วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Jim rogers

ปีนี้เป็นอีกปีที่ผม เริ่มมาศึกษาการลงทุนในตลาด Soft Commodity พวกสินค้าเกษตรมากขึ้น นำกำไรจากตลาดหุ้นและ tfex ที่ได้จากช่วงหลายปีที่ผ่านมายามตลาดกระทิง มาต่อยอดในตลาดต่างประเทศ ตอนนี้มีพอร์ตลงทุนกับโบรกต่างประเทศและเริ่มทำการบ้านและศึกษาพฤติกรรมราคาในสินค้าหลักไปบ้างแล้ว ถ้ามีโอกาสจะนำเรื่องราวที่ศึกษามาเล่าให้ฟัง

วันนี้ของเริ่มจาก jim rogers คนนี้เป็นเซียน Commodity ระดับโลก ปัจจุปันอายุ 70 ปีผ่านร้อนผ่านหนาวในตลาดเก็งกำไรมาหลายสิบปีตั้งแต่ปี 1964 ปัจจุบันเขาเป็น Rogers Holdings and Beeland Interests, Inc. ประมาณว่าเขามีสินทรัพย์ $300 ล้านเหรียญสหรัฐ 


ผมเคยเขียนถึงเขาบ่อยพอสมควรในทองคำ แต่จริงๆแล้วเขาลงทุนในหลายตลาดทั้งค่าเงิน สินค้าเกษตรและน้ำมัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือคำพูดของเขา ที่จุดประกายให้ผมเริ่มเข้ามาศึกษาและทำระบบเทรดในสินค้ากลุ่มนี้ เริ่มจากวลีสุด hip ของเขาที่ว่า "Have children and become a farmer."

จิมมองว่า เอเซียนี่แหละกำลังมาใน 3 ทศวรรษหน้า เพราะทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และสิงค์โปรก็เป็นเจ้าหนี้ เจ้าของเงินรายใหญ่ในโลก เขาคลั่งไคล้เอเซียถึงขนาดย้ายรกรากมาอยู่ที่ สิงค์โปร และเขาเองยังเข้าลงทุนในประเทศเอเซียหลายประเทศ แม้แต่ในพม่าและเกาหลีเหนือ


คนไทยอาจจะไม่รู้จัก jim rogers เท่ากับ jeorge soros แต่จริงๆแล้ว jim rogers นี่ก็เป็นเพื่อนสนิทของ soros ที่ร่วมก่อตั้ง Quantum Fund ในปี 1973 ยาวนานถึง 10 กว่าปีก่อนจะแยกทางกัน ซึ่งผลงานของการบริหารพอร์ตของเขา ทำกำไรได้อย่างมหาศาล (ตัวเลขในหนังสืออ้างว่า 4200% ) จนทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งของโลก


ในปี 1980 จิมออกจากการบริการกองทุน เกษียณตัวเองในวัย 37 ปี มาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ทั่วไป และใช้ชีวิตบนหลังอาน มอเตอร์ไซด์ ขี่รถเครื่องรอบโลก หลายทวีป รวมถึงเอเซีย ระยะทาง 160,000 km ใน 1101 วัน เพื่อศึกษาและเรียนรู้โลก วัฒธรรมต่างๆ ร่วมไปกับการเขียนหนังสือ ชื่อ investment Biker เมื่อวางขายก็เป็น best seller ด้านการลงทุนอีกเล่ม 


ปี 1998 จิม โรเจอร์ พัฒนา Rogers International Commodity Index ดัชนี้แบบผสมสำหรับ commodity futures เขาเป็นเซียนอีกคนที่ชำนาญการลงทุนในตลาด Commodity และคลุกคลีอยู่กับตลาดนี้มามากกว่า 15 ปี

ช่วงปี 1999 -2002 จิม โรเจอร์ออกเดินทางรอบโลกอีกครั้ง ใน 116 ประเทศระยะทาง 245,000 kilometers ด้วยรถยนต์ เขาทำสถิติ Guinness World Record และในทริปนั้นเขาได้เขียนหนังสือ Adventure Capitalist ออกมา

ปี 2007 จิมโรเจอร์ ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรก รากที่เอเซียคือ สิงค์โปร เขาลงทุนในหลายประเทศในเอเซีย ที่เน้นหนักคือ สินค้าเกษตร โลหะ และพลังงาน เป็นหลัก


ปี 2012 จิม โรเจอร์ออกมาพูดเรื่องของ การเกษตร เกษตรแบบการพึ่งตนเอง เขาให้สัมภาษณ์ Forbes Magazine ว่า

"there’s going to be a huge shift in American society, American culture, in the places where one is going to get rich. The stock brokers are going to be driving taxis. The smart ones will learn to drive tractors so they can work for the smart farmers. The farmers are going to be driving Lamborghinis. I’m telling you. You should start Forbes Farming."

สรุปใจความง่ายๆว่า มาเป็นเกษตรกรกันเถอะ ตีความให้ลึกไปอีกคือการจับจองทรัพยากรที่ดิน และการสร้างผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยิ่งอนาคตภาวะสภาพภูมิอากาศโลก ยิ่งผันผวน ผลสินค้าเกษตรจะมีปริมาณลดลง เมื่อเทียบกับปริมาณของประชากรที่เพิ่ม 

ภาวะโลกร้อนน้ำทะเลขึ้นสูง โอกาสประเทศต่างๆจะเสียแผ่นดิน จะมีมากขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตร เริ่มมีสูงขึ้นและมีความผันผวน ประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร จะยิ่งได้เปรียบและมีอิทธิผล

อีกเรื่องที่เขาพูดคือการใช้ชีวิตแบบวิถีตะวันออก ความสงบ การลดความต้องการทางวัตถุ และให้ความสำคัญกับจิตใจ ตัวเอง และครอบครัว

ในปี 2013 จิม โรเจอร์ยังให้น้่ำหนักไปทางสินค้าเกษตรและ ตลาดสินค้าเกษตรมาก อีกประเด็นที่เขามองไว้น่าสนใจคือ เรื่องของทองคำ จิมโรเจอร์ เป็นคนที่พูดถึง ราคาทองคำว่าขึ้นถึงจุดสูงสุดอาจจะไปเกิน 1800 แต่แน่นอนว่า เมื่อมันสูงไปมาก อย่างไรเสียก็ต้อง ร่วงลงมาตาม วัฏจักร์ 

เรื่องราวของ จิม โรเจอร์ มีอะไรให้ศึกษามาก โดยเฉพาะแนวคิดการลงทุน ผมชอบเรื่องของเขาอย่างหนึ่งคือ ประเด็นเรื่องการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้จากความผิดพลาด

การทดลองผิดถูก เพื่อหาประสบการณ์ เขาอยากรู้จักเอเซีย จิม โรเจอร์ไม่ใช่แค่อ่านเรื่องของเอเซีย แต่เขาเดินทางไปสัมผัส ไปพำนัก ไปเรียนรู้ จนเขาเริ่มมั่นใจในสิ่งที่เขา สังเคราะห์ได้ ในหลายเรื่อง จิม โรเจอร์จะลงมือปฏิบัติ ก่อนพูด ตรงนี้เป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดีครับ ใครสนใจเรื่องของเขาลองเข้าไปอ่าน blog เขาได้ที่