สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Active Time ของตลาดค่าเงิน

เมื่อวานมีน้องคนหนึ่งถามผมว่า ถ้ามีเวลา 2-3 ชั่วโมงในหนึ่งวันเราจะเลือกเทรด scalping ค่าเงินในช่วงเวลาไหนดี? ลองนำเอา data จากงานวิจัย The Value of Volume in Foreign Exchange ของ คุณ Antonio Gargano แห่ง University of Melbourne มาอธิบายช่วยตอบคำถาม โดย paper นี้เขารวบรวม data เพื่อทำ research ด้านกลยุทธ์การเทรดจากการวิเคราะห์ข้อมูล volume ในตลาด Fx เทียบกับพฤติกรรมราคาและค่าความผันผวน(volatility) โดยเฉพาะจุดกลับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงทิศทางของตลาด ซึ่งงานวิจัยนี้ใช้ data set ของ CLS (ประเด็นกลยุทธ์การเทรดและสิ่งที่เขาพัฒนาในการวิเคราะห์ volume จะนำมาเล่าต่อไป)

ในภาพเป็นผลที่เขาวิเคราะห์ข้อมูล volume ช่วงปี 2011 - 2016 เราจะเห็น Active Time ของตลาดค่าเงินภายในระหว่างวัน(24 ชม. ) จากปริมาณ volume ที่เกิดในตลาดโดยจะมีแบบรวมและแบบแยกประเภท spot, outright forward และ swap volume ซึ่งจะพบช่วง Active ของตลาดค่าเงิน ที่ทำให้เกิด volatility ในการเทรดระยะสั้นระหว่างวัน จะอยู่ช่วง 8.00 - 15.00 ของ London time (BKK time +6 hr)


อ่าน paper เพิ่มเติม
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3019870

Halo Effect

เช้านี้ผมอ่านบทความ The Unspoken Behavioural Biases that Influence Professional Fund Investors ของคุณ Joe Wiggins ซึ่งเป็น Fund Manager ที่ Aberdeen Standard Investments ผมเป็นแฟนของเว็บไซต์เขาเขียนบทความเรื่องจิตวิทยาการลงทุนได้ดีหลายชิ้นมาก

บทความนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจเพราะเป็น bias ที่ทำให้นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรผิดพลาด ขาดทุนนักกันมามากแล้ว โดยสรุปประเด็นหลักเชื่อมโยงกับ Halo Effect โดยเขาเอากรณีศึกษาของการลงทุนใน Fund การที่นักลงทุนโดนล่อตา ล่อใจจากของแถม จากการให้สิทธิ์พิเศษ หรือแม้การต้อนรับเอาใจจากตัวแทนขาย จน bias มาบดบังการตัดสินใจ แทนจะพิจาณา ราคาจาก value ของหน่วยลงทุนหรือการมองเรื่องของความเสี่ยงที่เกิดให้ครบถ้วน พูดง่ายๆเราใช้ gut บนความชอบพอแทนการตัดสินใจบนตรรกะความเป็นเหตุเป็นผล สุดท้ายนำมาซึ่งความผิดพลาด


Halo Effect เป็น bias ที่บัญญัติโดยนักจิตวิทยาคุณ Edward Thorndike เขากล่าวถึงการเอนเอียงจากการตัดสินใจที่ถูกบดบังโดยลักษณะพิเศษ ในตลาดหุ้น ตลาดเก็งกำไร ประเด็น Halo effect นี้เกิดง่ายมาก เช่นการเราซื้อหุ้นตามคำชวนของมาร์เก็ตติ้งคนโปรด หน้าตาดี พูดจาเพราะ หรือ แม้แต่การเลือกเปิดบัญชีโบรกเกอร์เพราะของแถม โปรโมชั่น แทนจะใช้การพิจารณาจากข้อดีข้อเสีย อย่างครบถ้วน
ในบทความนี้มีประเด็นอื่นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนใน Fund ทั้งเรื่องการทำ due diligence process ,การประเมินความเสี่ยง และความน่าเชื่อถือ ลองเข้าไปอ่านได้จาก link ด้านล่าง ถ้าใครชอบศึกษาเรื่อง จิตวิทยาลงทุน แบบเดียวกับผม แนะนำให้ลองเข้าไปอ่านบทความในคลังของเว็บ behaviouralinvestment.com ของ คุณ Joe Wiggins ได้ จะพบว่ามีประโยชน์มากเลย ทั้งจากมุมมองและประสบการณ์ของ Fund manager ที่อยู่ในตลาดมานาน

อ่านเรื่อง halo-effect เพิ่มเติม
https://www.economist.com/node/14299211

How to gain control of your free time

เมื่อวานผมโพสเรื่องของ "เวลา" ซึ่งก็มีหลายคนเขียนแสดงความคิดเห็น เข้ามาทางกล่องข้อความ เขาบอกว่าอยากอ่านบทความ อยากดูคลิปวีดีโอเทรด อยากอ่านหนังสือ อยากเรียนภาษาอังกฤษ แต่มันไม่มี "เวลา"
คำว่า "ไม่มีเวลา" มันเหมือนเป็นปัญหาโลกแตกแต่เช่นเดียวกันบ่อยครั้งมันอาจจะเป็นข้ออ้างของตัวเราได้เหมือนกัน พูดประเด็นนี้เลยมี TED Talk อันหนึ่งมาแนะนำให้ชมชื่อ How to gain control of your free time บรรยายโดยคุณ Laura Vanderkam เธอเป็นนักเขียนและกูรูด้าน Time management

โดยสรุปเธอบอกว่า 1 สัปดาห์เรามี 168 (24*7) ชม.เท่ากัน ถ้าทำงานสัปดาห์ละ 48 ชม.+นอนสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมง เท่ากับหนึ่งสัปดาห์เรามีเวลาเหลือ 168-48-42= 78 ชม.ที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆ
คุณ Vanderkam เธอทำการศึกษาวิจัยผู้ประสบความสำเร็จในหลากหลายอาชีพโดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มผู้บริหารที่มีตารางชีวิตยุ่งเยิง เธอบอกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มองหาการ "ประหยัดเวลา" หรือรีบทำทุกสิ่งให้เสร็จเร็วๆ แต่คนเหล่านี้ใช้วีธีการวางแผนการใช้เวลาล่วงหน้า โดยมีการจัดความสำคัญในกิจกรรมที่จะทำ เพื่อใช้เวลาที่มี 168 ชม.ต่อสัปดาห์ในการลงมือทำมันสิ่งที่เลือกที่ตั้งใจวางแผนให้สำเร็จ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การรอให้มีเวลาว่างจากกิจกรรมหรืองานประจำวันแล้วลงมือทำ


เธอนำเสนอแนวทางการวางแผน โดยเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายสิ่งที่จะทำ(กิจกรรมทำแล้วดีเกิดประโยชน์)ล่วงหน้า 3-5 อย่าง จากนั้นวางแผนปฏิบัติในขั้นตอนต่างๆให้สำเร็จ โดยกำหนดกิจกรรมเหล่านี้ให้มีความสำคัญอันดับต้นของการใช้เวลา นอกจากนี้เธอยังแนะนำ การบริหารเวลาด้วยการแบ่งกลุ่มการใช้เวลา เป็น 3 กลุ่มคือ งาน(Career) + ความสัมพันธ์คนรอบข้าง(Relation) + ตัวเอง(Self) สร้างตารางการใช้เวลา สิ่งที่ต้องทำในหมวดต่างๆ โดยพยายามยึดลงมือทำ สิ่งที่มีความสำคัญ อันดับต้นๆก่อน รวมไปถึงการไม่ทิ้งเวลา เศษช่วงเวลาว่างสั้นๆ ระหว่างวัน 10-20 นาที สามารถหากิจกรรมที่เหมาะสม ทำในช่วงเวลาที่เหลือนั้นได้ แทนการหมดเวลาไปกับการนั่งจิ้มหน้าจอมือถือ หรือทิ้งเวลาให้หมดไปเปล่าๆ เท่านี้ก็จะได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีก

ดังนั้นคำว่า"ไม่มีเวลา" จึงไม่ใช้ปัญหาสำหรับการบริหารจัดการ
ลองเข้าไปฟังคลิปฉบับเต็มที่ได้จาก link ด้านล่างครับ
https://www.youtube.com/watch?v=n3kNlFMXslo

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Satellite imagery & Alternative Data

ปีที่แล้วเคยเขียนถึง SpaceKnow บริษัท startup อีกเจ้าที่ทำด้าน alternative data โดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง + Deep learning เพื่อหา insight สำหรับการเทรด บริษัทที่ระดมเงิน 4 ล้านเหรียญในช่วงเริ่มต้น ซึ่ง application การนำไปใช้หลากหลายมาก ถ้าเคยดูทีวีซีรีย์เรื่อง Billions น่าจะเห็นตัวอย่างที่ซีรีย์พูดการใช้ดาวเทียมรายละเอียดสูงสอดแนมกิจกรรม รถขนส่งสินค้าเข้าออกของโรงงานของบริษัทผลิต Microchip สำหรับ IOT ในประเทศจีน เพื่อหาโอกาสซื้อหุ้นเก็งกำไรผลประกอบการเป็นต้น
ปัจจุบันยังมีอีกหลายเจ้าที่พัฒนาบริการข้อมูลลักษณะนี้เช่น Descartes Labs ที่ทำใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและ infrared sensor ในทำนายผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดและธัญพืชเพื่อขายข้อมูลให้กับ บริษัทและกองทุนที่เทรดสินค้า commodity ก่อนที่จะมีการประกาศตัวเลขผลผลิตจริงที่จะเข้าสู่ตลาดเพื่อเก็งกำไรราคาสินค้า
บทความนี้อ้างอิงข้อมูลจาก USDA ที่ระบุว่าเทคโนโลยี Remote sensing ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการพยากรณ์ปริมาณผลผลิต เช่นข้าวโพด นั้นดี แต่ยังไม่ดีพอที่จะแม่นยำ เนื่องจากบางพื้นที่ที่เกษตรกรมีการปลูกข้าวโพดแบบ crop เล็ก ปะปนกับพื้นอื่นๆ ทำให้การสำรวจข้อมูลจากภายถ่ายดาวเทียมทำให้แม่นยำลดลง บวกกับสภาพอากาศที่แปรปรวน บางช่วงอาจจะมีเวลาในการเก็บเกี่ยวช้าหรือไม่ตรงช่วงเวลาคงที่ทุกปี ทำให้ยากในการประเมิน ได้ถูกต้องแม่นยำ ปัจจุบัน USDA ใช้การสำรวจภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลเป็นหลัก


ดังนั้นตรงจุดนี้ insight จาก alternative data ประเภทนี้อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น และต้องพัฒนาโมเดลในการพยากรณ์ปริมาณผลผลิตกันต่อไป ซึ่งเห็นหลายบริษัทเช่น Terra Bella ,Orbital Insight หรือ Descartes Labs ก็มีการใช้ข้อมูลจาก sensor ภาพพื้นดิน ประกอบร่วมกับข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อทำให้โมเดลพยากรณ์ด้วย Machine learning มีความแม่นยำมากขึ้น

Think About Risk

วันนี้ได้ไปให้คำปรึกษาทีมพัฒนา robot trading ของบริษัทแห่งหนึ่ง ใช้เวลาพูดคุยกันครั้งแรกนานพอควร สิ่งหนึ่งที่พบเหมือนกันเกือบทุกคน เช่นเดียวกับตัวผมตอนเริ่มต้น เรามักมองว่าการพัฒนา robot trading ต้องสร้างเงินทำเงิน เอาเงินเป็นตัวหลัก สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ เราควรทำให้มันหัดเดิน หัดยืน หรือรอดในตลาดที่ผันผวนให้ได้ก่อน นั้นคือต้องเน้นไปที่การพัฒนาโมเดล Risk Management บน strategies พื้นฐานธรรมดาเสียก่อน คล้ายกับการสร้าง sensor ตรวจจับสัญญาณความเสี่ยง ให้ robot ซึ่งถ้าตรงนี้ Wok ค่อยไปต่อ
ประเด็นนี้ไม่ใช่เฉพาะผมที่ทำ ถ้าเราอ่านเยอะๆจะพบกลุ่มนักพัฒนาต่างประเทศก็ทำเช่นเดียวกัน อย่างข้างล่างเป็นบทความ HOW TO REDUCE TRADER'S RISKS ของ Aleksandr Masterskikh. นักพัฒนาชาวรัสเซีย บทความแปลว่าด้วยประเภทของ Risk ที่จะเกิดต่อระบบเทรด โดยทำการแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ Risk ที่เกี่ยวข้องกับ market dynamics และ Risk ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ market dynamics


อย่าง Risks associated with market dynamics เขาก็เขียนอธิบายละเอียดแถมพร้อม code การตรวจจับติดตาม risk เหล่านี้ในหมวดย่อยต่างๆไว้ให้ด้วย คือเรียกว่าแม้จะเป็นการแบ่งยิบย่อย เป็นการแบ่งจากประสบการณ์ไม่ใช่ตามตำราทางการเงินแต่ก็มีประโยชน์สำหรับมือใหม่ ที่ไม่เคยทำ robot trading ให้รันจนไปเจอกับ risk พวกนี้มาก ช่วยแง่ด้านการป้องกันรักษาพอร์ต รวมไปถึงกลุ่ม Risks not associated with market dynamics เช่นการตรวจสอบการเชื่อมต่อกับ broker's server
ซึ่งบทความนี้มีประโยชน์มากและมี code ตัวอย่างการเขียน function ในการตรวจสอบ Risk ประเภทต่างๆให้ศึกษาด้วย สำหรับท่านพัฒนา robot trading ในตลาดที่มีความผันผวนสูง นอกจากนี้ทำให้เราได้รู้จักกับ types of risk ที่จะเข้ามารวนระบบของเราได้ดีมากขึ้นด้วย เข้าไปดูได้จาก link ด้านล่างครับ

FX Carry Trade

บทความนี้ของคุณ Gerald Hwang แห่ง Jirisan Capital เขียนเรื่อง FX Carry Trade ได้น่าสนใจ ผู้เขียนนำเสนอการทำ FX Carry Trade ลักษณะเหมือนการลงทุนในค่าเงินระยะยาว ไม่มีข้อจำกัดหรือต้นทุนเชิงเวลา ไม่ได้ใช้ Leverage หาประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างตามสไตล์ sells low interest rate currencies(Low government bond yields) & buys high interest rates currencies(High government bond yields)
กลยุทธ์นี้ไม่ได้หาประโยชน์จากทิศทางของราคาค่าเงิน แตกต่างจาก Fx Spot Trading หรือการเทรดค่าเงินแบบที่ทำกันทั่วไป บทความนี้ยกตัวอย่างการทำ FX Carry ในค่าเงิน IDR (Indonesia) กับ USD มีคำอธิบายรูปภาพประกอบชัดเจนดี
บทความก็ไม่ได้เขียนแต่ด้านบวกเขาพูดถึงข้อจำกัด ปัญหาอุปสรรคและความเสี่ยง risk premium ในการใช้กลยุทธ์การทำ FX Carry Trade ไว้ด้วยบอกให้เห็นในทางทฤษฏีกับทางปฏิบัติอาจจะแตกต่างกัน โดยเฉพาะ กรณีที่เงินทุนน้อยและทนรอผลตอบแทนจากดอกเบี้ยระยะเวลาหลายปี รวมถึงความเสี่ยงจากสเถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ การแทรงแซงค่าเงินของรัฐเป็นต้น


ผมมองว่าถ้าหัดจะเทรดค่าเงิน การเข้าใจหลักพื้นฐานของ FX Carry ช่วยให้เข้าใจอะไรได้เยอะ ก่อนไปเทรดแบบเล่นกับ ราคาค่าเงินหรือใช้ Leverage การเทรดต่อไป ลองเข้าไปอ่านได้จาก link ด้านล่าง
ปล. ลองอ่านแนวคิดให้เข้าใจ จะช่วยเปิดมุมมองในการเทรด Fx ได้ แต่การจะทดลองทำ FX Carry คงต้องหาประสบการณ์ดีๆก่อนนำเงินไปเทรดนะครับ เพราะของจริง มันอาจจะไม่ง่ายแบบทฤษฏี

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Principle : แตกต่างอย่างสร้างสรรค์

ชวนมาดูตัวอย่างการถกเถียงแลกเปลี่ยนแบบสร้างสรรค์ เพราะอย่างที่บอกมันคงไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับทุกประเด็นในหนังสือ Principle เสมอไป ในโพสคุณ Royle ไม่เห็นด้วยกับประเด็น radical transparency ในเรื่อง "การสมัครงาน" คุณ Royle แกบอกว่าในโลกความจริง ถ้าไปสัมภาษณ์งาน หนีไม่พ้นการต้องโกหก นำเสนอตัวตนด้านดี ซ่อนจุดด้อยของตัวเองเพื่อให้ได้คัดเลือกเข้าทำงาน การโปร่งใส่ไปบอกจุดอ่อน หรือข้อด้อย(bad stuff) มันเหมาะกับการเปิดเผยกับคนที่พร้อมจะแก้ปัญหาให้เรา ไม่ใช่คนที่จะคัดเลือกเราหรือจ่ายเงินเดือน ให้ผลประโยชน์กับเรา


โพสนี้คุณ ray dalio ก็เข้ามาแสดงความคิดเห็น ว่าการเอาตัวตนที่แท้จริง เปิดเผยตัวตนแท้จริงอย่างซื่อสัตย์ ด้านบวกและลบ ไปเลยบนโต๊ะก่อนร่วมงานกันแบบ radical transparency น่าจะเป็นเรื่องดีกว่า ในการประเมินและ โปร่งใส่ และทำงานสร้างสังคมการทำงานร่วมกันแบบซื่อสัตย์และจริงใจ เพื่อความสัมพันธ์ที่ดี จากนั้นตามมาด้วยความคิดเห็นจากหลายคนมากมาย ทั้งเห็นด้วยกับคุณ ray dalio และเห็นด้วยกับ cody Royle ผมชอบตรงฝรั่งเขาแสดงความคิดเห็นกันแบบ ชัดเจนตรงไปตรงมาไม่ได้เชื่อตามอย่างเดียวและไม่ได้ไปใช้อารมณ์หรือจ้องดราม่า ดังนั้นหลายคนอ่าน Principle ของ ray dalio แต่เขาก็มีมุมมองมี principle ประเด็นนี้ที่แตกต่างกับ ray dalio ก็มี เช่นพูดถึงว่าถ้า HR เปิดเผยเงินเดือนของทุกคนในบริษัทเป็นสาธารณะให้ เพื่อนร่วมงานแต่ละคนรู้ จะเกิดอะไรตามจะมีประเด็นการทำงานร่วมกันหรือไม่? เป็นต้นมีอีกหลายประเด็น ที่ท้าทายลองเข้าไปอ่านได้


ผมนำเรื่องนี้มาโพสอยากให้เห็นว่า Principle ของคุณ Ray dalio ประเด็นสำคัญไม่ใช่การโน้มน้าวให้ทุกคนมาเห็นด้วยกับเรา หรือมาเชื่อใน Principle เดียวกับเรา แต่มันเป็นเรื่องของการเปิดใจ รับฟัง Principle ที่แตกต่าง แลกเปลี่ยนแสดงความเห็นอย่างจริงใจตรงไปตรงมา แล้วทำ triangulation หาคำตอบร่วม จากนั้นการก้าวข้ามความขัดแย้งความแตกต่างแบบไม่ผิดใจกัน

ลองดูโพสนี้จะเห็นการแสดงความคิดเห็นต่างแบบไม่ดราม่า ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ไปเสียดสี คนคิดตรงข้ามกับเราได้ แบบนี้คือต้นแบบการใช้แนวคิดของ Principle อย่างแท้จริง ซึ่งผลการแลกเปลี่ยนมันเปิดมุมมอง แล้วทำให้เกิดการพัฒนาทางความคิดต่อไป


Two Centuries of Momentum

เช้านี้นั่งอ่าน paper เรื่อง Two Centuries of Momentum ของ Newfound Research (Quant Investment Firm) มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยสรุป paper เขาเขียนถึง momentum strategies สไตล์ Buy High Sell higher นั้นแหละ แต่มิติในการเรียบเรียงนำเสนอไม่ใช่เรื่องกลยุทธ์อย่างเดียว
ผู้เขียนนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับ momentum ทั้งแบบ cross-sectional และ time series momentum แสดงข้อมูลประวัติตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในตลาดหุ้น Wall Street ย้อนไปสมัย David Ricardo, Charles H. Dow(1851) และนำเสนอถึงช่วงตกต่ำที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยหันหลังให้กับการเก็งกำไรหลังสิ้นสุดช่วงตลาดกระทิง

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Modern Portfolio Theory + EMH ,Technical Analysis, Market anomaly และ Risk Management สำหรับผมคิดว่าตอน Manage Risk ด้วย momentum น่าสนใจสุดแหละ อ้างอิงการจัดพอร์ตผสม equity index, currency, commodity และ bond futures บนกลยุทธ์ momentum ของ AQR ซึ่งผู้เขียนไปหาข้อมูลอ้างอิงจาก Academic paper ในยุคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Momentum Investing/Trading ได้หลากหลายดี เช่น paper คลาสิกสายนี้อย่าง Returns to Buying Winners and Selling Losers: Implications for Stock Market Efficiency ของ Jegadeesh รวมไปถึง paper ยุคหลังวิกฤติการเงินปี 2008 อย่าง “Value and Momentum Everywhere,” ของ Cliff
Asness หรือ “Risk Premia Harvesting Through Dual Momentum” ปี 2012 ของคุณ Antonacci

ถ้าใครศึกษาหรือพัฒนาระบบเทรดด้าน Momentum อยากแนะนำว่า paper นี้ไม่ควรพลาดเลยครับ มีเนื้อหาและประเด็นที่น่าสนใจหลายตอน รวมถึงมี reference ตัวบทความวิชาการงานวิจัยด้านนี้ให้ไปศึกษาต่อได้ด้วย สนใจดาวน์โหลดได้จาก link ด้านล่าง

จากเทรดเดอร์ทองคำสู่ชีวิตชาวไร่

อิสรภาพทางการเงิน คงไม่ใช่แค่มีเงินเยอะหลายร้อยล้านพันล้านจนใช้ไม่หมด แต่มันหมายถึงการมีอิสระที่จะใช้ชีวิตในรูปแบบที่ตัวเองต้องการ มีเงินมากเพียงพอสนองตอบต่อรูปแบบชีวิตที่เราออกแบบเอง คนรู้จักหลายท่านรอบตัวผม อายุ 40 มีเงินระดับหนึ่งลาออกจากการเป็นเทรดเดอร์เต็มเวลากันแล้ว ไม่ใช่ว่ารวยร้อยล้านแต่มีเงินพอที่จะบริหารรองรับการใช้ชีวิตไปยันแก่ ย้ายกลับบ้านเกิดไปทำงานอิสระใช้ชีวิตได้สบายๆ อาจจะไม่ได้อยู่หรู กินหรูหรือรวยแต่เขาก็เลือกใช้ชีวิตแบบที่ต้องการได้
บทความนี้เป็นอีกตัวอย่างของการมีอิสรภาพทางการเงิน เขากล่าวถึง Graham Birch คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จักชื่อเขา แต่ถ้าใครเทรดทองคำน่าจะคุ้นชื่อนี้ คุณ Graham Birch เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Gold และตลาดคอมโมดิตี้สินแร่ เขาจบ Ph.D ด้านวิศกรรมเหมืองแร่ ทำงานด้านนี้มานานหลายสิบปีจนได้เป็น Portfolio Manager ที่ BlackRock บริหารเงิน $6.9 billion ของ BlackRock World Gold Fund และบริหาร BlackRock Agriculture Fund มีผลงานที่ดีต่อเนื่อง แต่แล้ววันหนึ่งปี 2010 ช่วงอายุ 50 ปีเขาก็ลาออกหนีกรุงลอนดอน มาเป็นชาวไร่ทำฟาร์มโคนมขนาด 2,300 acres ในเมือง Dorset เขตชนบทของประเทศอังกฤษ

บทสัมภาษณ์นี้พูดคุยกับ คุณ Dr. Birch น่าสนใจหลายประเด็นแต่โดยสรุปเนื้อหาหลักเริ่มจาก เขามีความสนใจอยากทำด้านเกษตรบวกกับมองว่า soft commodity พวกอาหารคือสิ่งที่โลกต้องการ อนาคตของราคามีแนวโน้มเพิ่มสูงตามความต้องการมากจากจำนวนประชากรที่เพิ่ม บวกกับความยากต่อการผลิตเนื่องจากสภาวะอากาศ โดย Dr. Birch เริ่มซื้อที่ดินปี 2007 ขนาด 2300 acres หรือราวๆ 5800 ไร่ ปลูกพืชไร่เช่น oats และธัญพืช รวมถึงการทำฟาร์มเลี้ยงโคนมผลิตนม 792,500 gallonsต่อปี เพื่อขายบริษัทผลิตนมบรรจุกล่องและชีส
Dr. Birch หันมาเป็นเกษตรกรที่ใช้ความรู้สมัยใหม่ในการทำเกษตร เป็นสิ่งที่เขาสนใจมาตลอดหลายปีก่อนเริ่มทำ โดยเริ่มจากการผลิตสินค้าที่ขายได้ในราคาพิเศษ(Premium Price) ทำฟาร์มแบบปลอดสารพิษ ใช้สารเคมีน้อย อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม(เขาร่วมโครงการของรัฐ) ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย ยา พลังงาน(ไฟฟ้าน้ำมัน) สุดท้ายการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้เขาใช้แนวคิดของ precision farming เช่นการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามสุขภาพของพืชไร่ในช่วงเวลาต่างๆเพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการให้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง , การใช้ระบบ GPS ในการควบคุมรถแทรกเตอร์เพื่อวางแผนการเตรียมดิน แปลงปลูกขนาดใหญ่ รวมไปถึงการเก็บข้อมูลต่างๆเพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการผลิต
สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นงาน เป็นธุรกิจ แต่มันเป็นสิ่งที่เขาต้องการทดลองทำ และเป็นงานอิสระ ท้าทาย ที่มีความหมายต่อชีวิต และทำให้เขาอยากตื่นขึ้นมาทำทุกวัน

เข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก