สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิกฤติการเงินโลกกับตลาดหุ้นไทย # 1

จับเอาประเด็นนี้มาเขียนลงรายละเอียด เพราะว่าช่วงนี้ผมเชื่อว่าหลายคนมักจะใจจดใจจ่อกับเรื่องวิกฤติหนี้ของ EU โดยเฉพาะประเด็นของกรีซที่กำลังลูกผีลูกคน คำถามส่วนใหญ่คือ ถ้ามันเกิดวิกฤติจริงๆจะทำยังไง??? ยิ่งถ้าเป็นมือใหม่หรือเป็นแมงเม่าหัดบิน ที่เพิ่งเข้าตลาดมาช่วงซูเปอร์บูมหลังปี 2009 กลุ่มนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ในตลาดหุ้นช่วงผ่านวิกฤติการเงินโลก ทำให้มีโอกาสจะบาดเจ็บล้มตายสูง



หลังวิกฤติการเงินซับไพร์มปี 2008 ดัชนีตลาดหุ้นไทย(SET)  ร่วงลงไปจุดต่ำสุดที่ 384 จุด จากจุดสูงสุดก่อนเกิดวิกฤติที่ 916 จุด เมื่อวิกฤติผ่านพ้นดัชนีก็ฟื้นต้ว บวกกับเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า และนโยบาย QE1 และ QE2 ปัจจัยที่พาให้ตลาดหุ้นทะยานที่ 1200 จุด จนกลายมาเป็นที่นิยม เป็นสรวงสวรรค์ของคนที่อยากรวย หลายคนซื้อหุ้นถือไว้ ก็กำไรมหาศาล หลายร้อยเปอร์เซ็นต์ บ้างก็รับสมอ้างกลายเซียนหุ้น เป็นกูรู ผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุนไปก็มี


ตลาดหุ้นมันก็อยู่บนกฏของธรรมชาติ มีขึ้นมีลง มีเกิด และมีดับ เป็นวัฏจักร มันเป็นความไม่แน่นอนของกระแสเงินที่เขามาขับเคลื่อนตลาด จากปัจจัยต่างๆ วัฏจักรใหญ่ของการเคลื่อนไหวตลาดหุ้น เราสามารถอ้างอิงได้กับการเกิดวิกฤติการเงินโลกที่ช่วง 20 ปีหลัง มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย และใช้เวลาห่างกันไม่นาน เหมือนอดีต หลายคนที่ไม่ได้ศึกษาภาพรวมของเศรษฐกิจแบบ Macro View หรือติดตามประวัติศาสตร์วิกฤติการเงินโลก อาจจะยังไม่เห็นภาพ และยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญเหตุการณ์เหล่านี้ ดังนั้นมาลองดูปรากฏการณ์วิกฤติการเงินโลกครั้งสำคัญ ที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นกันดีกว่า


1. Tulip Mania (The Netherlands, 1637)


เป็นวิกฤติฟองสบู่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าในประเทศ เนเธอรแลนด์ ที่มีการเก็งกำไรสัญญาล่วงหน้าดอกทิวลิป ในช่วงที่ทิวลิป เป็นที่นิยมและเป็นสินค้าที่มีความต้องการมากในเอเซีย ยุโรปและอเมริกา จนขาดตลาด ไม่พอขายในประเทศและส่งออก ว่ากันว่าช่วงนั้นทิวลิปประเภทที่มีสีสันแปลก มีกลิ่นที่หอม จะมีราคาสูงขนาดสามารถเทียบเท่ากับบ้านหนึ่งหลัง เลยทีเดียว ทำให้ประชาชนสนใจแห่เข้ามาเก็งกำไรสัญญาล่วงหน้าการซื้อขายทิวลิป จนเกิดฟองสบู่ และเมื่อทิวลิปราคาดี เกษตรกรก็ปลูกมาก ประกอบกับความต้องการในตลาดลดลงสุดท้ายฟองสบู่ก็แตก




 2.  Bankers’ panic (1907)


วิกฤติการเงินในสหรัฐเกิดจากหนี้เสีย การขาดสภาพคล่องของแบงค์และสถาบันการเงินในประเทศ ทำให้สถาบันการเงิน 9 แห่งต้องล้มละลาย ผู้คนแห่ถอนเงินฝาก ส่งผลโดยตรงต่อตลาดหุ้นทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐ ร่วงลงถึง 50% จากจุดสูงสุดในปี 1906 เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ จนปี 1908 รัฐบาลประกาศตั้ง Federal Reserve system (FED) ขึ้นมาแก้ปัญหา และดูแลภาคการเงินการธนาคาร ตลอดจนกำหนดนโยบายการเงินการคลัง เพื่อเกิดสเถียรภาพทางเศรษฐกิจ



3. German hyperinflation (1922)


ปัญหาเงินเฟ้่อระดับสูงในประเทศเยอรมันและประเทศยุโรป หลังจากเกิดภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมันมีปัญหาเศรษฐกิจ ประกอบกับเป็นหนี้กับต่างชาติจำนวนมาก จนต้องผิดนัดชำระหนี้จำนวนมหาศาล หลายพันล้านเหรียญ จนทำให้ความน่าเชื่อถือของค่าเงินลดลง เงินด้อยค่า อัตราเงินเฟ้อสูง เกือบ 1 เท่าตัวจากปีก่อน ทำให้เงินในมือของประชาชนและธนาคารด้อยค่าลงไป ประชาชนจำนวนมากอดยาก เดือดร้อน เพราะไม่สามารถนำเงินที่มีไปซื้ออาหาร และสิ่งของได้ดังเดิม หลายเมือง รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือ 

เงินกลายเป็นเศษกระดาษ ประชาชนนำมาเผา แก้ความหนาว เพราะไม่มีสามารถซื้อไม้ฟืนหรือแก๊ส มาใช้ได้ 





4.  Great Depression : Wall Street Crash (1929) 


ยุคฟองสบู่ตลาดหุ้นวอลสตีทแตก ยุคนั้นมีนักลงทุนจำนวนมากที่กระโจนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ในช่วงที่ตลาดหุ้นขาขึ้น หลังฟื้นต้วจากการซบเซาของภาวะเศรษฐกิจ ราคาหุ้นพุ่วงเกินพื้นฐานหลายเท่าตัว นักลงทุนจำนวนมากอยากรวย จึงกู้เงินจากวาณิชธนกิจและธนาคารมาซื้อหุ้น เกิดเป็นหนี้ในระบบจำนวนมากถึง 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ธนาคารและวาณิชธนกิจต่างนำเงินออมมาลงทุนในหุ้น จนสุดท้ายเมื่อสถานการณ์สุกงอม บริษัทหลายแห่งผลประกอบการไม่ดีดังคาด ราคาหุ้นตกร่วง ดิ่งสู้พื้น ทำให้เกิดการ panic ประกอบกับการทำกำไร short selling ทำให้ตลาดหุ้น ฟองสบู่แตก นักลงทุนจำนวนมากและสถาบันการเงิน ต่างขาดทุนหมดตัวไปตามๆกัน เกิดความตื่นตระหนกแห่ถอนเงินและเกิดความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจสหรัฐอย่างหนัก


GDP ตกลงจาก $103.6bn ในปี 1929, เหลือ $66bn ในปี 1934 ทำให้ตลาดหุ้นและภาคเศรษฐกิจสหรัฐรซบเซาหลังจากนั้นอีกเกือบ 10 ปีกว่าที่ทุกอย่างจะคลี่คลายในปี 1939





5. oil crisis (1973)


ยุคที่เกิดสงครามระหว่างชาติอาหรับและอิสราเอล โดยประเทศ ซีเรียและอียิป ได้ทำสงครามโจมตีอิสราเอล ในชื่อที่เรียกว่าสงคราม 20 วัน ทำให้ชาติอาหรับตอบโต้ด้วยการบอยคอร์ด ไม่ส่งน้ำมันให้ชาติที่สนับสนุนอิสราเอล


นอกจากนั้นเหตุการณ์นี้ทำให้ชาติอาหรับตระหนักถึงภัยคุกคาม จึงรวมตัวกันในชื่อ OPEC เพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การส่งออกน้ำมัน รวมถึงการสำรองน้ำมัน และการกำหนดโค้วต้าการผลิตน้ำมันในประเทศสมาชิก เพื่อให้ราคาน้ำมันมีเอกภาพ ไม่เกิดการตัดราคา แย่งกันขาย และเพื่อให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นเพื่อที่จะสามารถนำเงิน มาใช้ในการสะสมอาวุธยุทธโธปกรณ์ในการป้องกันประเทศ

ในปี 1974 ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึันทันที ส่งผลให้กดดันตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลก เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการดำเนินธุรกิจ ราคาสินค้าแพงขึ้นประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะอเมริกาซึ่งเป็นชาติพันธมิตรของอิสราเอล ตลาดหุ้นอเมริกา NYSE ร่วงลงถึง 40% สูญเสียมูลค่าลงถึง $97bn ใน 6 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลและตื่นตระหนกในเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น





6. United States Savings and Loan Crisis (1980s-1990s)

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ระยะสั้น เพิ่มสูงขึ้น จากยุคที่การปล่อยกู้ และรับจำนองเฟื่องฟู แต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน มีเงินสดเยอะ เลยทำการปล่อยกู้และรับจำนองปล่อยกู้สินเชื่อ แข่งกันทำกำไรจากดอกเบี้ยเงินกู้ โดยปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายย่อย ไปซื้อบ้าน ซื้อรถ ตามแบบอเมริกันดรีม รวมถึงปล่อยกู้ในภาคธุรกิจ เมื่อความต้องการเงินกู้มาก การเพิ่มอัตราดอกเบี้ย S&L ก็สูง จนสุดท้าย เกิดปัญหาสภาพคล่อง ผู้กู้ไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย ปัญหาหนี้เสีย บ้านติดจำนองจำนวนมาก ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกลง จนสุดท้าย  747 สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้และรับจำนองในอเมริกา ต้องล้มละลาย เป็นความเสียหายสูง $87.9 billion สร้างผลกระทบไปทั่งอุตสาหกรรมการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจของประเทศ ตลาดหุ้นอเมริกาได้รับความเสียหายอย่างหนักอีกครั้ง






อ่านตอนที่ 2 ต่อ เรื่องราววิกฤติการเงินโลก ยุค 90 ครับ

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เซียนหุ้นในตำนาน: Jesse Livermore

ในโลกของนักเก็งกำไร หลายคนคงรู้จักจอร์จ โซรอส นักเก็งกำไรระดับตำนาน และอาจจะเป็นปีศาจในสายตาของใครหลายคน โดยเฉพาะกรณีวิกฤติการเงินปี 40 ที่นักการเมืองไทยเอาไปด่า สาดเสียเทเสียในสภา โทษปู้จอร์จ ราวกับเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด โดยไม่ได้บอกเล่าความจริงถึงความผิดพลาด ของภาครัฐให้ประชาชนรับรู้ ว่าต้นตอจริงๆของปัญญามันมาจากไหน และใครได้ประโยชน์จากการลอยตัวค่าเงินบาทบ้าง แต่สำหรับนักลงทุนเก็งกำไร ถ้าศึกษาผลงานและศึกษาประวัติของ ปู่จอร์จ โซรอสดีๆ จะพบว่าเขาเป็นคนธรรมดาที่มาจาก ศูนย์ มีวิธีคิดและมีเทคนิคที่น่าสนใจหลายอย่าง รวมถึงบุคคลิก นิสัย ก็เป็นคนใจบุญ มีมูลนิธิ ช่วงเหลือสังคมและสนับสนุนประชาธิปไตยในประเทศโลกที่สาม เรียกว่ามีประโยชน์มีคุณค่าต่อโลกมาก กว่าพวกปากว่าตาขยิบหลายเท่า



แต่แน่นอนว่านักเก็งกำไรระดับตำนาน ไม่ได้มีแค่จอร์จ โซรอส ยังมีคนเก่งๆอีกหลายคนที่มีวิธีคิดที่น่าสนใจ ผมจะทยอยสรุปนำมาเขียนให้เพื่อนๆได้อ่านกัน แต่วันนี้ของเริ่มจากคนโปรดผม Jesse Livermore เจ้าของฉายา Boy Plunger และ "Great Bear of Wall Street"


Jesse Livermore อาจจะไม่ใช่นักลงทุนเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จมากมาย เพราะชีวิตการลงทุนของเค้าเกือบ 20 ปีค่อนข้างจะผาดโผน มีจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด เคยรวยระดับเงินล้านจากตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ และเคยผิดพลาดล้มเหลวจนขาดทุนหมดตัวล้มละลาย มาแล้วเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนยอมรับในตัว Jesse Livermore คือวิธีคิดการลงทุน และการใช้ระบบเทรดหุ้น ที่ทำให้เค้าสามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นได้อย่างดี และเป็นเพียงไม่กี่คนในยุคคศ. 19 (สมัยที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์แบบปัจจุบัน) ที่นำเอาเทคนิคการจดบันทึกราคาหุ้นเพื่อนำมาคำนวณทางสถิติและความน่าจะเป็น ศึกษารูปแบบราคา เพื่อหาสัญญาณซื้อขายหุ้น


Jesse Livermore เริ่่มเข้าวงการหุ้นตั้งแต่อายุ 14 เริ่มจากการเป็นเด็กเดินโพย เขียนกระดานหุ้น ในห้องค้า Webber เมืองบอสตัน เขาเลือกที่หนี้ออกจากบ้าน ทิ้งชีวิตชาวไร่และการทำฟาร์มแบบพ่อและแม่ในเขตชนบทเมือง Shrewsbury,รัฐ Massachusetts 


เขาเป็นคนชอบจดบันทึก Jesse Livermore ได้จดบันทึกราคาหุ้น และสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อทำงานได้สักระยะเขาเริ่มที่จะเข้าไปซื้อขายหุ้นเก็งกำไรในห้องค้าเถื่อนหรือบัคเก็ทช็อป(นอกตลาดหุ้น) จนเมื่ออายุ 15 ปีทำกำไรได้มากถึง 1000 เหรียญ และยังทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องจนมากถึง 10000 เหรียญตอนอายุ 20 ปี สุดท้ายบัคเก็ทช็อปต้องขาดทุนจน ไม่ยอมรับการซื้อขาย จากเขาทำให้  Jesse Livermore  ตัดสินใจจากบอสตันเข้ามานิวยอร์ค เพื่อซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นจริงแบบถูกฏหมาย


แต่ด้วยความที่ตลาดหุ้น NYSE เป็นตลาดหุ้นใหญ่และเป็นของจริง มีนักลงทุนจำนวนมากที่เทรดหุ้น ทำให้  Jesse Livermore ยังไม่คุ้นชินกับสภาพตลาดและการเคลื่อนไหวของราคาแบบนี้ เขาจึงประสบปัญหาการขาดทุนจนเงินทุนเหลือเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญ จนต้องกลับไปเก็งกำไรหุ้นในตลาดหุ้นเถื่อนหรือบัคเก็ทช็อปอีก เพื่อหาเงินทุนมาลงทุนต่อ 



ช่วงอายุ 20 - 27 ปี เขาก็ไม่ต่างอะไรกับนักลงทุนรายย่อยอื่นๆ มีได้กำไรมีขาดทุน จนเกือบหมดตัว แต่เขาก็พยายามที่จะเรียนรู้และยังคงจดบันทึก เพื่อศึกษาภาวะตลาดหุ้น และศึกษาพฤติกรรมหุ้น ต่างๆอย่างต่อเนื่อง จนปี 1906 เขาสามารถทำกำไรจากการ Short Sell หุ้นมากถึง 250000 เหรียญ ด้วยลางสังหรณ์และการคาดการณ์ภาวะตลาดจากที่เขาสังเกต ตามมาด้วยเหตุการแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในซานฟานซิสโก ในช่วงนั้น Jesse Livermore เริ่มมีเงินมากพอที่จะซื้อรถ ซื้อบ้าน และใช้ชีวิตแบบหรูหรา ฟุ่มเฟือย

ตอนมาปี 1907 เมื่ออายุ 30 ปี เขาสามารถทำกำไรจากการ Short Sell ในช่วงตลาดขาลงรุนแรง มากถึง 3 ล้านเหรียญเพียงไม่กี่วัน จนถึงขนาดวาณิชธนกิจรายใหญ่แบบ JP Morgan ยังต้องขอร้องให้เขาหยุดทำการซ๊อตหุ้น เพราะกลัวว่าจะเกิดวิกฤติตลาดหุ้นจะรุกรามใหญ่โต ประกอบกับสถาบันการเงินก็เริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง แน่นอนว่าเมื่อมีได้ก็ต้องมีเสีย  Jesse Livermore  ลิ้มรสของการเป็น เศรษฐีเงินล้านหรือ millionaire ได้เพียงแต่ปีกว่า เพราะปี 1908 เขาต้องขาดทุนจากการเก็งกำไรในตลาดฝ้าย เพียงเพราะเขาเชื่อซื้อขายสัญญาฝ้ายตามกูรู Percy Thomas   

จนสุดท้ายต้องหมดตัว 



แต่ด้วยชื่อเสียงและความสามารถที่หลายคนเชื่่อถือทำให้ Jesse Livermore สามารถใช้เครดิตบวกกับเงินกู้ มาลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อเก็งกำไรได้อีก จนเขาเริ่มที่จะสร้างกำไร และเริ่มสะสมเงินทุนไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่สามารถทำเงินทั้งหมดกับคืนมาได้ง่าย แถมยังต้องขาดทุน เพราะสภาวะตลาดหุ้นช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงซบเซา ภาวะเศรษฐกิจอเมริกาแย่ลง 


แต่เมื่อปี 1915-1922 เป็นช่วงตลาดกระทิงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ( World War I bull market)   Jesse Livermore ทำกำไรจากตลาดหุ้นได้อย่างมากมาย ถึงระดับ 3 ล้านเหรียญ จนเขาสามารถปลดหนี้สินทั้งหมดที่มีก่อนหน้า และมีเงินมากพอซื้อพันธ์บัตรรัฐบาลอังกฤษและสร้างกองทุนสำหรับครอบครัว เพื่อเป็นหลักประกันอนาคต 



ช่วงปี 1922  Jesse Livermore อายุ 45 ปีเขาได้สัมภาษณ์เกี่ยวกับวิธีคิด เทคนิคและประสบการณ์ในตลาดหุ้นกับนักข่าวชื่อ Edwin เพื่อตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ลงคอลัมรายสัปดาห์ในหนังสือพิมพ์ The Saturday Evening Post และบทความเหล่านั้นเองที่ภายหนังได้ถูกนำมารวมเล่มทำเป็นหนังสือที่โด่งดังชื่อ "Reminiscences of a Stock Operator"
ช่วงปี 1925 -1928 เป็นปีทองของ Jesse Livermore เขาทำกำไรทั้งจากตลาดหุ้นและตลาดสินค้าเกษตร ได้กำไรจำนวนมากหลายสิบล้านเหรียญ โดยเฉพาะในปี 1929 เขาทำการ short selling หุ้นครั้งใหญ่จากการถล่มของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงวิกฤติการเงิน Great Depression หรือวิฤตฟองสบู่วอลสตรีท ทำให้เขาได้กำไรรอบนั้นมากกว่า 100 ล้านเหรียญ ชีวิตของ Jesse Livermore หลังจากนั้นก็ยิ่งหรูหรา เขามีคฤหาสหลังใหญ่ มีเรือยอช มีทุกสิ่งที่เศรษฐีจะมีได้ แต่ชีวิตเขาก็ใช่ว่าจะมีความสุข เพราะปัญหาจากลูก ที่ติดยาเสพติด ชอบปาร์ตี้ และจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ทำให้ตัวเขาเองเป็นคนที่ล้มเหลวในชีวิตในชีวิตครอบครัว และส่งผลให้เกิดความเครียด และกลายเป็นโรคซึมเศร้า


ประกอบกับวัย 56 ปีเขาได้รับการวินิฉัยโรคจากหมอว่าเป็นโรคความจำเสื่อมแบบเฉียบพลัน และมีโอกาสจะเป็นโรคสมองเสื่อม หลังจากนั้นไม่นาน Jesse Livermore ก็ประสบกับปัญหาการขาดทุนจากหุ้นอย่างหนักจนหมดตัว  Jesse Livermore  ถึงแม้จะขาดทุนอย่างหนักแต่ยังพอมีเงินจากกองทุนและผลตอบแทนจากพันธ์บัตรทำให้เขาสามารถ ใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก แต่ไม่สามารถกลับมาสร้างผลกำไรได้เหมือนเดิม 

สุดท้ายวันที่ 28 พย. 1940 Jesse Livermore ได้ยิงตัวตายที่โรงแรม Sherry Netherland Hotel ใน Manhattan โดยทิ้งข้อความสุดท้ายให้กับภรรยาไว้ว่า “My dear Nina: Can’t help it. Things have been bad with me. I am tired of fighting. Can’t carry on any longer. This is the only way out. I am unworthy of your love. I am a failure. I am truly sorry, but this is the only way out for me. Love Laurie ซึ่งสุดท้ายหลังจากเขาเสียชีวิต เขามีทรัพย์สินอยู่ประมาณ 5 ล้านเหรียญ 


พิจารณาจากประสบการณ์ที่เขาถ่ายทอดลงในหนังสือ แง่คิดมากมายที่ได้จากรับจาก  Jesse Livermore ก็มีประโยชน์ไม่น้อยกับนักลงทุนรุ่นหลัง ส่วนตัวผมชอบแนวคิดหลักของเขาคือ เรื่องการอย่าขาดทุน (แม้บางครั้งเขาเองจะไม่สามารถรักษาเงินทุนได้ แต่เขาเองก็ยังพยายายามรักษาจุดยืน การตระหนักถึงความเสี่ยงนี้อยู่) รวมไปถึงการตัดขาดทุน Cutloss ที่สมัยนั้นมีคนใช้แนวคิดนี้ไม่มาก  Jesse Livermore เป็นคนที่ตัดขาดทุนเร็ว เขาคำนวณราคาตัดขาดทุนล่วงหน้าเสมอ เขายอมเสี่ยงที่จะซื้อหุ้นทีละน้อยๆ เพื่อดูความแข็งแกร่งของราคาหุ้น ถ้าผิดทางก็ไม่เสียดายที่ขาดทุนเล็กน้อย แต่กรณีที่หุ้นนั้นอ่อนแอหรือไหลลง เขาก็จะตัดขาดทุนทันที ไม่มีการซื้อถั่วเฉลี่ย รวมถึงบางครั้งถ้าการตกลงมีกำลังมาก เขาก็จะทำการ short sell หุ้นตัวนั้น 

อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือ  Jesse Livermore เป็นคนที่ไม่ลงทุนในหุ้นหลายตัว เขาเน้นที่การโฟกัสไปที่หุ้นบางตัว และใช้เวลาในการศึกษา ติดตามพฤติกรรมราคาหุ้น จนเข้าใจ จึงทำการทยอยซื้อลงทุน และยอมปล่อยให้กำไรเติบโตขึ้นเรื่อยๆตามแนวโน้มราคาหุ้น(Let's profit run) สุดท้ายคือแนวคิดการรักษากำไรไว้ในรูปเงินสด เพื่อเป็นทุนสำรอง ไว้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่นำเงินกำไรไปเล่นในหุ้นต่อเนื่องจนหมด 

 Jesse Livermore  อาจจะจะไม่ได้จบแบบสวยหรู แถมหวือหวา และเขาเองยังมองว่าชีวิตตัวเองนั้นล้มเหลว แต่ถ้าเราพิจารณาเรื่องราวที่ผ่านมาของเขาดีๆ จะพบว่าแง่คิดต่างๆนั้นเป็นเรื่องคลาสิกและยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในปัจจุบัน ที่สำคัญหลายข้อผิดพลาดของเขา ยังเป็นบทเรียนที่ดีสอนใจ เราได้อีกด้วย ถ้าต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมแนะนำเพื่อนๆนักลงทุน ลองหาหนังสือ  "Reminiscences of a Stock Operator" มาอ่านดูครับ เล่มนี้เก่าแล้วแต่ยังพอหาได้ทางอินเตอร์เน็ต

It isn't as important to buy as cheap as possible as it is to buy at the right time.
Jesse Livermore





อ้างอิงจาก
-en.wikipedia.org/wiki/Jesse_Lauriston_Livermore
- Reminiscences of a Stock Operator
- How to trade in stock Jesse Livermore 
http://the-stock-markets.blogspot.com/2011/04/jesse-livermore-and-his-beginnings.html

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มีเงินเท่าไหร่ถึงจะรวย???

นั่งกินกาแฟอยู่ที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ ผมชอบนั่งโต๊ะติดกับกระจกหน้าร้าน ที่สามารถมองวิวจากภายนอก และมองเห็นคนใช้ชีวิตประจำวันบนถนน บางคนเดิน บางคนวิ่ง บางคนคุย บางคนทะเลาะ บางคนเดินไปโทรศัพท์ไป ดูแล้วก็เพลินไปอีกแบบ มันเหมือนกับการได้หยุดนิ่ง หยุดดูคนรอบๆตัวเราเคลื่อนไหว ในจังหวะชีวิตแบบคนเมือง จังหวะชีวิตที่เร่งรีบ เหมือนกับเราก่อนหน้าที่จะเข้ามานั่งกินกาแฟในร้าน



เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไมคนเราต้องรีบ?? ทำไมคนถึงต้องรีบกิน รีบเดิน รีบไปทำงาน รีบไปหมด ถ้ามองให้ลึกถึงภาพใหญ่ ผมว่าหลายคนรีบแม้กระทั่งการใช้ชีวิต รีบเรียนจบ รีบหางานทำ รีบให้ได้เลื่อนตำแหน่ง รีบแต่งงาน รีบมีลูก รีบซื้อบ้าน รีบซื้อรถ ทุกอย่างเรารีบไปหมด ราวกับว่าเวลา 24 ชั่วโมงมีไม่เคยพอ แต่ทุกวันนี้ พออายุมากขึ้น มันก็ทำให้ผมเริ่มมีคำตอบที่ชัดเจนว่า การเร่งรีบในการใช้ชีวิตนั้น เกิดจากความกลัว ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต อยากได้ อยากมี ในทุกสิ่งที่มาเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ของจิตใจ เช่น อยากเลื่อนขั้นเพราะต้องการเงินเดือนเพิ่ม อยากได้เงินเดือนเพิ่มเพราะอยากมีคอนโด, อยากแต่งงานเพราะต้องการคนมาอยู่ด้วย, อยากมีรถเพราะจำเป็นต้องใช้ อยากมีรถคันใหม่เพราะเห็นคนอื่นๆมี เป็นต้น ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับจิตใจ และเงินทองแถบทั้งสิ้น เพราะเงินสามารถบันดาลให้ได้ทุกสิ่ง สร้างการยอมรับ สร้างความสุข สร้างความปลอดภัย จึงทำให้เราต้องรีบออกไปแสวงหาเงินมาครอบครอง เพื่อสร้างฐานะ สร้างความร่ำรวย


จึงเกิดคำถามที่ตามมาว่า "มีเงินเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ารวย" ประเด็นนี้เคยนั่งคุยกับเพื่อนเล่นๆว่า มีเงินเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ารวย บางคนว่า 5 ล้าน 10 ล้าน บางคนว่า 100 ล้าน 1000 ล้าน ก็ต่างมีเหตุผลกันไป แต่สุดท้ายแล้วตัวเลขนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเมื่อเรามีเงินถึงที่ฝัน มันก็ย่อมมีคนที่มีมากกว่า ทำให้เรารู้สึกว่า ไอ้ที่เรามีนั้นมันน้อยเกินไป มีแล้วยังไม่พอ

เคยทีรายการทีวีของฝรั่งรายการหนึ่งไปสัมภาสมหาเศรษฐีพันล้านชาวอเมริกันคนหนึ่งว่า มีเงินเยอะขนาดนั้นแล้วมีความสุขดีไหม มหาเศรษฐีคนนี้ตอบกลับมาว่า เขาไม่ได้รู้สึกว่าเลขศูนย์ที่เพิ่มขึ้นมาในบัญชีทรัพย์สินทุกๆปี มีความหมายอะไรตั้งแต่มันเริ่มมีมากจนเขาจำไม่ได้ เป็นการเลี่ยงประเด็นที่จะตอบคำถาม เพราะถ้ามองในหมวกของคนธรรมดาเศรษฐีคนนี้ก็ไม่น่าจะมีความสุขที่แท้จริงได้ เหมือนรอยยิ้มที่พยายามจะนำเสนอผ่านกล้องโทรทัศน์ เพราะทั้งลูกชาย ลูกสาวต่างเป็นเซเลปคนดังที่ ชอบปาร์ตี้และติดยา ภรรยาหลวงก็เป็นบ้าฆ่าตัวตาย ภรรยาใหม่ก็กำลังขอหย่า ตัวเขาเองถึงจะมีเงินมากแต่ก็มีคดีฟ้องร้อง เกี่ยวกับธุรกิจ มากมายในศาล 

ดังนั้นบางทีเรา อาจจะต้องลองคิดทบทวนดูใหม่ ว่าจริงๆแล้วความสุขในชีวิตของตัวเราคืออะไร และสิ่งใดที่จะเป็นตัวสร้างความสุขให้กับชีวิตที่แท้จริง ที่ไม่ใช่ได้มาเพราะเงิน สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ในชีวิต คือบางทีเราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องขวนขวายหาวิธีสร้างเงิน สร้างทรัพย์สินให้มากมาย เพื่อที่จะเป็นคนรวย สิ่งที่เราควรทำ น่าจะต้องเป็นการเปลี่ยนมุมมอง หาวิธีคิดที่จะแสวงหาความสุขง่ายๆ ความสุขที่แท้จริง ความสุขราคาถูกที่ไม่ต้องแลกมาด้วยเงินมากมาย อยู่อย่างพอเพียง พอดี น่าจะดีกว่า


ปิดท้ายก่อนจะออกจากร้าน เป็นภาพที่นิยามความสุข ในชีวิตจริงของคนเดินถนนธรรมดาได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผมเห็นคือ ภาพผู้ชายวัยกลางคน กำลังนั่งป้อนขนมลูกสาว อยู่ที่ป้ายรถเมล์ สังเกตจากรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของพ่อลูกคู่นี้ ผมว่าช่วงเวลานั้น เงินทองมากมายก็ไม่อาจจะหาซื้อความสุขแบบนี้ได้ครับ



วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เล่นหุ้นยังไงถึงรวย???

ทุกอาชีพล้วนมีความสำคัญ และมีบทบาท ความสำคัญในสังคมที่แตกต่างกันไป แม้ว่าแต่ละสาขาอาชีพจะได้รับการยอมรับ และได้ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนที่ไม่เท่ากัน แต่ค่าความเป็นคน หรือ การเคารพในสิทธิพื้นฐานก็ควรจะเท่าเทียม ยกตัวอย่างเช่นในกรุงเทพ ถ้าปราศจากคนกวาดถนน เมืองนี้ก็คงไม่น่าอยู่เพราะเต็มไปด้วยขยะ ตึกสวยๆ คอนโดหรูๆก็ไม่อาจจะสร้างเสร็จถ้าปราศจากแรงงานกรรมกรจากต่างจังหวัด



นำประเด็นนี้มาพูดเพราะผมมีโอกาสพบปะกับเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมในสังคม ฉากนี้เกิดขึ้นในลานจอดรถอาคารแห่งหนึ่ง เมื่อชายวัยกลางคนใส่สูตผูกไทด์หรู ขับรถราคาหลายสิบล้าน ตะโกนด่ารปภ. ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ราวกับว่าเขาไม่ใช่คน เพียงเพราะ รปภ.คนนี้เลือนรถที่มาจอดขวางทางออกไม่ทันใจ จริงๆแล้วผมว่าคนเหล่านี้ถึงแม้จะเงินเดือนน้อย การศึกษาต่ำ แต่ด้วยภาระงานและหน้าที่ ที่เขาทำ มันก็ทำให้อำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยได้ไม่น้อย ผมยังจำหน้าลุงที่คอยยิ้มแย้มทักทายคนที่เข้ามาติดต่องานหรือใช้บริการในอาคารนั้นได้เสมอ


ทุกอาชีพล้วนมีความสำคัญแต่การทำอาชีพที่ได้รับการยอมรับน้อยหรือต่ำต้อยไม่ได้แปลว่าคุณค่าในตัวบุคคลจะลดลงไป บางครั้งการมีอาชีพการงานที่ดีก็ทำให้เกิดเป็นอีโก้หรืออัตตา ที่เข้ามาทำร้ายตัวเราได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อท่านเข้ามาในตลาดหุ้น


ยิ่งเมื่อถ้าเข้าใจไปว่าถ้าประสบความสำเร็จในการงาน ในอาชีพจะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนไปด้วย ยิ่งคิดว่าไม่มีอะไรยาก คิดว่ายังไงก็ทำได้ง่ายๆ ยิ่งกลายเป็นหลุมพราง ผมเคยพบมานักต่อนักแล้ว ทั้งหมอ ทั้งวิศวะกร ทั้งผู้บริหารบริษัท บางคนจบ ดร. บางคนเป็นผู้อำนวยการ ซึ่งล้วนประสบความสำเร็จในอาชีพ เป็นที่ยอมรับในสังคม เมื่อเข้ามาตลาดหุ้น เข้ามาเป็นนักลงทุน แล้วดันใช้สัญชาติญาณ คิดว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่นั้นง่าย ประมาท สุดท้ายขาดทุน สูญเงินจำนวนมากไปกับ ความไม่เข้าใจ คนเหล่านี้ไม่ใช่ไม่เก่ง ไม่ใช่ไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะตลาดหุ้น เป็นอะไรที่ไม่ง่าย ไม่หมู มิเช่นนั้นคนหลายแสนคนที่มีบัญชีการซื้อขายหุ้น ก็คงรวยเป็นเศรษฐีไปหมดแล้ว


คำถามที่ผมพบบ่อยจากนักลงทุนที่เขียนเข้ามาถาม คือ "เล่นหุ้นยังไงถึงรวย" ถ้ากลับกัน ลองไปถามหมอที่ประสบความสำเร็จดูบ้างว่า "รักษาคนไข้ยังไงถึงรวย" ถามพ่อครัวชื่อดังว่า ทำอาหารยังไงให้รวย หรือไปถาม ทนายความบ้างว่า "รับว่าความยังไงถึงรวย" อะไรแบบนี้ผมว่าคำตอบมันก็คล้ายกันคือ การจะรวยจะประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ เรียนรู้จากในตำรา หรือรู้แบบคนทั่วไปรู้ แต่มันต้องมีชุดความรู้เฉพาะตนที่เราสร้างขึ้น จากประสบการณ์ในสาขาอาชีพนั้นๆ


เช่นเดียวกันการที่เราจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนระยะยาว หรือลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น นั้นต้องอาศัย ความพยายาม ศึกษาหาความรู้ หาประสบการณ์ ในการลงทุน(ตรงนี้ใช้เวลา) สิ่งเหล่านี้บางครั้งเราไม่สามารถจะอ่านตำรา แล้วเข้ามาซื้อๆขายๆหุ้นแล้วจะรวย สิ่งเหล่านี้ต้องสร้างสม เพาะบ่ม โดยเฉพาะเรื่องของการฝึกจิตใจ หลายเรื่องเราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเรา ต้องลองทำเพื่อพัฒนาตนเอง บางเรื่องเราอาจจะเคยรู้แต่ถ้าไม่ได้ลองทำ มันก็เปรียบเสมอกันฟัง แต่ไม่ได้ยิน ไม่ได้ซึมซับในตัว


ดังนั้นถ้าอยากรวย อยากประสบความสำเร็จจากตลาดหุ้น อย่าพยายามไปหาทางลัด หาสูตรเด็ด เคล็ดลับ ที่ทำให้เรารวย แต่จงเชื่อมั่นในกระบวนการ ทุกอย่างมันมีเวลาของมัน เราต้องพยายามทุ่มเท ฝึกฝนและให้เวลากับการเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง อย่างไม่ย่อถ้อ สักวันเมื่อเราพร้อม เงินทองและความสำเร็จ  ก็จะเข้ามาหาเราเองครับ



วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กล้าที่จะแตกต่างแต่ต้องไม่แตกแยก

อ่านข่าวสะเทือนขวัญ คุณ เจมส์ โฮล์มส์ โจ๊กเกอร์ในชีวิตจริง ที่เปิดฉากกราดยิงในโรงหนัง เมืองออโรร่า สหรัฐอเมริกา ในช่วงกำลังฉายภาพยนต์ปฐมทัศน์ "BATMAN Dark Knight Rises" จนทำให้มีคนถูกยิง 71 คน รวมทั้งผู้เสียชีวิต 12 คน อีก 59 บาดเจ็บ ด้วยการวางแผนมาอย่างดีทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก เพราะคุณ เจมส์ โฮล์มส์ เล่นใส่เสื้อเกราะ สวมหน้ากากกันเแก๊ส ก่อนโยนระเบิดควันจำนวน 2 ลูกเข้าไปในโรงหนัง เมื่อผู้คนแตกตื่นพากันลุกหนี พี่แกก็กราดยิงไม่เลือก ไปทั่ว โดยใช้ ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติของเขาที่บรรจุกระสุนได้ 100 นัด แต่ยิงไปได้ 60 นัดเกิดติด เลยใช้ปินสั้นยิงต่อ แถมยังวางระเบิดล่อเจ้าหน้าที่ไว้ที่ห้องพักอีกดอกหนึ่ง



ดูจากประวัติ คุณ เจมส์ โฮล์มส์ ไม่ใช่อาชญากร ที่มีประวัตินอกกฎหมาย เป็นคนปกติ เป็นคนเก่งที่เรียนได้เกรด A มาตลอดและจบเกียรตินิยมในระดับปริญญาตรี และได้ทุนเรียนต่อจนถึงปริญญาเอก สาขาประสาทวิทยาศาสตร์ สาขาที่มีคนแย่งทุนเรียนมากที่สุด สาขาหนึ่งในอเมริกา แน่นอนว่ายังไม่มีใครทราบสาเหตุของการก่อโศกนาถกรรมสังหารหมู่ครั้งนี้


ปรากฎการณ์ที่ตามมา ชาวอเมริกันจำนวนมากต่างตระหนักถึง ความรุนแรง อันตรายที่แฝงในสังคม หลายคนเริ่มกลัว และมีคำถามถึงการหาอาวุธร้ายแรงมาครอบครอง รวมถึงมาตรการความปลอดภัยในที่สาธารณะ ตัวเลขหนึ่งสะท้อนถึงความน่าเป็นห่วงคือ ยอดการขออนุญาติครอบครองปืนของรัฐ รัฐโคโลราโดสูงถึง 40 % หลังเหตุการณ์นี้เพียงเพราะ เหตุผลเรื่องของความปลอดภัยและประชาชนไม่เชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยของรัฐ จึงต้องการมีปืนไว้ครอบครอง ไว้ป้องกันตัวเอง


จากประวัติศาสตร์และงานวิจัยมากมายสาเหตุหลักของการทำร้ายกัน ล้วนมาจากความแตกแยกทางสังคม ความรู้สึกไม่เป็นพวกไมได้รับการยอมรับ จากกลุ่มจากสังคม หรือแม้กระทั่งการมีความเห็น ความเชื่อที่แตกต่างไป ฆาตกรรายนี้ก็เช่นกัน แม้จะหาสาเหตุแท้จริงของการวางแผนฆาตรกรรมหมู่ครั้งนี้ไม่ได้ แต่นักจิตวิทยาของ FBI ก็ได้ประเมินสาเหตุหลักว่ามาจากพฤติกรรมความแตกแยกจากสังคมของคุณ เจมส์ โฮล์มส์

ตลาดหุ้น เป็นอีกแหล่งที่มีความแตกต่างทางความคิดและความเชื่อในด้านการลงทุนมากมาย ทำให้เกิดการโต้แย้ง โต้เถียงและเกิดการทะเลาะกันให้เห็นบ่อยๆ แม้จะไม่รุนแรงแบบใช้กำลัง แต่การขัดแย้งกันมันกลายเป็นเรื่องธรรมดา ปรากฏให้เห็นตามเว็บไซต์ ตามโซเวียลเน็ตเวิร์คเช่น Facebook สาเหตุหลักเกิดจากอัตตาของนักลงทุน การต้องการเป็นที่ยอมรับ การอยากให้ผู้อื่นยอมรับในสิ่งตนเองคิด 


แต่เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ ทุกคนจะคิดเหมือนกัน เห็นเหมือนกันหมด ความแตกต่าง ทางความเชื่อหรือทางความคิด เป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ไม่นำไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรง หลายครั้งหลายหนที่ผมเองก็ไม่ได้คิดเหมือนกับคนอื่น หรือคิดเหมือนกูรู เหมือนเซียนหุ้น แต่ผมเองก็ไม่เคยกังวลใจ หรือพยายามจะเปลี่ยนจะโน้มนาวผู้อื่น ให้มาเห็นตาม เพราะความเห็นต่างที่ปรากฏนั้น สำหรับผมเป็นสิ่งดี เป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า เราคิดเป็น แต่จะผิดหรือถูก นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ เมื่อผลลัพธ์ออกมาผิดเราก็จะได้เรียนรู้เป็นประสบการณ์ ในอนาคตต่อไป 


สิ่งสำคัญคือ เราต้องกล้าคิด กล้าที่จะคิดต่าง ไม่ใช่ยอมเป็นคนส่วนใหญ่ยอมทำตามที่มีคนชักจูง เพียงเพราะกลัวว่าตัวเองจะผิดเลยไม่คิด ไม่ตั้งคำถาม และไม่กล้าทำตามที่ตัวเองคิด การเป็นแบบนี้จะทำให้เรากลายเป็นแมงเม่าที่ถูกชักจูง ถูกชี้นำไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ต้องเป็นเหยื่อ เป็นสาวกเขาตลอดไป ในขณะเดียวกันถ้าเรากล้าคิดต่าง เราต้องกล้ายอมรับฟังเหตุผล หรือความคิดของผู้อื่นด้วย ต้องพิจารณาด้วยเหตุผล ปราศจากอคติและอารมณ์ ที่สำคัญไม่ควรให้อารมณ์นำพา ความรุนแรง เข้ามาในความแตกต่าง ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกแยกและความเสียหาย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายครับ


วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Short against port(SAP)

อาทิตย์นี้ประเด็นเรื่องความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการเงินยุโรป เริ่มกลับมากดดันตลาดหุ้นรอบโลกอีกครั้ง คราวนี้ประเด็นหลักไปอยู่สเปน ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าสเปน จะเจอปัญหาแบบเดียวกับกรีซ เมื่อตัวเลขบ่งชี้ทางเศรษฐกิจหลายตัว ที่ออกมาค่อนข้างหน้าเป็นห่วง บวกกับประเด็นที่หน่วยงานที่ดูแลตลาดหุ้นของสเปนและอิตาลี ต่างออกมาห้ามการทำธุรกรรม Short Selling ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองประเทศ บ่งชี้ถึง ผลกระทบของวิกฤตหนี้ที่มีผลต่อตลาดหุ้นในยุโรป



แน่นอนว่าหากเกิดวิกฤติการเงินจริงอาจจะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจในประเทศไทยมากนัก นอกจากกลุ่มที่ส่งออก แต่ประเด็นหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ระบบเงินทั่วโลกถึงกัน เมื่อประเทศในยุโรปมีปัญหา กองทุนของประเทศโซน EU และประเทศเจ้าหนี้ ย่อมต้องการดึงเงินลงทุนกลับ เพื่อมารักษาสเถียรภาพทางการเงิน หรือเสริมสภาพคล่องของตนเอง ดังนั้น จึงส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในโซนเอเซีย และกลุ่มประเทศ TIPS ที่เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนจำนวนมากในรอบสองปีนี้


ประเด็นนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับตอนวิกฤติการเงินซับไพรมสหรัฐ ที่ตอนแรก ทั้งเซียนและนักวิเคราะห์ หลายคนเก็งผิด คิดว่าไม่กระทบต่อประเทศไทย เพราะมีความเกี่ยวเนื่องทางธุรกิจและการเงินน้อย แต่ผลออกมาก็ตรงกันข้าม เงินทุนไหลออก ตลาดหุ้นทำจุดต่ำสุด หุ้นพื้นฐานดี หลายตัวราคาตกเตี้ยต่ำดิน ผมยังจำภาพที่ ผบห. หลายบริษัทออกมาการันตีหุ้นว่าพื้นฐานดี แถมตั้งโต๊ะซื้อหุ้นคืน ด้วยเงินกำไรของบริษัท แต่ราคาก็ยังไหลลงต่อ นั้นคือเหตุที่เกิดจริง ยามที่มีวิกฤติการเงินโลก ยามที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความกลัวและวิตกกังวล


แน่นอนว่าถ้า ราคาหุ้นต้องตกลง ตามปัจจัยภายนอก ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน ธุรกิจ ย่อมไม่มีอะไรน่ากังวล แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถจะหาประโยชน์จากการย่อลงของราคาหุ้น อันเกิดจากภาวะตลาดได้ ก็คือ เทคนิคการทำ "Short against port (SAP)"


Short against port ไม่ใช่การขายหุ้นทิ้ง ไม่ใช่การ Short Selling หรือยืนหุ้นมาขาย และไม่ใช่การ Cutloss แบบที่หลายคนเข้าใจ แต่มันคือการลดความเสี่ยงด้วยการทำกำไร หรือดึงกำไรออก เมื่อราคาหุ้นมีทิศทางการลงที่ชัดเจนและรุนแรง ประเด็นนี้ จะทำให้เราลดความเสี่ยงในการขาดทุนกำไร และเมื่อราคาย่อต่ำถึงจุดสเถียร เราก็สามารถเข้าไปซื้อกลับคืน เพื่อถือทำกำไรต่อในระยะยาว การทำ SAP หัวใจคือการ Focus อยู่กับหุ้นตัวเดิม ที่พื้นฐานดี ไม่เปลี่ยนแปลง มีการเติบโตทางธุรกิจ ได้ในอนาคต 


การขาย เป็นการทำกำไร เพื่อ Protect Profit และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา อันเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่นภาวะตลาด เป็นต้น การทำ SAP จำเป็นต้องศึกษา ฝึกให้ชำนาญเพราะบางครั้งหลายคนขายแล้ว ไม่นานราคาเด้งขึ้นแต่ไม่กล้าซื้อกลับทำให้เสียหุ้นไป การทำ SAP มอง Down Trend ให้ขาดจริงๆ และ มีวินัยในการขาย และซื้อคืน เพื่อทำให้ไม่เสียหุ้นไป 


แต่ถ้าถามว่าเมื่อคิดลงทุนระยะยาว SAP จำเป็นต้องทำไหม คำตอบคือ แล้วแต่เรา ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวที่เข้าจับหุ้น ตอนราคาต่ำๆหรือตอนดัชนี สัก 500-600 อาจจะไม่มีความจำเป็นเลย เพราะ%กำไร สูง Upside มาก ความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าเพิ่งจะเข้าหุ้น ตอนราคาวิ่งออกมาแล้ว หรือตอนที่ดัชนี SET สัก 1000 จุดแนะนำว่าศึกษาไว้ก็ไม่เสียหาย ดีกว่าทนถือยาวติดดอยให้เงินจม ไปเปล่าๆ ยาวหุ้นลง


การทำ SAP จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางเทคนิคอล มาช่วยวิเคราะห์จังหวะการซื้อขาย โดยกระบวนการที่ใช้มีหลากหลาย ผมขอยกตัวอย่างเทคนิคเบื้องต้นที่ โดยหลักๆ 


1. จะทำ SAP ต้องมีแบนแผน ชัดเจน ไม่ใช่คิดจะขายหรือจะซื้อ ตามอารมณ์ตลาด
2. ต้องรู้แนวโน้มราคาหุ้น มองให้ออก อย่าไปทำ SAP ช่วง Sideway หรือช่วงราคาลงต่ำมาก กว่าจุดสูงสุดก่อนหน้าเยอะๆ แล้ว
3. คิดจะ SAP ต้องมีวินัย ขายออก แล้วต้องซื้อคืนกลับให้ได้ อย่ากล้าขาย แต่กลัวซื้อคืน 
4. ต้องมั่นใจว่า หุ้นลง ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงระยะยาว เช่นบริษัทเจ๊งขาดทุน ปลดคนงาน หรืออื่นๆ ถ้าเป็นเหตุระยะสั้น เป็นผลกระทบจากตลาด จากกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ไม่รุนแรง เมื่อราคาลง มันย่อมจะเด้งขึ้นได้แน่นอน ทำ SAP ก็จะทำให้ได้กำไร และประสบความสำเร็จ 



ภาพบน ใช้ Raff Regression ในการนิยามทิศทางการเคลื่อนที่ของราคาและแนวโน้ม ร่วมกับเส้น EMA 5 และ EMA15 บนกรอบ TimeFrame แบบ Day โดยเมื่อราคาทะลุแนวของ Raff Regression  บวกกับ ราคาปิดลงต่ำใต้เส้น EMA15 ก็จะทำการ ขายหุ้น


เช่นเดียวกันทำการติดตามหุ้นไปเรื่อยๆ จนเมื่อราคาเบรคแนวบนของ  Raff Regression และ ราคาปิดเหนือ EMA15 ถือเป็นสัญญาณกลับตัว หมดรอบการลง ก็จะทำการ Cover หรือซื้อหุ้นคืน 


วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อย่าซื้อหุ้นตามแฟชั่น

วันนี้ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้ลองกินไอติมแท่งจากร้านสะดวกซื้อที่แพงที่สุด ในชีวิต ไม่ได้ตั้งใจจะกินแต่ด้วยความที่สมัครพรรคพวกที่ไปกินอาหารกลางวันด้วยต่างเชียร์ให้ลอง ไอติมแท่งละ 40 บาท ยอมรับว่าปล่อยใจไปตามกระแสนิดนึง ลองดูว่ามันจะสมราคาคุยหรือเปล่า หลังจากกินหมดแท่งพบว่า ด้วยความที่ไม่หล่อ ไม่คูลแบบดารา ไอติมแท่งนี้จึงไม่ค่อยเหมาะกับผม กลับไปกินไอติมเผือกกระทิแบบเดิมจะดีกว่า






แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยว่าการที่ไอติมแท่งยี่ห้อนี้จึงประสบความเร็จนั้นมาจาก การตลาดล้วนๆ แน่นอนว่า การใช้สื่อใช้ พรีเซ็นเตอร์ ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นยอดขาย การสร้างความอยากรู้อยากลอง ให้กับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเซียลเน็ตเวิร์ค เมื่อเป็นที่สนใจ เป็นประเด็นที่มีการพูดถึง เลยทำให้คนอยากลอง แม้ว่าราคาจะจัดว่าสูง 


การตลาดแบบนี้ เป็นเรื่องปกติ และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุวัตถุประสงค์ อยู่เป็นประจำ ท้งในด้านการขายสินค้า และไม่เว้นแม้แต่โลกการลงทุน หุ้นหลายตัว ก็ถูกสร้างจังหวะ และมีการใช้เทคนิคการตลาด ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้เป็นที่สนใจของนักลงทุน


ทั้งในรูปแบบการพูดถึง โดยตรงและแบบทางอ้อม การนำเสนอภาพที่ดูดี ดูเด่น หรือแม้แต่การอัดฉีดความหวัง ราคาเป้าหมายในอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง มีเซียน มีคนดังเข้ามาถือหุ้น ทุกอย่างล้วนถูกจัดทำอย่างเป็นระบบ และทำให้นักลงทุนรายย่อย หรือแมงเม่าเกิดความสนใจ เกิดความเชื่อที่ว่าหุ้นตัวนี้ดี ราคากำลังจะมา ที่สำคัญยังมีอุปทานหมู่ หรือการแห่ซื้อ แห่ไล่ราคา ตามกันแบบเป็นหมู่คณะ ทำให้หุ้นตัวนั้นกลายเป็นหุ้นแฟชั่นกลายเป็นหุ้นที่นิยม 


เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อตามกัน คิดเหมือนกันว่าราคามันจะขึ้น อนาคตมันจะดี ก็เกิด volume บวกกับมีการกระตุ้นจังหวะจากคนดูแลราคา ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไป เมื่อคนบางกลุ่มมีกำไร ก็จะเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก มีการแนะนำ มีการอ้างถึงเซียนหรือเซเล็ป ที่ถือหุ้นหรือเชียร์หุ้นตัวนั้นๆ ยิ่งส่งผลให้แมงเม่าจำนวนมากเข้ามาซื้อหุ้น แม้ราคาจะวิ่งพุ่งสูงขึ้นจากจุดปล่อยตัว หลายสิบเปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น แต่ด้วยความหวังที่ทุกคนคิดเหมือนกัน บวกแรงความโลภทำให้ต่างเข้าแย่งชิงซื้อหุ้น โดยปราศจากการคิด เพียงเพราะเชื่อในหุ้นว่าอนาคตจะดี บวกกับไม่ต้องการตกรถ ตกขบวนรวยให้เสียหน้า


การที่เราเห็นว่าเซียนหรือเซเล๊ปคนดัง ซื้อหุ้นตั้วนั้น หุ้นตัวนี้ ไม่ใช่แปลว่าเราจะโดดเข้าซื้อตามเขาได้ทันที เพราะคนเหล่านั้นอาจจะซื้อหุ้นในจังหวะที่ดี ในช่วงที่ราคาต่ำ หรือช่วงต้นขบวน ทำให้ความเสี่ยงในด้านราคา ต่ำกว่า การเข้าซื้อหุ้นในปัจจุบันเมื่อราคาเพิ่มขึ้นสูงมาแล้วมาก เมื่อเราเข้าหุ้นดีแต่ในช่วงที่ราคาสูง โอกาสที่เราจะเผชิญกับความเสี่ยงในการขาดทุนก็มีมาก ยิ่งถ้าเน้นเก็งกำไรระยะสั้น ยิ่งทำให้โอกาสขาดทุนจะมีสูง แต่ถ้าจะถือยาวเราต้องหัดคำนวณ MOS ของตัวเองให้ได้ว่ารับไหวที่จุดไหน พิจารณาด้วยสติก่อนรีบซื้อ


การซื้อหุ้นที่ดี เราควรพิจาณาหาจังหวะซื้อขายให้ดีในช่วงต้นแนวโน้ม ใช้หลัก "น้ำขึ้นให้รีบตัก" เล่นไปตามแนวโน้ม เทรดไปตามระบบ ส่วนถ้าเราพบหุ้นเมื่อราคาวิ่งไปเยอะแล้ว แนวโน้มเริ่มอ่อนตัวแล้ว ควรใช้หลัก "ช้าๆได้พร้า เล่มงาม" พิจารณาถึงความเสี่ยงและโอกาสจะเกิดกำไรให้อย่างรอบคอบ แล้วค่อยเข้าลงทุน อย่าไปหลงภาพลักษณ์ ไปลงทุนในหุ้นแฟชั่น ตามกระแส เพราะโอกาสเสียจะมีมากกว่าได้ครับ





วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Setup Trading Workstation

เมื่อวานก่อนผมมีโอกาสไปช่วยเพื่อนติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์และจอภาพสำหรับการเทรดหุ้นและอนุพันธ์ วันนี้เลยขอนำเอาเรื่องของการติดตั้งมาแชร์กันแบบ Home Office มาฝากกันเผื่อว่าใครสนใจจะทำใช้ที่บ้าน

ระบบคอมพิวเตอร์จึง มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเทรดสินค้าแบบเก็งกำไรในระยะสั้น เพราะช่วงเวลาแต่ละนาที นั้นมีค่า ดังนั้นการมีคอมพิวเตอร์ที่ดี มีประสิทธิ์ภาพ บวกกับการมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักเก็งกำไร ทีทำการซื้อขายและวิเคราะห์ข้อมูลต่างผ่านอินเตอร์เน็ต


ถ้าเคยเห็นภาพห้องเทรด สำหรับเทรดเดอร์ ที่เทรดหุ้นหรืออนุพันธ์แบบเก็งกำไร โดยเฉพาะพวกที่เดยเทรด สิ่งหนึ่งที่เราจะพบคือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับเทรดเดอร์นั้นจะต่างจากคนทั่วๆไป คือจะมีจอคอมมากกว่าหนึ่งจอ หรือมีคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งเครื่อง เพื่อใช้ทำการเทรดซื้อขายหุ้น โดยใช้ทั้งการดูกราฟหุ้น ดูข่าว ดูราคา  ดู bid-offer บางครั้งการมีจอมอนิเตอร์เพียงจอเดียวมันอาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเทรดเดอร์ต้องทำการติดตามราคาหุ้นหรือสินค้าในหลายตลาด เช่น ทองคำ อนุพันธ์ หุ้น หรือ forex ในเวลาเดียวกัน 

แต่ถ้าถามว่า นักลงทุนธรรมดา หรือนักเก็งกำไร ที่ไม่ได้เทรดเป็นอาชีพมีความจำเป็นที่ต้องมีอุปกรณ์หน้าจอคอมพิวเตอร์มากๆไหม ส่วนตัวผมคิดว่าไม่จำเป็น แต่ถ้าคุณเล่นเป็นอาชีพ เล่นในระยะสั้น ต้องตัดสินใจกับข้อมูลรายหน้าที บางทีความสะดวกเหล่านี้ เราสามารถดูกราฟ หรือดูข้อมูลการซื้อขายของหุ้นหรือสินค้าที่เราสนใจเทรด ได้แบบทันถ่วงที ที่สำคัญไม่ต้องคอมสลับหน้าจอโปรแกรมไปมา ให้เวียนหัว ส่วนจำนวนจอมอนิเตอร์ต้องมีมากน้อยเท่าไหร่นั้น ก็ขึ้นกับความต้องการของเราเอง 

มาลองดูอุปกรณ์ และขั้นตอนเบื้องต้น เพื่อทำ Home office ปัจจุบันเราสามารถหาซื้อของเหล่านี้ได้จากห้าง IT หรือร้านคอมพิวเตอร์ โดยมีอุปกรณ์ดังต่อไป 

1. เครื่องคอมพิวเตอร์ PC 
ทั้งหมด 2 เครื่องเพื่อใช้รันโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นและอนุพันธ์ พร้อมกับโปรแกรม streaming เพื่อใช้ส่งคำสั่งซื้อขาย สเปกก็แบบแรงๆทั่วไป แต่ไม่ได้เน้นที่กราฟิกการ์ด ส่วน keyboard และ    mouse ก็ใช้แบบ wireless ช่วยในเรื่องความสะดวกและการประหยัดเนื้อที่ได้


2.  Ethernet Switch Hub
ตัวจัดการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตภายในบ้าน จำนวนช่องก็ตามเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ อันนี้ราคาประมาณ 800 บาท


3. จอ LCD Monitor 
จอมอนิเตอร์สำหรับ แสดงผล เราสามารถใช้ให้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องส่งสัญญาณภาพไปแสดงผล ในจอคอมพิวเตอร์ มากกว่า 1 จอ ในกรณีของผม เราใช้ 2 จอภาพต่อหนึ่งคอมพิวเตอร์ พยายามเลือกจอแบบที่ถนอมสายตา ขนาดพอสมควร 18-22 นิ้ว และประหยัดพลังงานดีที่สุดครับ เดี่ยวนี้ราคาก็อยู่ประมาณ 5000 - 10000 บาท


4. ขายึดจอ (Monitor Stand)
ใช้สำหรับตั้งจอ ยึดจอภาพให้ตั้งบนโต๊ะ ตัวนี้ราคาประมาณ 5000 บาท ตามเกรดและยี่ห้อ บางทีถ้าไม่ต้องการของใหม่ลองดูของมือสองก็จะประหยัดลงได้อีก


5. USB VGA Adapter

ตัวแปลงพอร์ต USB เป็นพอร์ต VGA สำหรับ จอมอนิเตอร์ กรณีที่ต้องการต่อจอมอนิเตอร์ เพิ่มเติม โดยต้องทำการติดตั้ง driver และทำการตั้งค่าการแสดงผลกราฟิกการ์ด ให้ส่งภาพออกมายังจอทั้งสอง ที่ต่อพ่วงในคอมพิวเตอร์ เพื่อแสดงผลโปรแกรมเทรดบนจอภาพ ตัวนี้ราคาประมาณ 1500-2000 บาท



ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะได้ Trade Workstation ทั้งหมดนี้เป็นไอเดีย สำหรับคนที่อยากจะทดลองลงทุนเรื่องอุปกรณ์ เพื่อมาอำนวยความสะดวกในการเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ อุปกรณ์เหล่านี้อาจจะทำให้เราดูเท่ห์ดูดี ดูเป็นมืออาชีพ แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงาน การเป็นมืออาชีพหรือไม่ไม่ได้วัดกันที่อุปกรณ์ ไม่วัดกันที่จอมอนิเตอร์ แต่วัดกันที่จิตใจ วัดกันที่แผนกลยุทธ์ ในการเทรดมากกว่า ดังนั้นจึงตอบคำถามที่ว่า ถ้าไม่มีเงินลงทุนมีเพียงโน๊ตบุ๊คเครื่องเดียวก็เป็นมืออาชีพได้ครับ


ต่อเสร็จอารมณ์ประมาณรูปนี้


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต



วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Keltner Channels


Keltner Channels เครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่สามารถช่วยให้เรามองเห็นกรอบการเคลื่อนไหวของราคา และสามารถใช้กำหนดแนวโน้มของราคา เป็นอีกตัวที่เป็นที่นิยม โดยถูกออกแบบให้ใช้ในการวิเคราะห์ ค่าความผันผวนของราคาหุ้น


Keltner Channels เป็นการผสมผสานระหว่างค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Exponential moving average (EMA) และการสร้างกรอบการแกว่งตัวด้วยเครื่องมือ Average True range (ATR) ทำให้เทรดเดอร์สามารถอ่านแนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น และวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของราคา รวมถึงการหาสัญญาณซื้อขายในช่วงที่ ราคามีการแรงขับในการเคลื่อนที่ โดย Keltner Channels แบบปกติมีสมการในการคำนวณดังนี้


- เส้นกลาง(Middle Line)= EMA 20 - เส้นขอบบน(Upper Channel Line) = EMA20 + (2 x ATR(10)) - เส้นขอบล่าง(Lower Channel Line) = EMA20 - (2 x ATR(10))



โดยการนำมาใช้งาน เราสามารถแปลความจาก Zone ที่ปรากฏได้ดังนี้


1. กรณีราคา ราคาหุ้นได้เคลื่อนที่จากกรอบบนตัดเส้นกลางและเคลื่อนที่ออกไปยังนอกกรอบล่าง บ่งบอกทิศทางการลงของราคาหุ้น

2. กรณีถ้าราคาอยู่ใน Zone นอกเส้นขอบล่าง Lower Outside แล้วหยุดลงไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ เริ่มเคลื่อนตัวออกด้านข้างบีบตัวเข้าหาเส้น Lower Channel Line บ่งบอก Over sold หรือการขายมาก เป็นสัญญาณเฝ้าระวังการกลับตัวในทิศทางขาขึ้น (ต้องคอนเฟริ์มด้วย Buy Signal อีกครั้ง)

3. กรณีราคา ราคาหุ้นได้เคลื่อนที่จากกรอบล่างตัดเส้นกลางและเคลื่อนที่ออกไปยังนอกกรอบบน บ่งบอกทิศทางการขึ้นของราคาหุ้น

4. กรณีถ้าราคาอยู่ใน Zone นอกเส้นขอบบน Upper Channel Line แล้วหยุดลงไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ เริ่มเคลื่อนตัวออกด้านข้างบีบตัวเข้าหาเส้น Upper Channel Line บ่งบอก Over Bought หรือการซื้อมาก เป็นสัญญาณเฝ้าระวังการกลับตัวในทิศทางย่อตัวลง (ต้องคอนเฟริ์มด้วย Sell Signal อีกครั้ง)

5. Middle Line สามารถใช้เป็นเส้นที่ใช้นิยามแนวโน้มราคาหุ้นได้

6. ค่าพารามิเตอร์จำนวนวัน ทั้ง EMA และ ATR สามารถปรับได้ให้เหมาะกับกรอบเวลา และพฤติกรรมของหุ้นตามต้องการ โดยควรทำการทดสอบปรับตั้งค่า เพื่อให้ได้ค่าสมบูรณ์

7. นิยมใช้ Keltner Channels ร่วมกับเครื่องมือ Price indicator อื่นๆเพื่อหาใช้หาสัญญาณซื้อขายเพื่อยืนยันกันและกัน





ตัวอย่างการใช้งาน

แบบที่ 1 :การใช้งานร่วมกับ EMA โดยสามารถใช้ EMA ในการพิจารณาการตัดกันของเส้นกับ เส้นขอบล่าง กลางและบนดังภาพ



แบบที่ 2 ใช้การกลับตัว โดยดูการตัดของเส้นราคา(Price line) กับเส้นขอบบนและขอบล่าง
 


แบบที่ 3 ใช้แนวคิด multiple ATR โดยใช้ ATR กับค่าคูณที่ 1 2 3 มาเป็นการสร้างแนวรับ แนวต้าน และกำหนด zone โดยสามารถใช้จำแนกความผันผวนของราคา หรือใช้ในการ ทยอยซื้อ ทะยอยขาย ตามแนวโน้มได้




วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ชีวิตที่ไม่ยอมแพ้

คุณเคยเหนื่อยและท้อแท้กับงานที่ทำบ้างไหมครับ??? ดูเหมือนจะเป็นคำถามบ้านๆที่หลายคนคงเคยพบ หรือเคยตั้งคำถามกับตัวเอง สักครั้งในชีวิต การจะก้าวข้ามอุปสรรค์และความยากลำบากนี้ไปได้ก็ต้องอาศัยความเพียง พยายามอย่าถึงที่สุด และแน่นอนว่าคงไม่มีอะไรดีกว่าการพยายามปลุกพลังบวกในใจเราให้ลุกขึ้นสู่ต่อไป



ผมมีเรื่องราวดีๆของ 2 ตัวอย่างชีวิตที่ไม่ยอมแพ้มาฝากกัน ทั้งสองคนนี้เป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่กับตัวเอง ถึงแม้จะเป็นความสำเร็จที่ได้มาจะไม่ได้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นชัยชนะก้าวแรกสำหรับเส้นทางสู่ความสำเร็จในอนาคต


คนแรกที่ผมจะขอนำมาเป็นตัวอย่างคือ คุณ Oscar Leonard Carl Pistorius เกิดที่เมืองโยฮันเนสเบริก ประเทศแอฟริกาใต้ เขาพิการตั้งแต่เกิดไม่ขาทั้งสองข้าง ตั้งแต่ใต้หัวเข่า เริ่มใส่ขาเทียมตั้งแต่ 1 ขวบเป็นคนรักกีฬา ชอบเล่นกีฬาหลายประเภท แม้จะพิการแต่ใจไม่เคยท้อเขาฝึกฝนและทุ่มเท โดยเฉพาะการวิ่งที่ ออสการ์ เขาชนะการวิ่งแข่งขันวิ่ง 100 เมตรในกีฬาของโรงเรียน ซึ่งแข่งกับคนปกติ ด้วยเวลา 11.72 วินาที ดีกว่าสถิติของนักกีฬาพาราลิมปิกอยู่ที่ 12.20 วินาที ในตอนนั้นเขาเริ่มได้รับโอกาสในการกีฬา โดยมีผู้สนับสนุนได้มองขาเทียมแบบ Flex-Foot Cheetahs ซึ่งเป็นโครงขาเทียมรูปตัวเจ และเขาก็ใช้มันลงแข่งขันกีฬาฤดูร้อนของคนพิการในปี 2004 จนเข้าเส้นชัยได้ที่ 3



ความฝันของ  ออสการ์ ไม่ใช่เพียงแข่งเพื่อชัยชนะ แต่เขาแข่งขันเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่า เขาไม่ใช่แค่คนพิการ เขาไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ในปี 2005 เขาขอทดลองเข้าลงแข่งขันกับนักกีฬาปกติในรายการระดับประเทศชื่อ South African championships ซึ่งสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเมื่อเขาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 5 เอาชนะนักวิ่งปกติระดับท๊อปของประเทศ



ในปี 2007 ออสก้าร์ก็ตัดสินใจลงแข่งขันวิ่งระดับนานาชาติกับนักกีฬาปกติคนอื่นๆอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในรายการ IAAF Golden Gala ที่กรุงโรม ในปีนั้นเอง ดร.เบิร์กแมน รายงานต่อคณะกรรมการ IAAF ว่า ขาเทียมของออสการ์ทำให้เขาได้เปรียบนักกีฬาคนอื่นๆที่ร่างกายปกติอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้คณะกรรมการตัดสินไม่ให้เขาใช้ขาเทียม ลงแข่งในรายการแข่งขันที่จัดโดย IAAF เพราะเป็นการเอาเปรียบนักกีฬาปกติ แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ ซึ่งมีผลทำให้เขาไม่สามารถลงแข่งขันโอลิมปิค 2008  ออสก้าร์ไม่ยอมแพ้เขานำเรื่องขึ้นฟ้องที่ศาลอนุญาโตตุลาการเพื่อการกีฬา เพื่อหาข้อไกล่เกลี่ย สุดท้าย ศาลตัดสินให้ IAAF แพ้โดยขาเทียมนั้นไม่มีผลต่อความได้เปรียบและทำให้ออสก้าร์สามารถลงแข่งขันได้ แต่อย่างไรก็ดี ในโอลิมปิกปี 2008 ออสก้าร์ก็พบกับความผิดหวังที่สถิติของเขายังไม่ดีพอที่จะได้รับคัดตัวเป็นตัวแทนประเทศ



ออสการ์ไม่เคยยอมแพ้เขายังซ้อมอย่างหนักและเดินสายแข่งขันในรายการต่าง โดยสามารถพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นศักยภาพอันไม่จำกัดของตัวเขา โดยเฉพาะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกคนพิการปี 2008 เขาสามารถชนะในการแข่งขันวิ่งระยะทาง 100, 200 และ 400 เมตร กวาดเหรียญทองกลับบ้าน ในปี 2012 เขายังคงร่วมแข่งขันรายการในประเทศ โดยชนะและทำเวลาได้ถึง 45.20  วินาที ซึ่งดีกว่าเวลามาตรฐาน เอ สแตนดาร์ด ที่ 45.30 วินาที เพื่อที่จะหวังให้ได้รับเลือกติดทีมชาติอเมริกาใต้ ไปแข่งขันโอลิมปิกในปี 2012


เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการไม่ยอมแพ้ ขีดจำกัดของร่างกาย ออสก้าร์เป็นคนพิการ ที่ไม่ยอมรับว่าตนเองพิการ เขาต้องซ้อมหนักและอดทนกว่านักกีฬาปกติมาก ต้องสู้กับการดูถูกจากเพื่อนนักกีฬา เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ที่สำคัญชัยชนะของเขาในอนาคตจะบอกกับโลกว่า การวิ่งอาจจะไม่ใช่เฉพาะกีฬาของคนที่มีสองขาอีกต่อไป เพราะคนพิการที่ไม่ยอมแพ้ก็สามารถลงแข่งขันและเอาชนะได้


คนที่สอง คือ Dawn Loggins เธอเป็นเด็กสาววัย 18 เติบโตและอยู่ที่ North Carolina เธอต่อสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมากับครอบครัวที่แตกแยก ชนชั้นกรรมกรของอเมริกา พ่อแม่ติดยา ตกงาน เร่ร่อน เธออยู่ในสลัมห้องเช่าเล็กๆ ที่ไม่มีเงินจ่ายค่า น้ำค่า ค่าไฟ และค่าแก๊ส เคยต้องใช้ชีวิตข้างถนนเพราะถูกไล่ออกจากห้องเช่าเนื่องจากแม่ไม่มีเงินจ่าย และถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวลำพัง ต้องหาอาหาร กินเอง ชีวิตเธอไม่มีคำว่า "สบาย" แต่ด้วยความรักดี และไม่ยอมแพ้ เธอไม่นำพาตัวเองไปสู้โลกมืดแบบเด็กมีปัญหาทั่วไป แต่เธอกับใช้อุปสรรค์และความลำบาก เป็นพลังด้วยความคิดว่าสักวันเธอจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้ เธอเป็นเด็กขยันเรียน ตั้งใจเรียนมีผลการเรียนดี หลายเธอที่ได้ A เกือบทุกวิชาแม้จะต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย 



ตอนเด็กๆเธอใช้ชีวิตอยู่กับยายจนๆในห้องเช่าเล็กๆ สกปรก ไม่ค่อยได้อาบน้ำ มีชุดนักเรียนเพียงชุดเดียวและต้องใส่ซ้ำๆเธอต้องนั่งอ่านหนังสือทำการบ้านจากเทียนไขเพราะไม่มีไฟฟ้า, เธอต้องมาอาบน้ำที่โรงเรียนเพราะที่บ้านไม่มีน้ำประปา เธอโตขึ้นมาโดยปราศจากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน  


ส่วนใหญ่เธอใช้ชีวิตลำพังแบบดูแลตัวเอง และเมื่อเข้าโรงเรียนมัธยมเธอได้มาอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ แต่ก็ต้องทำงานพิเศษเพื่อใช้จ่าย ปัจจุบันเธออายุ 18 เธอพักอยู่กับเพื่อน นอนบนพื้น ไม่มีพ่อแม่ดูแล แม่และพ่อเลี้ยงทิ้งเธอไป นานๆจะกลับมาเยี่ยมทั้งสองใช้ชีวิตเร่รอนแบบคนไร้บ้านย้ายไปทำงานเมืองต่างๆ ชีวิตมัธยมปลายของเธอที่ Burns High School ก็แตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไป ด้วยความที่ยากจนทำให้ไม่มีเงินใช้จ่าย ครูหลายคนต่างช่วยบริจาคเสื้อผ้า และอาหารให้เธอ นอกจากที่เธอจะได้ทุนค่าเรียนจากโรงเรียนแล้ว 


เธอยังทำงานพิเศษที่โรงเรียน เป็นภารโรงในโครงการช่วยเหลือของโรงเรียน เธอทำความสะอาดเธอต้องมาโรงเรียนแต่เช้าเกือบ 3 ชั่วโมงก่อนโรงเรียนเข้า เพื่อใช้เวลาทำความสะอาดห้องเรียน โรงยิมและห้องน้ำ จากนั้นตอนเย็นเธอก็ต้องทำความสะอาดห้องเรียนอีกรอบ แน่นอนว่าคงไม่ต้องพูดถึงว่า เธอต้องเหนื่อยและอายแค่ไหน ที่ต้องโดนดูถูกจากเพื่อนๆ เวลาที่เห็นเธอทำงาน แต่เธอก็ไม่ท้อ เปลี่ยนความลำบากเป็นพลังในการเรียนและการทำงาน 



ผลการเรียนดีเด่นระดับท๊อปของโรงเรียน เธอยังเป็นนักกิจกรรมเป็นประธานชมรมถ่ายภาพ เป็นนักกีฬาวิ่งคอสคันทรี เป็นอาสาสมัครรับใช้สังคม และทำงานต่างๆมากมาย ทำให้เธอสามารถเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีได้ เธอสมัครเข้าเรียนต่อใน 4 มหาวิทยาลัยคือ University of North Carolina , North Carolina State University; Davidson College; and Warren Wilson College. และสุดท้ายเธอได้ส่งใบสมัครไปที่ Harvard 


เธอได้รับการตอบรับจากทั้งสีมหาวิทยาลัยและแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือ Harvard เธอได้รับทุนเรียนต่อเต็ม นี่เป็นเพียงความสำเร็จแรกของเธอ ยังมีความท้าทายมากมายที่รอเธออยู่ เพราะเธอเป็นเพียงผู้หญิงที่ไม่เคย มีโอกาสได้เดินทางออกนอกเมือง ไม่เคยนั่งรถไฟใต้ดิน ไม่เคยใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ดังนั้นความท้าทายมากมายยังคงรอเธอ แต่เธอเชื่อว่าคงไม่มีอะไรยากไปกว่าที่เธอเคยผ่านมาอีกแล้ว



ทั้งสองตัวอย่างหวังว่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ ได้ต่อสู้กันต่อไปนะครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนโชคดีกว่าทั้งสองคนนี้มาก  ผมเชื่อในความสามารถในการเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง ดังนั้นถ้าเราคิดจะประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านธุรกิจ การลงทุน หรือแม้แต่เรื่องอื่นๆ คงไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ ถ้าตั้งใจทำจริงๆ





อ้างอิงจาก
- http://edition.cnn.com/2012/06/07/us/from-janitor-to-harvard/index.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Oscar_Pistorius


รูปประกอบจาก internet