วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

life unexpected

บางครั้งมนุษย์เราอาจจะไม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตกันมากพอสมควร ดังเห็นได้จากเวลาในชีวิต ไม่น้อยหมดไปกับการหาความสุขเพียงชั่วคราว หรือการหลงทางเลือกใช้ชีวิตในแบบอย่างที่ตัวเองไม่ต้องการ หรือบ่อยครั้งเราเลือกที่จะสบาย ไม่กล้าลงมือทำในสิ่งที่อยาก หรือในสิ่งที่อยากทำ พอพบอุปสรรค์หรือพบกับปัญหาเรามักจะ พลัดวันประกันพรุ่งเลือกที่จะ หยุดค้างหรือล้มเลิกความตั้งใจ เพียงเพราะบางครั้งอาจจะคิดว่า ยังมีเวลาในชีวิตอีกมากให้ทำมัน แต่แท้จริงแล้วมันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้


วันเกิดเป็นวันที่เราทุกคนรู้และเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงการมีตัวตนในโลกนี้ทุกปี ส่วนวันตาย นั้นเป็นวันที่ทุกคนไม่อาจจะล่วงรู้ได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะอนุมานว่าความตายคงยังไม่มาถึงในวัยหนุ่มสาว หรือในช่วงวัยที่ยังมีเรี่ยวแรงทำงาน ทำให้บางครั้งมันเป็นการหลอกตัวเองว่า ชีวิตเรายังมีพรุ่งนี้ยังมีเวลาเหลืออยู่มาก 

ถ้าเราคิดว่าเราจะตายในวัน 60 ปี นั้นหมายความว่า เรามีชีิวิตบนโลกนี้ 525600 ชั่วโมง ถ้าเริ่มคิดถึงช่วงเวลาแห่งการใช้ชีวิตด้วยต้นเองเริ่มต้นตอนวัย 18 ปี เราจะมีเวลาใช้ชีวิตจริงๆ 367920 ชม. หักลบกับเวลานอนวันละ 6 ชม. จะทำให้เราเหลือเวลาในการใช้ชีวิต 275940 ชม. ถ้าเราหักเวลาของการทำงานออกไปและเวลาเดินทางไปทำงาน อีกวันละ 10 ชม. เราก็จะเหลือเวลาจริงๆ 122640 ชม. ให้เราได้ใช้ชีวิต ได้ทำกิจกรรม หรือได้ทำตามความฝัน 

แน่นอนว่าถ้าไม่มีฝัน ไม่มีหวัง ใช้ชีวิตตามกระแสไปเรื่อยๆก็อาจจะไม่ต้องกังวลอะไร ถ้ามีงานประจำ มีบ้าน มีรถ มีครอบครัว ทุกอย่างก็ลงตัว ทุกข์ สุขสลับไปจนวันตาย แต่ถ้าเราเป็นคนมีฝัน อยากจะทำอะไรให้สำเร็จในสักครั้งในชีวิต นี้เรื่องใหญ่ เพราะเวลาจริงๆ มันมีไม่มาก พอให้เรามาอ้อยอิ่ง ประวิงเวลา ไปวันๆ

ชีวิตของคนเรา แม้จะมีแผนมีการเตรียมการณ์แต่หลายสิ่ง เกิดขึ้นและเข้ามาในชีวิตแบบไม่สามารถคาดเดาได้ ผมเคยมีโอกาสได้พบกับฝรั่งคนหนึ่ง อายุ 20 ปี ชื่อคุณเดวิด เป็นชาวต่างชาติชาวอเมริกา ที่แบกเป้มาเที่ยวในไทย ผมเจอเข้าที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ทำให้มีโอกาสได้คุยกัน ผมชอบแนวคิดของ เดวิดมาก ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว และดูเหมือนเขาเข้าใจโลกมากกว่า คนในวัยเดียวกัน

เดวิดเรียนจบไฮสกูลก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อเรียนแพทย์ตามความตั้งใจของ พ่อ ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ พอเรียนได้ 2 ปี วันหนึ่งชะตาชีวิตเขาก็เปลี่ยน เมื่อแฟนสาวที่เป็นที่รักและวางแผนจะแต่งงาน ได้ตายจากไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลังจากแยกจากกันเมื่อกินข้าวเย็นเสร็จ เดวิดเล่าว่าก่อนเกิดเหตุไม่กี่นาทีแฟนเขายังส่งข้อความให้เขา ไปรับเธอตอนเช้าเพื่อไปเรียนด้วยกัน

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เหมือนชีวิตของเดวิด เปลี่ยนเขาเสียใจ และซึมเศร้าอยู่เกือบเดือน จนวันหนึ่งเขาคิดได้ว่า ชีวิตของคนเรามันสั้นและไม่อาจจะคาดเดา ทำให้เขา ไม่ประณีประณอมกับการใช้เวลาในชีวิตของตัวเองอีกต่อไป

เขาใช้เวลาถามตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร จดรายการเหล่านั้นทั้งหมดลงในกระดาษ และเริ่มลงมือทำ สิ่งแรกที่เขาทำคือเขาลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะเขาไม่อยากเป็นหมอ เขาเลือกใช้ชีวิตตามทางของตัวเอง 

เดวิดลองทำงานหลายอย่าง เพื่อหาตัวเอง เขาทำงานอาสาสมัคร แต่งเพลง ถ่ายภาพ และทำธุรกิจเล็กๆกับเพื่อน รวมถึงงานอื่นๆหลายอย่าง เพื่อค้นหางานที่เขารัก และสิ่งที่เขาอยากทำ อยากเป็นไปจนวันตาย 

สุดท้ายเมื่อปีก่อนเขาเก็บสะสมเงินได้ก้อนหนึ่ง จากงานต่างๆที่เขาได้ลองทำและเงินที่ครอบครัวให้ รวมกับเงินที่ได้จากการขายรถยนต์และกีต้าร์ที่ตัวเองสะสม เขารวบเงินก้อนนั้น เพื่อใช้เป็นทุนเที่ยวรอบโลก โดยเริ่มแบกเป้มาเที่ยวเอเซียก่อน เข้าไปมาทั่ว ทั้งอินเดีย จีน ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย จนตอนนี้มาจบที่ประเทศไทย

เดวิดเล่าว่าการเดินทางมากๆ เจอคนมากๆ ทำให้เขาเข้าใจชีวิต เขาไม่ได้เดินทางสนุกๆไปวันๆแบบ Eat Pray Love แต่เขากำลังเรียนรู้จากผู้คน จากการเดินทาง เขาเขียนหนังสือ จดบันทึกและถ่ายภาพ รวมถึงสิ่งต่างๆที่ได้ระหว่างทาง ผมถามเดวิดว่าเป้าหมายจริงๆของการเดินทางคืออะไร จบที่ไหน เดวิดตอบว่า เป้าหมายคือการค้นหาตัวเอง คือเรียนรู้จะใช้ชีวิต เข้าใจชีวิต 

เขาบอกว่าบางครั้งการได้ออกจากสังคมที่อยู่ประจำ อย่าสังคมเมือง เข้ามาสู่ธรรมชาติ เข้ามาสู่ชีวิตแบบประเทศโลกที่สาม มันทำให้เขาเรียนรู้ ถึงการดำรงค์อยู่แบบ ไม่พึ่งพาทุนนิยม ทำให้เขาใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติด สอนให้เขาอดทนและใจเย็น เข้าใจวัฒนธรรมเข้าใจ เพื่อมนุษย์มากขึ้น เดวิดได้ลองศึกษาศาสนาทั้งพุทธ ฮินดูและอิสลาม มาแล้วเข้าบอกว่า มันน่าสนใจและแปลกใหม่มากสำหรับเขา มันไม่ใช่แค่การอ่านจากหนังสือ แต่มันเป็นการเห็นและได้ลองปฏิบัติจริงๆ กับคนในศาสนา

ผมสงสัยเช่นกันว่าเดวิด เดินทางเป็นปี เขาใช้ชีวิตได้่ยังไง หาเงินจากที่ไหม ที่น่าสนใจมากคือ เดวิดคนนี้ไม่ได้เป็นนักเดินทางแบกแพ็คธรรมดา แต่เขาเป็นเทรดเดอร์ อีกด้วย ฟังคำตอบตอนแรกก็งง เหมือนกัน ฝรั่งหัวเกรียน ใส่กางเล นี่มันเหมือนเทรดเดอร์ตรงไหน

เดวิดเฉลยว่าจริงเขาเป็นเทรดเดอร์มาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เขาชอบมันท้าทาย แต่ตอนนี้ต่างจากแต่ก่อน เพราะเขาไม่ได้หวังจะรวยเร็วๆรวยมากๆ เขาเป็นเทรดเดอร์แบบพาร์มไทม์ ขอรวยแบบพอเพียง 


เขาใช้เวลา 3 วันต่อสัปดาห์ในการเทรด ในโรงแรมที่มีอินเตอร์เน็ต เทรดพวก CFD , Future และ commodity ในตลาดต่างประเทศ เน้นที่กำไรไม่มาก ความเสี่ยงไม่สูง เวลาที่เหลืออีก 4 วันสำหรับเขาคือการท่องเที่ยวและเรียนรู้ คือการใช้ชีวิต

แต่ก่อนจะมาเป็น freedom trader แบบนี้ได้เขาใช้เวลาในการศึกษาและพัฒนาระบบเทรดเกือบ 3 ปี โชคดีที่เขามีคุณพ่อแนะนำ และอีกอย่างหนึ่งคือเขาเริ่มได้เร็วตั้งใจมากเพราะสนุกกับมันตั้งแต่ตอนแรก
แม้จะมีเงินไม่มาก เหมือนคนอื่นๆแต่ด้วย การคิดที่ถูกทางและมีระบบเทรดที่ดีมันก็ทำให้เดวิด พอมีกระแสเงินสด เลี้ยงตัวเอง และใช้ต่อทุนในการเดินทางทำตามฝันเขาได้

ผมชอบคำพูดของเดวิด คำหนึ่งที่ว่า สำหรับเขา การเทรด หรือการหากำไรแบบพอเพียง มันคือการเอากำไรไปต่อกำไร การทำกำไรแบบไม่โลภ เขาใช้การเทรดเป็นเครื่องมือในการประคองชีวิต ให้เขามีกระแสเงินสด มีรายได้มาหล่อเลี้ยงต้นกล้าความฝันของเขา 

เขาไม่ใช่เทรดเดอร์พันธุ์ดุ ประเภท เน้นรวยเร็วๆ เน้นพอร์ตเติบโต เขาเน้นที่การตั้งรับ และการอยู่รอด ปล่อยมันดำเนินไปแบบตามสมควร ตามปรัชญาเซนที่เขาศึกษาและใช้มันเพื่อดำเนินชีวิต 

สรุปสุดท้ายหลังจากมีโอกาสได้คุย นานถึง 2 ชม. ถึงเดวิดจะอายุไม่มากแต่ผมกับได้เรียนรู้อะไรจากเขามากจริงๆ ความรู้ของเดวิด ไม่ได้มาจากห้องเรียน มาจากตำรา แต่มันมาจากการตกผลึกการเรียนรู้และมองเห็นโลก ระหว่างการเดินทาง 

เขามีแผนจะเดินทางต่อไปยังประเทศแถบแอฟริกา และเข้าร่วมไปเป็นอาสาสมัครอะไรสักอย่าง เพื่อใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ จากนั้นอีกสัก 2-3 ปี คงกลับบ้านเกิดไปทำงานเพื่อสังคมแนว NGO และเปิดร้านอาหารออร์แกนนิค ในแบบที่เขาต้องการต่อไป 

เดวิดเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับผมและทุกคนที่มีฝัน การตั้งเป้าหมายและลงมือทำ ใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีคุณค่า บนความไม่ประมาทคิดและวางแผนอย่างรอบคอบ ใครที่มีฝันอย่ายอมแพ้นะครับ สู้กันต่อไป