สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Stoploss Hunting Vs Stealth Mode



วันนี้มาบันทึกประเด็นสนุกๆที่ได้สนทนากับ นักเก็งกำไรท่านหนึ่ง ทาง line สิ่งที่น่าสนใจคือ

พี่ท่านนี้มีปัญหาเรื่อง stoploss คือ วางทีไร โดนกินทุกที เล่นกันเอา พารานอยด์ จิตตกกันไป

และแพะก็กลายเป็น stoploss hunting ที่เป็นเหยื่อของนักเก็งกำไรเกือบทุกคน ที่เสีย stoploss

ทั้งที่จริง กลยุทธ์การทำ stoploss hunter เป็นอะไรที่ ไม่ได้เกิดบ่อยๆ แถมทำมากๆทำมั่วๆโดนจับได้


ครั้งไม่ใช้ไม่มี ไม่วาง stoploss ก็โดนลาก ล้างพอร์ต ไปเช่นกัน


stoploss หรือการหยุดขาดทุนมันเป็นเรื่องของการควบคุมและจัดการความเสี่ยง รูปแบบหนึ่ง

ถ้ามีความรู้มีวิธีอื่นๆที่เหมาะสมกว่าก็ใช้แบบนั้นก็ได้ เพราะอย่างผมเคยบอกไป manage loss

มีหลายวิธี เช่นการทำ hedging หรือการทำการจัดการความเสี่ยงจาก loss

รูปแบบต่างๆ(แน่นอนต้อง require วิธีการที่ซับซ้อน และมีเงินทุนที่เพียงพอ) stoploss เป็นอะไรที่สะดวกและง่าย แต่การใช้งานให้เกิดประโยชน์ ต้องเข้าใจพฤติกรรมของราคา

การวาง stoploss ให้ dynamic ยืดหยุ่นและเข้ากับสถานการณ์นี่เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะปัจจัยเรื่อง volatility ที่มีบทบาทมาก ต่อความสำเร็จ (ขอละประเด็นนี้ไว้อนาคต จะมาสอนต่อไป)


Stoploss hunting


การทำ stoploss hunting ไม่ง่าย มันลงตัวทั้งจังหวะและเวลา รวมถึงปริมาณโซน ของ order ที่รายย่อยในตลาดมองตรงกันไปอีก


คนทำจริงๆ ก็คือกลุ่มมีเงิน กับมีข้อมูล กลุ่มมีเงินมากเช่น hedgefund, กองทุน , inter bank กับอีก กลุ่มที่มีข้อมูลก็อาจจะเช่น โบรกเกอร์โดยเฉพาะ forex broker ที่มี order book


การทำกับตลาดค่าเงิน หรือตลาดคอมโมดิตี้ ปกติโดยตรง สำหรับโบรกที่ยิงผ่าน ECN/STP เข้าตลาดจริง ทำยาก ใช้เงินเยอะเสี่ยง อาจจะเกิดยากมาก ถ้าไม่มีตัวเร่งจาก event หรือ story มาเสริม













แต่ที่ทำได้ง่ายกว่าคือ การทำในบัญชีเทรดประเภท ที่ไม่ได้ส่ง order เข้าตลาดจริงแต่เป็นการเทรดผ่าน deal desker ในโบรกเกอร์ โบรกเกอร์เป็นคนปรับราคาเองโดยเฉพาะโบรก ที่ไม่ได้มี Regulate มาตรฐาน ต้องระวังประเด็นนี้ดีๆ พวกนี้เขามีบัญชี order book ในสินค้าต่างๆ รู้ว่าเทรดเดอร์หลายหมื่น หลายแสนบัญชีไปเข้า order ด้านไหนมาก แล้ววาง stoploss กันกระจุกตัวตรงไหน


ตรงนั้นโซนเป้าหมายของการ ลากราคา ลงไปหา เพื่อกิน stoploss จากลูกค้า แล้ว ลากกลับเพื่อรักษาสมดุล ปรับราคาให้เข้ากับ ราคากลางของตลาด ในเวลาอันสั้น หรือไม่ก็ลากยกกลับเก็บของให้ลูกค้ารายใหญ่ก็มีเช่นกัน


นอกจากนี้อีก ทริกที่นิยมทำคือ การปรับ spread และการปรับ margin level ในช่วงเวลาพิเศษควบคู่ เพื่อทำให้ ลากกันได้ถึงล้างพอร์ต กินยาวไปก็มี

















Stealth Mode


อีกเทคนิค ที่กลุ่ม programmer หรือนักพัฒนา algorithm trade ใช้กันมาก หลายคนอาจจะเคยเห็นใน EA แต่ไม่เข้าใจ วันนี้ผมจะมาแนะนำ นั้นคือ เทคนิค ที่เราเรียกกันว่าการใช้ Stealth Mode


Stealth Mode ผมเองก็ใช้เทคนิคนี้บ่อย แต่ข้อจำกัดในการเพิ่ม load การคำนวณของเครื่อง server ก็มี เพราะเราจะไม่มีการตั้ง stoploss ล่วงหน้าเอาไว้ แต่ใช้การคำนวณการวาง stoploss แบบ real time เก็บระดับราคาทำ stoploss ไว้ในฝั่งของ client ไม่ให้โบรกเกอร์รู้ พอถึงระยะ หรือ bid offer เข้าเงื่อนไขก็จะทำการ execute คำสั่งเอง(แน่นอนว่ามันจะมีรายละเอียดต่างๆการตั้งค่าในออร์เดอร์ และ slippage ขอละเอาไว้ไม่ได้พูดถึง)


Stealth Mode ก็ทำให้ EA หรือ robot trading หนีการโดน stoploss hunting ได้แต่มีต้นทุน เรื่องการทำงานหนัก และการวาง algorithm มาชดเชยแทน


สรุป สรุปตรงนี้ stoploss hunter มีอยู่จริง แต่ อย่ามันไม่ได้เกิด ง่ายๆบ่อยๆ หรือจ้องจะมากิน เราคนเดียวอะไรแบบนั้น เพราะมันทำได้ยาก และไม่คุ้ม ดังนั้นก็อย่าใช้เป็นข้ออ้าง ประเด็นจริงๆทางแก้มันมีเยอะ มันคงไม่ใช่ stoploss ใช่ไม่ได้ หรือเลิกใช้ไปเลย แต่มันเป็นเรื่องของการเข้าใจ ว่าจะวาง stoploss ยังไงให้เกิดประสิทธิภาพ


การเทรดมันอยู่บนความน่าจะเป็น ไม่มีเครื่องมือถูกต้อง 80% 100% หรอกโดยเฉพาะตลาดที่มีความผันผวน มีความยากสูง สาระคือ ผิดยังไงไม่ให้ หมดตัว ผิดยังไงให้อยู่รอดและทำเกมส์ต่อได้ การบริหารจัดการความเสี่ยงจุดนี้ต้องทำให้ดี ทำให้เป็น มันเป็นโมเดลเชิงเลข เป็นทักษะความรู้ขั้นสูง ที่มากกว่า การใช้เทคนิคอล ใช้อินดิเคเตอร์ธรรมดา ยังไงมีเวลาก็ลองศึกษาหาความรู้กันครับ


ปล. เขียนมาเพื่อให้ความรู้นะครับ ไม่ได้ไปพาดพิง โบรกเกอร์ใด ส่วนใครพบใครเจอ ก็ต้องระมัดระวังตัวกันเอา เพราะตลาดเก็งกำไรส่วนใหญ่มันไม่ใช่ fair game อยู่แล้ว คนที่เก่งที่แกร่งเท่านั้นจะรอดได้


ปล. ในตลาดไทย นี้ผมยังไม่เคยเห็นนะครับ กรณีนี้พบในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดค่าเงิน


อ้างอิง http://www.investopedia.com/article...


http://www.fxkeys.com/stop-loss-hun...


http://www.moneyshow.com/articles.a...


http://www.fxkeys.com/stop-loss-hun...


http://en.tradimo.com/tradipedia/st...

inside the box



ไปกิน KFC ได้ยินเด็กจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ 2 คนกำลังปรึกษาหาทางซื้อไอโฟน 6 กัน ดูแล้วเคร่งเครียดเพราะเงินเดือนทีไ่ด้ไม่มาก แถมถ้าออมเงินกันจริงจัง ก็คงได้ซื้อแล้วใช้ไม่นานรุ่นใหม่ออกพอดี ได้ยินไอเดียสุดท้ายที่สองคนนั้นเห็นตรงกัน ก็คือไปจบที่บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เข้าสู่วงจรหนี้เพื่อสนองตันหากันต่อไป


เรื่องของเด็กรุ่นน้องสองคนนี้ทำให้ผมนึกถึง ข่าวที่อ่านเจออันหนึ่ง ของ Brandon เรียนจบได้เข้าทำงาน google เขามองว่าเงินค่าเช่าบ้านที่ถูกสุดของบริษัท ราคา 65 เหรียญต่อคืน หรือเดือนละเกือบ 2,000 เหรียญ แถมการเป็น Software Engineer มนุษย์ทองคำ เวลาอยู่ในห้องแทบจะไม่มี สิ่งทำคือใช้นอนอย่างเดียว













เขาเลยเริ่มปฏิบัติการประหยัดเงินด้วยการ ซื้อรถบรรทุกมือสอง Ford ปี 2006 ราคา $10,000 ที่มีตู้บรรทุก มาดัดแปลงทำเป็นห้องส่วนตัว พร้อมเตียงนอน แล้วนำมาจอดนอนที่ลานจอดรถของบริษัทซะเลย ส่วนการอาบน้ำ หรือเข้าห้องน้ำก็ใช้ของบริษัทที่เปิดบริการตลอด 24 ชม.อยู่แล้ว ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ อาหารก็กินฟรี 3มื้อที่โรงอาหาร เขามีรายจ่ายเดือน $121 สำหรับค่าประกันรถ








ที่น่าสนใจคือ กว่าจะเรียนจบ 4 ปีเขาเป็นหนี้ถึง 22,434 เหรียญ ด้วยกลยุทธ์การประหยัดของเขาที่ทำมาร่วม 4 เดือน ทำให้เขามีเงินเหลือใช้หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาไปแล้ว $16,449







สำคัญ Brandon ยังทำ blog เล่าเรื่องราวเป้าหมายการพิชิตหนี้ด้วยไอเดีย Thoughts from Inside the Box หรือการอยู่อาศัยในรถ รวมถึงการวางแผนการเงินเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่าย เผยแพร่แชร์ประสบการณ์ให้กับคนทั่วไปด้วย


ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ เขายังจอดรถที่ google ได้หรือไม่ แต่เหมือน Brandon ก็ยังคงอยู่อาศัยในลานจอดรถต่อไป เขาคงไม่ได้ชอบหรือคิดทำแบบนี้ไปตลอด แต่ทำเพื่อปลดหนี้ กู้ยืมการศึกษา ที่เหมือนเป็นชนักติดหลัง ปัญญาชนโดยเฉพาะในอเมริกา จำนวนมากในขณะนี้


บางคนจบมาเป็นหนี้สูงถึง 30000-50000 เหรียญ แถมเมื่อทำงาน ก็ยังต้องมาเจอหนี้ใหม่ๆเช่น หนี้บ้าน บัตรเครดิต รถ สุดท้าย กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานทุ่มเวลา ทุ่มร่างกาย หาเงินชดใช้หนี้ในระบบทุนนิยมต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด







หนี้ student loan ของสหรัฐน่ากลัวมาก เหมือนเป็นระเบิดลูกใหม่ ตอนนี้เดินหน้าสูงหลายพันล้าน ลองคิดดูถ้า เกิดมีอัตราวางงานสูงขึ้น เขาจุดหายนะ นักศึกษาจบมาไม่มีงานทำหรือตกงาน ใช้หนี้ไม่ได้ มันจะระเบิดแรงขนาดไหน













เขียนมาถึงตรงนี้ คงไม่ได้บอกว่าอะไรผิดหรือถูก อยากเอาชีวิตของคนอีกมุมโลกมาฝาก ชีวิตเราเลือกทางเดินได้ จะมีเงินมากหรือน้อย ไม่สำคัญเท่ากับการวางแผนการใช้เงิน การอยู่อย่างพอเพียง ไม่ลำบากเกินไป และไม่ฟุ่มเฟือย ติดกับวัตถุนิยม มากจนเกินจำเป็น เดินทางสายกลางมันก็น่าจะทำให้เรามีความสุขและอยู่รอดได้ครับ






อ้างอิงจาก http://www.businessinsider.com/goog...


http://qz.com/378572/the-us-governm...


http://blogs.reuters.com/breakingvi...


อ่านเว็บการบริหารเงิน การพิชิตหนี้ของ Brandon http://frominsidethebox.com/

ยิ่งมากยิ่งมึน

ทุกวันนี้เราอ่านข่าว อ่านรายงานมากเกินไปหรือเปล่า ???
บางครั้งการเสพ สิ่งเหล่านี้มากมายเกินไป มันมีผลโดยตรงต่อการคิดการตัดสินใจของเราเสมอ โดยเฉพาะเรื่องจิตวิทยา

โดยเฉพาะถ้าข่าวนั้นมันตรงข้ามกับความคิดความเชื่อของตัวเรา หรือบางข่าวมีความไม่ชัดเจน(ก่อให้เกิดการสับสน)และเกินจริงมากไป

อ่านเยอะไปก็ใช่ว่าจะดี ดังนั้นผมว่า เราไม่จำเป็นต้องอ่านข่าว อ่านบทรายงานให้ครบ ทุกฉบับ ทุกคอลัมภ์ ก็ได้ เอาพอดีๆเลือกที่เราคิดว่ามีความน่าเชื่อถือ เน้นคุณภาพในการอ่านการทำความเข้าใจ มากกว่าการไปเน้นปริมาณ แบบรู้ทุกเรื่อง


สิ่งที่สำคัญคือ อย่าพยายามเชื่อ สิ่งที่รับ มาโดยปราศจากการไตรตรอง หรือคิดตามก่อนเสมอ 
สุดท้ายจะตัดสินใจซื้อหรือขาย ก็ต้องมีแผนรับมือความเสี่ยง(risk management) เอาไว้ตลอด จะได้อยู่รอดปลอดภัย

ลองเน้นคุณภาพ ลดประมาณ หาทางสายกลางให้เจอครับ

Recovery Factor



หัวใจของการทำระบบ ไม่ว่าจะซับซ้อนแค่ไหน เบื้องต้นต้องคุม risk ให้ได้ก่อนไปเร่ง profit ถ้าคุม risk ไม่อยู่แล้ว Drawdown(DD) มันโตเรื่อยๆ ระบบจะลำบาก เราละเลยไม่ได้ ต้อง monitor ตลอดเหมือนดู equity นั้นแหละ


ลองวางแผนจัดระดับจุดวิกฤติเอาไว้ เช่นของผมจะใช้ 20% ถ้าเกินผมจะปรับ money management ใหม่ จะลด position size ผ่อนทันที และปรับ Stoploss ให้เหมาะเก็บกำไรไปเรื่อยๆ จนกว่า wining rate มันจะดีขึ้น ค่า DD มันเริ่มเปลี่ยน แล้วค่อยมาลุย เกมส์รุกใหม่ ตรงนี้จะเห็น ผมเอา Drawdown เหมือนตัวคุมหางเสือ จากนั้นดูสถิติของ win/loss ratio ประกอบ ถ้าผลงานไม่ดีแถม Drawdown โต บวกถ้าเจอ consecutive loss เยอะ แบบนี้หยุดเลย ออกมาทบทวนก่อน


ถ้าเราไม่คุม DD ให้ดี ยามเจอหนักๆ โดนอัดมากๆ หรือมี consecutive loss มากไม่นานอาจจะล้างพอร์ตได้ โดยเฉพาะถ้าใช้ robot เทรดมันเร็วมาก อาจจะลองนำค่า Recovery Factor มาใช้ประกอบโดย


Recovery Factor = Netprofit / MaxDD


ไม่ว่าจะเทรดกลยุทธ์อะไร Trend following ,Momentum trading , Swing trading หรือ Grid แก่นการอยู่รอด อยู่ตรงนี้ ถ้าระบบ คุมภาวะสมดุลของการ สร้างกำไร และการสูญเสีย ไม่อยู่ มันก็ไปไม่รอด












ยิ่งถ้าเทรดมั่วๆ เชื่อว่าเครื่องมือที่ใช้แม่น 100% หรือจะไป over trade แบบ all-in การโตของ loss มันจะกลายเป็น exponential curve สุดท้ายคุมไม่อยู่ก็ จบข่าว...


ลองคิดดูถ้าระบบทำกำไรไม่ทัน loss แล้ว MaxDD มันโตมากเกิน cashflow ระบบทำได้ ค่า Recovery Factor มันต่ำกว่า 1 แปลว่าระบบเราเข้า โคม่าแล้ว อาจจะกู้กลับมาได้ยาก นั้นคือหายนะ ที่จะมาเยือน เช่นเดียวกัน ถึงระบบจะมีการขาดทุน มีผิดพลาด จาก volatility บ้างแต่ถ้ามีโอกาสพลิกเก็บกำไร ได้ต่อเนื่อง ค่าของ profit มันก็มาชดเชยกัน โดยไม่ต้องมีปาฏิหารย์ หรือมีสูตรลัดประเภท เดาอนาคตได้แม่นยำถูก 100% เลย ระบบเทรดมันไม่ได้มีแค่เทคนิคอลหรือสัญญาณซื้อขายนะครับ อย่าไปติด หรือเอาแต่หาเครื่องมือสุดยอดสุดวิเศษ เลย หัดเรียนรู้เรื่องความเสี่ยงเป็นหลัก แล้วมองภาพใหญ่ให้เป็น แล้วบริหารระบบทำให้มันสร้างกำไรต่อเนื่องและยั่งยืน มากกว่าการทำกำไรก้อนใหญ่ในเวลาสั้นๆ








เอาเทคนิคการบริหารพอร์ตให้อยู่รอดมาฝากกัน เลิกเสียเวลาในการไปคาดเดาตลาด คาดเดาสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตัวเรา แต่ควรโฟกัสที่การบริหารความเสี่ยง ที่จะเกิด ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ

อนาคตคือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้



หนังเรื่องหนึ่งที่ผมว่า มันเป็นอะไรที่สุดยอดในแง่ของบทและจินตนาการ ขวัญใจชาวเนริ์ดมาก ก็คือ Back to the Future ฉายในปี 1985 (และมีภาคต่อ 2 และ3 ตามมา) เป็นหนังที่สร้างกระแส โลกแห่งอนาคต ทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่มันล้ำเกิน คนคิดได้ในยุคนั้น หลายอย่างเทคโนโลยียังไม่สนับสนุนการสร้างให้เกิดจริงได้ด้วย เช่น Hoverboard (ปัจจุบันทำได้แล้ว), แว่นตาอัจริยะ , Drone ติดกล้อง, vdo chat, smart TV, รองเท้าผูกเชือกเองอัตโนมัติ


อันหนึ่งติดใจมากคือ รถ delorean dmc-12 ในตอนนั้นวัยรุ่นที่ดู ผมว่าต้องมีแหละที่อยากได้มาครอบครอง สิ่งเหล่านี้ผมให้เครดิตกับ ผู้เขียนบทและผู้สร้าง บ็อบ เกล เขาทำงานออกมาได้ดีจริงๆ และจิตนาการสุดล้ำมากๆ วันที่ 21-10-2015 คือวันที่ มาร์ตี้ แม็กฟลาย และ ดร. เอ็มเม็ตต์ บราวน์ เดินทางจากอดีตมาอนาคต อนาคตที่หลายสิ่งหลายอย่างที่ได้ถูกกล่าวถึงในหน้ง สามารถสร้างให้เกิดได้จริงแล้ว ในอเมริกา รายการทีวี และสารคดี ก็ถือฤกษ์ปี 2015 เฉลิมฉลองและทำเนื้อหาเกี่ยวกับ Back to the Future กันอีกครั้ง





การเดินทางย้อนเวลา จากอนาคตไปอดีต จากอดีตไปอนาคต เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถเกิดได้จริงบนโลกนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนเป็นสัจจะธรรมในตอนนี้ คือ อนาคต เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ได้













ทุกครั้งผมดู Back to the Future ผมนึกถึง Michael J. Fox เขาคือเด็กหนุ่มอัจริยะ ฉลาดมีไหวพริบ ที่รับบทเป็น มาร์ตี้ แม็กฟลาย หลังจาก Back to the Future ทั้ง 3 ภาคออกฉาย Michael J. Fox ก็ดังกลายเป็นดารายอดนิยม เขามีทั้งชื่อเสียงและรายได้หลายล้านเหรียญตั้งแต่วัยไม่ถึง 30 สิบปี และก้าวหน้าอาชีพนักแสดง ด้วยการพิชิตรางวัลใหญ่อย่าง Emmy Awards และ Golden Globe Award มาครองหลายตัว


ชีวิตที่ใครหลายคนต้องอิจฉา ก็มีอันต้องประสบกับุวิกฤติใหญ่ เมื่อ ปี 1991 (หลังจากจบ Back to the Future ภาค 3 แค่ 1 ปี) เขาได้รับการวินิฉัยว่าเป็นโรค Parkinson และต้องต่อสู้กับการอาการป่วยหลายปี จนเริ่มสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทำให้ปี 1998 เขาประกาศต่อสาธารณะว่า เขาป่วยเป็นโรค Parkinson และอำลาวงการไปรักษาตัวในไม่กี่ปีต่อมา (แต่หลังจากนั้น ก็หวนกลับมาทำงานต่อ)


Michael J. Fox ก็ไม่ได้หยุดยอมแพ้ นอนเป็นคนป่วยอยู่เฉยๆ เขายังเดินหน้าทำงาน การแสดง แม้ว่าจะไม่สามารถเป็นเหมือนคนปกติ แต่เขาก็พยายาม อีกงานที่น่าชื่นชมมากคือ Michael J. Fox ได้ตั้งมูลนิธิการกุศล Michael J. Fox Foundation ระดมทุนหาเงินมาสนับสนุนการวิจัยพัฒนา หายารักษาโรค Parkinson เพื่อช่วยผู้ป่วยจำนวนมากที่ทนทุกข์จากโรคนี้








อนาคตมันคือสิ่งที่ไม่แน่นอน คงไม่มีใครคาดคิด ว่าโชคร้ายจะเกิดกับเขา ชายผู้ที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์และประสบความสำเร็จ เรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่เตือนใจ เราได้เป็นอย่างดี ว่าสิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตไม่ประมาท


ไม่ติดกับอดีต ไม่ต้องกังวลอนาคต มีสติอยู่กับปัจจุบันและมีความสุขกับมัน ให้มากที่สุด อะไรที่ไม่สำคัญ อะไรที่มากเกินไป หรืออะไรที่ทำให้ทุกข์ ก็ตัดๆมันไป ชีวิตที่เรียบง่าย มีสุขภาพที่ดี ได้ทำงานที่ตัวเองรัก อยู่อย่างพอดีๆไม่ขาดไม่เกิน แม้ไม่รวยพันล้าน หมื่นล้าน เราก็มีความสุขได้ครับ


มูลนิธิ https://www.michaeljfox.org/