สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Ray Dalio : King of hedge fund I

ผมรู้จักกิติศัพท์ของคุณ Ray Dalio มาตั้งแต่ปี 2009 แล้วเพราะเขาเป็นนักลงทุนและเป็นผู้จัดการกองทุนเฮ็ดฟันด์ Bridgewater Associates กองทุนป้องกันความเสี่ยงยักษ์ใหญ่ระดับต้นๆของโลก บริหารสินทรัพย์ขนาด 122 พันล้านเหรียญสหรัฐ และเป็น CEO เพียงไม่กี่คนที่บริหารเงินระดับพันล้านแล้วผ่านพ้นวิกฤติทางการเงินซับไพร์ม ได้อย่างปลอดภัยแถมมีกำไรติดมือมาฝากผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนอีกด้วย ชื่อของ  Ray Dalio กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อปี 2011 จากฉายา King of hedge fund ด้วยผลงานดีเด่นระดับ 5 ดาวเมื่อผลตอบแทนในปี 2011 ของ Bridgewater Associates ที่เขาบริหารได้เป็น champion of hedge funds โดยกองทุน Pure Alpha fund มูลค่า $35.8 billion ทำผลตอบแทนได้ถึง 25.3% เติบโตเอาชนะกองทุนเฮ็ดฟันด์ของ John Paulson และ George Soros ได้อย่างไม่เห็นฝุ่น


ผลงานของ Ray Dalio เป็นที่ประจักษ์เพราะเขาก่อตั้งบริษัท hedge fund นามว่า Bridgewater Associates ในปี 1975 มาแล้วมากกว่า 36 ปี ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวในตลาดเงินตลาดทุนมาอย่างโชกโชน กองทุน Pure Alpha fund ถ้าเทียบผลตอบแทนย้อนหลัง 20 ปีได้ผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีที 15% โดดเด่นมาเมื่อ เทียบกับอัตราการตอบแทนเทียบกับดัชนี S&P500 ช่วงเวลา 20 ปีที่เติบโตเพียง 8.7%


ปัจจุบัน Ray Dalio วัย 63 ปี มหาเศรษฐีพันล้าน อันดับที่ 88 (จากการจัดอันดับล่าสุดของ Frobes) และเป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร TIME ได้ถอยตัวเองออกจากการเป็น CEO ของ Bridgewater Associates มาเป็น mentor แทนโดยส่งไม้ต่อให้หุ้นส่วน ผู้ร่วมงานอย่าง David McCormick , Greg Jensen และ Eileen Murray เป็นผู้ดูแล hedge fund ต่อ Ray Dalio ถือเป็นนักลงทุนระดับตำนานของโลกอีกคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้นผมจึงนำเรื่องราวประวัติ วิธีคิดการลงทุนของเขามาให้พวกเราได้เรียนรู้กัน



ชีวประวัติและการทำงาน
Ray Dalio เกิดปี 1949 ในครอบครัวชั้นกลางที่ Jackson HeightsQueens รัฐ New York ประเทศสหรัฐอเมริกา พ่อเป็นช่างรับเหมาก่อสร้างและเป็นนักดนตรี Jazz ตอนเด็ก  Ray Dalio เป็นเด็กธรรมดา ไม่ได้เรียนเก่งหรือมีพรสวรรค์อะไรพิเศษ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีคือเป็นคนชอบอ่าน ชอบตั้งคำถาม และรักความก้าวหน้าเขาต้องการจะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่าปัจจุบัน ตอนอายุ 12 ปี เขาได้เริ่มรู้จักกับตลาดหุ้น และสนใจในตลาดหุ้นตั้งแต่ตอนปี 1960 เขาใช้เงินเก็บจากการทำงานพิเศษเป็น caddy จำนวน 300 เหรียญในการซื้อหุ้นสายการบิน Northeast Airlines และหลักจากนั้นอีกหลายเมื่อจบไฮสกูล หุ้นตัวนี้ราคาทะยานไปถึง 3 เท่า(300%)เมื่อมีการควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น


ถ่ายคู่กับภรรยา Barbara Dalio

ปี 1969 เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้านบริหารธุรกิจที่ Long Island University จบจบ และเรียนต่อ MBA from Harvard Business School เริ่มทำงานเป็น Floor trader ที่ New York Stock Exchange (NYSE) โดยเรียนรู้พร้อมกับลงทุนในหุ้นและตลาดสินค้าโภคพันธ์ควบคู่ไปด้วยหลังจากนั้นย้ายไปทำงานที่ Dominick & Dominick LLC ในตำแหน่ง Director of Commodities ในปี 1974 ย้ายไปทำงาน ตำแหน่ง futures trader และ broker ที่ Shearson Hayden Stone

ในปี 1975 ตอนอายุ 26 ปี Ray Dalio ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนและกองทุนป้องกันความเสี่ยงชื่อ Bridgewater Associates เริ่มต้นดำเนินงานในแรกที่อพารท์เมนต์ ใน Manhattan ,New York โดยดำเนินการมาถึงปัจจุบัน บริหารสินทรัพย์ขนาด 122 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีพนักงาน 1200 คน และมีลูกค้าสำคัญที่ร่วมลงทุนในกองทุนระดับพันล้านเหรียญมากมาย เช่น กองทุนบำเน็จบำนาญของสหรัฐ (US pension funds), ธนาคารกลางและธนาคารพานิชย์ ,World Bank ,บริษัทเอกชน, กองทุนเกษียญอายุต่างๆ ปัจจุบันกองทุน  Pure Alpha fund ของ  Bridgewater Associates ปิดรับผู้ลงทุนใหม่ไปแล้วตั้งแต่ปี 2006 


ผลงานการลงทุน
โดยผลงานการบริการกองทุนของ Ray Dalio เป็นที่ประจักษ์และได้การยอมรับในโมเดลการลงทุนแบบ Global Macro strategy เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลงานที่ผ่านมา Ray Dalio สามารถรอดพ้นจากวิกฤติการเงินได้หลายครั้ง จากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลก สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางตลาด รวมถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆเช่น ETF ของตลาดเกิดใหม่(Emerging market), ตลาดค่าเงินในประเทศกำลังพัฒนา, การลงทุนในเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินดอลล่าห์ออสเตเลีย, การลงทุนในจีน ,พันธ์บัตร, ทองคำและสินค้าโภคพันธ์ต่างๆ 



โดยผลงานผลตอบแทน ปี 2008 มีอัตราการเติบโตของกองทุนที่ 9.4% เป็นปีที่เขาเห็นปัญหาตั้งปี 2007 ตอนวิกฤติเลนแมนบราเทอร์  Ray Dalio ได้มีการลดการลงทุนในตลาดหุ้น กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดพันธ์บัตร และทำการ Short Selling Stock ตอนตลาดขาลง ในปี  2009  ทำผลตอบแทนกองทุนที่ 2% ได้กำไรจากตลาดทำคำถึง 40% แต่ตลาดค่าเงินเยนและตลาดพันธ์บัตรกับให้ผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง ในปี 2010 กองทุนที่ 38% จากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกในเอเซียและลาตินอเมริกา เขาได้กำไรจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกจำนวนมาก ในปี 2011 กองทุนได้ผลตอบแทน 25.3% โดยได้กำไรจากตลาดพันธ์บัตรอเมริกาและพันธบัตรเยอรมัน รวมถึงการกำไรจากตลาดค่าเงิน 



แนวคิดการลงทุน
Ray Dalio มีแนวทางการลงทุน ที่ชัดเจน โดยเน้นการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง เขาเป็นนักลงทุนระยะยาว ที่ใช้เครื่องมือทางการเงินในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพสอดรับกับกลยุทธ โดยกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆโดยดูจากพื้นฐานทำความเข้าใจสินค้านั้นๆ และใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ด้านราคาและปริมาณการซื้อขายเพื่อหาจังหวะการลงทุนที่ดี สอดคล้องกับโมเดล Macro View เฉพาะที่เขาพัฒนาจากประสบการณ์และองค์ความรู้ ในการวิจัยตลาดทุนและตลาดเงิน


เส้นทางการลงทุนในตลาดหุ้นของ Ray Dalio

เขามีทีมงานการศึกษาพฤติกรรมของตลาด รวมถึงการศึกษาเหตุการอดีต ที่เขาเรียกว่าการทำ thesis หรือการสร้าง Template ของเหตุการณ์ market event ด้วย การรวบรวมข้อมูล, ลำดับเหตุการณ์ ตัวเร่ง ตัวกระตุ้น ปัจจัยบวกลบต่างๆที่ผลต่อการเกิดเหตุการณ์สำคัญๆต่อระบบเศรษฐกิจในอดีต เช่น การเกิดวิกฤติการเงินโลก, การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน, วิกฤติเงินเฟ้อ การถดถอยของเศรษฐกิจ ฟองสบู่ในตลาดหุ้น   เป็นต้น โดยเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน และจะเกิดซ้ำๆอีกในอนาคตแบบเป็นวัฏจักร ทำให้เขามีโมเดลที่ชัดเจนในการวิเคราะห์ Macro Economic และสามารถจับพฤติกรรมของตลาดหุ้นและตลาดโภคภัณฑ์ ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สามารถหาจังหวะลงทุนที่ได้เปรียบ เพื่อสร้างผลกำไรในการลงทุน



การบริหารงานองค์กร
Ray Dalio นอกจากเป็นนักลงทุนที่เก่งแล้ว ยังเป็นนักบริหารที่มากด้วยความสามารถ เขาบริหารองค์กร Bridgewater Associates ที่เขาก่อตั้งมาหลายสิบปี จนปัจจุบันมีพนักงานมากถึง 1200 คน แนวคิดของ Ray Dalio ในการบริหารงานชัดเจน เขาเขียนหนังสือที่เรียกว่า Principle ด้วยตนเองเพื่อให้พนักงานได้อ่านได้ศึกษา เป็นแนวทางการทำงาน และเป็นเหมือนวัฒนธรรมขององค์กรที่ชัดเจน 

โดยเขาที่กระตุ้นเกิดการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ในการแข่งขัน การเลื่อนตำแหน่งอย่างเป็นธรรมจากความสามารถ การเปิดโอกาสให้ลูกน้องสามารถแสดงความคิดเห็น การโต้เถียงด้วยเหตผล การถักท้วง ผู้บริหารหรือเจ้านายระดับสูงได้ รวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรทีเน้นความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ในการบริหารงาน 

การฝึกสมาธิ
Ray Dalio มีปรัชญาในการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย เขาเน้นที่การศึกษาและฝึกจิตใจด้วยการทำสมาธิ ซึ่งเขาบอกว่ามีส่วนช่วยมากในการทำงานและการลงทุน โดยเน้นการปฏิบัติฝึกสมาธิแบบ Transcendental Meditation เน้นการฝึกจิตแบบเรียบง่าย โดยพัฒนาโดย Maharishi Mahesh Yogi(โยคี) เน้นการทำจิตให้สงบ การยกระดับของจิตใจ ซึ่งแนวทางนี้แพร่หลายในยุโรปและอเมริกา โดย Ray Dalio ได้ฝึกปฏิบัติมาหลายสิบปี นอกจากนี้เขายังส่งเสริมให้พนักงานปฏิบัติ และบริจาคเงินหลายล้านเหรียญให้มูลนิธิ The World Community for Christian Meditation


นอกจากนี้ Ray Dalio ยังเป็นมหาเศรษฐีพันล้านที่ใจบุญเขาบริจาคเงินเพื่อการกุศล และมูลนิธิต่างๆหลายร้อยล้านเหรียญเพื่อช่วยเหลือคนจน และยกระดับชีวิตคุณภาพสังคม

Ray Dalio เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับนักลงทุนที่อยากประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องมุมมองการพัฒนาตนเอง การฝึกจิตการควบคุมจิตใจ โดยเราสามารถเรียนรู้หลักการดำเนินชีวิต การทำงานและการฝึกพัฒนาตนเองแบบ Ray Dalio ได้จาก Principle of Ray Dalio โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่ 

http://www.bwater.com/Uploads/FileManager/Principles/Bridgewater-Associates-Ray-Dalio-Principles.pdf




อ้างอิงข้อมูล
http://online.wsj.com/article/SB10001424052748704256604575294381732663678.html
http://money.cnn.com/2009/03/18/news/economy/okeefe_bridgewater.fortune/index.htm
http://raydalioblog.blogspot.com/p/ray-dalio-bio.html
http://online.barrons.com/article/SB50001424053111904571704577413130470068106.html#articleTabs_article%3D1
http://dealbook.nytimes.com/2012/01/26/in-punishing-year-for-hedge-funds-biggest-one-thrived/
http://en.wikipedia.org/wiki/Ray_Dalio
http://www.businessinsider.com/ceos-who-meditate-2012-5?op=1
http://ai-cio.com/channel/NEWSMAKERS/Is_Ray_Dalio_the_Steve_Jobs_of_Investing_.html
http://www.traderslog.com/ray-dalio-bridgewater/
http://www.newyorker.com/reporting/2011/07/25/110725fa_fact_cassidy?mbid=social_retweet
http://www.forbes.com/2010/10/27/bridgewater-investing-bears-opinions-columnists-brian-wesbury-robert-stein_2.html
http://www.hedgefundletters.com/category/bridgewater-associates/
http://www.insidermonkey.com/blog/bridgewater-associates-aum-and-returns-5324/
http://dealbook.nytimes.com/2012/01/26/in-punishing-year-for-hedge-funds-biggest-one-thrived/
http://money.cnn.com/2009/03/18/news/economy/okeefe_bridgewater.fortune/index.htm
http://wire.kapitall.com/investment-idea/new-king-of-hedge-funds-ray-dalio-out-earns-soros-and-paulson/
http://www.businessinsider.com/presenting-the-worlds-richest-billionaire-hedge-fund-managers-2012-3#ray-dalio-31
http://www.insidermonkey.com/hedge-fund/bridgewater+associates/72/#/ffp=2012-09-30&fot=7&fso=1&pfp=2012-09-30
http://www.forbes.com/profile/ray-dalio/
http://forum.economico.pt/?topic=27797.0;wap2
http://seekingalpha.com/article/609371-ray-dalio-bargains-from-a-top-investor
http://dealbreaker.com/2010/05/ray-dalio-explains-his-principles/
http://www.businessinsider.com/ray-dalio-explains-his-investment-thesis-2012-9
http://www.nypost.com/p/blogs/thespread/ray_dalio_highest_earning_hedge_n4iytfy4D6AXQdfTLJaVxI#axzz2EcjRZ1KM
http://www.gurufocus.com/news/162018/ray-dalio-of-2011s-bestperforming-hedge-fund-raises-stakes-in-emerging-markets-etfs-bmc-wpi-and-brkb
http://www.tischendorf.com/2011/10/10/ray-dalio-principles/
http://www.algemeiner.com/2012/09/23/ray-dalio-founder-of-worlds-largest-hedge-fund-weak-economy-makes-second-adolf-hitler-more-likely-video/
http://dealbook.nytimes.com/2012/03/13/ray-dalios-former-assistant-tells-all/
http://www.latimes.com/business/money/la-fi-mo-hedge-fund-ar-20120330,0,7254923.story
http://online.wsj.com/article/SB10001424052702304887904576399983107988642.html
http://www.aaaip.org/index.php?news&nid=60
http://www.efinancialnews.com/story/2012-03-06/chart-of-day-bridgewater-outperformance-since-crisis
http://www.zerohedge.com/news/2012-09-24/do-you-own-gold-ray-dalio-cfr-oh-yeah-i-do
http://www.zerohedge.com/news/2012-11-08/why-bridgewater-manages-138-billion


วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

นักแตะล่าฝันกับเฮ็ดฟันด์เงินล้าน

วัยเด็ก การ์ตูนเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจินตนาการ ของเราได้เป็นอย่างดี สมัยนั้้นเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ต้องรู้จัก กัปตันซึบาสะ การ์ตูนฟุตบอลแฟนตาซียอดฮิตผสมจิตนาการ จำได้ว่าตอนเรียนประถม ยามเช้า ยามเที่ยง ยามเย็น ต้องชวนเพื่อนพากันไปเล่นบอลโกหนู ด้วยลูกบอลพลาสติก วิ่งไล่เตะ ไล่หวดกันแบบบอลวัด โดยสมมติกันเป็นตัวละครในการตูนซึบาสะ ได้ทั้งเหงือได้ทั้งความสนุก กันไป


โตขึ้นมาหน่อยระดับมัธยม การ์ตูนฟุตบอล อย่าง "Whistle! ไอ้หนูแข้งทอง", "ยิงประตูสู่ฝัน" ,"viva calcio" ก็เป็นอีกหนึ่งการ์ตูนที่เน้นไปทางการวิ่งตามฝัน การพาตัวเองจากนักเตะเยาวชนโนเนมไปสู่การเล่นระดับอาชีพ การไปเป็นนักเตะดาวรุ่ง การร่วมมือกันพาทีมไปสู่เป้าหมายชัยชนะ  การ์ตูนสามเรื่องนี้ จะให้แรงบันดาลใจ และจิตนาการที่หล่อเลี้ยงความฝัน การอยากเป็นดาวรุ่งในการเล่นฟุตบอลของเด็กๆได้ดี แน่นอนว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่เชื่อเถอะครับว่าเสี่ยวหนึ่งของความคิด ในวัยขาสั้นที่วิ่งไล่เตะฟุตบอลในสนาม เด็กผู้ชายทุกคนอยากเล่นบอลเหนือชั้น กันทั้งนั้น

จากเด็กธรรมดาที่ชอบเล่นฟุตบอล ทั้งโลกคงมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่เลือกเส้นทางนี้เป็นงานเลี้ยงชีพ และคงมีไม่มากเท่าไหร่ ที่ได้ประสบความสำเร็จ เป็นนักฟุตบอลอาชีพ มีชื่อเสียง เป็นดาวเด่น ติดทีมชาติ มีค่าตัวหลายล้านเหรียญ มีค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์มหาศาล การไปถึงจุดนั้นได้ นั้นยากแสนเข็ญ

ด้วยข้อจำกัดเรื่องของอายุที่ต้องเร่งประสบความสำเร็จก่อน 25, ฝีเท้าที่ต้องโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในตำแหน่งเดียวกัน ถ้ายิ่งไม่มีพรสวรรค์ยิ่งยากไปใหญ่ และร่างกายที่ต้องสมบูรณ์ ปราศจากการบาดเจ็บ รวมไปถึงจิตใจ ที่ต้องเข้มแข็งเสียสละชีวิตส่วนตัว เพื่อฟุตบอล เพื่อการซ้อมว่ากันว่า นักฟุตบอลอาชีพใช้เวลาซ้อมมากกว่า 90% แต่ใช้เวลาลงสนามแข่งขันแค่ 10% ของเวลาทั้งหมด ดังนั้นที่กล่าวมาการเป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จไม่ง่ายเลย

ด้วยความที่ไม่ง่ายและมีจำกัด จึงเกิดเป็นมูลค่าในตัวนักเตะขึ้น หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องค่าตัวนักเตะระดับโลกที่แพงมหาศาล ค่าเหนื่อยเงินเดือนที่มากกว่าอาชีพทั่วไปมากมายหลายเท่านัก มันจึงเกิดเป็นช่องทางการลงทุนของเหล่าบรรดา Hedgefund ที่สามสี่ปีมานี้ เริ่มเข้ามาลงทุนในนักเตะดาวรุ่ง เพื่อหาผลกำไรจากการเติบโตของมูลค่านักเตะ กันมากขึ้น

ตัวอย่างการลงทุนเพื่อทำกำไรของ hedgefund ก็คือการเข้าไปช่วยเหลือ สโมสรฟุตบอล ที่มีปัญหาการเงินโดยเฉพาะในสเปน อิตาลี และประเทศในลาตินอเมริกา เพื่อร่วมลงขันเป็นเจ้าของในสัญญาของนักเตะดาวรุ่ง เป็นประมาณ 20-30% จำนวนเงินก็จะขึ้นกับการประเมินค่าตัวของนักเตะแต่ละคนในสโมสร โดยสโมสร ก็จะได้นำเงินส่วนนี้จากกองทุน hedge fund ไปใช้เป็นค่าเลี้ยงดู ค่าฝึกสอน บำรุงรักษานักเตะ

ส่วน Hedge fund ได้กำไร กรณีนักเตะเยาวชน หรือนักเตะคนนั้น ฉายแววเด่น มีทีมยักษ์ใหญ่ยอมทุ่มเงิน ทำสัญญาซื้อตัวไปเล่นในสโมสรระดับโลก ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนในหุ้นระยะยาว เพราะ Hedge fund จะเข้าเป็นหุ้นส่วนเจ้าของนักเตะ ที่มีสัญญา 3-5 ปี โดยพวกนี้จะมีแมวมองส่วนตัวที่หาดาวเด่น ของแต่ละสโมสรเพื่อติดต่อขอร่วมลงทุน ดาวเด่นนี้ส่วนมากจะอายุน้อย ยังไม่เป็นที่รู้จักและมีฝีเท้าดีเยี่ยม ตรงนี้ถ้าจับดาวรุ่งถูกตัวก็รวยเละเทะได้เหมือนกัน

ปัจจุบันมีหลายกองทุนที่ทำการลงทุนในลักษณะนี้ เช่น Quality Sports Investments Ltd., London-based Doyen Capital Partners LLP, Banco Espirito Santo SA (BES) เป็นต้น โดยบางกองมีมูลค่าการลงทุนหลายร้อนล้านเหรียญ กองทุนเหล่านี้มีส่วนถือหุ้นในสัญญานักเตะดาวรุ่งในสโมสรต่างๆในสเปน อิตาลี ตุรกี และลาตินอเมริกา สโมสรเล็กๆหรือสโมสรที่ต้องการเงินช่วยเหลือ ก็จะนิยมเปิดให้ hedgefund เข้ามาลงทุนเช่น Atletico Madrid, Sporting Lisbon และอื่นๆ แต่ในบางประเทศสมาคมฟุตบอล นั้ยยังไม่อนุญาติให้ดำเนินการลักษณะนี้ เช่นประเทศอังกฤษ ที่ออกมาห้ามหลังเจอปัญหากับ คาร์รอส เตเวส(Carlos Tevez) ที่เป็นเด็กของ hedge fund ต้องการโอนสิทธิ์ต่อเนื่องข้ามสโมสร 

ตัวอย่างการทำกำไรของ Hedgefund ที่สามารถทำกำไรจากสัญญาซื้อขายนักเตะได้มากถึง 60%  คือ Lisbon-based Espirito Santo ซึ่งเป็นเจ้าของ Benfica All Stars fund ที่ได้สิทธิในสัญญาของนักเตะดาวรุ่งจำนวนมาในสโมสรต่างของโปรตุเกส ด้วยเงินลงทุน $62 million 

ผลตอบแทนหนึ่งที่โดดเด่นคือกรณีของ Angel di Maria yielded ที่ย้ายจาก เบนฟิก้า(Benfica) ของโปรตุเกสไปเรียล แมดริด( Real Madrid)ของสเปน ด้วยมูลค่าสัญญาถึง $50 million โดย Lisbon-based Espirito Santo ถือสิทธิ 20% ของสัญญาโดยลงทุนร่วมกับทีมต้นสังกัดเดิมจำนวน $6.15 million ในตัวของนักเตะดาวรุ่งคนนี้ในปี 2009 ทำให้ได้กำไรประมาณ 64% จากการซื้อขายครั้งนี้



Angel di Maria yielded

อีกตัวอย่างเป็นกรณีของ Nuno Gonçalves ผู้จัดการกองทุนความเสี่ยงของ Football Players Funds Management Ltd. ที่บริหารเงินระดับ $14 million เพื่อลงทุนในสัญญานักเตะดาวรุ่ง เขาเคยลงทุนในนักฟุตบอลดาวรุ่ง ที่กลายเป็นซุปตาร์ระดับโลกดังๆหลายคนเช่น คริสเตียนโน โรนัลโด, ริคาโด คารอส โดยเขาและทีมงานแมวมองจะออกเซาะหาดาวรุ่งเพื่อมาร่วมลงทุน กับสโมสรต้นสังกัดโดยหวังกำไรจาก มูลค่านักเตะในอนาคตโดยบริษัท Orey Group เข้าร่วมลงทุนกับสโมสรสปิอร์ตติ้งลิสบอน ต้นสังกัดของ คริสเตียนโน โรนัลโด ตั้งแต่ปีกจอมสับคนนี้เล่นให้กับทีมเยาวชน ตั้งแต่ตอนอายุ 16 ปี โดย Nuno Gonçalves ได้ลงทุน 384,000 ดอลลาร์ สัดส่วน 35% ของมูลค่าตามสัญญาในขณะนั้น ตอนปี 2003 เมื่อย้ายไป แมนเซสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมมหาเทพแห่งเกาะอังกฤษด้วยค่าตัว $19.2 million ทำให้ Nuno Gonçalves ได้กำไรจากการลงทุนครั้งนั้น $6.1 million


นักฟุตบอลระดับโลกดังๆหลายคนยังเคยเป็น ส่วนหนึ่งในการลงทุนร่วมระหว่าง hedge fund และสโมสร โดยเฉพาะปัจจุบันยิ่งเศรษฐกิจของยุโรปมีปัญหา ทำให้หลายสโมสรเฉพาะในอิตาลีและสเปน เริ่มขาดสภาพคล่องและต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน แต่แน่นอนว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แม้การลงทุนในนักเตะดาวรุ่งจะสามารถทำกำไรได้มาก 

แต่โอกาสเสี่ยงขาดทุนก็มีมากได้เช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่นักเตะไม่สามารถแสดงผลงานที่โดดเด่นได้ หรือเกิดอาการบาดเจ็บหรือประสบอุบัติเหตุ (กรณีนี้ hedgefund มักจะทำประกันเอาไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง) หรือในกรณีที่นักเตะปฏิเสธจะย้ายทีมแม้สัญญาค่าตัวมูลค่าจะสูง แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอ ในการลงทุนนักเตะดาวรุ่ง 10 คนโอกาสประสบความสำเร็จอาจจะน้อยกว่า 40% (4 คน) แต่ส่วนใหญ่ถ้านักเตะสามารถแสดงผลงานที่ดี โชว์ฟอร์มเทพมาได้นั้น โอกาสจะทำกำไรมหาศาลจากสัญญาซื้อขายก็มีสูงเช่นกัน 

ผมนำเรื่องนี้มาเพื่อให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์อะไร การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงเสมอ ไม่ว่าจะลงทุนสั้นหรือยาว สิ่งสำคัญคือ ผู้ลงทุนต้องรู้จักความเสี่ยงและบริหารจัดการความเสี่ยงให้ได้ กรณีนี้จะเห็นว่า hedgefund จะกระจายความเสี่ยงไปที่นักเตะหลายคนด้วยเงินลงทุนที่ไม่มากเกิน 30%ต่อคน แบะมีการทำประกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุไว้เสมอ 

เรื่องการเลือก สินทรัพย์ให้ถูก ในกรณีนี้คือเลือกนักเตะให้ถูกคน, รอจังหวะการเข้าลงทุน เมื่อเจอของดีต้องรู้จักรอ กรณีนี้เมื่อแมวมองของ hedgefund เจอนักเตะเข้าจะไม่รีบลงทุน แต่ติดตามเป็นเดือนๆเพื่อประเมินศักยภาพ ประเมินทักษะ รอจังหวะที่เข้าฟอร์มจึงติดต่อเข้าลงทุน 

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างรูปแบบการลงทุน ที่คล้ายกับการลงทุนในหุ้นระยะยาว นำมาให้เรียนรู้กันครับว่าคนรวย เขาหาทางบริหารเงินของพวกเขาผ่านกองทุนป้องกันความเสี่ยง ได้ในหลายช่องทาง เพื่อกระจายความเสี่ยงในยามที่เศรษฐกิจโลกผันผวน อัตราดอกเบี้ยจะต่ำ เงินมากมายของพวกเขาย่อมต้องไม่หยุดทำงานครับ 

อ้างอิงบทความ
http://www.bloomberg.com/news/2011-10-30/hedge-funds-eye-64-percent-return-on-soccer-s-next-ronaldo-as-fans-jeer.html
http://online.wsj.com/article/SB115203369956997529.html.
http://www.eurasiareview.com/31102011-dubai-bank-launches-first-soccer-hedge-fund-despite-mounting-fan-opposition-analysis/
http://squaremile.com/news/335/Hedge-Funds-Make-64-Return-On-Football-Players.html

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อิสรภาพทางการเงิน

ปัจจุบันคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ได้กลายเป็นจุดขายของกิจกรรมต่างๆที่ชักชวนเราไปลงเงิน เพื่อให้เกิดรายได้นอกเหนือจากเงินเดือนจากงานประจำ มนุษย์เงินเดือน จึงกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกชักจูงด้วยคำว่า  "อิสรภาพทางการเงิน"  ทั้งทางป้ายโฆษณา SMS และอีเมล์ชักชวนทำงานผ่านเน็ต เครือข่ายขายตรงสินค้า เป็นต้นต่างๆนาๆที่ส่งมาหาเราอย่างไม่ว่างเว้น



โดยใช้คำว่า  "อิสรภาพทางการเงิน" เป็นเหมือนขนมหวานที่ชักจูงให้เราเดินตามเกมส์การขายการแนะนำของเขา จากนั้นจัดยกตัวอย่างคนที่ทำเงินได้หลายหมื่นหลายแสนในไม่กี่เดือน บ้างก็รวยเงินล้านได้ไปเที่ยวต่างประเทศ มีรถสปอร์ตขับ ตบท้ายด้วยยกวลียอดฮิตที่ว่า "ให้เงินทำงานแทนเรา" แสนสบายไม่ต้องเหนื่อย อนาคตนั่งๆนอนๆก็มีเงินเข้าบัญชี 

ลงทุนวันนี้ไม่กี่เดือนก็รวย เป็นเศรษฐีทันใจมี  "อิสรภาพทางการเงิน"ในเร็ววัน เรามักจะพบคำนี้บ่อยในการขายตั้งแต่ พวกโฆษณาขายหวยเบอร์เลขเด็ด ,เครือข่ายขายตรง,ทำงานผ่านเนต, ประกัน(แบบประกันเงินออม), ,กองทุน, ไม้จันทร์หอม ยัน ตลาดหุ้น และอื่นๆ

คนจำนวนไปน้อยที่หลงไปกับ ความหอมหวาน กับคำว่าอิสรภาพทางการเงินที่เขาเอามาโชว์ นำภาพของการรวยได้ มีได้ ในไม่กี่ปี ภาพพวกนั้นมันมากระตุ้นความอยาก เมื่อต่อมอยากรวยทำงานจนถึงที่ บวกกับวาทะศิลป์ของ ผู้ชี้ชวน ทั้งหลาย ร่วมกับจิตวิทยาหมู่ มันทำให้เรายอมควักเงินออมออกมาร่วมลงขัน ซื้อตั๋วขึ้นทางด่วนรวยลัด สู่อิสรภาพทางการเงิน แต่เอาเข้าจริงๆก็ไปไม่ถึงดวงดาวสักที

ผมลองตั้งคำถามว่า  "อิสรภาพทางการเงิน" มันมีจริงไหม???  และใช้เวลาหลายเดือนในการหาคำตอบ พบว่ามันมีจริง วิธีการค้นหาคำตอบของผมคือมองหาตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จที่มีอิสระภาพทางการเงิน ทั้งเมืองไทย และต่างประเทศ ส่วนมากเป็นนักลงทุน(investor) และเจ้าของกิจการ 

เมื่อลองศึกษาประวัติ วิธีการเดินทางเพื่อไปถึงเป้าหมายปลายทางแห่ง "อิสรภาพทางการเงิน" หลายต่อหลายคน จนทำให้ผมแปลกใจเพราะทุกคนแม้จะมีวิธีการเดินทางที่แตกต่างกัน แต่เขาก็มีข้อสรุปเกี่ยวกับ  "อิสรภาพทางการเงิน"  ที่เหมือนกัน ที่เราสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ดังนี้



การเป็นนักลงทุน(Investor) เท่ากับการยืนถูกตำแหน่งแล้วและอยู่ในตำแหน่งดีที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือจัดวิธีคิดให้ถูก หากระบวนการที่ดี ฝึกฝนเรียนรู้และพัฒนาตนเอง อย่างไม่ลดละ

มีเป้าหมายชัดเจน
เกือบทุกคน ที่ผมศึกษา ล้วนมีเป้าหมายถึง  "อิสรภาพทางการเงิน" ชัดเจน มั่นคงต้องการเอาชนะตนเอง และผู้ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เริ่มต้นได้เร็ว เริ่มอย่างเข้าใจ รู้ว่าจะต้องศึกษาอะไร ทำอะไรเพื่อจะไปถึงเป้าหมาย เขาหาสิ่งที่ลงทุนได้ถูกต้อง เหมาะสมกับตัวเอง

อดออมไม่ฟุ่มเฟือย
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มี "อิสรภาพทางการเงิน" ส่วนใหญ่แม้จะมีชีวิตที่หรูหรา แต่เขาเหล่านั้นมีวินัยทางการเงิน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่จ่ายเกินตัว โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นก่อร่างสร้างตัว พวกเขาเหล่านั้นอดออม และมัธยัสถ์ รู้คุณค่าของเงิน เงินผลตอบแทนที่ได้มาจากการลงทุนในยามเริ่มต้น พวกเขาจะไม่นำมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อสิ่งของไม่จำเป็น แต่จะนำไปใช้ลงทุนเพิ่มเพื่อให้มันงอกเงยเติบโต ตัวอย่างเรื่องการออม การไม่ฟุ่มเฟือย น่าจะยกให้ วอเรนต์ บัพเฟต ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักลงทุนอย่างมากในเรื่องนี้

มันไม่ได้เกิดในไม่กี่เดือน กี่ปี
"อิสรภาพทางการเงิน" แบบที่เห็นบางโฆษณามันแหกตา ไม่มีใครเลยสักคนไปถึง ใน 30 วันหรือแม้แต่ 1 ปี 2 ปี คนที่ประสบความสำเร็จและมี อิสรภาพทางการเงิน เขาพบวิธีการและทำมันอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเรียนรู้วิธีการลงทุน การสั่งสมประสบการณ์ จนชัดเจนและเข้มแข็งพอที่ จะพาเข้าไปสู่เป้าหมาย มันต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่างเช่นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เขาเหล่านั้นใช้เวลาเพื่อเพาะบ่มให้เม็ดเงินเติบโต ผ่านดอกเบี้ยทบต้นหลายปีกว่าจะถึงเป้าหมาย 

และรูปแบบเป็นการให้เงินทำงานแทนเราอย่างแท้จริง เพราะถึงแม้เราจะติดเกาะอยู่ในป่า สัก 5 ปี เงินลงทุนในหุ้นก็ยังเติบโตไปตามกิจการที่เราเลือกลงทุนหรือแม้แต่เศรษฐีที่พบกับอิสรภาพทางการเงิน จากการดำเนินธุรกิจเอง จนกิจการประสบความสำเร็จ และได้เข้าตลาดหุ้น ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารก็ได้รับหุ้น ได้รับปันผล แม้จะวางมือจากการเป็น CEO ส่งไม้ต่อให้กับคนอื่นมาบริหาร ตนเองก็ยังมีผลตอบแทนต่อเนื่องจากเงินปันผล จากหุ้นที่ถืออยู่ พวกเขาเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลา หลายปี กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เช่นกัน

ปลอดภัยไม่เสี่ยงเกินตัว
เมื่อ "อิสรภาพทางการเงิน" มาจากดอกเบี้ยทบต้น มาจาก passive income ที่เกิดจากการเลือกลงทุนอย่างชาญฉลาด ลงทุนในกิจการที่เติบโต ให้ผลตอบแทนต่อเนื่องและเหมาะสม นั้นหมายถึง การที่เราจะมั่งคั่ง มันต้องใช้เวลาเพื่อทวีคูณ และมีเหตุผลค่อยเป็นค่อยไปเหมาะสมกับความเสี่ยง ถ้าเน้นรวยเร็ว โตเร็วไม่กี่เดือน ไม่กี่ปีแบบที่นิยมโฆษณากัน จะมีแต่เสี่ยง โอกาสหมดตัว สูญเสียเงินก็มีมาก ถึงเวลานั้น  "อิสรภาพทางการเงิน"  ก็จะอยู่ไกลเกินเอื้อมไปอีก

เข้าใจความหมายของ อิสระภาพ ที่แท้จริง
ผู้ที่ประสบความสำเร็จพวกเขามอง "อิสรภาพทางการเงิน" หมายถึง "อิสรภาพ" ที่แท้จริง นั้นหมายถึง

การมี อิสระทางเวลา อิสระทางความคิด ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงิน ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน มาใช้จ่ายหรือสะสมเงินทองเพื่ออนาคต เพราะมีแหล่งสร้างกระแสเงินสดให้กับเราได้เองตลอดเวลา ดังนั้นก็จะมีเวลา มากพอที่จะไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ไปทำสิ่งที่ต้องการทำ สิ่งที่ทำแล้วเป็นสุข เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อไป

อิสรทางการเงิน แต่ละคนไม่เท่ากัน
"อิสรภาพทางการเงิน" ไม่ได้แปลว่าร่ำรวยมหาศาลเสมอไป ไม่ใช่ว่าต้องมีทรัพย์สินหมื่นล้านแบบที่นิยมโฆษณากัน เท่านั้นเท่านี้ แต่คำว่า อิสรภาพทางการเงิน นั้นขึ้นอยู่กับการนิยามคำว่า "พอ" ในความหมายของแต่ละคน การมีมากมีน้อยไม่สำคัญเท่ากับ เรามีเท่าไหร่แล้วคิดว่าพอ ไม่ได้ขึ้นกับตัวเลข

บางคนมี 1 ล้านตั้งเป้าที่ 100 ล้าน พอเรามี 100 ล้านเรามักจะอยากมี 1000 ล้าน เพราะคิดว่าร้อยล้านนั้นไม่เพียงพอแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นต่อให้แก่จนตายคุณก็ไม่สามารถเข้าถึงคำว่าอิสรภาพทางการเงินได้หรอก โดยธรรมชาติความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด แต่เราสามารถฝึกฝนจำกัดความโลภ ของตัวเองได้

ดังนั้นอย่าไปตั้งเป้าที่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ แต่จงตั้งเป้าหมายว่าเราจะพอเท่าไหร่ ต้องการใช้เงินเท่าไหร่แล้วหาเงินให้ พอดีกับความต้องการใช้จ่ายของเรา ทั้งรายจ่ายประจำ รายจ่ายยามฉุกเฉิน และเงินสำรอง แน่นอนว่าต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด แต่ไม่ใช่มากมายจนหาประมาณไม่ได้

ขอยกตัวอย่างตัวผมเอง อนาคตผมเองวางแผนว่ารายจ่ายประมาณปีละ 500000 บาท บวกกับส่วนสำรองอีกสัก 50% คิดเป็น 750000 บาทต่อปี(แบบสบายสุดๆเพื่อเลี้ยงครอบครัว) ดังนั้นถ้าพอร์ตลงทุน สามารถสร้างกระแสเงินสด จากเงินปันผลหรือผลตอบแทน ได้คงที่ปีละ 750000 บาท ผมเองก็ถือว่าตัวเอง มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ไม่ต้องรอมีพันล้าน หมื่นล้าน แล้วค่อยมีอิสระ

หลายคนมองว่าง่ายๆ เงินเพียงแค่นี้เองหรือ??? จริงๆแล้วสำหรับ คนชั้นกลางไม่มีทุนมากแบบผม การสร้างกระแสเงินสด จากเงินลงทุนไม่มากได้ขนาดนี้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงจะไปถึงเป้าหมาย ความยากคือการทำให้มันเกิดกระแสเงินสดจากผลตอบแทนที่คงที่ตลอดไป ตลอดชีวิตตัวเรา นี่ต่างหากที่ท้าทายต้องใช้ความสามารถประสบการณ์

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมไปถึง อิสรภาพทางการเงินของตัวเองได้แน่นอน ในชีวิตนี้ คือ ผมใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่มีความต้องการจะครอบครองทางวัตถุที่มากมาย ไม่ได้อยากเป็นเศรษฐีขับรถสปอร์ต อยู่บ้านหลังละหลายสิบล้าน ซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ ผมชอบชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง มันทำให้ผมเห็นเป้าหมาย อิสรภาพทางการเงิน ของตัวเองที่ชัดเจนและอยู่บนโลกของความเป็นจริง

สรุป 
ผมเองก็เคยอยู่ในวัฏจักรเหล่านี้มาก่อน เข้าใจว่าเราทุกคนล้วนอยากรวย อยากมีอยากได้ ทุกอย่างไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ เราต้องออกแรงลงแรงเพื่อแลกมาเสมอ ผมเขียนบทความนี้ เพื่ออยากให้ทุกท่านมอง "อิสรภาพทางการเงิน" แบบเป็นจริง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อทางอารมณ์ ด้วยความโลภ จากคำคำนี้  หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน ผมอยากให้เรามองคำว่า อิสรภาพทางการเงิน ในเทอม์ของเป้าหมายของแรงบันดาลใจ ไม่ใช่มองด้วยความโลภ ความอยากมี อยากรวยในเวลารวดเร็ว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะมองหาทางลัดและตกเป็นเหยื่อของผู้ที่หาผลประโยชน์จาก ความโลภของเราทันที 

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Parabolic SAR

Parabolic SAR (Stop And Reversal)เป็นเครื่องมือดัชนีราคา อีกหนึ่งตัวที่นิยมนำมาใช้ในการกำหนดสัญญาณซื้อขาย โดยเฉพาะการใช้เป็นสัญญาณการออก การปิดออร์เดอร์(trilling stop) หรือบ่งบอกการกลับตัว การย่อตัวของแนวโน้มราคา เป็นดัชนีราคาที่วิเคราะห์การเคลื่อนที่ของราคา ในช่วงแนวโน้มต่างๆ


Parabolic SAR Indicator ถูกพัฒนาโดย Welles Wilder เขาเรียกระบบที่เขาพัฒนาขึ้นว่า "Parabolic Time/Price System" ซึ่งเผยแพร่แนวคิดนี้ตอนปี 1978 ในบทความ New Concepts in Technical Trading Systems หลักการพิจารณาการเคลื่อนที่ของราคา ตามแนวโน้มต่างๆ พิจารณาการเพิ่มหรือลดของราคาเทียบกับจุดอ้างอิงก่อนหน้า โดยคำนวณสมการของ SAR ได้ดังนี้


PSARn+1 = PSARn + (AF*(EP - PSARn))

-EP = ราคาจุดสูงสุดหรือต่ำสุด ก่อนหน้าบนแนวโน้ม
-Acceleration Factor (AF) =ค่าปกติคือ 0.02 (2%) หมายถึง Step increasing ครั้งละ 0.02 (2%)โดยเพิ่มจดถึงค่าสูงสุด maximum = 0.20 (20%)
-PSARn+1 = ค่า PSAR  ล่้าสุด
-PSARn = ค่า PSAR  ก่อนหน้า

อัตราความเร่งของ Price Movement จะถึงนำมาใช้ในการคำนวณ การเคลื่อนที่ของราคาบนแนวโน้มทั้งขาขึ้นและขาลง โดย PSAR จะแสดงผลบนกราฟในรูปแบบจุด โดยกรณีแนวโน้มขาขึ้นหรือการยกตัวต่อเนื่องของราคา PSAR จะแสดงจุด ใต้แท่งเทียน กรณีแนวโน้มขาลงหรือการยุบตัวต่อเนื่องของราคา PSAR จะแสดงจุดเหนือแท่งเทียน 

ระยะห่างของ จุด PSAR สามารถบ่งบอกความเร่งของการเคลื่อนที่ของราคา ได้ยิ่งระยะห่างระหว่างจุดมาแสดง การแกว่งตัวที่รุนแรง ขนาดความกว้างของแท่งเทียนมาก การเคลื่อนที่ของราคาเร็ว ในขณะเดียวกัน ถ้าความห่างของจุดน้อย แปลว่า เกิดการชะลอการเคลื่อนที่ของราคา low volatility 



การใช้งาน PSAR
สามารถใช้ PSAR บ่งบอก Reversal ของแนวโน้ม หรือใช้เป็นจุด Stop Out โดยพิจารณาจาก จุดแรก ของการเกิด PSAR ในทิศทางตรงข้าม เช่น กรณีแนวโน้มขาลง PSAR จะแสดงชุดของจุดต่อเนื่องเหนือแท่งเทียน กรณีที่ความถี่ของจุดเริ่มสูง ความชันของจุดแต่ละจุดทีเรียงเริ่มลดลง และเกิด จุด PSAR ใหม่ ใต้แท่งเทียน นั้นหมายถึงสัญญาณการกลับทิศ

กรณีการยืนยัน อาจจะใช้ PSAR จำนวน 3 จุด(ไม่ควรใช้จุดแรกจุดเดียว เพราะมีโอกาสผิดพลาดได้)เพื่อยืนยัน สัญญาณ หรืออาจจะใช้ ราคาสูงสุด ต่ำสุด ของแท่งเทียนแรกที่เกิดจุด PSAR มาเป็นแนวยืนยันการ ออก หรือการเข้า ก็เป็นได้ 



การปรับแต่งค่าพารามิเตอร์

จากสมการตัวแปร สำคัญของ PSAR นั้นคือค่า Acceleration Factor (AF) โดยค่าปกติที่ผู้พัฒนาแนะนำให้ใช้คือ 0.02 (2%) โดยเราสามารถตั้งค่า AF นี้เพื่อให้เครื่องมือ PSAR เพื่อเพิ่มความอ่อนไหวต่อการตอบสนองต่อการเคลื่อนที่ของราคาได้ เช่นการเพิ่มเป็น 0.03(3%) หรือ 0.05(5%) เป็นต้น โดยการเพิ่มค่า AF นี้นั้นยิ่งค่ามาก การเกิดสัญญาณ Reversal ก็จะเร็วตามการย่อตัวของราคา ดูตัวอย่างดังภาพข้างล่าง


ภาพกรณีให้ STEP เป็น 0.01(1%)

กรณีที่ให้ STEP เป็น 0.02(2%) PSAR จะ sensitive มากกว่าภาพข้างบนที่เป็น 0.01

นอกจากการตั้งต่า Step ของ AF แล้ว บาง trading model ยังนิยมปรับค่า   Maximum AF เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของแนวโน้ม หรือรอบคลื่น โดยค่าปกติที่ใช้ ค่า Maximum AF จะเท่ากับ 0.20 หรือ 20% กรณีที่เป็นคลื่นยาว เราต้องการลดการตอบสนอง ปรับค่านี้เป็น 0.1 หรือ 10% การเกิด reversal ก็จะลดน้อยลงตามไป

ทั้งนี้การปรับแต่ค่าพารามิเตอร์ของ PSAR ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความเข้าใจและ ต้องทำการทดสอบย้อนกลับ ทุกครั้งหลังการปรับแต่ง เพื่อให้ได้ค่าที่เหมาะสมกับระบบเทรด และพฤติกรรมของราคาสินค้าที่เราเทรดด้วยทุกครั้ง ถ้าไม่มีความเข้าใจหรือไม่ได้ทำการทดสอบ ผมแนะนำให้ใช้ค่าปกติของโปรแกรมครับ

ข้อจำกัดของ PSAR
PSAR เป็นเครื่องมือที่เน้นการเคลื่อนที่ของราคา ยิ่งถ้าราคามีแนวโน้มการเคลื่อนที่ขึ้นหรือลง ชัดเจนจะทำให้เครื่องมือสามารถประมวลผลและให้สัญญาณที่ชัดเจนแม่นยำได้มากขึ้น แต่ถ้าการเคลื่อนที่ของราคา เกิดการแกว่งในกรอบแคบ ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน หรือเกิด sideway เครื่องมือ PSAR อาจจะให้สัญญาณที่มาก หรือเกิดสัญญาณหลอก ได้ ดังนั้น เทรดเดอร์ควรหลีกเลี่ยง การใช้ PSAR ในกรณีที่เกิด sideway

โดยเราสามารถนำเครื่องมือดัชนีราคาอื่นๆมาเป็น setup เพื่อกรอง sideway เช่น ADX เป็นต้น




PSAR เองเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการให้สัญญาณ เทรดเดอร์สายเทคนิคอล ยังมีการนำเอา ดัชนีราคาประเภทอื่นๆมาใช้ร่วมกับ PSAR โดยเฉพาะที่นิยมอย่างหนึ่งคือการนำ รูปแบบแท่งเทียนญี่ปุ่น มาใช้งานร่วมกับ PSAR เพื่อหาจุดกลับตัว Reversal ในแนวโน้มหุ้น เมื่อสัญญาณจากแท่งเทียนและ PSAR มีความสอดคล้องกันโอกาส ที่จะได้สัญญาณเข้าออก ที่ถูกต้องก็จะมีสูงขึ้นครับ

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เล่ห์เหลี่ยมกลยุทธเซียนเฒ่า

ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด ยิ่งร้อนแรง เปรียบดั่งคนยิ่งแก่ยิ่งเก๋าเพราะสะสมประสบการณ์มามากมาย นำเรื่องนี้มาเขียนเพราะ กำลังจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีโอกาสได้เรียนรู้จาก นักโป๊กเกอร์วัย 64 ชาวอังกฤษ ซึ่งผมมีโอกาสได้รู้จักและได้ร่วมเล่นเกมส์โป๊กเกอร์ออนไลน์กับคุณลุงท่านนี้ ในค่ำคืนสุดสัปดาห์ คุณลุงท่านนี้ผมไม่ได้ถามชื่อจริงแต่เขาใช้ชื่อแทนตัวเองว่า เจรามี่


คุณลุงเจอรามี่ นี้ไม่ธรรมดาเป็นวิศวะกรไฟฟ้าวัยเกษียณอยู่บ้านเลี้ยงหลานกับภรรยา เขาชื่อชอบการเล่นโป๊กเกอร์มาตั้งแต่ยังหนุ่ม เคยมีประสบการณ์ลงแข่งขันโป๊กเกอร์ในคาสิโนที่สหรัฐอเมริกามาก่อน ผมพบกับท่านโดยบังเอิญจากการเข้าไปร่วมเล่นโป๊กเกอร์ออนไลน์ใน server ของ uk ความสนุกคือโต๊ะที่เขาไปเล่นเป็นโต๊ะโปร มีผู้เล่นเพียง 5 คน

แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นปกติของผม ที่ 10 นาทีแรกเป็นการลองเชิงไม่เน้นแพ้ชนะจริงจัง แต่เน้นที่การสังเกตเทคนิคและวิธีการเล่นของคู่แข่งร่วมโต๊ะหาคนที่อ่อน คนที่แข็ง จับอารมณ์ ทดลองแกล้งบัฟ แกล้งกดดัน all in ด้วยเงินที่ไม่มาก ผ่านไป 30 นาทีเครื่องเริ่มร้อนเกมส์เริ่มสนุก พลัดกันแพ้ชนะ ผมเองอยู่อันดับสองในกลุ่ม 5 คน เป็นรองคุณลุงคนเก่งที่แทบจะไม่ผิดพลาดให้เห็นเลย เล่นไปเกือบ สองชั่วโมงครึ่ง ก็ยังไม่สามารถกินเงิน ของลุงเจอรามี่ได้ เลยโอกาสจะดวลแบบตัวๆก็ยากจะมี

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะลุงเจอรามี่แกเป็นเซียนเฒ่า โป๊กเกอร์ที่ สไตล์การเล่นน่าเบื่อไม่สวยงาม ไม่เหมาะกับการสันทนาการ แต่มันเต็มไปด้วยกลยุทธ เช่นการจัดการความเสี่ยง หลายครั้งสังเกตเห็นลุงเจอรามี่ จะไม่เทรดด้วยเงินสูงๆ เกิน 1000 ถ้าไพ่กองกลาง 3 ใบยังไม่ออกให้เห็น

รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เมื่อเปิดไพ่ สามใบกลางแล้ว ถ้าไม่เข้าคู่ หรือไม่มีมีทีเด็ด ไม้ตายมาสู้ แกก็จะหมอบตลอด เรียกว่าเป็นการเล่นที่น่าเบื่อ แต่แน่นอนมาก เพราะการเล่นสไตลนี้ของแกทำให้ ไม่มีใครกินเงินแกได้มากเมื่อเทียบกับที่แกกินคนอื่นๆได้ เน้นเป็นกลยุทธเชิงรับ ที่จำกัดความเสี่ยง และมันใช้ได้ผลดีจริงๆ

อีกลูกเล่นมี่ไม่ค่อยพบบ่อย คือลุงเจอรามี่ มีทีเด็ดในการเรียกเงินเดิมพันได้น่าสนใจ ยามไพ่ดี แกมักจะ plot เท่ากองกลาง เพื่อดึงเงินเดิมพันให้เกินเป้าหรือถึงเป้า ที่แกต้องการ ไม่ใช่การโยนเงินเยอะ ในการ bet ทีเดียวเพราะแบบนั้นจะทำให้คู่แข่งจับไต๋ได้แล้วหมอบหนี และก็ไม่ใช่การปล่อยให้ คนอื่นบุกจน เงินเดิมพันกองกลางน้อย จนเสียโอกาสไพ่ดีในมือไป

อีกประการที่จับสังเกตได้คือ ลุงเจอรมี่เป็นเซียนโป๊กเกอร์ที่ไม่เคยบัฟ หรือไม่หลอก ถ้าแกสู้ หรือแกบุก เกือบ 100% คือเปิดไพ่มาแล้ว มีของจริง แม้จะแพ้แต่สูสีมาก บ่อยครั้งที่แกจะหมอบ ถ้าถูกกดดันจากการ all in หมดหน้าตักจนทำให้ความเสี่ยง มันสูงเกินแกรับได้ 

ข้อนี้ก็หายากที่คนเล่นโป๊กเกอร์ จะไม่ไหลตามอารมณ์ และปล่อยให้อัตตามาทำลายเกมส์ Drawdown ของแกที่ผมสังเกตเห็นคงที่มาก จะไม่กระชากหรือลงเยอะ จนต้องปวดหัว ที่สำคัญแก ไม่แทงทบ all in เพื่อเร่งผลจอบแทนจากการเดิมพัน แม้แต่ครั้งเดียว

ระหว่างการเล่น ผมมีโอกาส chat คุยกับลุงเป็นระยะๆ และแอบจด แอบศึกษาเทคนิครูปเกมส์ของมือโปร อย่างเซียนเฒ่าแบบแก มาหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องการวางเงินเดิมพัน การหลอกล่อเรียกเงินจากผู้เล่นคนอื่นๆ รวมถึงการคุมความเสี่ยง

อ่านมาถึงตรงนี้จะพบว่าโป๊กเกอร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับ การเก็งกำไร หรือการลงทุน นั้นคือมีความเสี่ยง และตั้งอยู่บนกฏความน่าจะเป็น จะเอาชนะได้ต้องมีระบบ มีแผนชัดเจน 

เราเองไม่สามารถชนะได้ในทุกตาที่เทรด แม้ว่าจะเก่งแค่ไหน สาระสำคัญคือการมองความเสี่ยงให้แตก มองหาจังหวะดีๆเพื่อตีโฮมรัน เก็บเงินเก็บแต้มให้ได้มากที่สุด ควบคุมอารมณ์ รู้จักหยุด รู้จักหมอบ เมื่อเรามีโอกาสแพ้มากกว่าชนะ

คำพูดหนึ่งที่ลุงเจอรามี่ พูดไว้คือ โป๊กเกอร์ ไม่ได้วัดการแพ้ชนะในเกมส์เดียว ต้องเล่นแบบ long run เหมือนการวิ่งมาราธอน รักษากำไรที่ได้มา สามารถยืนระยะแล้วใช้ความได้เปรียบจากการเติบโตของเงินที่ได้ในพอร์ต ให้เป็นประโยชน์

แนวคิดเหล่านี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ การเทรดหุ้นเก็งกำไรหรือการลงทุน ที่ผู้ชนะแท้จริงคือผู้ชนะ ระยะในเกมส์ระยะยาว มีอัตราการอยู่รอดได้ตลอดไปในหลายๆปี ผู้ชนะไม่ใช่แค่ทำกำไรได้เยอะในเวลาอันสั้น ไม่ใช่การเสี่ยงหนัก เพราะอยากรวยเร็ว ได้กำไรมามากยิ่งเสี่ยงมา สุดท้ายพลาดหมดตัว ถ้าเป็นเช่นนั้น ความยั่งยืนก็จะไม่เกิด อนาคตก็หนีไม่พ้นความยากจนอยู่ดี 

เกมส์แบบนี้ไม่ว่าจะหุ้นหรือโป๊กเกอร์ การเอาชนะในระยะยาวได้ไม่ใช่ดวง ไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือวิเศษ แต่มันเป็นเรื่องของแผนและกลยุทธ ที่ต้องฝึกฝนต้องควบคุม จิตใจของตนเอง อย่างมีนัย เพื่อทำตามแผนอย่างเคร่งครัด แนวคิดที่ผมได้จาก เซียนเฒ่าแบบคุณลุงเจอรามีนี้มีประโยชน์มาก มันช่วยย้ำเตือนจิตใจ ให้ผมทำความเชื่อที่ตัวเองมีได้ดียิ่งขึ้น เพราะเมื่อเดินตามทางนั้น วันที่ผมประสบความสำเร็จจากตลาดหุ้น จะไม่มีข้อสงสัยว่าเรามายืนจุดนี้ได้เพราะดวงดี


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Jesse Livermore's Trading Rules

การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ นอกจากการอ่านหนังสือเทคนิคและงานวิจัยระบบเทรดใหม่ๆแล้ว หนังสือลงทุนอีกแนวที่ผมชื่นชอบมากคือเรื่องของ อัตชีวประวัติและบทเรียนของเซียนหุ้นทีประสบความสำเร็จในอดีต คนหนึ่งที่ผมนิยมอ่านบทความเขามากคือ Jesse Livermore เซียนหุ้น 9 ชีวิตที่ขาดทุนหมดตัว และกลับมาเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ หลายรอบในชีวิตการลงทุนในตลาดหุ้น


เรื่องราวของเขามักจะมีแง่คิด มุมมองที่แตกต่างจากเซียนหุ้นคนอื่นๆ ซ่อนอยู่เสมอโดยเฉพาะในเรื่องราวของรายละเอียด เนื่องจาก Jesse Livermore ผ่านพบถูกรูปแบบของตลาด บวกกับตัวเขาเองก็เคยผิดพลาดมาไม่น้อย มันยิ่งทำให้เขามีบทเรียนสอนใจเราได้เป็นอย่างดี เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเจอมา โดยเฉพาะเรื่องของจิตใจ



พอดีวันนี้ผมไปเจอกับเว็บ jesse-livermore.com เป็นของกลุ่มนักลงทุนที่ชื่อชอบแนวทางของเซียนหุ้นบันลือโลกคนนี้ จัดทำขึ้นและเผยแพร่เทคนิคแนวทางการลงทุนแนวเก็งกำไรของเขา ผมขอนำกฏการลงทุนเบื้องต้นสำคัญๆ ของ Jesse Livermore  ที่สรุปไว้มาเผยแพร่ให้พวกเราได้อ่านกัน หลายข้อแม้จะเก่าแต่คลาสิก มันคงมีประโยชน์และยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน

Buy rising stocks and sell falling stocks.
แนวความคิดที่อาจจะขัดกับแมงเม่าในตลาดหุ้นที่ ที่ว่ายิ่งถูกยิ่งซื้อ ยิ่งดอยยิ่งถั่ว ไม่ขายไม่ขาดทุน แนวคิดของ  Livermore เขาอ้างอิงการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี และมีแนวโน้มราคาเป็นตัวยืนยันความเชื่อมั่น ของดีความต้องการซื้อและแนวโน้มราคายิ่งเติบโต เขามองแนวโน้มใหญ่ ไม่ใช่แนวโน้มย่อยรายวัน และจะไม่สุดโต่งสวนแนวโน้ม ไม่เน้นของถูกแต่ต้องการของดี ของที่ซื้อมาแล้วทำเงินลงทุนให้เติบโต ถ้าหุ้นที่เขาซื้อแนวโน้มใหญ่ระดับเดือนเปลี่ยนแปลง มีแรงขายต่อเนื่องและรุนแรง จนทะลุเส้นค่าเฉลี่ยยาว เขาจะเริ่มสังเกตอาการ และตรวจสอบข้อมูล เพื่อดำเนินการตามแผน exit strategy ที่เตรียมไว้ เพื่อลดความเสียหาย

Do not trade every day of every year. Trade only when the market is clearly bullish or bearish. Trade in the direction of the general market. If it's rising you should be long, if it's falling you should be short.

 Livermore เป็นนักลงทุนแนวเก็งกำไรระยะกลางถึงยาว เขามองหาโอกาสจากภาพรวม เขาไม่เน้นการซื้อขายหุ้นรายวัน หรือทุกวัน แต่มองจังหวะจากแนวโน้มตลาดกระทิง ที่มีแนวโน้มการวิ่งขึ้นชัดเจนแบบ long run รอบใหญ่ เขาจะเข้าซื้อขายเมื่อแนวโน้มขึ้นหรืองชัดเจนเท่านั้น ปีหนึ่งอาจจะเกิดไม่กี่ครั้ง แต่เขาจะเฝ้ารอโอกาสนั้นเพื่อเข้าลงทุน และหากำไรจากส่วนต่างของราคา แน่นอนถ้าตลาดหมีขาลงชัดเจนก็จะเป็นโอกาสให้เขาได้ short หุ้นเพื่อทำกำไรอีกครั้ง 

Only enter a trade after the action of the market confirms your opinion and then enter promptly.
อดทนรอซื้อขายตามแผน รอแนวโน้มเกิดตลาดยืนยัน ปริมาณการซืี่อขายชัดเจน 

End trades when it is clear that the trend you are profiting from is over.
รู้จักปล่อยให้กำไรเติบโต let's profit run รอขายเมื่อมีสัญญาณขาย อย่าชิงสุกก่อนห่าม ขายหมู ตัดกำไร


In any sector, trade the leading stock - the one showing the strongest trend.
หาหุ้นดาวรุ่ง ตัวท๊อปของกลุ่มอุตสาหกรรม และเทรดยามแนวโน้มชัดเจน

Never average losses by, for example, buying more of a stock that has fallen.
ผิดทาง ผิดจังหวะขาดทุน ต้องรู้จักหยุดขาดทุน(Stop loss) อย่าหลอกตัวเอง อย่าถั่วเฉลี่ย รับหุ้นถมดอย เพราะจะยิ่งทำให้ขาดทุนหนักเสียหายรุกราม

Never meet a margin call - get out of the trade.
รู้จักการบริหารจัดการเงิน เผื่อเงินสำรองให้ ครอบคลุม drawdown ที่รับได้ เมื่อเขาขั้นวิกฤติ รู้จักหยุดขาดทุน จงอย่า over trade หรือปล่อยให้ขาดทุนหนักจนให้ถูก margin call 

Go long when stocks reach a new high. Sell short when they reach a new low.
เทรดเมื่อสัญญาณชัด รอแนวโน้มขาขึ้นคอนเฟริมกรณีขาขึ้น ให้ราคาทะลุแนวต้านทำ new high ใหม่ ยามตลาดขาลง ถ้าจะขาย short หุ้นให้รอแนวโน้มชัดเจน ราคาทำ new low ใหม่เบรคแนวรับแล้วค่อยเข้าตาม

Markets are never wrong - opinions often are.
อย่าโทษตลาด ตลาดหุ้นไม่เคยผิด แต่มุมมอง และความคิดของเราต่างหากที่ผิด เรามันจะเห็นในสิ่งที่ อยากให้มันเป็น โดยละเลยจะเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผลคือขาดทุน ด้วยเหตุผลที่เราคิดว่ามันจะเป็น

No trading rules will deliver a profit 100 percent of the time.
ไม่มีกฏอะไรตายตัว หรือถูกต้อง 100% ตลอดไป เวลาเปลี่ยน สภาวะตลาดเปลี่ยนต้องรู้จักปรับตัว ปรับแผน อย่ายึดติดหรือเชื่อมั่น มากจนเกินไป

อ่านเรื่องของ ลิเวอร์มอร์เพิ่มเติม
http://www.cway-investment.com/2012/07/jesse-livermore.html

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

The youngest Trader

มีคนเคยกล่าวว่าการค้นพบว่าตัวเราต้องการอยากทำอะไร เป็นอะไรนั้นเป็นเหมือนรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ ยิ่งค้นพบตัวเอาเจอเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลงมือทำฝันให้มันเป็นจริง ผมเชื่อว่าหลายคนในวัยเด็กคงเคยเจอกับคำถามของคุณครูที่ว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร คงไม่มีใครตอบว่าโตขึ้น หนูอยากเทรดเดอร์ตั้งแต่วัยเด็ก แต่บนโลกนี้มีคนพูดประโยคนั้นครับ วันนี้ผมมีเรื่องของเด็กคนหนึ่ง ที่เขารู้จักตลาดหุ้นตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ สนใจ และชื่นชอบในการลงทุนเป็นชีวิต จนวันนี้เขากลายเป็นคนดังที่รู้จักในวงการหุ้นและการลงทุนของแคนนาดา


เด็กวัยรุ่นไฮสคูล ที่ผมกำลังกล่าวถึงนี้คือ Julian Marchese ชาว Canadian จากเมือง Mississauga เมืองทางตอนใต้ของ Ontario ประเทศแคนาดา ผู้ที่เข้ามาสู่ตลาดหุ้นตั้งแต่วัย 6 ขวบ เขาเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ Rich Dad Poor Dad บวกกับเขาเห็นพ่อของเขาลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้เกิดความสนใจในเรื่องการลงทุน ภาพยิ่งชัดเจนไปใหญ่เมื่อตอนอายุ 10 เข้าได้ดูภาพยนต์เรื่อง Trading Places ทำให้เขารู้ในทันทีว่าสิ่งที่เขาอยากเป็นในอนาคตคืออะไร ชีวิตที่ต้องการเป็นแบบไหน ใช่ครับเขาบอกกับพ่อแม่ว่า เขาอยากเป็น Trader ที่ประสบความสำเร็จ



ซึ่งครอบครัวก็สนับสนุน ทั้งให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ โดยเฉพาะคุณพ่อที่พลักดันลูกชายอย่างเต็มที่ ตอนอายุ 10 ขวบ  Julian Marchese ได้ทดลองแอบซื้อหุ้นครั้งแรก ผ่านอินเตอร์เน็ต ในบัญชีของพ่อ ซึ่งเป็นหุ้นสายการบิน ช่วงนั้นหุ้นสายการบินราคาต่ำ เพราะเหตการณ์ 9-11 แต่เขาคิดว่าอนาคต ตราบใดที่การเดินทางด้วยเครื่องบินยังเป็นสิ่งที่จำเป็น ราคาหุ้นพวกนี้ย่อมกลับมาได้ แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนั้น จะทำให้พ่อและแม่ต่างตะลึงและไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านมา มันก็พิสูจน์ว่าเขาคิดถูก 


รูปตอนอายุ 12 

ตอนอายุ 13 พ่อของเขาออกเงินส่งให้  Julian Marchese เข้าเรียน Online Trading Academy ครอสระยะสั้น 7 วันที่เขาเป็นนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดตั้งแต่เปิดสอนกันมา ครอสสอนเรื่องการวิเคราะห์หุ้น และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอล  Julian Marchese สนุกและชื่นชอบเป็นอย่างมาก เขายังค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม และศึกษาเรียนรู้เทคนิค และระบบเทรด จากอินเตอร์เน็ต เขาใช้เวลาว่างตอนเย็นและตอนเสาร์ อาทิตย์ ในการเรียนรู้ รวมถึงการฝึกหัดวิเคราะห์หุ้น เขาเริ่มเป็นที่รู้จักผ่านสื่อ ในฐานะเทรดเดอร์อายุน้อย และเป็นที่สนใจของคนไม่น้อยเพราะ ไม่ใช่แค่อายุน้อย แต่ Julian Marchese ยังมีความสามารถไม่แพ้ผู้ใหญ่อีกด้วย 


ห้องเทรดของเขาที่บ้าน รูปถ่ายตอนอายุ 14 ปี

เมื่ออายุ 15 ปี เขาฝึกพัฒนาโมเดลเทรดหุ้น และเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ใส่มันไปในโปรแกรมเทรด จากนั้นทดสอบระบบ BackTest ย้อนหลังไป 4 ปี เขาใช้เทคนิคของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และการคำนวณทางสถิติ เป็นหลัก จนมั่นใจได้นำระบบเทรดไปออกรายการ  Dragons' Den (รายการเกมส์โชว์ที่ให้ผู้ชม ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ โมเดลธุรกิจ เพื่อไปประกวดชิงเงินทุนในการทำธุรกิจ) 

เขาเสนอโครงการร่วมลงทุน ด้วยระบบเทรดที่เขาพัฒนาขึ้น โดยโชว์รายละเอียดและผลการทดสอบได้อย่างน่าสนใจต่อกรรมการทั้ง 5 ที่เป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและกูรูธุรกิจ แม้งานนั้นเขาจะไม่ผ่านเข้ารอบ (ได้ 4 จาก 5 คะแนน) แต่คุณ Kevin O’Leary หนึ่งในกรรมการได้สนใจ แนวคิดระบบเทรดของเขา ได้ตกลงจะมอบเงิน 50000 เหรียญให้ Julian Marchese ไปลงทุนในตลาดหุ้น แต่ตอนหลังรู้สึกว่าจะติดปัญหา กฏหมายและข้อตกลงทำให้เขายังไม่ได้รับเงิน แต่เขาได้ออกมา เปิดเผยว่า โมเดลของเขาถ้าลงทุนในปี 2008 จำนวนเงิน 50000 ถึงปี 2011 จะมีมูลค่าเพิ่ม 180000 เหรียญ

รูปตอนอายุ 15 ออกรายการ Dragons' Den

ปัจจุบันเขาอายุ 16 ปี ยังคงเรียนและลงทุนแบบเก็งกำไรไปด้วย(พอร์ตชื่อคุณพ่อ) โดยเขาจะใช้เวลาตอนเช้าและตอนเย็นในการหาข้อมูล รวมถึงเสาร์อาทิตย์ในการเรียนรู้เพิ่มเติม แนวทางการเทรด  Julian Marchese จะใช้กราฟ Timeframe แบบ Day เขาจะเน้นที่การซื้อขายเก็งกำไร โดยจะเข้าเก็งกำไรในตลาด Future ทั้ง น้ำมัน ทองคำ ,forex ,ETF และ Stock Index


รูปถ่ายปัจจุบัน เขาเป็น Stock-Market Guru คนดังของแคนาดา

นอกจากนี้เขายังเปิดเว็บไซต์ marchesefinancial ที่เผยแพร่บทความการวิเคราะห์สภาวะตลาด และแนวโน้มสินค้าทองคำ น้ำมัน อีกด้วย และรับเชิญไปออกรายการการลงทุนต่างๆในประเทศแคนาดา เขาฝันว่าเมื่อโตขึ้น สักวันเขาจะตั้งกองทุน Hedge Fund เพื่อบริหารเงินลงทุน

Julian Marchese เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำในสิ่งที่รักที่อยากทำ และมีครอบครัวสนับสนุน มันทำให้มีแรงผลักดันให้เขาก้าวไปข้างหน้า ไปสู่ความสำเร็จ เขาเข้ามาสู่ตลาดหุ้น ไม่ใช่เพียงแค่หวังรวย แต่เขาสนุกไปกับมัน สนุกกับการเรียนรู้ และชื่นชอบในเกมส์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเองยอมรับ ว่ายังต้องเรียนรู้และพัฒนาอย่างมาก คือเรื่องของจิตใจ โดยเฉพาะวุฒิภาวะทางอารมณ์ ที่คงต้องใช้เวลาฝึกฝน 

เขาไม่มองตลาดหุ้นเป็นการพนัน เขาเรียนรู้จักที่จะใช้ระบบเทรด เรียนรู้ที่จะควบคุมความเสี่ยงและควบคุมอารมณ์ นั้นเป็นสิ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่เด็กคนนี้จะแสดงให้ผู้ใหญ่ดู เขาเชื่อมั่นในวิธีการของเขา และเมื่อได้วิธีคิดที่ถูกต้อง ทำให้เขาเติบโตและก้าวเดินได้อย่างมั่นคง

ผมอยากให้เราลองสำรวจตัวเอง ลองตั้งคำถามง่ายๆว่า เรารักการลงทุนหรือไม่? และเรามีความสุขในการลงทุนของตัวเองหรือเปล่า? ถ้าเรารักและเรามีความสุขกับมัน มันจะทำให้เราอยู่ในตลาดหุ้นได้ในระยะยาว โอกาสจะประสบความสำเร็จก็จะมีสูง แม้จะยังไม่รวยมีเงินหมื่นล้านในเร็ววัน แต่เราจะสนุกและอยากที่จะเรียนรู้ พัฒนาตนเองอยู่เสมอ สุขภาพจิตก็จะดี 

ถ้าเราเข้ามาตลาดหุ้นเพียงเพราะอยากรวย เมื่อขาดทุนไม่ได้ในสิ่งที่หวัง ก็จะทุกข์ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถึงแม้จะโชคดี ได้กำไร เราก็จะอยากได้อีก ไม่มีวันพอ มีอัตตา มีอีโก้ ที่มากมายท่วมถ้นตัวเอง ถ้ารู้ว่าตัวเองยังไม่มีความสุข หรือสุขๆทุกข์ๆตามกำไรขาดทุนในพอร์ต แนะนำให้ลองหาวิธีหาแนวทางการลงทุนใหม่ จะเก็งกำไร หรือเน้นลงทุนระยะยาวกินปันผล ก็ลองหาให้เหมาะให้ตรงจริตตัวเรา ตรงนี้ไม่มีใครมาบอกเราได้เราต้องทดลอง ต้องค้นหาตัวเราเองครับ


vdo ตอน Julian Marchese ออกรายการ



วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คิดก่อนฝัน (salary man day dream)

สืบเนื่องจากเมื่อวานผมโพสคลิปหนังสั้น การลาออกครั้งสุดท้าย ของการลาออกครั้งสุดท้าย ของเต้ย ภาณุมาศ ทองธนากุล ในเพจ ทำให้มีคนสนใจกันเป็นจำนวนมาก มีอีเมลเข้ามาถึง 4 ฉบับถามว่าถ้าจะลาออกมาแล้ว หารายได้จากการลงทุนในตลาดหุ้น ทดแทนเงินเดือน จะได้ไหม เพราะเบื่อกับงานประจำงานที่ทำมาก จนอยากจะลาออกมาวันนี้พรุ่งนี้แล้ว ยิ่งพอดูคลิปยิ่งเกิดอารมณ์ร่วม ผมขออนุญาติตอบอีเมลทั้งหมดในบทความนี้เลยแล้วกันนะครับ ผมจะตอบจากมุมมองคนที่หากินจากตลาดหุ้นมาหลายปีแล้วกัน เพื่อให้เพื่อนๆได้เห็นภาพในอีกมุมหนึ่ง



คนที่ดูคลิปหนังสั้น ที่ถามเข้ามาเกือบทั้งหมดสนใจตลาดหุ้น เพราะเข้าใจว่ามันสร้างรายได้ ให้เรารายเดือน โดยที่เราไม่ต้องทำทำงานประจำ แบบคำพูดเท่ห์ๆว่าให้เงินทำงาน ประมาณนั้น แต่หลายคนดูคลิปแล้ว ตีความหมายของหนังผิด(ผมเชื่อว่าในหนังเขาไม่ได้ยุให้เราลาออกมาจากงานแบบตายดาบหน้าหรอกครับ) ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายแบบนั้นครับ ไม่เช่นนั้นเศรษฐีเต็มตลาดหุ้นไปหมดแล้ว ผมยังยืนว่าการหาเงินในตลาดหุ้นไม่ง่ายขนาดนั้น



ทำกำไรที่ว่ายาก ทำให้ได้ทุกเดือนยากกว่า
โดยเฉพาะจะต้องหาเงินแบบต่อเนื่อง มั่นคง แบบเงินเดือน ที่โอนเข้าบัญชีทุกๆสิ้นเดือนนั้น ยิ่งยากใหญ่ เพราะตลาดหุ้นมีความเสี่ยง ไม่มีใครมากันรันตีให้เราหรอกครับว่า จะได้กำไรทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ที่สำคัญ ไม่ใช่มองแต่ได้กำไรนะ คุณยังมีโอกาสขาดทุน ได้ไม่น้อย จากความผันผวนของตลาดหุ้น ดังนั้นคิดว่าซื้อๆขายๆก็จะได้เงินง่ายๆ อันนี้เลิกฝันเถอะครับ

เงินต้นก้อนใหญ่
ประเด็นต่อมาที่มีในอีเมลทุกฉบับคือ ลงทุนในหุ้นแล้วให้่ผลตอบแทนมากเทียบเท่ากับเงินเดือนได้หรือไม่??? ท่านที่ถามมาทำงานมา 5 ปีเงินเดือน 2.5 หมื่น แต่ผมคิดตัวเลขง่ายๆ ถ้าค่าครองชีพขั้นต่ำของคนทั่วไป ค่ากิน ค่าอยู่ ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เอาแบบสบายๆประมาณเดือนละ 1 หมื่นบาท การจะทำกำไรให้ได้เดือนละ 1 หมื่นบาท นั้นหมายความ ต้องมีเงินลงทุนที่มากๆพอสมควร นำตัวเลขกลมๆมาคิดให้ดู
สมมติ เงินลงทุน 50,000 บาท ผลตอบแทนคือ 20% ต่อเดือน
สมมติ เงินลงทุน 100,000 บาท ผลตอบแทนคือ 10% ต่อเดือน
สมมติ เงินลงทุน 500,000 บาท ผลตอบแทนคือ 5% ต่อเดือน
สมมติ เงินลงทุน 1,000,000 บาท ผลตอบแทนคือ 1% ต่อเดือน

คำถามที่ตามมาคือ ท่านมีเงินต้นมากขนาดนั้นหรือไม่??? ปกติถ้าเป็นคนชั้นกลาง ผ่อนลด ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ผ่อนมือถือ โอกาสจะหาเงินเก็บมากขนาดหลักแสนนั้นก็ยากน่าดู เพราะด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่มาก โอกาสจะออมเงินยิ่งยากไปใหญ่ บวกกับ ถ้าลักษณะนิสัยการใช้ชีวิต ติดหรู ชอบเดินห้าง สปอยหญิง กินร้านอาหารแพงๆ โอกาสที่จะออมให้มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ขนาดนั้นยิ่งยากไปอีก  ถ้าคิดจะกู้มาลงทุน ละก็แนะนำว่าอย่าเลยครับ มือใหม่จะเอาเงินมาละลายให้เสือสิง กระทิงแรดในตลาดหุ้นเปล่าๆ ดีไม่ดีนอกจากไม่ได้เงินผลตอบแทนแล้ว จะมีหนี้่ก้อนใหม่ให้ปวดหัวอีกต่างหาก

120% ต่อปีทำได้จริงหรือ
ถ้าคิดว่ามีเงิน หลักแสน มาลงทุนได้ แต่การทำกำไรได้ 10% ต่อเดือนหรือ 120% ต่อปี แม้เจ้าทำได้จริง นี่คงรวยมหาศาลไปเลย เพราะในความเป็นจริงยิ่งเป็นไปได้ยาก แม้นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรระดับโลก ยังทำได้แต่ 30-40% ต่อปีเอง ไม่ใช่เขาเหล่านั้นไม่เก่งนะ แต่การเข้าไปหากำไรก้อนใหญ่ขนาดนั้น มันไม่ต่างอะไรกับการวิ่งเก็บเหรียญบนทางด่วน ที่มีแต่ความเสี่ยงเต็มไปหมด โอกาสจะโดนแจ๊คพ๊อตหมดตัวเมื่อไหร่ก็เกิดได้เสมอ ดังนั้นวิธีคิดที่ถูกคือ การหากำไรพอเพียงและจำกัดความเสี่ยงให้ต่ำ ดังนั้นถ้าจะหากำไร 120% ต่อปี นั้นจึงเป็นเรื่องที่เกิดได้ยาก ยิ่งต้องได้ทุกปี ยิ่งยากไปใหญ่ จุดจบของคนที่เดินทางนี้ ไม่โดนหลอกไปลงทุนออฟชั่นอเมริกา ไปอบรมหลักสูตรไสยศาสตร์การเงิน ก็หมดตัวจากหุ้นร้อน จากวอแรนท์เน่าในตลาด อยู่ดี

ดอกเบี้ยทบต้น
นักลงทุนในตลาดแบบให้เงินทำงาน เขาไม่ได้คิดแบบจะชักเงินมาใช้จ่ายรายเดือนนะครับ ส่วนใหญ่เพื่อเลี้ยงให้พอร์ตโต เพื่อสร้าง leverage ของเงินทุนในการทำกำไร เขาต้องไม่ถอนเงินออกมาใช้ ปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้น ให้งอกเงย กำไรผลตอบแทนทีได้ ทั้งจากการขายหุ้นทำกำไร หรือปันผล ก็มักจะเก็บสะสม เป็นเงินลงทุนครั้งต่อๆไป กว่าจะรวย จะมีผลตอบแทนมาเพียงพอที่ไม่ต้องทำงาน หรือเป็นอิสรภาพทางการเงิน เขาต้องใช้เวลาครับ ไม่ใช่นำเงินมาใส่ตลาดหุ้น แล้วก็ชิวมีเงินเดือนใช้เลย

กรงทองไปสู่กรงเหล็ก
ปัญหาที่ตามมาเมื่อท่านลาออกจากงาน แล้วมาหมกหมุ่นในตลาดหุ้น มุ่งจะรวยไวๆ มุ่งจะหาเงินเยอะๆ ก็จะกลายเป็นว่าอิสรภาพที่ตั้งใจไว้หายไป มาติดกับการเฝ้าหุ้น ลุ้นหุ้น หาหุ้นเด็ด เคล็ดลับ ติดตามเซียน ติดตามกูรู วิ่งเข้าหาทางลัดเพื่อรวยๆเร็ว สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่ง ถึงแม้จะไม่ต้องทำงานออกจากกรงทองที่มีเงินเดือนใช้ ท่านก็จะเข้ามาอยู่กรงเหล็ก ที่ต้องลุ้นกำไรแบบช๊อตต่อช๊อตแทน อิสรภาพที่โหยหาก็หายไปอยู่ดี

อย่างนั้นทำงานอย่างเดิมดีกว่า 
ไม่ใช่ครับ!!! ที่เขียนมาเพราะไม่อยากให้ฝัน ให้เคลิ้มไปตามคำพูดสวยหรู แต่ผมเองสนับสนุนให้ มนุษย์เงินเดือนออกมาตามฝัน ไม่ต้องทำทำงานที่ไม่ได้รัก ตลอดชีวิต แต่อย่าให้คิดให้วางแผนมากๆ เปรียบเหมือนกับคุณกำลังแหกคุกอัลคาทราซ ที่มีกำแพงหนา ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันเป็นกรอบ เป็นขนบในระบบทุนนิยม ที่เราทำตามกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ถ้าบ้านไม่รวย พ่อแม่ไม่สปอยเงินให้อย่าไปคิดว่าจะออกมาง่ายๆ ต้องใช้เวลาใช้การทุ่มเทอย่างมาก ผมมี Road Map คราวๆ 6 ขั้นตอนให้ดูดังนี้

1. วางเป้าหมายเชิงรุก
ออกมาจากงานเพื่อทำอะไร อะไรคิดสิ่งที่เราต้องการจะทำ ถ้ายังคิดไม่ออก อย่าเพิ่งลาออกมา พยายามใช้เวลาในการหาเป้าหมายสิ่งที่ชอบที่อยากทำ อาจจะยังไม่ต้องใช่เลย สัก 2-3 อย่างก่อน ศึกษาให้ดี วางแผนที่จะทำ ให้พร้อม เพื่อไม่ให้ลาออกมา แล้วมาเคว้งไร้จุดหมาย ตื่นสาย นั่งหายใจทิ้งอยู่บ้านไปวันๆ ทำแบบนั้น เสียเวลา คุณค่าของตัวเองในสายตาคนอื่นๆ ก็ลดหายไป ความทุกข์ก็จะมาเยือนท่านทันที

2. วางเป้าหมายทางการเงิน
วางแผนการใช้จ่ายเงินว่า 1 เดือนต้องใช้เงินเท่าไหร่ และมองหาแหล่งรายรับ ที่มาชดเชยหลังออกจากงาน ถ้าสนใจ รายได้จากการลงทุนในหุ้น ต้องคิดให้ออกว่า เรามีจะต้องมีเงินลงทุนเท่าไหร่ ต้องการเดือนละเท่าไหร่ ปีละเท่าไหร่ รับความเสี่ยงได้แค่ไหน

3. ออมเงิน 
เพราะถ้าคิดจะเล่นกับ passive income จากการลงทุนในตลาดหุ้น เราต้องอดออมเงินเพื่อสร้างเงินทุนสำหรับซื้อหุ้น แน่นอนว่าถ้าไม่มีใครออกทุนให้ ต้องใช้เวลาระหว่างทำงานนี่แหละครับ จงกัดฟันทด อดออมเก็บเงินให้ได้มากๆอย่างน้อยเดือนละ 3000-5000 บาท ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก เลิกซื้อเสื้อผ้า ของใช้ไอที โทรศัพท์รุ่นใหม่ เลิกกินหรู เลิกปาร์ตี้ทุกวัน

4. ศึกษาหาความรู้การลงทุน
ระหว่างทำงานประจำ สละเวลานอนดูละครหลังข่าว ลดเวลาเล่นเฟสบุ๊ค วันละชั่วโมงหาความรู้จากหนังสือ จากเว็บไซต์เรื่องการลงทุนมากๆ เท่าที่จะทำได้ เมื่อได้โมเดลแนวทางเบื้องต้นแล้ว ลองทำความคุ้นเคยในการลงทุน ด้วยการสมัครเปิดพอร์ตจำลอง click2win กับ settrade เพื่อทดลองซื้อขายหุ้น ลงทุนตามแนวทางที่เราศึกษามาก่อน



5. ลงทุนระหว่างทำงาน
เมื่อชำนาญ ระดับหนึ่ง สัก 3-6 เดือนแล้ว ลองนำเงินออมที่มีใน ข้อ 3 มาเปิดพอร์ตลงทุนจริงๆ เน้นนะครับลงทุนระยะยาวหรือเก็งกำไรระยะกลาง อย่าไปเล่นสั้น เล่นรายวัน อย่าไปโลภหวังรวยเร็ว เพราะท่านยังต้องทำงานประจำอยู่ พยายามเลือกรูปแบบการลงทุนหรือการเก็งกำไร ที่ไม่ต้องติดตามราคาทั้งวัน และใช้เวลาในการหาข้อมูลมากเกินไปแบบมืออาชีพ เพราะเรายังมีภาระงานประจำอยู่ การจัดสมดุลต้องทำให้ดีอย่าให้เสียงานหลัก

6. ประเมินศักย์ภาพผลตอบแทน
ลงทุนในตลาดหุ้นสัก 1-2 ปี ลองประเมินศักย์ภาพในการลงทุน ผลตอบแทนรายปีที่ได้ ทั้งจากการซื้อขายหุ้นกินส่วนต่างราคา และจากเงินปันผล เพื่อประเมินความน่าจะเป็นในการ อยู่รอดจากการสร้างกระแสเงินสด จากการลงทุน ถ้าเอาอยู่ อยู่รอด พอมีความน่าจะเป็น cover รายจ่ายเราได้ ก็ค่อยขยับขยาย ลาออกมาอีกที

เห็นไหมครับ มีขั้นตอน ปฏิบัติ ผมเองก็ใช้ขั้นตอนแบบนี้ ก่อนออกมาเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร เต็มตัว วันนี้แม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จมีเงิน ร้อยล้าน พันล้าน แต่ผมก็มีกำไรเติบโตต่อเนื่องอยู่รอดมา 7 ปีแล้ว มันทำให้มั่นใจว่าอนาคต เราไม่อดตายหรือหมดตัวแน่นอน มีเวลาไปทำงานไปทำธุรกิจที่เราตั้งใจจะทำ

ขั้นตอนที่ผมเสนอมาให้ท่านออกตามฝัน ไปหาอิสรภาพ มันใช้เวลาครับ 2-3 ปี แต่เชื่อเถอะว่าถ้าวันนี้คุณเริ่มตั้งใจทำ แม้จะนานแต่มันคุ้มค่าที่จะลอง อย่าไปด่วนได้หักดิบ ลาออกมาแบบไม่มีแผน ไม่มีทิศทาง ปัจจุบันยุครัฐบาลประชานิยม เงินเดือนขั้นต่ำ 15000 ปริญญาตรี ล้นตลาด ยุคที่การงานลาออกจากงานนั้นง่าย แต่กลับเข้าไปใหม่ยาก ยิ่งคุณมีอายุมาก การเปลี่ยนงานยิ่งยากเป็นทวีคูณ แน่นอนว่านั้นอาจจะเป็นการลาออกครั้งสุดท้าย เพราะคุณจะไม่มีงานประจำที่ดีตรงตามวุฒิได้ทำตลอดไป ปิดท้ายด้วยคำคมแง่คิดดีๆจากคุณ ดัง ตฤณว่า 

"โดดทีละ 10 ขั้นคือความฝัน ก้าวทีละขั้น คือ ของจริง"