สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561

10 things I learned from "Cliff Asness" interview

- Cliff Asness วัย 52 ปี มหาเศรษฐีพันล้านเป็น ผู้บริหารของ AQR Capital มี AUM $226 billion เขาจบ Phd เป็นศิษย์เอกของ Eugene Fama โลดแล่นในตลาดกว่า 20 ปี
- สัมภาษณ์ยาวมาก แบ่ง 3 ด้านหลักเรื่องของทิศทางตลาด, กลยุทธ์ของ AQR และ Quant ในยุคปัจจุบัน
-1.ปี 2018 ไม่ใช้ปีที่ดีของ Quant Strategies เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนหน้า ภาวะตลาดมีความผันผวน มีปัจจัยต่างๆกดดัน แต่ยังไม่ถึงกับเลวร้าย ต้องถอดใจ
-2. Asness พูดถึง trend following ต่อจากความเห็นของ david harding ที่ระบุว่า winton ลดน้ำหนักในกลยุทธ์ Trendfollowing +ลดค่า free ในกองทุนที่รันด้วยกลยุทธ์นี้เพราะมองว่าอนาคตอาจจะไม่สามารถทำผลงานได้ดี Asness แสดงความเห็นว่า trend following อาจจะทำผลงานไม่ดีเหมือนยุคอดีต แต่เขายังเชื่อว่าการเคลื่อนตัวของแนวโน้มยังมีอยู่ เปลี่ยนรูปไป reverse บ่อยขึ้นและมีความผันผวนมากขึ้น แต่การใช้กลยุทธ์ต้องระวัง
-3. การ diversification เชิงกลยุทธ์ สร้าง return ผสมกลยุทธ์ประเภทอื่นๆ เช่น factor, value ,momentum ร่วมกับ trend following พิจารณา liquidity และ Volatility ของตลาด ร่วมการจัดการความเสี่ยง กำหนดขนาดของเงินในแต่กลยุทธ์




-4. ไม่มี Quant Strategies ใดทำกำไรได้ตลอดทุกเดือน ทุกปี ภาวะตลาดเปลี่ยนย่อมมีผลต่อกลยุทธ์ focus ที่ผลงานระยะยาว ขณะเดียวกันต้องรู้จุดอ่อนข้อจำกัดของระบบ ไม่รีบถอดใจ ล้มเลิกช่วง bad day
-5. ระวัง data ming & survivorship bias เขาบอกยิ่งตลาดผันผวน performance ที่เกิดตลาดจริง แตกต่างจากผล backtesting (1/2 เท่า) ระวัง Quant Scam หลอกขายระบบดีเกินจริง ดีแต่ใน paper
- Quant Panic กรณี algorithm ขายพร้อมกันเหมือนอดีตอาจจะเกิดได้แต่เกิดยาก เกิดสร้าง short term volatility
-6. AQR เป็น Quant เน้นการทำวิจัย พัฒนานำความรู้เชิงวิชาการมาใช้ตลาดจริง
-7. AQR เน้น Big data การสร้าง good data หลายๆโดเมน ทั้ง fundamental , Economic, Price นำมาวิเคราะห์ เพื่อสร้าง alpha model ล่าสุด AQR ขยายส่วน Machine learning ด้วยการจ้าง Marcos López de Prado(คนนี้เป็นนักวิจัยและเขียนหนังสือ Advance in Finacial Machine learning) ผลงานของ Marcos สอดคล้องแนวทางของเขา ที่ไม่ใช่เอา AI มารันมั่วๆและทำนายราคาอนาค
-8. ความผิดพลาดสำคัญของ Asness คือติดกับความกลัวในอดีต hedge มากไปแม้จะไม่ขาดทุนแต่ก็ทำให้พลาดโอกาสทำเงิน ไม่ได้มากเท่าที่ควรในช่วงหลังวิกฤติ
-9. วิกฤติหรือความไม่ปกติของตลาด เกิดได้เสมอ อนาคตคงมีอีก หน้าที่ของเราคือการอยู่ให้รอด
-10. Asness แนะนำให้คนรุ่นใหม่กล้าตัดสินใจ กล้าลงมือทำให้แนวทางของตัวเอง เขาเล่าถึงการตัดสินใจทิ้งเงินเดือน ทิ้งอนาคตตำแหน่ง MD ของ Goldman sach มาเปิดบริษัท AQR เริ่มจากเงินทุนไม่กี่ล้าน พนักงาน 13 คน ปัจจุบัน บริษัทเติบโตมีพนักงานมากกว่า 1000 คน บริหารเงินราวๆ $226 billion มีนักวิจัย phd หัวกระทิจำนวนหลายร้อยทำงานร่วมกัน

อ่านฉบับเต็มจาก
https://www.bloomberg.com/news/features/2018-10-04/quant-investor-cliff-asness-hasn-t-smashed-his-screen-this-year-yet

Effect of raising interest rates

เมื่อวาน ได้มีโอกาสไปนั่งล้อมวงสนทนาออนไลน์กับพี่น้องนักลงทุนและเทรดเดอร์ ถึงผลกระทบที่เกิด ในปีหน้า ช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น
ของไทยเริ่มปรับเบาๆ ส่วน Fed ล่าสุดก็ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 25 bps สู่ร้อยละ 2.25–2.50 ตามคาด ตามข่าวระบุปีหน้ามีแผนปรับขึ้น 2 ครั้ง
คุยกันหลายเรื่องหลายประเด็น ผมเองนั่งฟังคนเก่งๆที่ทำการบ้านมาพูด ก็ได้มุมมองเยอะดี โดยเฉพาะผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ อย่าง การเงิน ,ธนาคาร,อสังหา เป็นต้น


ผมเองเมื่อวานเอาข้อมูล ที่อ่านเจอและสรุปเก็บไว้ไปแชร์ อันหนึ่งมาจาก economicshelp คิดว่ามีประโยชน์มาแปะไว้่หน้าเฟสอีกที อันนี้เป็น การวิเคราะห์ของ กูรูอเมริกา ข้อดีเขาแจกแจงด้านบวกด้านลบไว้ ให้เข้าใจง่าย ทำให้เราเห็นภาพได้ชัด รายละเอียด ลองไปแกะกันต่อเพิ่มเติม
ส่วนน้องเทรดเดอร์คนหนึ่งถามทิ้งไว้ว่าตลาดหุ้นจะจบรอบเพราะ Fed หรือไม่ แนะนำลองอ่านบทความ fed-actually-trying-cause-stock-market-crash ของ zerohedge หัวข้อนี้ดูครับ ส่วนตัวผมคงไม่ขอเดาหรือทำนายอะไร เตรียมตัวไว้ให้พร้อมดีที่สุด

https://www.economicshelp.org/macroeconomics/monetary-policy/effect-raising-interest-rates

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Inverted Yield Curves Aren’t a Crystal Ball

ประเด็นกำลังพูดถึงกันเยอะ อีกหนึ่งหัวข้อตามสื่อและเว็บไซต์ต่างประเทศ เห็นจะเป็นเรื่องของ Inverted Yield Curves ที่เมื่อวันจันทร์ เกิดการมุดของเส้น yield curve ของ US 5-Year Bond ลงต่ำกว่า 2Y Bond เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี นับจากปี 2007
ตามมาด้วยการปรับลงหนักของตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวาน S&P500 -3.25% นักวิเคราะห์บอกว่ามาจากความกังวลจาก inverted yield curve. (อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้) เหมือน กูรู /นวค. บางกลุ่มพยายามสื่อว่ามันคือลาง หรือสัญญาณบอกเหตุในอนาคต รวมถึงความคาดหวังเชิงลบที่จะเกิด
บทความนี้ของ WSJ เขียนน่าสนใจดี โดยสรุปเขากล่าวว่า Inverted yield curves นั้นมันสามารถแกว่งได้ ปรับตัวได้ แต่มันไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ


ดังนั้นไม่จำเป็นว่าเมื่อเกิด Inverted yield curves จะต้องเกิดเศรษฐกิจถดถอยทุกครั้ง 100% เพราะyield curves นั้นไม่สามารถทำนายอนาคตเศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้ (อันนี้นักวิชาการจาก Fed ออกมาอธิบายก่อนหน้าอย่างละเอียดแล้ว)
บทความระบุว่าถ้าจะเกิด recessions จริงจะต้องมีปัจจัยสาเหตุอื่นๆ ประกอบ แต่ตอนนี้สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องของ market assumption ที่มองว่าอนาคตข้างหน้าการโต(Growth) อาจจะจำกัด
สรุปก็ติดตามกันต่อ ไม่ต้องรีบ panic ตามสื่อ เชื่อว่าปีหน้าค่อนข้างจะท้าทายแน่ยังไงก็อย่าประมาทกันครับ

อ้างอิงจาก

10 Outrageous Predictions for 2019

ทีมนักกลยุทธ์และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของ saxo bank ทำรายงานที่ชื่อ 10 Outrageous Predictions for 2019 แบบสุดโต่งสุดๆแบบไม่ธรรมดา(และมีโอกาสจะเกิดได้เช่นกัน) มี 10 ข้อ ดังนี้

1.EU announces a debt jubilee
** ปัญหาหนี้ กระทบต่อสเถียรภาพเศรษฐกิจและการเมืองยูโร
2.Apple “secures funding” for Tesla at $520/share
**ฝันที่เป็นจริงของ Elon Musk เมื่อ apple หันมาร่วมมือพัฒนาธุรกิจ self driving car โดยการเข้าซื้อกิจการ Tesla
3.Trump tells Powell “you’re fired”
**ทรัมป์เหลืออดกันนโบายของ Fed
4.Prime Minister Corbyn sends GBPUSD to parity
**Corbyn ผู้นำจากพรรคแรงงานฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นนายก UK คนใหม่ นำนโยบายประชานิยมและ universal basic income มาใช้ประเทศถังแตกเป็นหนี้สูง GBPUSD ร่วงลงรุนแรงระดับ 1.00
5.Corporate credit crunch pushes Netflix into GE’s vortex
**ระเบิดหนี้เอกชน หุ้นกู้ ที่ร่วงรุนแรงรุกลามสู่ราคาหุ้น กระทบ ETF และตลาดหุ้นสหรัฐ
6.Australian central bank launches QE on housing bust Down Under
** ตลาดอสังหาออสเตเรียเกิดฟองสบู่ระเบิด RBA ต้องทำ QE กู้วิกฤติ
7.Germany enters recession
** German car industry ถดถอยหนัก ยอดขายรถตกต่ำ ต้นทุนการผลิตในประเทศสูง ผลกระทบจากสงครามการค้ากับ US ทำให้เกิดปัญหาต่อผลประกอบการบริษัท คนตกงาน กระทบต่อ GDP เศรษฐกิจถดถอย

8.X-Class solar flare creates chaos and inflicts $2 trillion of damage
**solar flare รุนแรง เกิด solar storm strikes กระทบปัญหาโลกร้อนรุนแรง การทำงานดาวเทียมสื่อสารและ GPS เกิดความโกลาหลทั่วโลก
9.Global Transportation Tax (GTT) enacted as climate panic spreads
ปัญหาโลกร้อนรุนแรง เกิด GTT เก็บภาษีการขนส่งสินค้าข้ามทวีปที่ก่อให้เกิด มลพิษและคาร์บอน ส่งผลต่อต้นทุน อุตสาหกรรม tourism, airline, shipping
10.IMF and World Bank announce intent to stop measuring GDP, focus instead on productivity
เลิกใช้ GDP มาวัด productivity คิดจากผลการทำงานที่ได้เฉลี่ยของคนทั่วชาติแบบรายชั่วโมง(output per hour worked)แทน
สำนวนฝรั่งกล่าวว่า Only the Paranoid Survive ตรงนี้น่าสนใจเพราะอะไรที่มันไม่แน่นอน แล้วเรามอง worst case เพื่อเตรียมแผนรับมือในทุกสถานการณ์ มันย่อมช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดเรามากขึ้น

8 Silent Signs Stress Is Making You Sick

ว่ากันว่างานหนักไม่เคยฆ่าคน แต่ความเครียดจากการทำงานนี้ตัวการที่ทำให้ล้มป่วยจนตายได้ การเทรดอาจจะไม่ใช่งานหนัก แต่ไม่ว่าจะหุ้น อนุพันธ์ หรือค่าเงิน มันมีเรื่องความกดดัน มีเรื่องความคาดหวัง จากผลลัพธ์ โดยเฉพาะเมื่อเรา "ขาดทุน" แม้จะไม่ขายไม่ขาดทุนแต่เห็นพอร์ตแดงๆก็เครียดได้
การเป็นเทรดเดอร์ อีกด้านที่เราต้องคำนึงและให้ความสำคัญคือเรื่องของ "ความเครียด" ดังนั้นอย่าวัดระบบเทรดแค่ตัวเลข ลองพิจารณาดีๆว่าระบบเทรดที่เราใช้มันทำให้เรา เครียด เกินไป หรือไม่(อาจจะเกิดจากระดับความเสี่ยงที่สูง หรือภาวะความไม่แน่นอนต่างๆอันนี้พิจารณากันดีๆ) ถ้ามันเทรดแล้วเครียด ยิ่งเทรดยิ่งเครียดแบบนี้ไม่เหมาะ เราควรถอยหลังออกมาพิจารณาปัญหา และหาทางแก้ไขโดยด่วน


พอดีวันนี้มีคนมาปรึกษาเรื่องความเครียดจากการเทรด ผมจึงนำบทความจาก reader digest มาฝากกันเป็น วิธีการสังเกตตัวเราว่ากำลังตกในภาวะเครียดหรือไม่ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สังเกตจาก
1. ตุ่มหรือผืนแดงตามตัว(break out hives)
2. น้ำหนักตัวขึ้นๆลงๆ(weight starts to fluctuate)
3. ปวดหัวบ่อยๆ(getting headaches)
4. ปวดท้อง รวนท้องบ่อยๆ อาการโรคกระเพาะประกอบ
5. เป็นหวัดง่าย เป็นหวัดบ่อย ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
6. เกิดสิวขึ้นตามหน้าตามตัว จากความไม่สมดุลของฮอร์โมน
7.สมองไม่โล่ง มึนๆงงๆสับสน
8. ผมร่วงหนัก เป็นกระจุก อาจจะทำให้หัวล้านกันได้เลย
สรุปสังเกตตัวเราดีๆ เพราะสุดท้ายสิ่งที่มาค่ามากที่สุดไม่ใช่ "เงิน" แต่เป็นสุขภาพและเวลาที่ได้อยู่บนโลกนี้กับครอบครัวและคนที่เรารัก

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

คำแนะนำข้อควรระวังสำหรับ retirement portfolio

การปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงแนวคิดการจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ช่วงนี้เริ่มออกมามาก จากคำเตือนของเหล่ากูรูชื่อดังต่างๆ สำหรับคนทั่วไปโดยเฉพาะท่านใกล้เกษียณอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดวิกฤติจริงๆควรจะทำยังไง??
Craig Kirsner คนนี้เป็น Retirement planner ชื่อดังของอเมริกา ซึ่งเขาแนะนำให้ preserve & protect พอร์ต retirement โดยเขาให้รายละเอียดว่า
1.Don’t let long periods of market calm fool you.
อย่าติดกับผลงานอดีต ระวังความคาดหวังว่าปีนี้ ปีหน้าจะต้องได้กำไรมากเหมือนปีก่อน ซึ่งความโลภและความคาดหวังนี้ทำให้ เกิดความประมาทและก้าวร้าวเสี่ยงเกินตัว เข้าไปลงทุนในหุ้นความเสี่ยงสูง สุดท้ายตลาดปรับตัวลงรุนแรง ทำให้มูลค่าพอร์ตลดลงหรือขาดทุนหนัก

2.Understand what rising interest rates might do.
ทำความเข้าใจผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ทิศทางที่จะเกิดในอนาคตค่อนข้างแน่นอนตามนโยบายของ Fed เขาแนะนำให้เอาปัจจัยนี้มาใช้วางแผนการลงทุน ระมัดระวังวิกฤติหนี้

3.Be aware that the aging population could cool the economy.
สหรัฐเข้าภาวะคนแก่มากกว่าการเกิด เขายกตัวเลขมีคนเข้าสู่วัยเกษียณ 10000 คนต่อวัน จำนวนมากไม่มีเงินเก็บ ตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง แน่นอนว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายของรัฐที่ต้องสนับสนุนคนเหล่านี้ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นปัจจัยเสี่ยงในอนาคต ที่ต้องระวัง
โดยสรุป 3 ข้อจาก Craig Kirsner เขามองว่าการลงทุนเพื่อสร้างพอร์ตเกษียณจำเป็น แต่ควรทำด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะในปัจจุบัน ควรรู้ขนาดความเสี่ยงที่เรารับได้ ลดความเสี่ยงให้เหมาะ รักษาเงินทุนให้ดี สำหรับเงินก้อนสุดท้ายที่ต้องใช้ไปตลอดชีวิต



อ่านเพิ่มเติม

7 things I learned from The Wealthy Barber

The Wealthy Barber เขียนโดยคุณ David Chilton (1989) เขาทำงานเป็นผู้วางแผนทางการเงิน ตั้งใจเขียนเป็นแบบนวนิยาย ที่สนุกและเข้าใจง่ายเพื่อให้เข้าถึงคนธรรมดาทั่วไป เนื้อหาครอบคลุมประเด็นหลัก ตั้งแต่การออมเงิน การใช้จ่ายเงิน การกู้เงินเพื่อทำธุรกิจ การลงทุน และการจัดการเงินหลังเกษียณ แบบไม่ BS ไม่ขายฝัน สอนให้คนเข้าใจในความเสี่ยงการสร้างความมั่นคั่งแบบค่อยเป็นค่อยไป ผมสรุปประเด็นสำคัญไว้ 7 ข้อดังต่อไปนี้
1. หลักพื้นฐานและวินัย
การจะรวยได้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดข้ามคืน แต่ไม่ใช่เรื่องยาก หรือเป็นไปไม่ได้ มันเริ่มจากหลักพื้นฐานคือ การใช้เงินอย่างประหยัด อดออมและลงทุน แล้วอาศัยการวางแผน การลงมือทำอย่างตั้งใจ มีวินัย ต่อเนื่อง
2. กล้าแตกต่าง เพื่ออนาคต
สิ่งที่ยากในการมีวินัยทางการเงิน การออม ปัจจัยหนึ่งเกิดจากเมื่อเราปฏิบัติ แต่คนอื่นๆรอบข้างทำแตกต่างจากเรา เช่นซื้อรถใหม่ ซื้อเสื้อผ้าหรู กินอาหารแพง เราก็เกิดกิเลส อยากได้ ใช้เงินเพื่อสนองความยาก ทำให้หมดเงินไปอย่างฟุ่มเฟือย แทนที่จะนำเงินไปออมกินดอกเบี้ยหรือไปใช้ลงทุนกินปันผลต่อยอด ดังนั้นต้องกล้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้เงิน กล้าแตกต่างจากคนอื่นๆ หรืออีกทางอาจจะลองหาเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ในการสร้างอิสระภาพทางการเงิน เพื่ออนาคตที่ดี
3. ระวังการเป็นหนี้
มีเงินเยอะ หนี้เยอะ แม้ดูหรูหราไฮโซไม่ได้แปลว่ามีฐานะดี หนังสือแนะนำว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่ารีบสร้างหนี้โดยเฉพาะหนี้ไม่ดี(Bad debt)เช่นจากบัตรเครดิต หนี้ที่ไม่ได้ก่อเกิดผลดีต่ออนาคต เช่นเดียวกันถ้ามีหนี้จำเป็น(Good debt)เช่น หนี้การศึกษา, หนี้ค่าบ้าน ก็ควรรีบประหยัด นำเงินรายได้ไปใช้หนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยต้องจ่ายให้มากที่สุด เพราะตราบใดที่ต้องเสียเงินกับภาระหนี้จำนวนมาก ไม่มีทางที่สร้างความมั่นคงได้ในระยะยาว
เช่นเดียวกันถ้าทำธุรกิจการกู้หนี้จากธนาคารหรือใช้ line of credit ควรทำอย่างเหมาะสม อย่าใช้มากเกินไป อย่ากู้เงินเกินตัว กว่าการสร้างรายได้เพื่อชดเชย
4. รู้จักทำบัญชี
คนทั่วไป ไม่สนใจเรื่องการจดบันทึกรายรับรายจ่าย ซึ่งการติดตามตัวเลขเงินเหล่านี้สำคัญมากในการวางแผนและจัดการการเงิน ลดช่องโหว่เงินไหลออก บางอย่างเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน ลดรายจ่าย เพิ่มเงินสำหรับการออมและการลงทุนได้มากต่อปีเลยทีเดียว
5. ออมเงินให้เหมาะสม
การออมเงินควร วางแผนทำให้ได้ประจำต่อเนื่อง ควรทำเป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะคิดใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งของ เขาแนะนำอย่างน้อยควรออมให้ได้ 10-15% ของรายได้ต่อปี ไม่ต้องรอให้รวยและค่อยออม ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ

6. ลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน
สูตรคลาสิก Formula 72 อัตราผลตอบแทนสะสมที่สร้างความมั่นคั่งระยะยาว (72/8=9 เงินโตเท่าตัวใน 9 ปีถ้าลงทุนได้รับผลตอบแทน 8% ต่อปี) เช่นเดียวกันต้องเลือกลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงเหมาะสม สร้างเงินทุนจากเงินออมและอดทนหวังผลระยะยาว(Long Term View)
7. ระวังทางลัด(Shortcut)
คนที่หวังจะหาอิสรภาพทางการเงิน สร้างความมั่งคั่ง มีแรงจูงใจ มักโดนหลอก ให้วิ่งหาทางลัดได้ง่าย อาจจะอยากได้มาก รวยเร็ว สุดท้ายถ้ามันเสี่ยงสูง หรือเป็นของปลอมตามกระแส โอกาสหมดตัวก็มีมากเช่นกัน
ยังมีอีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจ ยังไงมีโอกาสลองหาหนังสือมาอ่านกันต่อนะครับ

2018 ฺBad Year

ข้อมูลจาก Deutsche Bank แสดงให้เห็นว่าทำไม การเทรดหรือการลงทุนในสินทรัพย์เดียว มันจึงไม่ง่ายที่สร้างผลตอบแทนสะสมที่เติบโต ดูจากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ 1990 โดยเฉพาะช่วง วิกฤติการเงิน 1-2 ปี มากกว่า 50% จาก asset class นั้นมีผลตอบแทนติดลบ(negative returns)

ส่วนในปี 2018 ยังต้องลุ้นหนักในเดือนสุดท้าย ข้อมูลล่าสุดจะพบ 90% จาก asset class จำนวน 70 ชนิด ผลตอบแทนเป็น negative returns ที่น่าสนใจคือทั้ง stocks(major indexes ต่างลงมามากพอควรชวง 2 เดือนที่ผ่านมา) , Crude Oil, Gold แม้จะมีการเคลื่อนที่ที่ไม่สัมพันธ์กัน แต่ก็มีโอกาสที่จะเห็น การจบปีด้วย negative returns สูงเช่นกันในปี 2018


ขณะเดียวกันข้อมูลปี 2017 แสดงให้เห็นว่ามีแค่ 1% เท่านั้นที่มีผลตอบแทนติดลบ ดังนั้นเมือเทียบระหว่างปี 2017 กับปี 2018 ในด้านข้อมูลสถิติ จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะ
ไม่ได้สรุปอะไรมากจาก บทความ นี้แต่ก็ใช้เป็นข้อมูลประกอบในการติดตามตลาดต่อไป

ปล. asset ผลตอบแทนรายปีติดลบ ไม่ได้แปลว่าเทรดแล้วจะต้องขาดทุนเสมอไป ถ้าไม่ได้ Buy & Hold ยาว

https://www.marketwatch.com/story/how-bad-has-2018-been-for-investors-the-worst-ever-according-to-one-metric-2018-11-26

รีวิว Saving Capitalism

หลายปีที่ผ่านมาได้เห็นการตั้งคำถามว่าระบบทุนนิยม(Capitalism) มันยังทำงานได้ดีในระบบสังคมปัจจุบันอีกหรือไม่?ถี่ขึ้น ซึ่งคำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสารคดี เรื่อง Saving Capitalism ที่ออกเผยแพร่ในปี 2017 โดยเป็นสารคดีที่เล่าเรื่องผ่านคุณ Robert Reich อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยุครัฐบาล บิล คลินตัน ( 1993 -1997)และเป็นอาจารย์ รวมถึงเป็นนักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ทางการเมืองชื่อดัง
คุณ Reich ได้ออกหนังสือเรื่อง Saving Capitalism ซึ่งกลายเป็นหนังสือยอดนิยม ทำให้เขาได้ออกเดินสายโปรโมทและจัดกิจกรรม รับฟังความคิดเห็นของคนในหลายรัฐของอเมริกา รวมถึงคนในทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นแรงงาน ชั้นกลาง นักศึกษาคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และนักล๊อบบี้ยิสทางการเมือง
สารคดีนี้ เดินเรื่องเร็วสนุก สะท้อนให้เห็นปัญหาช่องว่างรายได้ของคนจนและคนรวย โดยสรุป คุณ Reich เชื่อว่าระบบทุนนิยมอเมริกากำลังมีปัญหา เมื่อคนจน คนชั้นกลาง ทำงานรายได้ไม่ได้เติบโต ตามรายจ่าย ค่าครองชีพ ขณะเดียวกัน คนรวยนักธุรกิจ รวยเอา รวยเอา รายได้การเติบโตเศรษฐกิจ วิ่งเข้ากระเป๋าคนรวย ผ่านช่องทางต่างๆ การใช้เส้นสายหาผลประโยชน์ จากนโยบายของรัฐ สนับสนุนเงินทุน การลดภาษีต่างๆ ซึ่งนักธุรกิจ บริษัทยักษ์ใหญ่จ่ายเงินสนับสนุน พรรคการเมืองสองฝ่าย รวมถึงมีจ้าง ล็อบบี้ยิสต์ เพื่ออำนวยผลประโยชน์ทางธุรกิจ โครงการ นโยบายที่ขัดธุรกิจ หรือส่งผลลบ แต่มีประโยชน์ต่อ คนชั้นกลาง ชั้นล่าง ก็ถูกทำให้ตกไปหรือผ่านได้ยาก หรือมีการออกกฏหมายเอี้อประโยชน์ทำให้แข่งขันได้ยาก ไม่ได้เสรีแบบระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึง ค่าแรงขั้นต่ำ และปัญหารายได้ภาคเกษตรกรอีกด้วย
ผมมีโอกาสได้ดู Saving Capitalism รู้สึกสนุกเพราะการถ่ายทอดผ่านบทสนทนา มุมมองของคนหลากหลายระดับ มันทำให้เห็นมิติของระบบเศรษฐกิจอเมริกา ที่บอกว่าเศรษฐกิจดี บางทีมันเหมือนจะดีแค่ตัวเลข แต่ระดับคนชั้นกลาง ชั้นล่าง อาจจะไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าไหร่ จุดนี้กลายเป็นความเสี่ยงทางการเมือง และสังคม เหมือนที่คุณ ray dalio ได้ออกมาเตือนไว้
แนะนำให้ลองชมกันสำหรับคนอยากเห็น economic system ของอเมริกา

ชมตัวอย่างจาก
https://www.imdb.com/title/tt6185286


วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Ray Dalio Sees Parallels to 1930s in Today’s Markets

บลูมเบริ์กลงบทสัมภาษณ์ของคุณ Ray dalio โดย Barry Ritholtz มีหลายประเด็นน่าสนใจ สรุปเบื้องต้นเก็บไว้ดังนี้
- debt cycle ในปัจจุบันคล้ายปี 1930 (late stages of this short-term business cycle)
- ตัวเลขหนี้จำนวนมหาศาลทำให้เผชิญปัญหา กรณีอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
- อนาคต USD ลดทอนบทบาท(เงินสกุลอื่นจะขึ้นมามีบทบาทแทน แต่ ray ไม่ระบุรายละเอียด)และอาจจะด้อยค่าจากภาวะหนี้
-การสร้างหนี้ในอนาคตของรัฐบาลสหรัฐ จะยากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้นต้องเพิ่มผลตอบแทนเพื่อมาจูงใจเจ้าหนี้ต่างชาติ
- Low interest rates ตัวเร่งทำให้เกิดภาวะ leveraged long กระแสเงินทำให้เกิดการเพิ่มกำลังซื้อในตลาดหุ้น ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งภาวะนี้ไม่คงอยู่ตลอดไป 



-ray แนะนำนักลงทุนเตรียมแผนรับมือ ลดความคาดหวังผลตอบแทนที่สูงเหมือนอดีต รวมบริหารความเสี่ยง balance portfolios [all weather strategies + risk parity]
-เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรอบใหม่ จะนำมาซึ่งปัญหาการเมืองต่อเนื่อง สาเหตุจากความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนจนและคนรวย ก่อเกิดระบอบประชานิยม การต่อสู้ของคนสองกลุ่มในสังคมที่รุนแรงขึ้น
- คุณ ray dalio พูดถึง ภาวะเศรษฐกิจประเทศหลักของโลกปัจจุบันช่วง อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ +การอัดฉีดเงินทำ QE การใช้มาตรการเศรษฐกิจและเงินจำนวนมากไปแล้ว ทำให้ธนาคารกลางมีเครื่องมือแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้จำกัด กรณีเกิดวิกฤติ
- ถ้าเกิดวิกฤติการเงินขึ้น ภูมิภาคยุโรปจะเผชิญปัญหาและความท้าทายที่สูง บวกกับความขัดแย้งและสเถียรภาพของยูโร
- ข้อมูลจากบลูมเบิรกระบุ Bridgewater ซื้อสะสมทองคำ(Gold) มีทองคำราว 5-10% ในพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง (hedge against political risks)
- จุดสังเกตจากอดีต >> unemployment rate low , asset price high , debt buit up(aggressive growth), credit spread (yield on stock & Bond) , euphoria sentiment


วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Work Smart &Time Management

วันนี้ได้ฟัง podcast ของ Tim Ferriss เขาพูดถึง Work-Life Balance ได้น่าสนใจมาก เขากล่าวว่า การสมดุล"งานกับชีวิต" เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญ แนวคิดการ work hard มันอาจจะไม่ได้ใช้ได้เสมอไปกับทุกคน โดยเฉพาะ คนที่มีครอบครัวในวัย 30 ขึ้นไป
เพราะการมีเวลาจำกัด มีภาระในชีวิตที่มากกว่าตัวคนเดียว "เวลา" กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามาก การไปทุ่มให้ทั้งหมดกับ งานที่ทำ มันจึงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ยังไม่นับรวมปัญหาสุขภาพที่เกิด จากความเครียดและการทำงานหนัก
Tim ยกตัวอย่าง CEO หลายคนที่ประสบความสำเร็จ คนเหล่านี้ใส่หมวกหลายใบ ทำทั้งงานจนสำเร็จและมีเวลาดูแลครอบครัว รวมถึงทำกิจกรรมอื่นๆเพื่อสังคมอีก
โดยสรุปเขาแนะนำให้หาแนวทาง Work-Life Balance ที่เฉพาะแต่ละคน โดยเราต้องมีเป้าหมาย มีแผนชีวิตและที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องแบ่งแบบ 50-50 หรือคงที่เสมอไป อาจจะแปรผันตามช่วงเวลาอายุ เช่น วัย 30 วัย 40 แผนเปลี่ยนได้ ตามสถานะการณ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องคิดและวางแผน
ด้านการทำงานเขาแนะนำ Work Smart แทน Work Hard รู้จักบริหารจัดการเวลา อย่างมีประสิทธิภาพ บวกกับการสร้างวินัย บังคับตัวเราให้โฟกัสในแผน ตั้งใจทำงานให้เสร็จตามช่วงเวลาที่วางไว้อย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการใช้ เทคโนโลยี ช่วยให้ทำงานได้เกิดสะดวก ทุกที่ ทุกเวลาทำให้ยืดหยุ่น สุดท้ายถ้า work smart ในองค์กรหรือบริษัทที่ดี ไม่จ้องเอาเปรียบใช้งานพนักงานมากเกินไป ชีวิตมันก็จะลงตัวได้มีความสุข และสามารถก้าวหน้า พัฒนาตัวเองได้เช่นกัน



อีกตัวอย่างของ Work-Life Balance ที่มีการกล่าวคืออิงแนวคิดของคุณ ray dalio ที่วาง principle การทำงานของบริษัท Bridgewater ด้านสมดุลชีวิตและงาน โดยในภาพจะเห็นว่า บริษัทมีผลงานดี ไม่ใช่มาจากการบังคับให้พนักงาน ทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำจนตายคาโต๊ะ แต่ตรงข้ามองค์กรสนับสนุนให้พนักงานทำงานอย่างฉลาด มีประสิทธิภาพ ทำงานแบบเป็นทีมช่วยเหลือกัน เพื่อสร้างงานคุณภาพดีทำงานอย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี

อ่านเพิ่มเติม
https://tim.blog/2017/09/13/ray-dalio/

วิธีรับมือกับ overthinking

ภาวะตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ ช่วงนี้ถือว่าเทรดไม่ง่ายทั้งด้วยพฤติกรรมของราคา และประเด็น sentimental ความไม่ชัดเจนของอนาคตในหลายประเด็น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงระดับโลก
เวลาเกิดภาวะแบบนี้ส่งผลกระทบต่อการเทรด โดยเฉพาะเรื่องการตัดสินใจ อาจจะไม่ flow เหมือนช่วงตลาดปกติ ยิ่งตลาดผันผวนมาก เกิดความกลัวที่จะผิดพลาด ความสับสนและการลังเลยิ่งมีมาก ทำให้คิดฟุ่งซ่านแบบ overthinking ซ้ำไปซ้ำมาไม่กล้าตัดสินใจ ตามมาด้วยปัญหาการเทรด "ค่อมรอบ" หรือ "ผิดจังหวะ"
วันนี้ผมมีแนวทางการฝึกสมองช่วยทำให้เราหยุด overthinking เพื่อเพิมประสิทธิภาพการตัดสินใจมาแนะนำ
1. เขียน สิ่งที่คิดในหัว
การคิดวนไปวนมา จากความสับสนความไม่มั่นใจ ทำให้เกิดความเครียด จากความไม่ชัดเจน สิ่งแรกที่ควรทำคือ เขียน สิ่งที่อยู่ในหัวเราลงในกระดาษ เพื่อลำดับภาพความคิดและปัญหาต่างๆลงไป ตรงนี้ถ้าเราเห็นสิ่งที่เราคิดมันวนซ้ำ หาทางจบไม่เจอ มันจะเป็นสัญญาเตือนว่ากำลัง overthinking
2. โฟกัสไปที่เป้าหมาย
การตัดสินใจบนภาวะความไม่แน่นอน บางทีเราไม่สามารถทำให้ได้ result ออกมาแบบ perfect ที่สุดอย่างสมบูรณ์ 100% ดังนั้นต้องมีเป้าหมาย หลัก 1 อย่างที่สมเหตุสมผล สามารถทำให้เกิดได้จริง หา solution เพื่อพิชิตเป้าหมายนั้น
3. เอาชนะความกลัวคิดลบ
ความกลัวผิดพลาดย่อมเกิดได้เสมอ การเอาชนะตรงจุดนี้คือการบริหารความเสี่ยง การคุมระดับเงินที่จะเทรด ถ้ามีความกังวลมาก จนระดับความเครียด แต่คิดว่าถ้าไม่เทรดเลยแล้วเสียโอกาสยิ่งเครียด ทุกข์ไปอีก สิ่งที่ควรทำก็คือ เทรด แต่เทรดในระดับ position size ที่เล็กลง หรืออาจจะใช้การทยอยเข้าออก ก็ได้เช่นกัน
4. ฝึกสมาธิ
เน้นการฝึกจิต ให้เกิดความนิ่ง หลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากอารมณ์ที่ผุดมาจากสิ่งเล้าต่างๆ กรณีถ้ารู้สึกว่าเกิดภาวะ overthinking วนลูปในหัวให้โฟกัสไปที่การหายใจ หายใจลึกๆ 5-10 ครั้งเพื่อ หยุดคิด วนซ้่ำไปมา
การฝึกสมาธิและการบริหารการหายใจ ตรงนี้ช่วยให้เราคิดวิเคราะห์ได้ดี ตัดสินใจทำตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


5.หยุดคิดให้เป็น
อันนี้สำคัญ เทรดเดอร์เกิดปัญหาความเครียด ความกังวล บางคนกลายเป็นหมกหมุ่นกับผลการขาดทุน ผลการเทรดมากจน ทำให้ภาวะจิตตก นอนไม่หลับ เพราะความคิดมันวนซ้ำในหัว เช่นทำไมถึงทำแบบนั้น ทำไมไม่เทรดแบบนี้ ทำไมไม่ทำกำไรตอนนั้น ทำไมไม่ตัดขาดทุนตอนนี้ ผลที่เกิดแล้วกระทบจิตใจ ทำให้ความคิดตกค้าง
จุดนี้ถ้าเราไม่สามารถจัดการได้ จะไม่สามารถเป็นเทรดเดอร์ที่อยู่รอดระยะยาวได้ เพราะภาวะจิตสำคัญ ถ้าเทรดไม่มีความสุข คุณภาพชีวิตก็ไม่ดี แบบนี้ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไรในระยะยาว บางคนเกิดปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิตตามมาอีก
ผมแชร์แนวทางให้พวกเราลองที่เผชิญปัญหาลงไปปรับใช้กันดูนะครับ