สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

Big Short & การรับมือวิกฤติ

เพิ่งจะได้ดูหนัง Big Short ดูจบสิ่งที่ทำให้ผมคิด คือ เราจะเป็นผู้ชนะในวิกฤติการเงินยังไง? ต้องเป็น Hero แบบ Burry หรือไม่(หลายคนดูออกจากโรงอยากเป็นแบบนี้ ชนะได้แบบนี้กันส่วนใหญ่)
นั่งทบทวนดู พบ มี 2 แนวทาง

1. ทำแบบ Michael Burry คือมั่นใจว่าจะเกิดฟองสบู่ กล้าสวนแนวโน้มแล้ว short ทนขาดทุน 2 ปี พอถูกก็กิน แจ๊คพ๊อตก้อนใหญ่ (ก็ต้องยอมรับเขาเก่ง บริหารเงินดีค่อยๆสะสม positionและอึดจิตใจหนักแน่น)

2. ถ้าเชื่อว่า ฟองสบู่จะมาก็ re balance ถือเงินสด(virtual short) มากพอ รอให้มันเกิดวิกฤติ หา discount เข้าซื้อสะสมของถูก ทำกำไรจากการฟื้นตัว >>(อันนี้คนสำเร็จมีเยอะ แต่มันไม่หวือหวา เลยไม่มีคนทำหนัง) 

ในตลาดการหากำไรจากวิกฤติจริงๆ 2 แนวทาง มีคนเดินกลยุทธ์และ ประสบความสำเร็จอยู่ทั้ง 2 แบบ มันขึ้นเราจะเลือกทางไหน 

ส่วนตัวผมคงไม่ทำแบบ Burry (และไม่เห็นด้วยที่จะไปสนับสนุนให้คนมา short ดัชนีเพียงเพราะคิดว่ามันสูง) เพราะ เพดาน มันหายากการประเมินแรงขับ ความโลภของคนมันทำได้ไม่ง่าย บวกกับก่อนจะลงหรือวิกฤติใหญ่จะมา ตลาด volatile จะสูง ถ้าเดินแผนไม่ดี บริหารเงินห่วยก็โดนกินเรียบได้

แตกต่างจาก การหาพื้นหรือจุดต่ำสุดที่ถ้ามันต่ำจริงๆ มันก็ไม่ลงต่อ ตรงนี้วัดกันที่กลยุทธ์ แค่เรามีเงินสดพอ มีความสามารถบริหารความเสี่ยง ในช่วงเวลาที่ราคาตกต่ำหรือวิ่งโซนต่ำ ได้นานหรือไม่

อีกคำถามที่ คนที่อยู่ในตลาดต้องคิด ให้ได้คือ จะ action ยังไงเมื่อวิกฤติการเงินมาในอนาคต ถ้าเรามีแผนมีความพร้อม โอกาสรอดไม่ล้างพอร์ต และหาประโยชน์จากมันได้ก็มีสูง ตรงนี้จะ gearing ในการสร้างพอร์ตชั้นดีเลยทีเดียวครับ



ผลงานระยะยาวของ Trend following

ตอบคำถามเมื่อวาน ที่อธิบายเรื่อง Trend following ไปนะครับ คือระยะยาวภาพใหญ่ 5-10 ปี กลยุทธ์สาย Trend following ก็ยังใช้งานได้(ถ้าคุม risk ให้รอดได้ ผลงานมันจะเฉลี่ยดีและแย่กันไปเอง) ผมเองก็มีพอร์ตที่รันด้วย Trend following ไว้เก็บระยะ กินกำไรยาวๆโดยระบบที่ใช้เอา snowball tactic มาประยุกต์

การใช้ Trend following ภาวะตลาดแบบนี้ต้องมีกลยุทธ์บริหารเงิน บริหารความเสี่ยงประกอบ รับมือกับความผันผวนของตลาดที่เกิด บวกกับจำนวนไม่น้อยสายนี้ มักเลือกลดความผันผวนของพอร์ตด้วยการ ทำ allocation ไปในสินค้าหลายตัว อาจจะทำให้ผลตอบแทนรวมช่วง 1-2 ปีนี้ ในภาวะตลาดไม่มีแนวโน้มชัดเจน ค่อนข้างต่ำ
ในภาพเอามาจาก trend-following-wizards-fund-performance 

ผลงานของกองทุน สาย CTA ที่ใช้ Trend following เป็นกลยุทธ์หลัก Jez Liberty เขารวบรวม ผลงานกองทุนของตำนาน trend following เอาไว้ มีกองทุนเก่าแก่ของเทรดเดอร์คนดังหลายคน เช่น Michael Clarke, Jerry Parker, Bernard Drury ,Bill Dunn , Dave Harding และอื่นๆ 

update ล่าสุดของ feb 2016
http://www.automated-trading-system.com/resources/trend-following-wizards-fund-performance/



แนวคิดการทำ Backtesting อย่างถูกวิธี

มีคำถามเรื่อง การทดสอบย้อนหลัง(Backtesting) เข้ามา ผมตอบไปทาง mail ยาวพอควร และอยากย้ำอีกรอบว่า ต้องเข้าใจบทบาทของการทดสอบดีๆ เราทำเพื่อหาข้อบกพร่อง จุดอ่อนมาปรับปรุงไม่ได้ทำมาเพื่อโชว์ หรือปลอบใจตัวเอง

ดังนั้น ต้องทดสอบอย่างมีคุณภาพและถูกวิธีการ ระวังโรคมโนจากการ Backtest Over fitting จนเกินไป หรือการทำ curve fitting แล้วมารัน monte carlo เอาจำนวนเยอะเข้าว่าอย่างเดียว

เราควรคำนึงถึงคุณภาพและหาข้อมูลมาทดสอบให้มากพอ และทำ WFA ทดสอบให้เต็มรูปแบบไปเลย ที่สำคัญทดสอบแล้ว ปรับปรุงแล้ว ก็ต้องลองกับข้อมูลจริงแบบ forward testing ก่อนใช้งานเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่า เมื่อระบบเจอตลาดจริงๆ จะสามารถทำงานได้



ผมมี clip อันนี้เรื่อง 10 Ways Backtests Lie ดีมากของ Dr. Tucker Balch จากงาน QuantCon ลองเข้าไปฟัง วีธีการทดสอบอย่างเป็นระบบ และข้อควรระวังต่างๆ เพื่อที่เราจะได้ทำระบบเทรด ทำ algorithm trading ดีๆออกมา ไม่ใช่ใช้งานไปแล้วพาล้างพอร์ต เสียหายไป

https://vimeo.com/122703520

My Life as a Quant

หนังสืออีกเล่มนะครับ ที่จะมาแนะนำเรื่อง Quant สำหรับคนจะเริ่มศึกษาด้านนี้ ควรจะลองศึกษาดู เป็นของสุดยอด Quant อย่าง คุณ Emanuel Derman 

"My Life as a Quant" เป็นเรื่องราวของ Emanuel Derman เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวของ นักฟิสิกส์ที่เปลี่ยนสายนำความรู้ทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์มาใช้ใน wallstreet เขาทำงานให้กับ Goldman, Sachs & Co ตำแหน่ง Financial Engineer ตลอดช่วงปี 1985 ถึง 2003 โดยเขาทำงานเกี่ยวกับ equity derivatives (Single Stock Futures , Options) และงาน risk management 

หนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นบันทึกการเดินทางสายอาชีพ อ่านสนุกและน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการพูดถึงเรื่องการใช้คณิตศาสตร์และตรรกะในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตัวของผู้เขียนคุณEmanuel เขาเชื่อในการคำนวณมากกว่า การเชื่อในดวงชะตา แม้ไม่ปฏิเสธว่าตลาดมีความเป็น random walk แต่เขายังอธิบายถึงหลักการของการสร้างโมเดลที่นำมาใช้ได้ในภาวะปกติ บนค่าความเสี่ยงที่เหมาะสม



เขายกข้อดีของการใช้โมเดลและระบบการลงทุนแบบคณิตศาสตร์มาแสดงให้เห็น แม้มีหลายบทในหนังสือที่อ่านแล้วก็งงๆเพราะเขายกเขาทฤษฏีทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน เช่น Muon Colliders and Neutrino มาประยุกต์กับการเทรดในพวก Options หรือตลาดล่วงหน้า แต่รวมๆแล้วสนุกที่ผมชอบเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความผิดเพี้ยนของตลาดหุ้น แล้วเขาหาจุดผิดปกตินั้นที่เกิดช่องว่างระหว่างตลาดหุ้นจริงและทฤษฏีทางการเงินที่ใช้ มาสร้างเป็นกลยุทธ์ที่ได้เปรียบ หรือชิงความได้เปรียบก่อน คนอื่นในตลาด

ลองหามาอ่านกันครับ ได้เห็นภาพเข้าใจคำว่า Quant มากยิ่งขึ้น

แง่คิดการใช้เทคนิคอล

มีคำถามหนึ่งทาง email ถามมาว่า ทำไมคนยุคก่อนเซียนเทคนิคอล รุ่นแรกใช้เครื่องมือแล้วประสบความสำเร็จ? 

ส่วนตัวผมมองว่า มันเกิดจากความเข้าใจ ในยุคเริ่มต้นคนได้อ่านงานต้นฉบับ เราะจะของจริง เห็น สมมติฐานและข้อจำกัดของเครื่องมือ ที่ผู้พัฒนาเขาถ่ายทอดตรงๆ แต่มายุคหลังๆเราเรียนเทคนิคอล จากการชวนเชื่อมากไปนิด ทำให้ง่ายไม่ต้องคิดดูด้วยตาแล้วจำอย่างเดียว แถมเพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ก็เพิ่มคำโฆษณาสรรพคุณ ว่าแม่น ว่ารวยว่ากำไร เข้าไปอีก 

คำแนะนำผมคือใช้อะไร กลับไปอ่านงานวิจัยต้นฉบับของผู้พัฒนา จะได้รู้เขาคิดยังไง และใช้มันเพื่อทำอะไรจริงๆ เน้นเข้าใจอย่าเอาแต่จำ ท่องจำ

เช่นจะใช้ RSI กลับไปทำความเข้าใจว่า J. Welles Wilder ยุค 1978 เขาคิดยังไง ตลาดเก็งกำไรยุคเขาเป็นอย่างไร(บอกได้เลยมันต่างจากยุคนี้มาก ลองศึกษา factor นี้ดีๆด้วย) ทำไมเขามีสมมติฐานแบบนี้ แล้วทำไม ต้องใช้ค่าพารามิเตอร์ 14 หรือ 7 คิดตั้งคำถาม หาคำตอบ ใช้แบบเป็นวิทยาศาสตร์มันจะสำเร็จ มันจะพัฒนาต่อได้ 

เมื่ออ่านมากๆจะพบคนคิดเทคนิคอลส่วนมาก เขาเน้นจากการสังเกต เน้นการอธิบายการเปลี่ยนแปลง บนกรอบบริบทที่เขาสนใจทั้งนั้น ถ้าจะบอกว่าเทคนิคอลใช้ไม่ได้ ผมบอกเลยว่าไม่จริง มันใช้ได้แต่ใช้ให้ถูก ใช้ให้เป็น อย่าไปใช้แบบผิดๆ เท่านั้นเอง

อีกประเด็นที่ผมยกให้คนรุ่นอดีตก่อนใช้เทคนิคอลแล้ว ทำผลงานดีส่วนหนึ่ง คือความพยายาม ถ้าเรียนคณิตศาสตร์สายวิทย์มา ลองนึกถึงตอนเราใช้กระดาษกราฟสร้างกราฟ วิเคราะห์ผลการทดลองสิครับ ยุ่งยากและใช้แรงนะ คนสมัยนั้นทดลองและทดสอบด้วยวิธีแมนนวลแบบนี้ต้องถึก อดทนและมีวินัยจริงๆ(เพราะทำทุกวัน ติดตามทุกวัน) ไม่ง่ายแบบเรา 



ดังนั้น มันเลยเป็นการ commitment ตัวเอง ในการลงมือทำ และฝึกฝนเรื่องของวินัยไปในตัวด้วย ซึ่งคุณสมบัติแบบนี้ต่างหากที่น่าจะเป็น key แห่งความสำเร็จ แต่มันกลับหาได้ยากในเทรดเดอร์ยุคปัจจุบัน ยุคที่ใครๆก็อยากจะรีบรวย อยากทำกำไรแบบไม่เหนื่อยกัน

How I Became a Quant

เดี่ยวนี้คำว่า Quant มาแรงจริงๆ อารมณ์จะประมาณว่าใครๆก็ Quant กัน แต่พอคุยกันไปกันมา ผมมองว่า ความเข้าใจด้านนี้ยังแตกต่างกันมาก ส่วนตัวผมเอง ตอนเริ่มทำวิจัยด้านนี้ก็บอกตรงๆว่า หลายปีก่อนมันไม่มีอะไรมากเหมือนตอนนี้ ตอนนี้ตปท.คอมมูนิตี้ออนไลน์เพียบ(ถ้าเริ่มไม่ถูกไป quant start) ตอนนี้มันเริ่มง่ายมากขอให้มี skill และความสนใจ

ช่วงเริ่มต้นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมลงทุนซื้อมาอ่านก่อนเริ่มคือ How I Became a Quant: Insights from 25 of Wall Street's Elite (2009)

How I Became a Quant เขียนโดย Richard R. Lindsey และ Barry Schachter สุดยอดของวงการด้านนี้ จากอเมริกา เล่มนี้จับเอา 25 คนดังด้าน Quant ทั้งสาย price model สาย risk management, Portfolio Management และอื่นๆ มาสัมภาษณ์ถึงวิธีคิด และประสบการณ์ ที่น่าสนใจคือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ นักฟิสิกส์ นักคณิคศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ PHD ระดับหัวกระทิ เดินหน้าเข้าสู่ wallstreet เพื่อมาแสวงหาความร่ำรวย และสร้างโมเดลเพื่อบริหารเงินระดับพันล้านกัน

คนดังๆเยอะ อ่านได้เห็นมุมมองเพียบจริงๆ เช่น Gregg E.Berman, Stephen Kealhofer David Leinweber และอีกหลายคน ส่วนตัวผมชอบ Peter Carr คนนี้ PHD จาก UCLA ที่มาทำ model ให้ t Morgan Stanley (เก่งมากด้าน option) ตอนนี้เป็นอาจารย์ด้าน Mathematics ที่ NYU

ใครสนใจลองหามาอ่าน ก่อนเริ่มจะดีมากเพื่อรู้ว่าเราจะ Quant ด้านไหน และจะเริ่มไปทางใด



Deep Learning

Deep learning  สำหรับเทรดเดอร์ ก็คือการเรียนจากการเทรดจริง เก็บข้อมูลจริง จากผลการเทรด อย่าไปกลัวที่จะเผชิญหน้ากับการขาดทุน(loss) อันนี้คนทั่วไปชอบรีบลืม รีบผ่าน

บริหารเงิน ขาดทุนแล้วไม่ให้เสียหายหนัก เพิ่มโอกาสการอยู่รอด เรียนรู้จากมัน เก็บข้อมูลจากมันให้ได้มากที่สุด ตรงนี้ถ้าเรานำมาวิเคราะห์ จะมองเห็น pattern มองเห็นความเกี่ยวเนื่องกับเหตุปัจจัยต่างๆ สุดท้าย เราจะสามารถสร้าง knowledge หรือหา solution ในการปรับปรุงระบบ ปรับปรุง skill ของเราให้สูงขึ้นไปได้ครับ



ข้อมูลเราบันทึกไว้ทุกวันๆ มีสัก 100 สัก 1000 การขาดทุน ลอง เอามาสกัด มาแยก มาวิเคราะห์ เราได้องค์ความรู้ ใหม่ เห็นความเกี่ยวเนื่องความสัมพันธ์ของปัญหาที่เกิด และใช้มันพัฒนา skill ในการเทรดต่อไปได้



ฟังกระบวนการเรียนรู้เชิงลึก กะการเทรดได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=vvokwuOveIU

AI in stock market

กระแส AI อย่าง alphaGo กำลังมาแรง เป็นทีฮือฮามาก ผมเองก็ติดตามการแข่งขันอย่างใกล้ชิด จริงๆแล้วได้เรียนรู้ อะไรหลายเรื่องมากจาก การแข่งขันครั้งนี้ ด้วยความสามารถของ AI ที่มันสามารถเอาชนะเซียนโก๊ะผู้เป็นมนุษย์ไปได้ ทำให้มีคนถามคำถามว่าในตลาดหุ้น ตลาดเก็งกำไร มี AI พวกนี้มาวิ่งอยู่บ้างไหม

จากที่ศึกษาตอบเลยว่ามีครับมีหลายตัวหลาย LAB ด้วยและทำงานด้านต่างๆไปทั้งการเทรด การวิเคราะห์ความเสี่ยง และอื่นๆ แม้ Google venture เองก็สนับสนุนเงินทุนบริษัท startup ที่พัฒนา AI ด้าน financial อยู่ มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟัง แต่วันนี้ขอเขียนถึง startup เจ้าหนึ่งที่ตอนนี้ hot มาทำ Machine learning ด้าน Risk Management บริษัทนี้ชื่อ AlgoDynamix ของ Jeremy Sosabowski

อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆคือ บริษัทนี้ทำ AI ที่ระบุโอกาสจะเกิดการ ตกลงของดัชนีตลาด ราคาหุ้น ราคาฟิวเจอร์ ใช้เทคนิค entropy feature clustering ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวราคาและการซื้อขาย แบบเรียลไทม์ แบบ order by order ที่สะท้อนถึงภาวะพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะกลุ่มที่ขายหรือตั้งขาย รวมถึงวิเคราะห์กลุ่ม order ที่ขายอย่างผิดปกติ เขาเรียกว่ามันคือ fingerprint และทุกครั้งที่ตลาดจะ sell off หรือลงรุนแรง มันจะมีร่องลอยแบบนี้เกิดก่อนเสมอ จากนั้นทำนาย ประเมินระดับความเสี่ยงและ แจ้งเตือนไปยังลูกค้าปลายทาง

AI มันบอกและเสนอแผน scenario ในการตัดสินใจให้ลูกค้า เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยง ล่วงหน้าก่อน จะเกิดเหตุการ crash ของตลาดหรือราคาหุ้น ตอนนี้ AlgoDynamix ก็มีผลงานที่น่าสนใจ จนสามารถขยายลูกค้าไปยังกลุ่ม กองทุน สถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ได้ แถมผลงานอดีตที่ผ่านมาก็มีสถิติการทำงานที่ดี เรียกว่าระบุการเกิด selloff ได้ดี

เจอพวกนี้เข้าไปคนก็สู้ได้ยากเพราะมันวิเคราะห์ฺข้อมูลขนาดใหญ่(ฺBig data) ในเวลาอันสั้น(mill second) แถมมีคนบอกว่าเจ้าตัวนี้จะเป็นเหมือนเกาะที่จะมาป้องกันพวก HFT หรือ Algorithmic trading ในอนาคต

นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของ AI ยุค ศักราชใหม่ของ ตลาดหุ้น ที่กำลังเริ่มขึ้นครับ

อ่านเพิ่มเติม
https://www.youtube.com/watch?v=bS-F0bN82vk




วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

พลังแห่ง swap

 การเทรดแม้จะเน้นการเข้าออกตามจังหวะของราคา แต่การเลือก product เพื่อวางแผนทำกลยุทธ์นี่ก็สำคัญ หาสินค้าที่ดี และสามารถช่วยเสริมกลยุทธ์การเทรดของเราได้ โดยการทำระบบถ้าทำการบ้านวางแผนก่อน เลือกสินค้าที่มี swap หรืออัตราดอกเบี้ยข้ามคืน เป็นบวกกรณีที่รู้ว่าต้องเทรดแบบระยะยาว มันยิ่ง ทำให้ ปิดความเสี่ยง ในการเทรดเข้าไปอีก

ในภาพเอามาให้ดูจะพบ P/L ยังติดลบเพราะราคา ยังอยู่ในกริดโซนล่าง แต่ profit ออกมาเป็นบวกแล้วเพราะ swap ที่ได้มันเข้ามาเติม ตามระยะเวลา คล้ายๆกับเงินปันผลที่เกิด

วันหลังจะมาเขียนบทความการทำระบบเทรดในหุ้นปันผล ให้อ่านต่อไป ใช้พลังอัตราปันผลมาเสริมส่วนของ beta ในการสร้างพอร์ตให้โตระยะยาว

อยากรู้ว่าสินค้าใด swap เท่าไหร่ เข้าไปดูจาก link ด้านล่าง พวกนี้เป็นมาตรฐาน ที่มีการประกาศไว้แน่นอนก่อน เราตรวจสอบได้

http://www.myfxbook.com/forex-broker-swaps


slow life trader

ผมรู้จักฝรั่งคนหนึ่งเขาใช้ชีวิต slow life ในเมืองเล็กๆในอังกฤษเปิดร้านกาแฟ แบบสไตล์บ้านๆ เรียบง่ายแต่มันเจ๋งดี วันหนึ่งมีลูกค้าไม่เยอะก็ไม่เครียด อยากเปิดก็เปิดอยากปิดก็ปิด ชิวตามอารมณ์ เพราะเขาไม่ได้เปิดร้านกาแฟเพื่อธุรกิจ แต่เขาทำร้านกาแฟเพื่อดำรงชีวิต ชีวิตในแบบของเขา แบบช้าๆ ใครอยากนั่งก็นั่ง มี WiFi free มีหนังสือให้อ่าน อยากนั่งทั้งวันก็นั่ง กาแฟยังเป็นแบบดริฟเลยคือ จะกินต้องรอ

ถามว่าถ้าทำธุรกิจแต่ไม่สนใจรายได้ จะอยู่ได้ยังไง นี้แหละเป็นจุดที่ผมได้ไปรู้จักกับแก เพราะแกเป็นเทรดเดอร์ เก่งมากคนหนึ่งเจอกันในเว็บบอร์ด fx แห่งหนึ่ง แกอายุไม่ถึง 40 ก็เก๋าพอจะออกจาก firm ที่ลอนดอน มาเป็นเทรดเดอร์อิสระและใช้ชีวิต

ผมเคยถามแกเหมือนกันว่า ทำไมคนมีประสบการณ์เยอะๆ(เทรดมากว่า 15 ปี)แบบแกถึงไม่เดินทางอาชีพทำงานให้กับกองทุนใหญ่ๆ แกตอบว่า "เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต" การต้องไปทำงานประจำ เอาแรง เอาเวลา เอาสุขภาพไปทำงานแลกเงินมากๆ ทำงานเพื่อคนอื่น แม้จะมั่นคง สวัสดีการดี แต่แกบอกว่าไม่ใช่ทางที่ต้องการ



คนเรามีเงินแค่พอใช้แต่อย่าไปยึดติดกับมัน มีและใช้อย่างพอประมาณ เพราะสุดท้ายติดมากมีมาก ตายไปเอาไปไม่ได้ มีมากอยากได้เยอะ เวลาเทรดก็เสี่ยงเยอะ ทำให้จิตไม่นิ่งเทรดไม่ดี

ผมชอบแนวคิดเรื่องนี้มากและอยากบอกต่อ เพราะ อิสรภาพทางการเงิน มันไม่จำเป็นต้องแปลว่าเรามีมากเหลือ หรือมากเกินคนอื่นหรือมีมากจนว่างไม่ต้องทำงานอะไร บางทีแค่มีกินใช้ รู้จักอดออม และพอใจพอเพียงในชีวิตจริงๆ มันก็ทำให้เราเขาสู่โหมดอิสรภาพ โดยเฉพาะอิสรภายทางเวลา ทางความคิดและการใช้ชีวิตได้เช่นกัน

ปล.แนววิดีโอมาประกอบ วิธีความชิว slowlife
http://www.kinfolk.com/film/kinfolk-saturdays-in-charleston/

Karl Popper

ไม่ว่าจะอ่าน Reflexivity ของ George Soros หรือจะอ่าน Back Swan ของ Nassim Nicholas Taleb ก็หนีไม่พ้นที่ต้องเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของ Karl Popper ที่เป็นฐานความคิดของทั้งสองปราชญ์แห่งโลกการเงิน นี้เสียก่อน 

วันนี้เลยนั่งปัดฝุ่นเอาเรื่องของ Karl Popper มาอ่านไปเจอ vdo นี้อธิบายได้สั้นและเข้าใจง่ายดี เขาพูดเรื่องแนวคิดการวิทยาศาสตร์/วิทยาศาสตร์เทียมและการพิสูจน์ผิด (Falsification)

เอามาแชร์สำหรับ น้องที่อยากศึกษาด้านนี้ ลองเริ่มดูจากนี้ก่อนนะครับ จากนั้นถ้าพอจะเข้าใจลองไปดู Open Society ต่อ

https://www.youtube.com/watch?v=ztmvtKLuR7I

Buffet & Hedgefund

เคยมีคำถามว่าบัฟเฟต กับเหล่ายอดมนุษย์ hedgefund เขามีอะไรกันหรือเปล่า เพราะทุกความเห็นมักมีการออกมาแย้งกัน ถ้าจำกันได้ปีที่แล้วก็มีกรณี IBM ตอนนั้นก็งัดกับ stanley druckenmiller หรืออย่างปีที่ผ่านมากลุ่ม Hedgefund ก็หน้าบาน และมีออกมาเหน็บปู่คืนได้บ้าง เพราะ Vanguard 500 Index Fund บวกไป 63.5% ขณะที่เฉลี่ย hedge fund portfolio โตเพิ่มขึ้น 19.6% (ปีที่แล้วฟันด์ที่ต่ำกว่านี้ถือว่าสอบตก)


เจอบทความนี้จาก investopedia เขาเรียบเรียงสาเหตุและที่มาที่ไปได้เข้าใจกระจ่างเลย บทความกรณีของ Dan Loeb Vs. Warren Buffett ล่าสุดออกมางัดกัน ออกตัวก่อนว่าคงไม่แปลเดี่ยวมันจะทำให้คนเข้าใจผิด เดี่ยวผมอาจจะโดนด่าฟรีด้วย

ส่วนตัวผมก็ชื่นชมผมการบริหารระยะยาวของบัพเฟต อยู่แล้ว แต่แน่นอนว่ามนุษย์มันก็คือมนุษย์ คงไม่มีคนสมบูรณ์แบบหรอกแต่ คงไม่ใช่หน้าที่เราไปนั่งตัดสินใคร(ทำตัวเองให้ดีเป็นพอ) ไม่ว่าใครก็ตาม 

บทความเขาก็เขียนดี ได้มุมมอง ผมเห็นแนวทางป้องกันความเสี่ยงหนึ่งของวอเรน บัพเฟต คือการทำการบ้าน เลือกหุ้นพื้นฐานดี แล้วเข้าถือหุ้นมากพอจนมีอำนาจในการบริหารบริษัท รวมไปถึงนโยบายการจ่ายปันผล การใช้เงินของบริษัท หรือ ถ้าบริษัทที่ไปลงทุนบริหารงานไม่ดี การเปลี่ยนบอร์ดหรือทีมบริหารใหม่ก็ทำมาแล้ว นั้นเป็นการปิดประตูเสี่ยงภายในชั้นดี บางครั้งบางบริษัทเข้าไปซื้อ เจ้าของยินดีที่จะมีแบรนด์บัพเฟตมาเสริมภาพลักษณ์หุ้น ัทำให้ได้ดีลพิเศษได้สิทธิ์ option เป็นการเพิ่ม discount เพิ่ม MOS เข้าไปอีก ยังไงถ้าสนใจก็ลองอ่านดูครับ

http://www.investopedia.com/articles/investing/030716/dan-loeb-vs-warren-buffett-loeb-right-brka-bac.asp

Gold, The New Anti commodity

บทความนี่น่าสนใจ อยากให้ลองอ่านดู จะได้เห็นมุมมองของทองคำในยุคปัจจุบันมากขึ้น คนเขียนบทความนี่ก็เก่งนะครับ คือ Bruce Pile เป็นผู้บริหารกองทุน

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนจากข้อมูลที่เขานำเสนอ ตลาดทองคำมันไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป โดยเฉพาะธรรมชาติของคอมโมดิตี้ และ cycle ที่เคยเกิดในอดีต มันอาจจะใช้ไม่ได้กับปัจจุบัน เพราะเกมส์การเก็งกำไรปัจจุบัน ที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ซับซ้อนจาก smart money ผู้เล่นรายใหญ่ ในตลาดอนุพันธ์(derivative) และมีการเคลื่อนออกของเงินแบบระยะสั้นตลอดในตลาดทองคำ ยังไม่รวมถึงพวก HFT ที่เข้ามาหาโอกาสทำกำไรจากความผันผวนในตลาด .



ลองอ่านแล้วตกผลึก ผมก็เห็นด้วยเพราะ ภาวะแบบนี้มันทำให้เทคนิค หรือการเทรดแบบเดิมๆอาจจะทำเงินได้ยาก ภาวะแนวโน้มหรือวัฏจักรตามคาบเดิมก็จะ ruin ไป(พูดง่ายๆทองอาจจะไม่ได้มีพฤติกรรมราคาเคลื่อนที่ตามรอบในอดีตเสมอไปแล้ว)

เขาพูดถึงความผันผวนที่เกิดเรื่อยๆและมากขึ้นเพราะมันคือช่องทางทำกำไรของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด แทนการต้องซื้อถูก ไปขายแพงๆถือยาวไปขายราคาระดับดาวอังคาร

ตอนนี้กลยุทธ์เป็นการเทรดแบบ 2 ทิศทางหวดทั้ง Long และ short เพื่อเก็บกำไรตลอด ในตลาดอนุพันธ์(future และ option) จากเดิมเชื่อทองคำเป็นแหล่งพักเงินความเสี่ยงต่ำ แต่ปัจจุบันค่า volatility ของทองคำก็สูงกว่าสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ อื่นๆ

ภาพนี้ gold กับ gold VIX จะพบ volatility ของตลาดนี้สูงมาก ไม่ว่ามันจะขึ้น หรือ ลง ซึ่งมันจะเหมาะกับพวกที่เทรดด้วย กลยุทธ์เฉพาะ และอีกกลุ่มใข้โอกาสเทรดบน sentiment หรือความเชื่อของคนในตลาด ที่ตีความจากข่าว



ดังนั้น ความยากการหวังผลตอบแทนระยะยาวมันจะเพิ่มขึ้น เพราะแนวคิดที่ใช้ข้อมูลในอดีตมาพยากรณ์ทิศทางอนาคต มันก็จะยิ่งผิดพลาดได้มากไปอีก ไม่มีอะไรการันตรีว่าทองคำจะขึ้นหรือลงแน่นอนได้ เพราะอะไรเกิดได้ตลอด

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่
http://www.nasdaq.com/article/gold-the-new-anti-commodity-and-derivatives-cm589007

GRID&Cashflow

ตอบคำถามคุณ Sorod เรื่องการวางโซนน้ำมันสำหรับกริด
คือหลักการคิด ผมเริ่มเทรดต้นปีแถวโซน 30-32$ ดังนั้นการออกแบบระบบ จะวางไปถึง 40$ แต่ระยะเกือบ 3 เดือนที่เทรดมา มันมี cashflow ออกมาเรื่อยๆ ก่อน ราคาจะวิ่งแรงในเดือน มีค. ผ่านมา มันเข้าใกล้โซน 40$ ที่วางแผนคำนวณเงินไว้

แม้จะไม่ได้คิดตอนแรก แต่พอเราเทรดได้ มี cashflow ออกมาตรงนี้เป็น buffer ให้เราได้ นำมา recalculate กระสุนในการยิงใหม่ ให้ครอบคลุมไปถึง 50$ ได้ต่อไปในอนาคต(กรณีที่ราคายกไปถึง) ไม่ยากครับ ตรงนี้คือความหยืดหยุ่น แต่ต้องอาศัยการเก็บ cashflow ให้ได้จากการเทรดด้วย ประสานกันไป


Diversification

อ่านบทความแนวนี้เยอะมากช่วงปีนี้ หลายที่พูดคล้ายกันว่าอนาคต การทำ Diversification อาจจะทำให้เกิด return ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการเทรด หรือการลงทุนในตลาดเดียว เพราะจากภาวะความผันผวนที่จะเข้ามา จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

บทความนี่น่าสนใจเอามาแปะไว้ เรื่อง Diversification Works Whether You Want It To Or Not เขียนโดย Eric D. Nelson จาก ServoWealth นำเสนอข้อมูลผลตอบแทน asset class แบบจำแนกช่วงเวลาได้น่าสนใจ



ลองมาคิดต่อ จากข้อมูลที่เขานำเสนอ มันก็จริงเพราะ ด้วยความยากของตลาดและ volatile ที่เกิด ประเภท trader hero หรือการใช้ skill อย่างเดียว เพื่อรีดเอากำไร อาจจะยากกว่าอดีตโดยเฉพาะสาย trend หรือ momentum

ดังนั้นการปรับตัวคือ การเทรดแบบกระจาย ตาม fundflow เพราะการโยกเงินของเรา เข้าถูกตลาดที่มีเม็ดเงิน fundflow ไปลง มันสามารถสร้างกำไร ได้บนภาวะความเสี่ยงที่น้อยกว่า เช่นเดียวกัน ถ้าเงินเราไปอยู่ผิดที่ในตลาดที่ fundflow ออกหรือหมดความสนใจ ต่อให้ใช้กลยุทธ์ใช้เทคนิคขั้นสูงยังไง มันก็รีด กำไรออกมายาก แถมความเสี่ยงในการขาดทุนก็จะสูงด้วย

http://www.servowealth.com/resources/articles/diversification-works-whether-you-want-it-or-not

Source of data: DFA Returns Web

Bad Opinions

ชอบ คำสอนนี้ของคุณเรย์มาก ถึงกับจดใส่สมุดโน๊ตไว้เตือนใจตัวเองเลย ทุกวันนี้ความคิดเห็นจากเซียน จากกูรู ผู้รู้ ผ่านสื่อหลัก ผ่านสื่อรอง หรือจากคนรอบข้างบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค(Facebook, Line) มันเยอะมาก

การฟังโดยไม่คิด ฟังบนจิตที่อ่อนไหว มันทำให้ ผิดพลาดและทำให้เกิดความเสียหายได้มากมาย จริงๆ

ดังนั้นทำงานหนัก เรียนรู้มากๆ คิดเยอะๆ ทำให้ดีที่สุด แม้จะไม่ถูกทุกครั้งไม่ได้กำไรรวยทันใจแบบใครเขา แต่เราก็สามารถพัฒนาและยืนบนขาของตัวเองได้



วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

Quant Model and Price behavior

ระบบเทรด ที่เน้นการสร้าง cash flow จากการเทรดบน volatility  นอกจากเราจะได้ความสามารถในการควบคุมขนาดของ risk ในรูปแบบฟังก์ชั่นของเวลา time ยังสามารถเอาผลของการเทรด หรือ trading record มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมราคา ต่อได้อีกด้วย (ผลจะพยายามอธิบายเรื่องยากให้เห็นภาพได้ง่ายที่สุด)

สาย Quant โมเดลการเทรด ที่เน้นการเก็บข้อมูลการเทรดมากๆ มันยิ่งทำให้เทรดเดอร์หรือผู้พัฒนา เข้าใจพฤติกรรมราคาและพฤติกรรมของตลาดได้มากขึ้น มันแตกต่างจากการดูกราฟ ที่เน้นการมองไปที่ movement หรือ pattern อย่างเดียว เพราะการตีความจากการมองบางครั้ง มันไม่ได้สะท้อนภาวะการเปลี่ยนแปลง หรือความผันผวนจริงที่เกิดได้ รวมไปถึงมองไม่เห็น flow การเคลื่อนของเงิน ที่ตัวพลักดัน ราคา

ยกตัวอย่างในภาพข้าง ผมตัดบางส่วนที่เปิดเผยได้ มาแสดงเพราะอยากประกอบการอธิบายว่าเวลาพัฒนา Quant Model หรือทำตัว algorithmic trading พวกนี้มันทำงาน มองราคา(Price) ต่างจากมนุษย์ Quant มองภาวะการเกิด ความถี่และการเปลี่ยนแปลง มันเป็นปัจจุบันและเป็น raw data ที่เกิด



ภาพ  Heat map เราจะเห็น โซนราคา ที่เราสามารถเก็บ cash flow ได้มันจะสะท้อน frequency ที่เกิดของ action ในราคาไปในตัวด้วย บางโซนราคา มีการย้ำของราคานานๆ สะท้อนภาวะการต่อสู้ของแรง หรือพลังงานที่เขามาในตลาดในช่วง period นั้นๆ เช่นเดียวกันการ flow ของกระสุนที่เก็บได้ นี้ก็สะท้อนภาวะการไหล การเคลื่อน บน low volatility ทำให้เราเห็น Trend เป็นต้น (ความเป็นจริงมันมีรายละเอียดที่เยอะเบื้องหลังมันคือ Math บวกกับเป็นโมเดลที่พัฒนาไม่ขออธิบายเยอะไปกว่านี้นะ)

ดังนั้นการทำโมเดลเทรด ที่ดี การเก็บข้อมูล และประมวลผลข้อมูล มันทำให้เราเข้าใจภาวะความเป็นไป ใช้เป็น information ในการบริหารจัดการเงิน จัดการความเสี่ยงได้ ดียิ่งไปอีก



ในภาพผลตัดมาให้ดูแค่ 10 วันลองคิดดูว่าถ้าเทรดมา 1 ปี 3 ปี เราจะมีข้อมูลมากแค่ไหน และมันจะทำให้เราเข้าใจ มองเห็นเกมส์ เห็นการ action ของ player  ยิ่งพวก Quant Fund ที่เทพเช่นของปู่ jame simon  เขาทำการวิเคราะห์เก็บข้อมูลแบบ data science ขั้นสูงจำนวนหลายๆสิบปี เขาจะยิ่งสกัดและมองเห็นภาวะความเป็นไปได้มากไปอีก(ถึงได้บอกว่า การไปสู้หรือไปเดาเกมส์พวก smart money ยิ่งยากไปอีก)

ปล. ขอตอบคำถามไปในตัวด้วยนะ ทำไม Quant trading ถึงไม่จำเป็น ต้องใช้กราฟ ใช้แท่งเทียน หรือมานั่งลากเป้า เดาราคากัน

Smart beta Portfolio

ทดลองพัฒนาโมเดล สร้างพอร์ตแบบ smart beta ขึ้นมาโดยเป้าหมายหลักคือยังใช้ความไม่สมบูรณ์ของตลาด บวกกับ volatile ที่เกิด มาสร้างให้เกิด cashflow เพื่อสร้าง balance curve ให้โตต่อเนื่อง

ความท้าทายมันอยู่ตรงที่การบริหารเงิน คือทำยังไงให้เกิดความได้เปรียบ และจำกัดความเสี่ยงให้เหมาะสม ได้ดีที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นความผันผวนของตลาด มันจะมาทำร้ายพอร์ตของเรา

สิ่งแรกที่ทำคือ หาโมเดลคุมการบริหารเงินแบบเป็น Dynamic ที่แปรผันไปตามค่า volatility ของตลาด เรียกง่ายๆคือให้ leverage มันแปรผันไปตาม volatility ที่เกิด

สิ่งที่สองคือ เพิ่มความแข็งแกร่งให้โมเดล โดยเอาระบบเทรดสองตัวมาทำงานร่วมกัน แนวคิดนี้ก็ง่ายๆ คือเราวิจัยระบบมามากพอ รู้ว่าอะไรคือจุดอ่อนของกลยุทธ์ประเภทต่างๆ

ดังนั้น เราจับสองกลยุทธ์ที่มี จุดอ่อน จุดแข็งเสริมกันได้มาทำงานด้วยกันซะ อย่างในโมเดลนี้ ใช้ Scalping ร่วมกับ Trend Following โดยเอาสองกลยุทธ์มาแก้ชดเชย ข้อจำกัดกันและกัน บวกการหาประโยชน์จาก swap ของสินค้าและการอ่านแนวโน้มภาพใหญ่แบบ macro view เพื่อเกาะตามเทรนด์(core beta)

แต่ข้อเสียคือเมื่อพยายามเทรด เล่นกับ volatile มันทำให้ การคุม Drawdown ระบบทำได้ยาก และยังทำได้ไม่ดี(มากกว่า 50%) อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องวิจัยพัฒนา ปรับปรุงกันต่อไป

ศึกษามาเกือบปี ทดสอบพอร์ตจริงมา เกือบปี ผลออกมาใช้งานได้ พิสูจน์สมมติฐาน ไปได้หลายข้อ จากภาพข้างล่างจะเห็นพอร์ต ทำ smart beta กลายเป็น risk = 0 ไปละเพราะ cashflow ที่เก็บได้ เข้ามาทดแทนส่วนของทุนเริ่มต้น ได้หมด

จริงๆไม่ได้เน้นเรื่องกำไรเยอะ แต่มันมาได้เรื่อยๆตามภาวะของมันเอง ข้อเสียของโมเดลอย่างที่กล่าวคือยังคุม Drawdown ได้ไม่ดีเหมือนระบบ GRID อาจจะเป็นเพราะโมเดลในการปล่อย leverage ที่เราสลับไปมาตลอดในการใช้คำนวณ กระสุนที่จะเทรด




พอร์ตนี้ได้ cashflow มาทำกระสุนเทรดเพิ่ม หรือไม่ก็อาจจะเอาไปทำ close system หรือทำเป็น Option เทียม เพื่อใช้ hedging พอร์ตอื่นๆต่อไป



เขียนบทความนี้ ไม่ได้เน้นเรื่องกำไร อยากให้เห็นแนวคิดการพัฒนาพอร์ตที่ต้องมี มากกว่าไปกว่าแค่การเทรด เคยสัญญากับน้องเทรดเดอร์ที่ฝึกด้วยไว้ ว่าทำโปรเจคเสร็จจะมาเล่าให้ฟัง อีกประการ อยากจะทำให้เห็นว่า Limit risk High Return มันเกิดขึ้นได้จริง

ถ้าเราทำเป็นระบบเทรดมันก็ทำให้พอร์ตเติบโตได้ การเป็นนักเก็งกำไรเราต้องผจญกับความผันผวนและความเสี่ยง โมเดลการเทรดสิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้อง จัดการความเสี่ยงให้อยู่มัดก่อน ไม่ใช่หวังจะไปแลกไปกอบโกย แล้วคิดว่าจะรวยอย่างเดียว

พยายามทำให้ดูจริงๆ เพื่อให้ของจริง ถ้าอย่างเก่งดังนั้นก็ต้องหมั่น เรียนรู้กัน ฝึกฝนกันต่อไปครับ

Alchemy of Finance

link นี่นะครับที่ผมพูดถึง เป็นหนังสือเสียง ของ The Alchemy of Finance ตำราที่ถ้าจะศึกษาแนวคิดของโซรอส ควรอ่าน 

โซรอสได้อธิบาย แนวคิดเรื่องของ แนวทางการเทรดของเขาไว้ พูดเรื่องของ reflexivity ความบิดเบี้ยวของ perception และ Reality ที่เขานำทฤษฏีปรัชญาของ Popper มาประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้น ตลาดค่าเงิน และระบบเศรษฐกิจ



มียกตัวอย่างเรื่องของ economic และ debt cycle 
ฟังเพลินๆ ยิ่งใครนอนไม่หลับ แนะนำเลย 

https://www.youtube.com/watch?v=TI0V04dP4t8

Drawdown is your friend

วันนี้มีคนถามเรื่อง Drawdown ระบบ ว่าทำไมต้องไปสนใจมันมาก คำตอบคือ ถ้าเราไม่สนใจมัน ปล่อยให้มันไปของมันเรื่อยๆ มันจะทำให้คุมไม่อยู่รู้ตัวอีกที ก็เสี่ยงมาก จนอาจจะล้างพอร์ตได้ 

ดังนั้นการดูเรื่อยๆ มันช่วยเราคุมการโตของ equity curve ได้ดี ลดความผันผวนของพอร์ต แถมควบคุมจังหวะหนักเบาของการใช้เงินได้ด้วย ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคอล ไม่ใช่เรื่องของการลากเป้า ดูอินดิเคเตอร์ ดูรูปแบบแท่งเทียน มันเป็นเรื่องของการ บริหารเงิน และบริหารความเสี่ยง ที่จะทำให้เรา "อยู่รอดในตลาดเก็งกำไร" และเมื่อมีทักษะสร้างกำไรได้ต่อเนื่อง โอกาสโตอย่างยั่งยืนมันก็มี

เทรดเดอร์ต่างชาติ หรือกองทุน เขาให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก เพราะการเทรดไม่ใช่เรื่องของการเดา หรือทำนายอนาคตให้แม่นอย่างเดียว การควบคุมผลของการตัดสินใจและสิ่งที่เกิดตามมาต่างหากคือ Key ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว บนภาวะตลาดที่มีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง

ปิดท้ายเอาตัวอย่าง เกณฑ์การเทรดของ Fund หนึ่งมาให้ดู ผมมีโอกาสศึกษาโมเดลของ hedge fund นี่พบว่ามีหลายส่วนน่าสนใจ โดยเฉพาะกลยุทธ์การเทรด ที่มีเกณฑ์การคุมขนาดของ Drawdown ที่เกิดแบบเคร่งครัด 

สิ่งที่เขาพยายามจะขาย ไม่ใช่ความแม่นยำของการเดา ราคาทิศทางตลาด แต่ฟันด์นี้ขาย ความแม่นยำในการทำนายขนาดของ Risk และ volatile ที่เกิดในพอร์ตของตัวเอง (แม่นยำ 85% หลายปีติดกัน) เพื่อการันตรีกับลูกค้าว่า ยังไงก็ไม่ล้มไม่ล้างพอร์ตแน่นอน

เครดิตภาพ CH Capital Management


Under Pressure

เพิ่งจะมีโอกาสได้ดู Burnt เป็นหนังเกี่ยวกับพ่อครัวและการทำอาหาร ส่วนตัวเป็นคนชอบทำอาหารเลยไม่พลาดที่ดูเรื่องนี้ 

Burnt เป็นหนังที่ทำออกมาดีทีเดียว เนื้อเรื่องสนุก ภาพอาหารที่หน้าตาดูหน้ากินตกแต่งอย่างพิถีพิถัน อารมณ์การทำงานในครัวทำอาหารที่ดุดัน เข้มข้มราวกับสนามรบ รวมถึงบรรยากาศของหนังที่แฝงกลิ่นไออังกฤษได้อย่างลงตัว

ส่วนตัวผมชอบประเด็นแฝงของเรื่อง Adam Jones เชฟที่รู้ว่าข้าอยากจะเป็นเชฟกระทะเหล็กตั้งแต่อายุ 16 เขาเก็บเงินจนได้ตัวเครื่องบิน อายุ 19 ก็ไปทำงานในครัวของร้านอาหารชื่อดังเพื่อฝึกงาน ทำทุกตำแหน่ง ทำอย่างตั้งใจ จนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยกลายเป็นเชฟชื่อดังของปรารีส จุดพลิกมันคือพอไปถึงเป้าหมายแต่กลับรักษามันไว้ไม่ได้ ทุกอย่างต้องพังลงพินาจ 



Adam ไม่ยอมแพ้ลุกมาอีกรอบ รอบนี้เขาต้องต่อสู้กับความคาดหวังของตัวเอง และความต้องการจะเป็นที่หนึ่งเพื่อคว้า three Michelin stars อุปสรรค์สำคัญที่เขาต้องเผชิญคือความคิดที่ว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ Perfectไปหมด ความยากและการเอาชนะตัวเองของ Adam คือความสนุกของหนังเรื่องนี้ ส่วนจะจบยังไงไม่สปอยแต่อยากให้ลองไปดู

ผมดูเรื่องนี้จบได้คิดอะไรเยอะดี โดยเฉพาะเรื่องความ Perfect แต่ก่อนก็เป็นคนแบบนี้ สุดท้ายพบว่า ความสมบูรณ์แบบ มันไม่มีอยู่จริง 

ยิ่งพอเป็นเทรดเดอร์ เทรดไปนานๆรู้เลย ว่ายิ่งพยายามจะคาดหวังในผล ยิ่งจะไม่ผิด จะถูกทุกครั้ง มันยิ่งทำให้ผลงานออกมาแย่ จิตตกและพบกับความเครียด 

พอคิดได้เข้าใจได้ว่า ในโลกนี้มันไม่ใช่ทุกอย่างที่อยู่ในการควบคุมของตัวเรา มันก็ทำให้มองปัญหาแตก และมุ่งมั่นที่จะโฟกัสในสิ่งที่ตัวเราสามารถจัดการและควบคุมมันได้ให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้ความสุขมันก็เกิด ผลงานมันก็พัฒนาขึ้นมาเอง 

จบแบบได้สาระ ใครชอบหนังสไตล์นี้แนะนำให้ลองหามาชมครับ

My Way

วันนี้ได้คุยกับน้องสองคน ที่ออกเดินบนเส้นทางเทรดเดอร์เหมือนกัน คนแรกดูเหมือนจะไปได้ดี อีกคนเหมือนกำลังจะหมดแรง(เพิ่งล้างพอร์ตมา) ทั้งสองคนเริ่มมาเกือบพร้อมๆกัน รายละเอียดของทั้งสองคนแตกต่างกัน แต่ประเด็นเรื่องความขยัน ความพยายาม ทั้งสองคนมีเหมือนกัน สิ่งหนึ่งทำให้แตกต่างคือเรื่องของทัศนคติและเรื่องของจิตใจ

ในช่วงเวลาที่ออกเดินแล้ว ยังมองไม่เห็นปลายทาง แต่ต้องลงมือทำอะไรที่มันหนักมันยากลำบาก ผิดหวังนับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย แล้วมันจะยิ่งยากไปอีก ถ้าเราต้องสู้กับความคาดหวังของคนรอบข้าง สู้กับความกดดันจากครอบครัว

ซึ่งจุดนี้ไม่ใช่ทุกคนจะผ่านมันไปได้ ผมเองก็เริ่มมาจากศูนย์ผ่านมาหมดทุกภาวะกดดัน จึงเข้าใจสถานการณ์ความกดดันและความเครียดของน้องดี

สุดท้ายไม่ว่าเราจะทำอะไร อยากฝากไว้นิด ต้องฟังเสียงข้างในตัวเราให้มากกว่าการรับฟังคำพูดของคนอื่น แล้วหมั่นถามตัวเองเสมอว่า เรายังมีความสุขกับสิ่งที่ทำจริงๆหรือไม่?

เพราะไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ มันจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าปราศจากความสุขในสิ่งที่กำลังลงมือทำ

ขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยน้องทั้งสองคนครับ

รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต



Brexit

น้องๆเทรดเดอร์ ถามเรื่องนี้เยอะ เพราะบ้านเรานิยมเทรด GBP ผมเลยเขียนเรื่องนี้มาให้อ่าน ตอนนี้เป็นกระแสมากกับการโหวตแยกตัวของ UK จาก EU โดยที่ทำให้ค่าเงินปอนด์ มีผลกระทบหนักโดยเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมา

เพราะตอนนี้ที่อังกฤษ เริ่มมีการเดินหน้าแคมเปจ Brexit ชัดเจนแล้วแถมหัวหอกที่รณรงค์การโหวตแยกตัวเป็น สส.คนดังและคนโปรดของประชาชน คือนาย  Boris Johnson(ผมทรงเดียวกับโดนัลด์ ทรัมป์เลย) นายกเทศมนตรีนครลอนดอน คนนี้สส.อนุรักษ์นิยมพรรคเดียวกับ นายก David Cameron แต่เหมือนเสียงแตกเพราะ พรรคอนุรักษ์นิยม สส. หลายคนก็สนับสนุน คุณ Johnson เดินหน้าหาเสียงสนับสนุนโหวตแยกตัว
.


โดยการโหวตแยกตัวจะมีวันที่ 23 มิถุนายน ซึ่งที่น่าสนใจคือ ประเด็นนี้ละเอียดอ่อนและเหมือนผลยังไม่ชัดเจน พลิกได้จากการเดินหน้าจัดกิจกรรมของนักการเมือง 2 ฝั่งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน ผลการสำรวจโพลล่าสุดประชาชน 48% ไม่ต้องการแยกแต่ 33% ต้องการแยก 19% ยังไม่ตัดสินใจ
ถ้าโหวตออก exit คงไม่ดีด้าน การเงินการคลัง UK ส่งสินค้าเกือบ 51.4% ไปขายใน EU ถ้าแยกสิทธิพิเศษทางภาษีและอื่นๆในการส่งออกหายไป



 ยังไม่รวมสิ่งที่พูดกันคือเรื่อง ความน่าเชื่อถือหรือ nation credit rating ส่วน EU เองก็ไม่สนุกเพราะเหมือน มีหลายประเทศที่จับตาดูอังกฤษ และมีแนวคิดจะใช้โมเดลการโหวตประชามติเพื่อออกเหมือนกัน เช่น โปแลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี ฟินแลนด์ ดังนั้นประเด็นนี้มีผลต่อ sentimental ของค่าเงิน EU ด้วย

เหมือนตลาดไม่ชอบความไม่แน่นอนเพราะสิ่งพบ volatile เกิดในตลาดค่าเงินปอนด์ของอังกฤษ ชัดเจนมากปี 2016 มา -4% จากประเด็นนี้ ไม่รวมการถดถอยของ GBPUSD ที่ทำสถิติ new low ตั้งแต่ มีค. 2009 หลุด 1.415 ไปค่า volatility (6เดือน)ขึ้นสูงสุดทะลุจุดเดิมก่อนเลือกตั้งปี 2015 ไปแล้ว ด้านนักวิเคราะห์มองว่าถ้ามีการแยกตัว GBP คงอ่อนค่าหนักอาจจะหลุดไประดับ 1.20 (ตกต่ำระดับเทียบปี 1985) กันเลย

story นี้ไม่จบง่ายๆ มีอะไรให้ลุ้น ให้เกิดความผันผวนเรื่อยๆจนกว่าจะจบการโหวต ตรงนี้ลองเทียบความผันผวนกรณี สก๊อตแลนด์ก่อนหน้าดูได้

ยังไงก็อย่าประมาทครับ