วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Hedge Port ด้วย Tfex

ช่วงนี้(SET@1048) ดูจะอารมณ์ของแมงเม่ามากมาย ค่อนข้างออกไปทางบวก สดใส พอร์ตเขียว หลายคนได้ลงจากดอย หลายคนจัดทัพอัดหุ้นเข้าพอร์ต คนที่ตกรถก็รีบตามเพื่อน ดูสนุกสนาน แต่อยากบอกว่าราคาหุ้นมันเป็นอะไรที่ คาดเดายาก มีความเสี่ยงและความผันผวนตลอดเวลา ดังนั้นการรับมือกับความผันผวน ไม่ใช่กลัวหรือหลีกเลี่ยง แต่ทางที่ดีคือเราต้องไม่ประมาท และเรียนรู้ที่จะหาทางรับมือกับมัน รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย
สาเหตหนึ่งที่นำเทคนิคนี้มาแชร์ ไม่ใช่เพราะคิดว่าตลาดหุ้นจะลง แต่เพราะ ผมได้ไปสัมนาหุ้นกลุ่มเล็กๆกับเพื่อนๆ พี่ๆนักลงทุน ที่เขานิยมถือหุ้นยาว แต่ประสบปัญหากับการปรับตัวลงของตลาด โดยเฉพาะการผันผวนของกระแสเงินที่ไหลมาเก็งกำไร ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวในการบริหารพอร์ตการลงทุน 

ทำไมต้องเฮ็ด
บางท่านก็ตั้งคำถาม เห้ย เราลงทุนยาวกลัวอะไรกับความผันผวนของราคา ก็จริงครับ แต่ถ้าทั้งปี ดัชนีอยู่กับที่แต่ผันผวนทีละ 200 จุด ท่านจะทำยังไงนั้นคือการเสียโอกาสทางการเงินนะครับ ยกตัวอย่างเช่น หุ้น BBL ซื้อปลายปีที่แล้ว อยู่ที่ 150 บาท ผ่านมา 1 ปีตอนนี้อยู่ 154 บาท ทั้งที่ราคาตลอด 1 ปีมีการผันผวน 124 - 184 (นั้นแหละครับ โอกาสทำเงินของคนที่เล่นรอบ แต่เป็นการเสียโอกาสของคนที่ Buy&Hold) เพราะเกิดจากความผันผวนของ SET ทั้งข่าวดี ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ 

นี่ยังไม่รวมเรื่องที่คุณคาดไม่ถึงอาจจะทำให้เสียหายหนัก เช่น กรณีแบบน้ำท่วมใหญ่ หรือการชุมนุมทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว ส่งผลต่อดัชนี ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนจึงมีความจำเป็น

ก่อนอื่นต้องอธิบายคราวๆก่อนว่า TFEX มีสินค้าหลายชนิด ตัวที่ผมจะขอยกมาพูดในที่นี้คือ Set 50 Index Future เท่านั้นเพราะ เราเน้นไปที่การมองภาพรวมของพอร์ตลงทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยง(Hedge) ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร ย้ำนะครับ เพราะฉนั้น logic ในการคิดคือ เราจะทำกำไรใน TFEX เพื่อชดเชย กำไรที่ขาดหายไปในพอร์ตหุ้นเท่านั้น หรือพูดภาษาง่ายคือ เล่น TFEX ในช่วงตลาดขาลง ขาเดียว (Short) และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ Short เมื่อ Down Trend ชัดเจน 

เทคนิคนี้ ไม่จำเป็นต้องเฝ้าจอ แต่อาศัยหลักการพื้นฐานดังที่กล่าวมา โดยเบื้องต้นเราต้องมีบัญชี การเทรดอนุพันธ์ในตลาดล่วงหน้าก่อนนะครับ ติดต่อมาร์เก็ตติ้ง ดูได้ โดยท่านควรจะศึกษาความณุ้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ TFEX โดยเฉพาะกับ Set50 index future ทั้งในเรื่องของการวาง IM และ MM ผมขอละไม่พูดถึงนะครับ แต่รับประกันว่าหาอ่านได้ไม่ยาก หรือโทรหามาร์ให้อธิบายได้ทันที

หาความสัมพันธ์ของพอร์ตด้วยค่า Beta
ขั้นตอนแรก เริ่มจากการคำนวนค่า Beta โดยเพื่อให้เรามั่นใจว่าทำแล้วเกิดประโยชน์จริงๆ เราควรหาค่า Beta ก่อน เพราะถ้าหุ้นเราไม่ได้เคลื่อนที่ขึ้นลงตามตลาดเป็นพวก อินดี้ เช่นเป็นหุ้นเล็กมากในตลาด MAI เป็นหลัก SET ลบร้อยจุด แต่หุ้นคุณ เฉยๆ แบบนี้ก็ไม่จำเป็นครับ หรือถ้าเป็นพวก SET ลบ หุ้นเด้ง แบบนี้ก็ไม่จำเป็นเช่นกัน การทำ hedge บน S50 index future ก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์เท่าไหร่

การคำนวณ Beta ของพอร์ตก็หาได้จากโปรแกรม Trade หุ้นทั่วไป โดยผมจะคิดจากวันที่เราจะเริ่มจะทำการ hedge 


1. หาค่า Beta ของหุ้นทุกตัวในพอร์ต 
2. เอาค่า weigh * Beta ของแต่ละตัว และ รวมผลลัพธ์เป็น ค่า  Beta ของพอร์ต

โดย weight ของหุ้นแต่ละตัวหาจาก 
weight of A = มูลค่าหุ้น A / มูลค่าพอร์ตรวม


ค่า Beta ยิ่งเข้าใกล้ 1 มากเท่าไหร่ ยิ่งเหมาะกับการทำ การ hedge ด้วย S50 Future ครับ เพราะมูลค่าพอร์ตจะลดลงตาม การลดลงของ SET มาก หรือพูดอีกนัยยะคือ ตลาดมีผลต่อมูลค่าพอร์ตของเรานั้นเอง

การคิดอัตราการลดลง
กรณีที่พอร์ต ลงทุนมีค่า Beta เข้าใกล้ 1 เราก็จะอนุมานว่า ดัชนีตลาดที่ลดลง แปรผันตรง ตามมูลค่าพอร์ตที่ลดลง แบบ linear model โดยถ้าดัชนี SET ลดลง 1% มูลค่าของพอร์ตคุณก็จะลดลง 1% ตามด้วย 

แต่กรณีที่ Beta มีค่ามาก หรือ น้อยกว่า 1 เยอะ การทำ hedge ด้วย Set50 Future อาจจะไม่คุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์อย่างไร

การคำนวณปริมาณสัญญา
1. ประมาณการลดลงของ SET 
โดยในเบื้องต้นใช้ระยะเวลาในการประมาณ ที่ 3 เดือนจากอายุสัญญา ของ S50 future โดยผมจะใช้กราฟ เทคนิคคอล มาช่วยในการประมาณโดยจะใช้ แนวรับ จากการคิดจากจุดสูงสุด หรือต่ำสุด เดิม ของแนวโน้มที่ผ่านมา บน Time Frame แบบ รายเดือน 

จริงๆท่านอาจจะใช้การประมาณการลดตัวของ SET จากเทคนิคอื่นๆได้ หลายหลาย เช่นการใช้การนัพเวฟ หรือการใช้ Fibo ลองไป ประยุกต์ดู โดยพยายามเผื่อค่า error ไว้ประมาณ 10% เสมอ

2. คำนวณว่ามูลค่าพอร์ตลดลงเท่าใด

เมื่อได้เป้าหมาย ของดัชนี SET ที่จะลดลงไปโดยประมาณ เราก็จะทำการคำนวณ loss ที่จะเกิดต่อพอร์ตโดยคำนวณดังนี้

ดัชนีที่ประมาณ =  913 จุด
ดัชนีจุดล่าสุด = 1138 จุด
คิดเป็น %loss = (1138-913) *100/1138 = 19.8% 

ถ้า มูลค่าพอร์ตรวมทั้งหมดมีค่า 4000000 บาท
มูลค่าพอร์ตที่ลดลง 4000000*19.8/100 = 792000 บาท

ดังนั้น เราจะสามารถหามูลค่าพอร์ตลดลงจากปัจจุบันเท่ากับ 792000 บาท 

3. คำนวณปริมาณสัญญา 
- จำนวนดัชนีคาดว่าจะลดลง 1138-913 = 225 จุด
- s50 future ราคาจุดละ 1000 บาท 
- ดังนั้นจำนวนสัญญา ที่ต้องเปิด 
   จำนวนสัญญา = มูลค่าพอร์ตที่ลดลง / จำนวนดัชนีที่ลด*1000
                        = 792000/(225*1000) = 3.52 
  คิดเป็นสัญญาที่ต้องเปิดประมาณ 4 สัญญา

หาจังหวะการเปิดสัญญา
จริงๆแล้วการจะเปิด Short บน S50 future ค่อนข้างจะต้องใช้ทักษะทางการวิเคราะห์เชิงเทคนิค โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมองเห็น down trend ให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อให้การ hedge มีความแน่นอน โดยอาจจะใช้ indicator แบบ momentum เช่น EMA SMA แบบสองเส้น หรือ MACD มาช่วยหาจังหวะการเปิดปิด สัญญา ที่ราคาที่เหมาะสม 


เช่นดังภาพผมใช้ MACD บนกรอบเวลา Day ในการกำหนดสัญญาณเปิดปิดสัญญา Short หรืออาจจะใช้ EMA5 กับ EMA10  ก็ได้เช่นกัน 

ผลจากกราฟผมเปิด short บน S50z11 ที่ราคา 787 และปิด ที่ราคา 654 เท่ากับ ผมได้ค่าประกันความเสี่ยงครั้งนี้ 4*1000*(787-654) = 532000 บาท

อย่าแปลกใจที่ เราจะได้ต่ำกว่าที่เราคิดเพราะ เหตุผลดังต่อไปนี้
1. ดัชนีอาจจะไม่ได้ลดลงไปถึงกับตำแหน่งเป้าที่เราคาดหวัง
2. เราไม่พยายามเป็นเลิศทางการเก็งกำไร เพราะฉนั้นเราจึง lagging โดยรอให้เทรนด์ขาลงเกิดก่อน ไม่รีบร้อนดักทาง ในกรณีปิดสัญญา ก็เช่นกัน เรารอให้ trend กลับตัวก่อน ดังนั้น เราจึงเสีย ช่วงเปิด และช่วงปิด ไป

สรุป
1. อย่าเก็งกำไร อย่ามองหาผลตอบแทนสูงสุด เพราะเมื่อท่านลงทุนระยะยาว สนามนี้ไม่เหมาะแกท่านที่จะเก็งกำไรบน Tfex ดังนั้นท่องไว้เพื่อประกันความเสี่ยง
2. เล่นแต่ short อย่าไปเล่นทั้ง S และ L เพราะถ้าท่านลงไปเล่นแบบนั้นคือการเก็งกำไร อย่าไปเสี่ยงถ้าไม่มีความรู้และประสบการณ์พอ
3. การ hedge สำคัญต้องมองแนวโน้มให้ออก หา down trend ให้เจอ ถ้าดัชนี SET ลดลงไม่มากเกิน 50 จุด ก็อาจจะไม่คุ้มค่า เพราะเสี่ยงอาจจะทำให้เราเปิดปิด สัญญาไม่ทัน
4. การ hedge มีต้นทุน เนื่องจากท่านต้องวาง IM โดยราคาของ S50 future ประมาณ 65000 บาท ดังนั้นถ้าใช้สัญญามาก เงินทุนท่านก็ต้องมากตาม แต่เมื่อตลาดกลับสู่ภาวะปกติ ก็สามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในหุ้นต่อได้
5. การจะเปิดปิด สัญญา short ให้ดีต้องมีความรู้เทคนิคคอลระดับหนึ่งเพื่อหาจังหวะ ตรงนี้ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ แต่ถ้าไม่รู้ไม่ชำนาญ ไม่ควรทำ
6. วิธีที่นำเสนอเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้นไม่ใช้ วิธีที่ดีที่สุด ท่านควรนำไปต่อยอด และศึกษาเพิ่มเติม
7. การเทรด future มีความเสี่ยงดังนั้นควรเรียนรู้ที่จะ stop loss กรณีที่ผิดทาง คือเมื่อ Short แล้วหุ้นเกิดไม่ลงตามที่เราคาด(ประสบการณ์ในการอ่านแนวโน้มด้วยกราฟเทคนิคเป็นเรื่องสำคัญ)



คำนวนRisk/reward ratio
stoploss กรณี Short ผิดทางที่ 10 จุด
คาดหวังการลงที่150จุด

R-R-R = 10*1000/150*1000=1/15

จะเห็นว่าโอกาสเสี่ยงจะไม่มาก
แต่ถ้าประเมินแล้วว่าSETลงน้อยและแนวโน้ม Downtrend ไม่ชัดเจนเมื่อนั้น R-R-R จะสูงไม่น่าทำ hedge ด้วยวิธีนี้ครับ

ทั้งหมดที่เขียนมาเป็นการเสนอแนะไอเดียเบื้องต้น ของระบบที่ผมใช้บริหารจัดการพอร์ตลงทุน แบบพื้นฐาน ท่านควรนำไปต่อยอดการ ผมไม่สามารถรับรองได้ว่าท่านจะประสบความสำเร็จ เพราะมันขึ้นกับ skill ของผู้เทรด 

ผู้นำไปใช้สามารถไปดัดแปลงทั้งการหา ตำแหน่งราคาเปิด สัญญา ปิดสัญญา และการประมาณเป้าหมายของการลดลง โดยใช้ Trade system ของท่าน ก่อนนำไปใช้ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมอย่างเข้าใจ เพราะการ hedge ถ้าไม่มั่นใจทำผิดพลาด โอกาสขาดทุนมากขึ้นก็มีสูง แต่ถ้าชำนาญก็จะลดความเสียหายของพอร์ตที่เกิดจากการเสียโอกาสได้มากครับ

สำหรับท่านที่เทพมาก สามารถไปประยุกต์กับ Option หรือ single stock future ได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานของระบบยิ่งๆขึ้นไปครับ