สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

volatility analysis

พูดถึงการทำ volatility analysis กับการวิเคราะห์พฤติกรรมราคาเชิงสถิติขั้นสูง แนะนำ Volatility Laboratory (V-Lab) ไป พวกเราที่สนใจเข้าไปดูได้ที่ link ด้านล่าง ทดลองใช้งาน app ได้ฟรี มี data set ทั้ง Currency, Commodity, Stock Index ,ETFs และอื่นๆให้ลอง


Volatility Laboratory (V-Lab) ผลงานทีมวิจัยพัฒนาของ Stern NYU (ที่นี้ด้าน Quant ดังอยู่แล้ว) เขาเน้นเครื่องมือวิเคราะห์ volatility และ correlations บนโมเดลหลายประเภท แถมมี เอกสาร ให้อ่านเรื่องของทฤษฏีและการคำนวณของแต่ละโมเดลด้วย เช่นเรื่อง Value at Risk (VaR), Volatility Analysis,Volatility Clusters, Fat Tail เป็นต้น เว็บจะอธิบายแนวคิดหลักและยกโมเดลอย่าง GARCH , EGARCH มาประกอบ ตรงนี้อยากเห็นผลการคำนวณการกดเข้ารัน application ได้สะดวกมากไม่ต้องมาเขียน code รันโมเดลเอง


อยากศึกษาเรื่องของ volatility เพิ่มเติมก็ลองเข้าไปใช้งาไนด้ฟรีจาก link ด้านล่าง
https://vlab.stern.nyu.edu/

ปล. ภาพด้านล่างเป็นการอนุมาน Volatility ของ SET50 เราจะเห็นเลยว่าช่วงสองเดือนนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ
ปล. GARCH(p,q) คงไม่สอนนะครับอธิบายยาวไปอ่านดูในเว็บ vlab ส่วนการใช้ทำระบบเทรด ลองอ่านตัวอย่างของผมได้จาก link เคยอธิบายให้ฟังไปละ

นวัตกรรมที่อยากให้เกิดในตลาดหุ้นเมืองไทย

วันนี้มีพี่ท่านหนึ่ง ถามว่าอยากเห็นนวัตกรรมไหนเกิดขึ้นมากสุดในบ้านเรา จริงๆจะว่าไป นวัตกรรม นี้มันคงหมายถึงการสร้างขึ้นใหม่ พัฒนาขึ้นใหม่ ไม่ใช่การลอกเลียนหรือทำตาม แต่คงไม่เสียหายถ้าเราจะทำตามหรือลอกแบบดีๆของฝรั่งมา
ส่วนตัวอยากเห็นระบบบริการข้อมูลอย่างของ IEX (โด่งดังมากในยุค Flash Boys ของ Michael Lewis) มีการพัฒนาระบบเข้าถึงข้อมูลแบบเปิดผ่าน IEX-API ให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลราคาและการซื้อขายที่เกิดในตลาด อย่างเรียกว่าฟรีและไม่มีขั้นตอนของเอกสารอะไร เพราะเขามองว่าข้อมูลพวกนี้คือข้อมูลสาธารณะ

แถมเตรียมระบบ Realtime Data Service ประสิทธิภาพสูงไว้ให้ เชื่อมต่อผ่าน API สถิติที่แสดงก็น่าสนใจเพราะระบบรองรับบริการข้อมูลสูงถึง 262 TB ต่อเดือน 3.5 million messages ต่อวินาที ฐานข้อมูลระดับ 1.1 trillion record หรือ 72 TB


ผมมีโอกาสได้นำข้อมูลมาใช้ และทดลองทำอะไรเยอะพอควรแล้วเลยอยากมาแนะนำ สำหรับคนสนใจลองเข้าไปดูโดยเฉพาะงานวิจัยที่ใช้ Market data พวก Bid Offer , volume และมีข้อมูลระดับละเอียดเฉพาะหุ้น รวมไปถึงข้อมูลพื้นฐานงบการเงิน ซึ่ง IEX-API ใช้งานสะดวกเชื่อมต่อ รองรับได้หลายภาษาหลาย platform มากซึ่งมีนักพัฒนาทำไว้ใน GitHub ปัจจุบัน IEXAPI อยู่ Version 2 แล้ว


IEX-API ดูเหมือนจะไม่มีลูกเล่น หรือซับซ้อนอะไร แต่ประโยชน์นี้มากโข ทั้งการนำข้อมูลไปใช้วิจัย พัฒนาและต่อยอด ทาง IEX โปรโมทมากตามปรัชญาเรื่องการเปิดเผย ความโปร่งใส่ เป็นธรรม และมาตรฐานสูงของเขา

work-life balance

วันนี้ได้คุยกับน้องที่รู้จัก เป็นเข้าทำงานเป็นเทรดเดอร์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง สักประมาณ 2 ปี สิ่งที่สัมผัสได้คือน้องเขาดูเหน็ดเหนื่อยมาก ทั้งจากชั่วโมงทำงานและความเครียดต้องเร่งทำผลงานด้วย เขาเล่าว่าทำงานบางวันเริ่มตั้งแต่เช้าไปจบยังเที่ยงคืน แม้ไม่ได้นั่งติดจอตลอดแต่ก็ต้องตามดู ตามอ่านข่าว คิดแล้วรวมๆ 9-10 ชม. ต่อวันเลย ซึ่งถือว่าหนักมาพอควร แต่ด้วยความที่ยังอายุไม่มาก อยู่ในช่วง prime time ของชีวิต 22-30 ก็น่าจะผ่านไปได้ (ถ้าสุขภาพไม่พังไปก่อน)

พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงบทความที่ได้อ่าน คือประเทศเกาหลีใต้กำลังทำโครงการ 52 hour work คือสร้างการรณรงค์ลดการโหมงานหนัก หรือทำงานมากไป(overwork) สร้าง work-life balance ซึ่งเกาหลีใต้ตัวเลขจากการสำรวจพบชั่วโมงการทำงานต่อปี สูงมากกว่า ค่าเฉลี่ยและมากกว่าประเทศอเมริกา และยุโรปจำนวนมาก

โดยรัฐบาลออกเป็นกฏเพื่อรักษาสิทธิ์ของประชาชนไม่ให้ถูก บังคับหรือทำให้แข่งขันทำงานหนัก โดยสูงสุดไม่เกิน 52 ชม.ต่อสัปดาห์ ค่าปกติ 40 ชม.+ Over time 12 ชม. ลดจากเดิมที่ 68 ชม.ต่อสัปดาห์ ถ้าบริษัทไหนให้ลูกจ้างงานเกินจะโดนค่าปรับจากรัฐ ราวๆ $17,815 และอาจจะมีโทษทางอาญาจำคุก 2 ปี เรียกว่าเอาจริงมาก


ซึ่งโครงการนี้ เน้นให้สังคมเกาหลีใต้ยุคใหม่เปลี่ยนแปลง ขับดันโดยเป็นนโยบายของ ปธน. Moon Jae-in เองเลยโครงการนี้ครอบคลุมทั้ง บริษัทเอกชน, สถาบันของรัฐ และราชการ โดยเริ่ม 1 กค. ปีนี้ เอกชนมีเวลาอีก 6 เดือนช่วงปรับเปลี่ยนตารางทำงาน ส่วนบริษัทขนาดเล็กจะเริ่มใช้กฏนี้ปี 2020
เป้าหมายต้องการลดตัวเลขประชาชนที่ตายและเจ็บป่วยจากการทำงานหนักเกินไป อุบัติเหตุจากการทำงาน, แม้แต่อุบัติเหตุบนถนนจากการนอนไม่พอ รวมถึงเพิ่ม productivity ,เพิ่มการจ้างงาน, เพิ่มจำนวนประชากรคุณภาพของครอบครัว
เมืองไทยกฎหมายบังคับ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่จริงๆแล้วก็เหมือนที่รู้กัน งานบางงานไม่จบในวัน งานด่วนเจ้านายเร่ง ลูกค้าเร่ง หรือพวกงานต้องประเมินผลงานเพื่อคัดคน ต่างคนพยายามแข่งทำงาน แย่งกันก้าวหน้า งานเหล่านี้กินเวลาชีวิตไปมาโข เกิน 48 ชม.แน่นอน ว่าไปบ้านเราก็น่าจะลองหันมาศึกษาเรื่องนี้จริงจังกันบ้าง เพราะบางทีแข่งขันกันมากไป กดดันกันมากไป ก็อาจจะไม่ใช่ผลดีต่อตัวลูกจ้าง หรือประชาชน ในระยะยาวก็เป็นได้
อ่านเพิ่มเติม

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

Fearless Girl on Wall Street

คิดว่าเรื่องนี้น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคนได้ดี เป็นเรื่องราวของ Lauren Simmons วัย 23 ปีเธอเป็น full-time trader ที่ตลาด NYSE ของ Rosenblatt Securities ความน่าสนใจคือเธอเป็น Floor trader ผู้หญิงคนเดียวในตอนนี้ และเป็นเทรดเดอร์ที่มี Licence อย่างเป็นทางการของ NYSE ที่อายุน้อยที่สุด โดย Lauren Simmons เธอจบปริญญาดรีด้าน Genetics สาขาโทด้าน Statistics จาก Kennesaw State University ตอนปี 2016 เมื่อเรียนจบแทนทำงานด้านการแพทย์ เธอเลือกจะลองทำงานในด้านการเงิน ที่เธอสนใจมาตั้งแต่เด็ก
ผมเห็นน้องบางคนอยากเข้าไปเทรดในอเมริกาใน wallstreet ปัจจุบันโอกาสก็ยังเปิดกว้างอยู่ถ้ามีความสามารถจริงๆ ลองเข้าไปอ่านสัมภาษณ์ถึงเส้นทางอาชีพของ Lauren เมื่อเธอมีความสนใจงานด้านนี้ เธอเริ่มศึกษา จากนั้นใช้ LinkedIn ที่เป็นเหมือนช่องทางในการเข้าถึง connection ก่อนได้รับโอกาสเข้าไปสอบสัมภาษณ์งานที่บริษัท Rosenblatt Securities จนได้รับเข้าทำงานและสอบข้อเขียนผ่านได้รับใบอนุญาติ(ของ floor brokers) ซึ่งเธอบอกว่ายากมาก สำหรับคนที่ไม่ได้เรียน ไม่มีประสบการณ์หรือมีพื้นฐานความรู้ด้านการเงินมาก่อน นอกจากนี้เธอยังได้รับเข้าเป็นสมาชิกทางการของตลาด NYSE ในปี 2017 (ปัจจุบันเธอทำงานได้ราวๆ 1 ปีกว่าแล้ว)


เธอพยายามนำเสนอจุดเด่น โดยเฉพาะเรื่องของทักษะการคิดเป็นระบบ พื้นฐานความรู้ด้านสถิติที่เธอเรียนมา รวมไปถึงความมั่นใจและการกล้าตัดสินใจ ซึ่งสำคัญมากในงาน Floor trader ที่ต้องแข่งขันสูง ดุเดือดและเธอต้องแบกน้ำหนักในการแข่งขันกับเหล่าเทรดเดอร์ชายทั้งหลาย ตรงนี้ Lauren บอกว่ามันคือความท้าทาย เธอพยายามทำให้ดีที่สุด และเธอเชื่อว่าการเป็น floor trader เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีบนเส้นทางอาชีพใน wall street
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่อง อายุและเพศ เธอบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องข้อจำกัดในการเป็นเทรดเดอร์เหมือนอดีต เธอมองว่าปัจจุบัน wallsteet เปิดกว้างมากขึ้น แม้จะมีปริมาณผู้หญิงในธุรกิจโลกการเงินไม่มากเมื่อเทียบกับเพศชาย แต่สุดท้ายสิ่งที่เป็นตัวตัดสินคือ เรื่องของความสามารถของการเป็นเทรดเดอร์ ซึ่งเธอมองว่าเพศหญิง ก็มีจุดเด่น ที่ได้เปรียบในการเทรด มากกว่าเพศชายในบางด้าน
ทุกคนต่างมีจุดเด่น ที่แตกต่างกัน แทนจะทำเหมือนๆกันเดินตามๆกัน ลองค้นหาจุดเด่นของเรา และพัฒนามันให้กลายเป็น edge เป็นข้อได้เปรียบให้เหนือกว่าคนอื่น เพื่อสร้างโอกาสที่ดีให้กับตัวเราในอนาคตต่อไป

อ่านเพิ่มเติม

Machine learning & High frequency trading

วันนี้ได้นั่งอ่านบทความเรื่อง Machine learning & High frequency trading มุมมองของ Dr. Henri Waelbroeck อดีตนักวิจัยด้าน นิวเคลียร์ฟิสิกส์ที่หันมาทำงานด้าน Quant เกี่ยวกับ HFT ยุคใหม่รวมถึงการพัฒนา AI ในการเทรด มีหลายประเด็นน่าสนใจเช่น

ไอเดีย Alpha Profiling ที่ Lab วิจัยของ Portware, LLC ใช้ Machine learning ด้วยเทคนิค Decision Trees Algorithms และ Bayesian scoring ในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการเทรด ร่วมกับ real-time market data เพื่อ optimize เรื่องของ time ในตัว trading execution บนกลยุทธ์การเทรดของ Trader หรือ Portfolio manager


รวมไปถึงประเด็นเรื่อง prediction กับ noise data ที่เกิดในข้อมูลราคาบน dynamic system ที่คุณ Henri Waelbroeck ให้มุมมองจากประสบการณ์วิจัยกว่า 10 ปีได้น่าสนใจมาก
บทความอาจจะเก่า แต่มีหลายประเด็นที่มีประโยชน์ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก link ด้านล่าง


การรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดหุ้น

ช่วงนี้เกือบ 90% บนหน้าเฟสบุ๊คจะเห็นมีแต่คนบ่นว่าตลาดหุ้นมันแย่ อาการจะหนักหน่อยสำหรับคนที่เพิ่มเริ่มเข้ามาในตลาดหุ้นช่วง 1700 1800 จุดช่วงปีที่ผ่านมา
ภาวะตลาดรถไฟเหาะดีลังกาลงหนักวัน บวกกลับวัน หรือลงหนัก 2 วัน พักวัน มันเกิดขึ้นได้เสมอยิ่งภาวะผันผวนมากเทรดเดอร์ต้องยิ่ง รักษาภาวะอารมณ์ของตัวเองให้ดี สิ่งช่วยได้คือการยึดมั่นตามแผนตามระบบ

ผมไปเจอโพสนี้ twitter ของเทรดเดอร์ เขาทำ flash card กระดาษที่เขียนด้วยลายมือติดตัวไว้ ลองเพ่งพยายามอ่านจะเห็นมันเป็นแผนเฝ้าระวัง Market crash นั้นเอง โดยเขาจะเขียนตั้งแต่ condition เพื่อสังเกตว่าเกิดการ crash จริงๆหรือยัง ตามมาด้วยสิ่งที่ต้องปฏิบัติ(อาจจะไม่ได้ละเอียดมาก แต่มันเน้นไปทางเตือนสติตัวเอง+การรับมืออารมณ์เป็นหลัก)



ถามว่ามีประโยชน์อย่างไร คำตอบคือ มีมากเพราะ ถ้ามันเกิด crash จริงๆ ลบหนักลงหนักๆ ยิ่งในตลาดที่มีการขายด้วย algorithmic trading ด้วยแล้ว ความ panic มันจะมาเยือน เทรดเดอร์อาจจะซ๊อคนิ่งจากภาวะขาดทุนตัวแดงที่เกิด พวกนี้เขาเลยทำ Emergency Card ขึ้นมาเตือนตัวเองพอ สถานการณ์มันเกิด เขาลงมือทำทันที ตัดสินใจตามแผนที่วางไว้ ไม่ใช่การตัดสินใจลงมือทำตามอารมณ์

เหมือนบอกบ่อยๆ ตลาดหุ้นมันคาดเดาไม่ได้ ส่วนผลกำไร ขาดทุน เราก็ควบคุมมันไม่ได้เช่นกัน สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวรับมือให้พร้อม และรู้จักควบคุมความเสี่ยง ควบคุมภาวะอารมณ์ ให้ผ่านช่วงที่ผันผวน
ดังนั้นคงไม่ได้เรื่องเลวร้าย ที่เราจะมี card หรือเขียนแผนรับมือภาวะเลวร้าย กรณีตลาด crash ตกลงหนักของตัวเองติดเอาไว้ อยากแนะนำให้พวกเราลองทำครับ แน่นอนว่ามันอาจจะไม่เกิด หรือมีโอกาสเกิดน้อย แต่เพื่อความพร้อมในการรับมือในอนาคตครับ

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ความผิดพลาดของ Druckenmiller

คำกล่าวคลาสิก ที่ว่า "คนที่ไม่ทำผิดพลาด คือ คนที่ไม่เคยทำอะไรเลย" หรืออีกนัยยะคือ เมื่อเรามุ่งมั่นจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ระหว่างทางย่อมเจอกับความผิดพลาดได้เสมอ สิ่งที่แตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ นั้นคือ การรับมือและการเรียนรู้กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น


ขึ้นต้นด้วย ความผิดพลาดเพราะวันนี้ไปอ่านเจอบทความหนึ่งของคุณ Michael Batnick เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Ritholtz Wealth Management LLC เขาเขียนถึงเรื่องความผิดพลาดของนักเก็งกำไรระดับโลกอย่างคุณ Stanley Druckenmiller ชื่อเสียงสรรพคุณคงไม่ต้องบรรยายมากเพราะปัจจุบันเขาเป็นตำนานอีกคนที่มีผลงานเทรดเรคคอร์ดย้อนหลังระยะยาวที่ยอดเยี่ยม


เรื่องราวนี้ย้อนไปช่วงฟองสบู่ดอทคอม ช่วงต้นปี January 1999 ที่คุณ Druckenmiller มองเห็นว่าตลาดมันกำลังเข้าฟองสบู่หุ้นมัน Over Value มากเขาจึงเข้า short หุ้นกลุ่ม Tech Stock มูลค่าราวๆ $200 million ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะโกยผลตอบแทนได้มหาศาล แต่ผลออกตรงข้ามเพราะ position ที่เข้าไป short นั้นเปิดเร็วเกินไป หุ้นกลุ่ม Tech ยังวิ่งต่อจากต้นปีไปได้อย่างต่อเนื่อง เขาทนถือสถานะไม่ไหวต้องปิด ยอมรับขาดทุน ราวๆ $600 million ในเดือน May ตอนนั้น ผลตอบแทนพอร์ตลดลงราวๆ -18% แต่ดัชนี NASDAQ วิ่งต่อ +15% เช่นเดียวกับ S&P500 ที่ +10%
Druckenmiller ไม่ยอมแพ้เขาไม่ยอมเป็นหมูให้เฉือดเมื่อเขามองว่าคิดผิดเขาเริ่มเกมส์ใหม่ ไปไล่ล่าซื้อหุ้น tech stock ตามกำลังตลาดแทน ตอนนี้เขาเก็บหุ้นกลุ่มนี้ใน 2-3 เดือนต่อมา เขายกตัวอย่างหุ้น VeriSign ที่ซื้อจากช่วงราคา $50 จากนั้นหุ้นวิ่งต่อไปจุดสูงสุดที่ $251 ก่อนราคาจะระเบิดลงในช่วงฟองสบู่แตก หุ้นในพอร์ตของเขาเติบโตมีกำไรมูลค่าพุ่ง $6 billion เพียง 6 สัปดาห์ ราคาลงจนมูลค่าเหลือเพียง $3 billion
ความน่าสนใจตรงที่ Druckenmiller บอกว่านี้คือเกมส์ที่ผิดพลาด เขารู้อยู่แล้วว่ามันมีโอกาสจะเกิดแบบนั้น แต่บางครั้งด้วยความเป็นมนุษย์ ก็ยังตกเข้าไปเล่นตามเกมส์ของอารมณ์ อย่างบังคับตัวเองไม่ได้ สิ่งนี้เป็นเหมือนบทเรียนที่จะไม่ทำอีกในอนาคต
Michael Batnick เขียนเรื่องราวประสบการณ์ของ Stanley Druckenmiller ในหนังสือ Big Mistakes ถ้าใครสนใจลองไปหามาอ่านได้ ครับ

อ้างอิง
http://theirrelevantinvestor.com/2018/05/16/druckenmillers-big-mistake/
https://finance.yahoo.com/news/stanley-druckenmillers-big-mistake-164332280.html

กรณีศึกษาหุ้น GE เมื่อหุ้น 100 ปีที่ต้องพบกับฝันร้าย

ตลาดหุ้นสหรัฐ มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ อันหนึ่งคือเรื่องการที่หุ้นบริษัท GE หุ้นเก่าแก่ระดับตำนานโดนถอดออกจากการคำนวณดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์(Dow Jones industrial average) ซึ่งหุ้นบริษัท GE อยู่ใน DJ30 เป็นตัวแทนอุตสาหกรรมหลักสหรัฐมาตั้งแต่ปี 1896 (เป็นบริษัทจดทะเบียนเก่าแก่อายุระดับกว่า126ปี ) โดยทำสถิติอยู่ใน DJ30 ต่อเนื่องแบบไม่หลุดกว่า 111 ปี
ช่วงปีที่ผ่านมาแม้ตลาดหุ้นสหรัฐเข้าภาวะกระทิง แต่ด้านหุ้น GE ก็อาการสาหัส ราคาลงอย่างรุนแรง ปีนี้ -25% และราคาหุ้น -55% ในรอบ 12 เดือน สอดรับกับผลประกอบการที่ถดถอย ไม่สู้ดีเท่าไหร่
ส่วนหุ้นเข้ามาแทนที่ในดัชนี DJ30 คือหุ้นบริษัท Walgreens Boots Alliance.ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐมีขนาด market cap ที่ $64 billion.
David Blitzer ผู้อำนวยการของ S&P Dow Jones Indices ให้สัมภาษณ์ว่าทุกวันนี้อุตสาหกรรมเปลียนไป การเกิดเปลี่ยนแปลงแบบนี้ย่อมเกิดได้ การเข้ามาของ Walgreens Boots Alliance จะเป็นอีกตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรม consumer and health-care sectors ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ

ปล. เขียนบันทึกไว้เป็นอีกหนึ่ง กรณีศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน เพราะ GE เป็นอีกหนึ่งหุ้นแข็งแกร่งหุ้นยอดนิยม ที่เคยเป็นตัวอย่างและบทเรียนทั้งด้านราคาและพื้นฐานกิจการ


อ้างอิง
https://www.cnbc.com/2018/06/19/walgreens-replacing-ge-on-the-dow.html

The Gambler เทรดยังไงไม่ให้เป็นผีพนัน

เมื่อเช้ามีน้องคนหนึ่ง เขียน email มาให้ช่วยแนะนำหนังสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่(Rookie Trader) สำหรับนอนดูวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมใช้เวลาไม่นานในการตอบเท่าไหร่ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา หนังเรื่องหนึ่งที่ผมจะแนะนำให้คนที่เริ่มเข้ามาเป็นเทรดเดอร์ดูคือ เรื่อง The Gambler หนังของ Mark Wahlberg
The Gambler เป็นหนังรีเมค เป็นเรื่องของ อาจารย์มหาลัยสอนวิชาวรรณกรรม คนหนึ่งภาพลักษณ์ดี การศึกษาดี ครอบครัวฐานะดี แต่ติดพนันอย่างหนัก คนหยิ่งยะโส มั่นใจในฝีมือตัวเอง เล่นบ่อย ทุ่มแทงหนักแต่ไม่รวยยิ่งเล่นยิ่งขาดทุน จนเป็นหนี้กับพวกมาเฟียปล่อยเงินกู้และเจ้าของบ่อนหลายราย ทำให้ชีวิตตกไปอยู่ในด้านมืด ตรงนี้คือแก่นหนักในการเดินเรื่องของหนัง

สิ่งที่แนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้คือ คุณจะได้รู้จักว่า นักพนันหรือผีพนัน จริงๆบนโลกนี้เป็นอย่างไร การผิดพลาดซ้ำๆแบบไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ หยุดนิสัยพนันไม่เป็น หวังพึงพาโชคและดวง แถมไม่มีวินัยการเงิน ถล่ำลงไปบนกองหนี้มหาศาล การเสพติดความเสี่ยงที่ไม่รู้จบ นำพาซึ่งความหายนะในชีวิตตัวเองและครอบครัว


ดูเรื่องนี้จบ คุณจะได้เข้าใจว่า การเป็นนักพนัน มันไม่ดีอย่างไร แล้วคุณจะแยกออก ว่าถ้าอยากจะเป็นเทรดเดอร์ หรือนักเก็งกำไร มืออาชีพ จะต้องทำอย่างไรให้แตกต่างจาก "ผีพนัน" จะได้ไม่ไปมโนตามคำบอกเล่าผิดๆ และเรายังใช้คุณลักษณะเหล่านี้ เตือนตัวเองและระมัดระวังตัวเราได้อีกด้วย
ถ้ายังไม่ดู มีเวลา แนะนำลองหามาชม แต่ก็อย่าคาดหวังสูง แม้นักแสดง มือเขียนบท ผู้กำกับ จะระดับรางวัลออสก้า แต่หนังทำออกมาค่อนข้างดูยาก ไม่สนุกเท่าไหร่
ปล. ฉากคลาสสิกในหนังคือตอนนี้ Fuck You Money ลองเข้าไปชมได้
https://www.youtube.com/watch?v=rJjKP8vYjpQ

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กรณีศึกษาการ Short หุ้น Tesla ของ Jim Chanos

กรณีศึกษาการ Short หุ้น Tesla ของ Jim Chanos แห่ง Kynikos ( AUM $2 billion) ซึ่งเป็นเหมือนผู้นำที่ออกมาตั้งแต่ 4ปีก่อน หนักสุดคงเป็นปีที่แล้ว 2017 ที่แกดูออกสื่อบ่อย แถมปลายปีก็ถล่ม Elon Musk อย่างเปิดเผยในหลายประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของ TESLA รวมไปถึงการใช้เวลาของ Musk ใน SpaceX และบริษัทลูกมากกว่าการดูแล Tesla ซึ่งเหมือนได้ผลนะเพราะกระแสการ short หุ้นตัวนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่แล้ว แถมราคาก็มีทรุดแรงเป็นระยะลุ้นในช่วงต้นปี 2018
ถ้าตามราชาขา Short Selling อย่าง Jim Chanos จะทราบว่าปกติตัวอื่นๆที่แกเทรด ไม่ค่อยออกมาให้ความคิดเห็นถี่ขนาดนี้(Baldwin-United, Enron , Envision )
Jim Chanos ออกมารอบล่าสุด 14 June โดยมีความน่าสนใจเพราะรอบนี้พูดเรื่องกลยุทธ์ด้วยนิดหน่อย จากนักข่าวถามว่าจะถือ position การ short sell ตัว TSLA ไปอีกนานแค่ไหน(ถือมาแล้ว 4 ปี) คุณ Chanos ตอบกลับมาว่า "indefinitely" นานโดยไม่มีกรอบเวลากำหนด เพียงแต่รับรู้ขาดทุนระยะสั้น ซึ่งแกยังเชื่อว่า ระยะยาวจะทำกำไรได้(ความมั่นใจยังมีสูง) แม้จะต้องสู้กับฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ที่ยังเข้าซื้อหุ้นและบอนด์ของบริษัท โดยเฉพาะ Elon Musk มหาเศรษฐีพันล้าน เจ้าของบริษัทสายป่านยาวที่ซื้อหุ้น Tesla ส่วนกับแรงขายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงปี 2018 นี้

ด้าน Jim Chanos เชื่อว่า Tesla ยังมีปัญหาธุรกิจ ด้านการเงินและการผลิต ล่าสุดมีการปรับลดคนงาน ส่วนที่ราคาไปต่อได้เพราะการสร้าง story ให้นักลงทุนโฟกัสไปยังความหวังในอนาคต ซึ่งเขาเชื่อว่าคงต้องจบในสักวัน ซึ่ง Jim Chanos คงรอได้และตั้งหน้ารอให้ถึงวันนั้น
ความน่าสนใจคือ ปี 2018 Jim Chanos ไม่ได้ short หุ้น TESLA หนัก แต่หันไป short sell หุ้นกลุ่ม Healthcare เช่น Mednax และ หุ้นดีมีปราการแบรนด์ fast-food restaurants ระดับโลก อย่าง Dunkin' Brands Group เจ้าของ Dunkin' Donuts และ Baskin-Robbin โดยเขามองเรื่องยอดขายและปัญหากับ franchises
จะออกมาอย่างไรก็คงติดตามกันต่อ ลุ้นไปกับเกมส์การ short sell ของนักเก็งกำไรรายใหญ่อย่างคุณ Jim Chanos จริงๆ


North Tabor : Hedge fund ม.ปลาย

เรื่องราวของ North Tabor Capital บริษัท hedge fund ที่บริหารโดยเด็กวับรุ่นอายุเพียง 18 ปี ชื่อคุณ Cole Mattox ซึ่งใช้ห้องนอนที่ที่ทำงาน วางแผนและลงทุน ควบคู่ไปกับการเรียนม.ปลาย ปีสุดท้าย ก่อนจะเข้าศึกษามหาวิทยาลัย Pennsylvania ด้านบริหารธุรกิจ(Wharton School of Business)
บางท่านอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องขายฝัน Wonder boy แบบนิยมสร้างภาพหลอกกันหรือเปล่า? อันนี้ CNBC เขาก็ไปตรวจสอบมาให้เบื้องต้นแล้วว่ามีการตั้งบริษัทจริง บริหารเงินให้ลูกค้าจริงโดยไปสัมภาษณ์บอร์ดที่ปรึกษาของบริษัท คุณ Stacy Brown-Philpot ตำแหน่งเป็น CEO ของบริษัทเจ้าของ app ชื่อดังอย่าง TaskRabbit (ปัจจุบันควบรวมกับ IKEA)
ส่วนเรื่องรายละเอียดผลตอบแทน และรายชื่อนักลงทุนในฟันด์ ทางคุณ Mattox ไม่ได้เปิดเผยเพราะกลัวละเมิดกฏความเป็นส่วนตัว เขาได้ให้รายละเอียดว่าปัจจุบันมีนักลงทุนเป็นลูกค้าฟันด์ราวๆ 4-5 คน(ดำเนินการตามมาตรฐาน SEC รับบริหารเงินนักลงทุนมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 แสนเหรียญ, สินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านเหรียญ)

เรื่องราวเนื้อหาค่อนข้างยาวและมีสกู๊ปเป็นวีดีโอ ผมสรุปสาระประเด็นสำคัญที่เราเรียนรู้ได้ไว้ให้เบื้องต้นดังนี้
1. Passion 
>> Cole Mattox เรียนรู้เรื่องการเงินการลงทุนจากลุงที่ทำงานด้าน M&A .ให้กับ Goldman Sachs เขาเริ่มจากการอ่านข่าวธุรกิจ จากนั้นชอบสนใจ จนอายุ 16 ปีได้บอกแม่และพ่อว่าต้องการจะเปิด Hedgefund บริหารเงิน จากนั้นปี 2017 เขาเริ่มต้นเดินหน้าเปิดบริษัท ชื่อ North Tabor Capital ของตัวเองโดยเริ่มต้นบริหารเงินให้กับนักลงทุน แล้วจ้าง MD นักการเงิน มาดูแลบริษัท
ปัจจุบัน Hedge und ของเขามี AUM ระดับ หลายแสนเหรียญ( Mattox ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขแน่นอน) มีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากคำแนะนำปากต่อปาก
2. บริหารเวลา
>> ครอบครัวจะไม่ขัด แต่ไม่ได้ยุส่งให้ลูกลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำตามฝัน โดย Mattox ต้องบริหารเวลา เขายังเรียนให้จบม.ปลาย แล้วยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี ได้เรียนบริหารธุรกิจการเงินตามต้องการด้วย ซึ่งเสริมการทำ Hedgefund ของเขาอีกทาง ด้วยเวลาที่น้อยเขาต้องอ่านหนังสือด้านการเงินการลงทุน บวกกับการทดสอบระบบการเทรดตอนกลางคืนในห้องนอน
3. ขยันอ่าน
>> Mattox เรียนรู้ด้านกลยุทธ์การลงทุนจากหนังสือเขาอ่านหนังสือหลายเล่มที่ช่วยให้เกิดความรู้ Mattox บอกว่าเขาชอบ Principle ของ Ray Dalio และยังแนะนำหนังสืออีกหลายเล่ม เช่น Black Edge, Dirty Money เป็นต้นเราจะเห็นจากชั้นหนังสือในห้องนอนว่าหนังสือเยอะมาก
4.สร้าง Connection
>> Mattox สมัครจนผ่านเข้าโปรแกรม star code ของ Goldman Sachs เข้าไปเรียนรู้เรื่องการพัฒนาโปรแกรม+การฝึกเป็นผู้ประกอบการ Tech startup และที่ GS ทำให้ Mattox ได้พบกับมืออาชีพด้านการลงทุน นักวิเคราะห์ทำให้เขาได้แลกเปลี่ยน ได้เรียนรู้และติดต่อกันหลังจบโครงการ 6 สัปดาห์ ทำให้มีที่ปรึกษาช่วยเหลือ นอกจากนี้ Mattox ยังเดินสายติดต่อกับคนดังอีกหลายคนเพื่อขอคำแนะนำและการสนับสนุน เขาได้รู้จัก Stacy Brown-Philpot CEO ของ TaskRabbit ในงานเลี้ยงใช้เวลานำเสนอไอเดียความฝัน จนเธอตกลงเข้ามาเป็นบอร์ดที่ปรึกษาในบริษัท
5. มุ่งมั่นเอาชนะคำสบประมาท
>> ข้อนี้สำคัญ ผมว่าเราทุกคนย่อมพบเจอกับ พวกคิดลบที่คอยสบประมาท Mattox กล่าวว่าเขาชอบพิสูนจน์ให้พวกนี้เห็น ซึ่งด้วยอายุที่น้อย ฝันที่ใหญ่เกินตัวทำให้ทุกครั้งที่ไปนำเสนองาน หรือบอกใครว่ากำลังทำ Hedegfund ตัวเขาเองมักโดนดูถูก หรือสบประมาท แต่เขาก็มองว่ามันคือ แรงพลักดันชั้นดี ที่ทำให้พัฒนาตัวเอง


เรื่องราวของ Cole Mattox เฮ็ดฟันด์วัยรุ่น แห่ง North Tabor Capitalคนนี้อาจจะไม่ได้สะท้อนด้านความสำเร็จ หรือผลตอบแทนเทพเหนือชั้นเกินคนอะไร แต่หลายเรื่องเราก็สามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งที่ Mattox ได้ลงมือทำ
อยากให้ story นี้เป็นแรงบันดาลใจครับ ดังนั้นถ้าใครมีฝัน อยากเป็น Hedegfund Manager อยากเป็นเทรดเดอร์ หรือทำธุรกิจ Startup อะไร ก็เริ่มลงมือทำ จริงจังได้เลยครับ อย่าไปสนคำสบประมาท หรือไปกลัวความล้มเหลว ที่เกิดขึ้น ทำให้ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยมันก็คือครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา

อ่านบทความเต็มได้ที่

Omega Ratio

วันนี้มาตอบคำถามจากน้องๆที่เริ่มใช้งาน Psyquation (มีหลายฟังก์ชั่นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์มาก อย่าไปนั่งยึดติดดูที่ score อย่างเดียว หัดใช้เพื่อพัฒนาตัวเราในอนาคต ) เกี่ยวกับตัว Omega Ratio
Omega Ratio พัฒนาต่อยอดมาเพื่อแก้ข้อจำกัดของ Sharpe ratio หรือโมเดลที่ใช้การประเมินด้วย Mean และ Variance เพราะบางกรณีเกิดการตีความที่อาจจะไม่เหมาะสมกับพฤติกรรมของ Performance ที่เกิดได้ ลองดูจากภาพประกอบ


Shadwick&Keating ปี 2002 พัฒนาโมเดล Omega Ratio ขึ้นมาโดยหลักการคือแทนจะใช้แค่ Mean และ Variance ก็ทำการแบ่งพื้นที่ของ Return Distribution เป็นสองส่วนด้วย ค่า target return หรือ threshold จากนั้นวัดสัดส่วนของพื้นที่ cumulative probability distribution ทั้งสองที่ถูกแบ่ง (สรุปคราวๆไม่ได้ลงเรื่องของสมการและวิธีการหาค่า ลองไปอ่านใน link ด้านล่างได้)


ส่วนการตีความ Omega Ratio มากกว่า 1 ถือว่า OK แน่นอนว่าถ้ามีค่ามากก็มีแนวโน้มดี สะท้อนความน่าจะเป็นที่จะให้ return ที่ดีและยังใช้การประเมิน risk metric เพื่อเฝ้าระวัง risk ที่เกิด แต่แน่นอนว่าการตั้ง threshold ก็มีผลต่อค่าคำนวณดังนั้นโมเดลจำเป็นต้องมีการวางเงื่อนไขที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลด้วย
การใช้งานสำหรับเทรดเดอร์ หรือประเมินระบบเทรดเราติดตาม ค่านี้อาจจะรอบรายเดือน เพื่อดูว่า Omega Ratio นั้นอยู > +1 หรือไม่ ถ้าเกิดมันตกลง เราควรจะปรับปรุงการเทรดให้ดีขึ้น หรือลด ขนาดของความเสี่ยงจากการใช้ leverage ลง เป็นต้น