อยกันไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม ตาม story บวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่สะท้อนไปยังการเติบโตของผลกำไรของกิจการ ถ้าคุณมีโอกาสเริ่มซื้อตรงจุดนั้นแล้วถือยาวแบบหนักแน่นแบบ Buy and Hold โอกาสได้รับกำไรแบบหลายเท่าก็ย่อมทำได้เช่นกัน (ถ้าคุณซื้อหุ้น PPT ตอนปี 52 และถือยาวจนปี 54 โดยไม่ต้องวิเคราะห์หรือติดตามราคาหุ้นทุกวัน คุณจะพบว่าผลกำไรที่ได้มากกว่า 50%)

ถึงจุดนี้อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะแล้วทำไม คนที่เข้าตลาดก่อนปี 51 ไม่รวยกันทุกคน คำตอบง่ายๆคือหลายคนก็ติดดอย คอยรักอยู่ไงครับ กว่าจะลงดอยได้ดัชนีก็เข้าหลัก 800 900 แล้ว พอลงมาก็แหยงๆ กลัวๆ มันเลยไม่สามารถสร้างกำไรแบบเป็นกอบเป็นกำได้ หุ้นหลายตัวคนที่ติดดอยก็ยังไม่ได้ลงดอยจนถึงปัจจุบันก็ยังมี 

อีกจุดที่มีเหมือนกันคือ การใช้มาร์จิ้นเป็นตัว leverage พอร์ตการลงทุน เพราะในเมื่อช่วงตลาดขาขึ้นที่ชัดเจนและยาวนาน บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แพง การใช้มาร์จิ้นลงทุนก็เป็นการเสริมพลังการลงทุนให้สูงมากขึ้น บางคนใช้ 1 เท่า หรือ 2 เท่า ก็แล้วแต่ ยิ่งถ้าลงทุนในหุ้นที่ไม่ noname ที่สภาพคล่องสูง การขอมาร์จิ้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยาก แต่การใช้มาร์จิ้นนั้นก็คือดาบสองคม ถ้าไม่ใช้ช่วงที่ความน่าจะเป็นที่เราจะชนะมีมาก โอกาสที่คุณจะแพ้หมดตัวเพราะมาร์จิ้นที่เพิ่ม leverage ก็มีสูง การเลือกใช้สิ่งเหล่านี้ต้องคิดมากๆ และมีความมั่นใจในมากพอสมควร ที่สำคัญต้องรู้จักจำกัดความเสี่ยงในการลงทุนให้ได้ก่อน 

ดังนั้นเวลาอ่านเรื่องคนดัง หรือเซียนหุ้นอย่าไปมองแค่ว่า เขาซื้อหุ้นอะไรแล้วรวย หรือไปมองแค่ว่าเขามีเงินมากมายแค่ไหน อันนั้นไม่ใช้ประเด็น จงเรียนรู้ความพยายามที่แต่ละท่านมี จงเรียนรู้วิธีการพัฒนาตนเอง พัฒนาแนวคิดในการลงทุนของแต่ละท่านที่มี เมื่อเข้าใจ เราจะรู้ว่าถ้าเขาทำได้เราก็จะทำได้ แรงบันดาลใจในความพยายาม ความอยากประสบความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น 

แต่จงอย่าหย่ามใจและคิดว่าตลาดหุ้นง่าย เหมือนกับเรื่องราวที่ได้อ่าน ได้ยินมา เพราะ timing ที่เราเริ่มลงทุนอาจจะไม่อำนวยหรือสนับสนุน ยิ่งนักลงทุนหน้าใหม่ที่คิดว่าลงทุนในช่วงดัชนีเกิน 1000 จุดแล้วจะ Break Out ได้ผลกำไรแบบหลายร้อยเปอร์เซนต์ อยากได้หุ้นแจ๊กพอร์ตสุดท้ายก็เจ็บ จุกติดดอยกันแทบทั้งนั้น หลายคนยังบ่นด่า โทษคนอื่น ว่าเชียร์หุ้น ว่าหลอกให้ซื้อหุ้นตาม โดยที่ไม่เรียนรู้ตัวเองว่าผิดพลาดอย่างไร แบบนี้เรียกว่า ล้มเหลวทางความคิด 

เริ่มต้นผิด โอกาสจะประสบความสำเร็จหรือประคองตัวให้อยู่รอดระยะยาวก็ยากเต็มทีครับ ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการลงทุนให้ถูกให้ควร ตั้งแต่เริ่มต้น ที่สำคัญจะตกเป็นเหยื่อของเสือสิงกระทิงแรดในสนามรบแห่งนี้ ที่คอยจะกินเงินท่านตลอดเวลา อย่าว่าแต่ผลกำไรที่หวังจะได้ เงินต้นที่ลงทุนก็จะไม่เหลือ ดังนั้นเริ่มต้นดีมีชัยไปว่าครึ่งนะครับ