สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บทเรียนของปีเก่า

กลิ่นของปีใหม่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว ผมชอบบรรยากาศปลายปีแบบนี้จัง อากาศเย็น บรรยากาศของความสุข สนุกสนานของงานเลี้ยง และวันหยุดยาว ผู้คนต่างจับจ่ายซื้อของขวัญให้กัน บางคนเตรียมตัวสำหรับเดินทางไกลไปท่องเที่ยวหรือกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ผมเชื่อว่าหลายอาชีพสัปดาห์นี้คงจะไม่มีกระจิตกระใจทำงานกันแล้ว จิตใจคงจดจ่ออยู่กับวันหยุดและการฉลองเทศกาลปีใหม่มากกว่า รวมถึงอาชีพนักลงทุน บรรยากาศของตลาดหุ้นช่วงสัปดาห์นี้ก็เงียบเหงา มีสลับตื่นเต้นบ้างบางวัน แต่โดยรวมความคึกคักก็หายไปมาก ที่น่าชมเชยคงจะเป็นหุ้นเล็ก หุ้นมีของขยันวิ่งกันมากมายทุกวัน ทำเอาคอเดยเทรดไม่มีเบื่อกันเลย



แท้จริงแล้ว ชีวิตเราก็คือการลงทุน พ่อแม่ลงทุนในการเลี้ยงดูและให้การศึกษาลูก, ทำบุญก็คือรูปแบบของการลงทุนเพื่อจะให้ได้ไปสวรรค์ เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการลงทุนนั้นคือ "ความคาดหวัง" เมื่อมีความคาดหวังย่อมมีทั้ง สมหวัง และ ผิดหวัง ควบคู่กัน สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องมีสติและเรียนรู้จากความผิดหวังเพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเอง เพื่อไปสู่เป้าหมายตามที่คาดหวังไว้




การลงทุนในตลาดหุ้นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ก็คือ การรู้จักจดบันทึกผลการลงทุน ทั้งกำไร ขาดทุนลงในสมุดโน๊ต หรือจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็แล้วแต่ ข้อดีของการจดบันทึกคือ เราจะได้มีโอกาสทบทวนเหตุผลของการซื้อ และขายหุ้น รวมถึงการบันทึกข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์และสรุปบทเรียน ไม่ใช่ว่าขาดทุน ติดดอย พอขายได้ก็รีบๆลืมมันไปแล้วหันไปแก้มือใหม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านก็จะไม่สามารถพัฒนาทักษะการลงทุนของตัวเองได้ ก็จะกลายเป็นแมงเม่าทั้งปีทั้งชาติไป

ผมลองกลับไปดูบันทึกย้อนหลังเมื่อสี่ปีก่อนที่เริ่มเข้ามาลงทุนใหม่ๆ น่าแปลกใจคือความผิดพลาดของผมก็ไม่ได้ต่างอะไรจาก ความผิดพลาดของคนอื่นๆที่ดูได้จากการเข้าไปโพสปรับทุกข์ในห้องสินธร ผมขอสรุปย่อออกมาเป็น หัวข้อหลักๆดังนี้

1. ขายหมู ซื้อควาย:
ลักษณะอาการของการรนราน ทำกำไรได้แค่ 2-3% ก็รีบขาย เพราะกลัวที่จะขาดทุน เวลาหุ้นตก แต่เมื่อขายไป แล้วราคาไม่ลง นิ่งอยู่สองวันแล้ววิ่งใส่หน้า เลยกลับไปซื้อควาย คือซื้อปุ๊บ ไม่ทันข้ามวัน มันวิ่งลงใส่หน้า จากเพชร กลายเป็น ทับทิม แล้วค่อยๆกลายเป็นดิน ไป จากกำไรนิดหน่อยเป็นขาดทุน

2. ติดดอยคอยรัก
เกิดจากการซื้อ แล้วหาที่ขายไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือซื้อแล้วมันไม่วิ่งขึ้น แต่วิ่งลงแทน ด้วยความคิดที่ว่า "ไม่ขายไม่ขาดทุน" และใจไม่กล้า cutlose เลยต้องเป็น VI ประเภททนถือ รอรับปันผลขี้เล็บไป บางคนอาการหนักพอราคาแวะมารับให้ลงดอย รีบโดดลง แต่ราคาหุ้นไม่หยุดบวกต่ออีก เลยกลับไปซื้อควาย ขึ้นดอยต่อ กรรมจริงๆ

3. หุ้นตัวนี้เขาว่าดี
ใจคิดว่าจะไม่ซื้อ ราคานี้ไม่ปลอดภัยเกินพื้นฐานมาก แต่พอฟังมาร์บอก เพื่อนบอกว่าดี พี่บอกว่ามันคือหุ้นตัวเล็กทำ new high ,เพื่อนๆก็ซื้อ สุดท้ายก็จัดไปตามน้ำ ลงเอยคือขาดทุน

4. มีข่าวดีแต่พี่คิดนาน
มีข่าวมา มีนักวิเคราะห์เชียร์ แต่เราคิดนาน รอจนมันบวกเกือบ 10% แล้วไปเข้า ผลคือตลาดวายแล้วโดนรินขาย ราคาวิ่งไปสองป้าย ก็ใส่เกียร์ถอยหลังลงคลอง

5. ถูกกว่านี้ไม่มีแล้ว (มั้ง)
แนวคิดแบบกบ ที่มองว่าราคาเก่ามันเคยสูงกว่านี้มาก เดี่ยวต้อง rebound ลืมมองปัจจัยพื้นฐานและความเชื่อของนักลงทุนคนอื่น ซื้อสวนตลาดรับมีดไปเต็มๆ ซื้อปุ๊บ ลงต่อปั๊บ พักตัวที่ก้มเหวอีกเป็นเดือน

6. ถ้าบอกให้ซื้อ ตูขาย ถ้าบอกขาย ตูซื้อ
ความเชื่อที่ว่าพวกนักวิเคราะห์ชอบเดา ถ้ารู้จริงแม่งรวยแล้วไม่มาวิเคราะห์หรอก (คิดได้ไงฟ่ะ) เลยเล่นตรงข้ามแบบไม่ต้องคิด ถ้าบอกซื้อ ตูก็ขาย ถ้าบอกขาย ตูก็ซื้อ ผลออกมาผิดมากกว่าถูกขาดทุนไปเพราะความดื้อ

7. แม่ดี ลูกต้องเด่น
เชื่อถือให้หุ้นตัวแม่ เลยไปรับเลี้ยงซื้อตัวลูก W และ DW เพราะคิดว่าตัวแม่กำลังวิ่ง ลูกต้องวิ่งตาม ผลสุดท้ายดีใจไม่นานโดนทุบขาดทุน

8. ถึงเวลาต้อง SAP แล้ว
หุ้นลงแท่งแดงยาว ขายกันราวกับบริษัทจะเจ๊ง ทำใจนิ่งๆ เพื่อนยังไม่ขาย รอจนมันลบเกือบ 20% นักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมาย คิดจะ SAP(short again port) ผลคือขายได้ แต่ซื้อคืนไม่ทัน ขายไปตดไม่ทันหายเหม็น ราคาก็วิ่งหนีไปแล้ว ผลคือ ขาดทุนและไม่กล้าซื้อหุ้นกลับคืนในราคาที่แพงกว่า

9. ซื้อถั่วขาลง
เมื่อติดดอย ก็ต้องหาทางลง เลยไปหากระสุนมาเพิ่มและซื้อ ถั่วเฉลี่ย ขาลงหวังจะลดเวลาที่อยู่บนดอย ผลคือ หมดเงิน หมดใจไม่ได้ลงดอย เพราะราคาหุ้นไม่มารับ

ทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมาให้ดู นั้นคือความผิดพลาดของผมในช่วงปีแรกที่ลงทุน พอร์ตลงทุนผมลดลงมากถึง 50 % จึงทำให้กลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง วิธีคิดและแผนการเล่นถูกต้องไหม ผลที่พบคือเราวิ่งตามตลาดมากไป เราถูกจิตวิทยามวลชนชี้นำ ผ่านทางการจ้อง bid-offer เราถุกความโลภ ความกลัวที่กัดกร่อนใจจนทำให้เรา ตัดสินผิดพลาด

ความผิดพลาดและความผิดหวังไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็นเรื่องที่ปถุชนคนเดินดินต้องเจอ สิ่งหนึ่งที่ควรจะทำนั้นคือการเรียนรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดอย่างมีสติ เท่านี้ท่านก็จะสามารถประสบความเร็จในการลงทุนได้แน่นอนครับ

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ติดอาวุธให้นักรบกองทุน

นอกจากจะลงทุนในหุ้นแล้ว ผมมีพอร์ตการลงทุนในกองทุน โดยบริหารการลงทุนให้กับเงินของครอบครัว มิใช่ว่าเชื่อใจในฝีมือของ Fund manager แต่อย่างใด แต่ที่ใช้บริการเพราะว่าสะดวกกว่าการลงทุนในหุ้นแบบเน้นคุณค่าระยะยาว เพราะสามารถดึงเงินกลับได้ทุกเวลา และปลอดภัยกว่าการลงทุนในหุ้นเก็งกำไร ซึ่งเหมาะกับเงินของครอบครัวที่รับความเสี่ยงได้จำกัด

แน่นอนว่าผมทำการซื้อขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมพวก Passive Fund ที่อ้างอิงราคากับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แบบลูกค้าทั่วไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำก็คือเอาการวิเคราะห์ทางเทคนิคของหุ้นเข้ามาใช้ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลดัชนี เพื่อประกอบการกำหนดจังหวะการซื้อ ขายหน่วยลงทุน โดยเป้าหมายการลงทุนของผมก็คือที่ปีละ 20% ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป การวางเป้าหมายแบบสบายๆจะทำให้เราไม่ต้องไปเสี่ยงและเร่งรัดกับแผนการลงทุนจนมากไป
ผมขอแบ่งปันเทคนิคเบื้องต้นในการวิเคราะห์แนวโน้มของดัชนี สำหรับการประกอบการตัดสินใจในการลงทุน นั้นก็คือการใช้ค่าเฉลี่ย EMA5 และ EMA10 มาช่วยกำหนดจังหวะการซื้อ ขาย หน่วยลงทุน เนื่องด้วยราคาของหน่วยลงทุนนั้นจะเคลื่อนที่อิงอยู่กับดัชนีของตลาด ดังนั้นแนวโน้มของดัชนี SET ก็จะเป็นแนวโน้มแบบเดียวกับ ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนรวมด้วย ในตัวอย่างนี้ผมทดลองการใช้การวิเคราะห์เทคนิคกับ SCBSET





ภาพดัชนี SET50


ภาพแสดงราคาหน่วยลงทุน

จากภาพทั้งสองจะเห็นได้ว่า SCBSET มีทิศทางและแนวโน้มการเคลื่อนตัวของราคาในรูปแบบเดียวกับดัชนีของ SET50 จากการศึกษารายละเอียดของกองทุนพบว่า SCBSET มีการลงทุนหลักในหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 ได้แก่ PTT ,PTTEP,SCC,KBANK ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าราคาของหน่วยลงทุนจะอ้างอิงกับดัชนีของ SET50 ดังนั้นทำให้เราสามารถใช้ข้อมูลดัชนี SET50 ในการวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของราคาหน่วยลงทุนได้



แนวคิดการลงทุน

การกำหนดจังหวะซื้อขายหน่วยลงทุนจะใช้ แนวโน้มของ SET50 เป็นตัวกำหนด โดยอาศัยหลักการพื้นฐานคือการซื้อที่ดัชนีมีแนวโน้มจะเคลื่อนที่ขาขึ้น Uptrend และขายเมื่อดัชนีมีการกลับทิศเป็นขาลง downtrend และจะหยุดรอไม่ลงทุนในกรณีที่ตลาด sideway (เนื่องจากมีความผันผวนของราคาและต้องอาศัยเวลาในการติดตามดัชนี SET50 มากกว่าช่วงปกติ ดังนั้นเราจึงไม่ลงทุน ท่านที่สนใจสามารถใช้โมเดล OB ,OS จากดัชนีพวก Oscillator ในการกำหนดจังหวะแทนได้) โดยเครื่องมือที่ใช้คือเส้นดัชนี EMA5 EMA10 และ EMA20

กลยุทธการลงทุน
กรณีขาขึ้น : EMA 20 ความชันเป็นบวก
- ซื้อเมื่อ EMA5 มากกว่า EMA10 ในรอบแรก 40% และซื้อเมื่อ EMA5 มากกว่า EMA20 อีก 60%
- ขายเมื่อEMA5 น้อยกว่า EMA10 ในรอบแรก 40% และซื้อเมื่อ EMA5 น้อยกว่า EMA20 อีก 60%

ซึ่งจะไม่ลงทุน(แม้ว่าจะมีสัญญาณซื้อ-ขาย)ในกรณีแนวโน้มออกข้าง (sideway) : EMA20 ความชันเป็น 0 และ กรณีแนวโน้มขาลง (down trend) : EMA20 ความชันเป็นลบ



ผลการทดลอง
เนื่องจากปีนี้ดัชนีเพิ่มตัวสูงจาก 700 ไปถึง 1000 ดังนั้นผลตอบแทนของนักรบกองทุนที่ใช้เทคนิคจึงได้ไปแบบสบายๆ ทั้งหมดเกือบ 40% ผมเองได้ยกตัวอย่างตารางการเข้าซื้อ ขายหน่วยลงทุนที่เกิดจากการใช้เทคนิค trend following มาให้ดูดังตัวอย่างด้านล่าง


สรุป
จะเห็นได้ว่าการซื้อขายด้วยเทคนิคนี้ทำให้ท่านไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ ขายบ่อยๆ ที่สำคัญการผิดพลาดก็จะน้อยกว่าการซื้อ ขายเองโดยที่ไม่ได้วิเคราะห์ และมีเงื่อนไขที่ตายตัวเป็นระบบ เพราะจะมีเรื่องอารมณ์และจิตวิทยาของผู้ลงทุนมาเกี่ยวข้อง เป้าหมายที่ 20% ต่อปีก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน เพราะเนื่องจาก ในตลอดปีการแกว่งเคลื่อนที่ขึ้นลงของดัชนีเกิดขึ้นตลอดเวลา (อันนี้ใช้ความรู้จากการเทรดฟิวเจอร์มายืนยัน) เพราะฉนั้นถ้าเราจับจังหวะได้โอกาส ขี่เทรนด์ทำกำไรก็มีสูง ที่สำคัญต้องไม่ลงทุนในช่วงตลาด sideway หรือ downtrend ด้วยเทคนิคนี้

ผมเองต้องการนำเสนอไอเดียให้เพื่อนๆนักลงทุนเท่านั้น เทคนิคนี้คงไม่สามารถรับประกันว่าท่านจะใช้ตามแล้วรวยเพราะมันมีปัจจัยอื่นๆบนหลักการแสนง่าย มาร่วมด้วยเช่น ความมีวินัย,เรื่องของความโลภ ความกลัว, เรื่องของประสบการณ์ ดังนั้นถ้าต้องการประสบความสำเร็จต้องฝึกฝนกันต่อไป

สำหรับท่านที่มีคำถามว่าถ้าได้มากขนาดนี้ คนก็คงเลิกลงทุนในหุ้นแล้ว ผมตอบว่าคนที่ลงทุนในหุ้นแบบไม่มั่วและลงทุนเป็นจริงๆทั้งแบบเก็งกำไรและแบบเน้นคุณค่า 20% ถือว่าไม่เยอะในตลาดแบบนี้ บางคนได้ปีละเกือบ 100% ก็มีไม่เชื่อลองถามเซียนที่ท่านรู้จักดูสิครับ



"จอร์จ ตัน" เซียนเหนือเซียน

ชอบบทความนี้ครับ พอได้อ่านแล้วอยากนำมาเก็บไว้ ผมว่ามันทำให้เราตาสว่างและได้มีโอกาสเห็นในมุมของรายใหญ่บ้าง จริงเท็จแค่ไหนตอบไม่ได้ครับ แต่ก็ฟังหูไว้หูบ้างก็ไม่เสียหาย

--------------------------------------------------------
ตอน..กลยุทธ์หักเหลี่ยมโค่น "เซียน"

ที่มา:
Bangkok Biznews

"จอร์จ ตัน" คือชื่อที่ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" โด่งดังในมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในฐานะมือบริหาร "เฮดจ์ฟันด์" (กองทุนบริหารความเสี่ยง) มือฉกาจ ที่เล่นกับความเสี่ยงทุกชนิด ทั้งหุ้น ค่าเงิน และความผันผวนของราคาน้ำมัน

"ผมเล่นหุ้นทั่วโลกเล่นมาเป็น 10 ปีแล้ว"

เอกยุทธให้คำนิยามตัวเองว่าเป็น ?นักธุรกิจ? ที่แสวงหาโอกาสจากความเสี่ยง และผลกำไร ที่มาเลเซีย และสิงคโปร์ เขาบอกว่าเพื่อนๆ จะให้เกียรติเรียกว่า "ไต่กอ" หรือ ?Big Brother? ภาษาไทยแปลว่า?พี่ใหญ่?

"เพื่อนฝูงผมเยอะมากทุกวงการจนบางคนเขามองผมว่าเป็น "มาเฟีย? ถ้าคุณไป สิงคโปร์ มาเลเซีย วันนี้ไปถามชื่อผมว่า "จอร์จ ตัน? เมืองไทย นักธุรกิจทุกคนรู้จักผม ไม่มีทางลืมชื่อผม? เอกยุทธกล่าวด้วยความมั่นใจ



เอกยุทธยังเป็นดีลเมคเกอร์ที่เชี่ยวชาญทางด้าน M&A(ควบรวมกิจการ) อยู่ในมาเลเซีย ธุรกิจของเขาราบรื่นในฐานะเพื่อนสนิทลูกชาย ดร.มหาธีร์ อดีตผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของมาเลเซีย

แต่ในเมืองไทยเขาเป็นนักเล่นหุ้นระดับ "พันล้าน" เข้าออกอย่างไร้ร่องรอย จนถูกตั้งฉายานามในหมู่เซียนเมืองไทยว่า "ป.(ป๊อด)ลอนดอน" ซึ่งคนมักเข้าใจผิดว่าเป็น "ปิ่น จักกะพาก" อดีตราชาเทคโอเวอร์เมืองไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษ

"ปีที่แล้วช่วงปลายปี 2546 เขา(ผู้มีอำนาจ)ตามหาตัวผมทีแล้ว จะเล่นงานผม เขาบอกว่า ป.ลอนดอนมาปั่นหุ้นของเขา แต่คนเข้าใจว่าผมเป็นปิ่น โชคดีให้คุณปิ่นรับไป

ผมเริ่มเห็นคนในรัฐบาลชี้นำราคาหุ้นชัดช่วงปลายปี 2545 พอปี 2546 ผมก็เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ผมรู้ว่าเข้ามาต้องได้ตังค์ ในฐานะนักธุรกิจนี่คือช่องทางหาเงิน เพราะไม่มีตลาดไหนเล่นหุ้น "หมู" ขนาดนี้ คือถ้าผมกินเจ้ามือจะไม่เสียใจเลย"

จอร์จ ตัน เวียนวนอยู่ในห้องค้า 5-6 แห่งในกรุงเทพฯ การลงทุนของเขาจะมี "ก๊วน" เหมือนกับเซียนคนอื่นๆ ในตลาด และเห็นกลุ่มทุนใกล้ชิดศูนย์อำนาจ 2 กลุ่มใหญ่เข้ามาหาผลประโยชน์ในตลาดหุ้นร่ำรวยเป็นหมื่นล้านบาทกลับออกไป

"คือผมไปเทรดนั่งในห้อง VIP โก้หรู มองออกมาเห็นคนแก่นั่งขยับแว่นตาได้เงินไม่กี่พันก็เลิกแต่เสียเงินเป็นแสน ผมเห็นอย่างนี้เกือบปี มันรู้สึกละอายใจ"

ในฐานะเซียนหุ้น "จอร์จ ตัน" โกยกำไรจากตลาดหุ้นไทยในปี 2546 กว่า 1,000 ล้านบาท ด้วยวิธี "ขี่กระแส" ทักษิณฟีเวอร์ เล่นหุ้นในกลุ่ม "ชินคอร์ป" และหุ้นรัฐวิสาหกิจแทบทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล แม้จะไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขเงินลงทุนที่แน่ชัด บอกเพียงสั้นๆ ว่า "มากกว่าพันล้านบาท"

"อย่าพูดถึงตัวเลขดีกว่า ยิ่งเขาจ้องจะมายึดเงินผมอยู่"

หลังจากเอกยุทธหลบหนีออกจากประเทศไทยเมื่อ 20 ปีก่อนในคดีแชร์ชาร์เตอร์ เขาถูกเพื่อนชักชวนไปบริหารกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) เล่นอัตราแลกเปลี่ยน หุ้น และน้ำมัน

"ผมได้ประสบการณ์หนักๆ ช่วงนั้น เทรดมัน 3 ตลาดเลย โตเกียว นิวยอร์ก ลอนดอน"

สิ่งที่ "จอร์จ ตัน" เรียนรู้ ก็คือ เทคนิคการเล่นหุ้นที่มืออาชีพระดับโลกใช้กัน

วิธีการสร้างราคาหุ้นเริ่มจากเก็บข้อมูล เลือกหุ้นที่มีวอลุ่มสูง หรือ "หุ้นร้อน" ติดอันดับวอลุ่มสูงสุด 20 อันดับแรกของตลาด

พอเลือกหุ้นได้แล้ว ต้องไปตรวจสอบ "หน้าตัก" เจ้าของหุ้นก่อนว่า "รวย" หรือไม่ สิ่งที่ต้องดู คือ ดูว่าเจ้าของ "เซียน" หรือเปล่า ถือหุ้นอยู่เยอะแค่ไหน แล้วหุ้นตัวนั้นมี Free Float (หุ้นหมุนเวียนในตลาด) อยู่เท่าไร

"ถ้า Free Float ไม่เยอะต้องเช็คว่าใครถือหุ้นใหญ่ จะติดต่อไป จะคุยกันว่าอยากขายออกมาบ้างมั๊ย เดี๋ยวเรามาขายด้วยกัน ถ้าคุยจบก็เริ่มเลย เจ้าของหุ้นจะช่วยปล่อยข่าวดีออกมาหนุนราคาพยายามดันราคาจนถึงจุดสุดยอดก็ปล่อยของ

แต่ถ้าคุยไม่ลงตัวก็มาดูหน้าตักเจ้าของหุ้น ถ้าเป็นพวกเศรษฐีเงินกู้ (เอาหุ้นไปจำนำแบงก์ไว้) หรือถ้าเจ้าของถือหุ้นหมิ่นเหม่ เขาปั่นเลย เพราะรู้ว่าคุณไม่กล้าขายออกมาสู้กับเขา"

เมื่อผ่านขบวนการตรงนี้แล้วก็จะเริ่มขบวนการปล่อยข่าวผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ก็จะรู้กันว่า "รายใหญ่" เล่นตัวไหนก็จะแกล้งเปิดพอร์ตให้ลูกค้าในบริษัท 1-2 คนดู บอกว่า "หุ้นตัวนี้....เสี่ยกำลังเล่น"

แต่ก่อนที่จะปล่อยข่าว "เสี่ย" ก็จะเข้าไปเก็บก่อน ทุบบ้างโยนบ้างเล่นกันเอง ก็คือซื้อมา...ขายถูก ซื้อมา....ขายถูก ทำอย่างนี้เพื่อสร้างวอลุ่มให้ราคาลง แต่ตัวเองยังถืออยู่ พวกนี้จะไม่กล้าทุบรุนแรง จะทำให้เสียราคา

"สมมุติราคาหุ้น 2 บาทเขาจะเล่น 1.80-2.10 บาท อยู่ตรงนี้เพื่อสร้างวอลุ่ม 1-2 เดือน เมื่อเก็บหุ้นได้มากพอก็จะกระซิบกับโบรกเกอร์ พวกนี้จะรู้กัน"

เขาบอกว่าถ้าหุ้นขนาดไม่ใหญ่เงินหน้าตักขนาด 200-300 ล้าน ก็สร้างราคาได้แล้ว แต่ถ้าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ต้องมีหน้าตักเป็น 1,000 ล้าน เพราะเงินสด 300 ล้าน สามารถหมุนเล่นรอบได้ถึง 3,000 ล้าน ถ้ามี 3 คนมาช่วยกันปั่นวงเงินหมุนก็ระดับหมื่นล้าน ราคาหุ้นวิ่งแน่นอน

"เวลาผมเล่นหุ้นผมไม่ใช้วิธีการอย่างนี้ แต่ผมจะดูว่าใครเล่น เห็นอาการก็รู้แล้วว่าใครเล่น จุดสังเกตให้ดูวอลุ่มที่เพิ่มขึ้นจะบอกอาการ ผมจะให้เด็กนั่งเฝ้า ถ้ารู้ว่ามันเล่นแน่ เราก็เข้าไปซื้อเก็บไว้ แต่จะค่อยๆ เก็บ ถ้าคุณไปซื้อเป็นล้านหุ้นต่อวัน พวกเซียนมันตกใจ"

หุ้นที่อยู่ในขบวนการสร้างราคานั้น ระยะเวลาในการเก็บหุ้นเพื่อ "โหนกระแส" จะต้องใช้เวลาเก็บอย่างต่ำสุด 2-3 อาทิตย์ แผนของเราต้องการจะไป "กินเจ้ามือ"

"เพราะฉะนั้นต้อง "รอ" อย่างใจเย็น จะต้องเก็บที่ละแสน สองแสนหุ้น แล้วต้องกระจายหลายๆโบรกฯอย่างต่ำก็ 5-6 โบรกฯขึ้นไป แล้วต้องใช้คนหลายคน ถ้าคุณเก็บเร็วคุณเสร็จ เจ้ามือมันรู้"

ถ้าเป็นเซียนหุ้นที่ย่ามใจ และไม่ค่อยระวังตัว จะใช้วิธีค่อนข้างโจ่งแจ้ง นั่งเก็บ 3-4 โบรกฯก็โยนหุ้นได้ หรือบางทีอยู่โบรกฯเดียวกันเปิดเล่น 5 บัญชี นั่งเคาะอยู่ห้องเดียวกันเลย ซึ่งแบบนี้น่าเกลียดมากแต่ทางการก็ไม่จับ

ในกรณี "นักการเมือง" ที่เข้ามาหาประโยชน์ในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่จะมาในรูปของ "กองทุน" ชื่อแปลกๆ หรือ มีคำว่า "นอมินี" ต่อท้าย ผ่านเงินมาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่ใช้ประเทศสิงคโปร์เป็นแหล่งพักเงินเข้าออก แต่ตัวเองนั่งสั่งการซื้อขายอยู่ในประเทศไทย

บางคนใช้วิธีลงทุนผ่าน Private Fund (กองทุนส่วนบุคคล) มีผู้จัดการกองทุนออกหน้ารับแทนว่าเป็นคนบริหารให้ แต่จริงๆ แล้วสั่งการโดยเขาหมด

"Private Fund ของบิ๊กพวกนี้สั่งซื้อ สั่งขายหุ้นเอง เพียงแต่เขาให้โบรกฯเป็นคนคีย์คำสั่ง เงินเป็นร้อยเป็นพันล้านไม่มีทางที่จะให้โบรกเกอร์ตัดสินใจแทนเขาหรอก"

เอกยุทธ ให้ไปถามโบรกเกอร์พวกนี้รู้ข้อมูลดีที่สุด เพราะต้องบันทึกเทปคำสั่งซื้อขายไว้เป็นหลักฐาน ว่าหุ้นตัวนี้ "เสี่ย" คนไหนเล่น เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะเขากลัวเสียลูกค้า ไม่ใช่ฝรั่งผมทอง แต่เป็นฝรั่งผมดำ

ในขบวนการสร้างราคาขบวนการ "สร้างข่าว" สำคัญมากที่สุด วิธีการเก็บหุ้นของรายใหญ่มักใช้การปล่อยข่าวเพื่อ "ทุบหุ้น" โดย "ขายนำ" แรงๆ แล้วมารับซื้อข้างล่าง เขาเรียกว่าทุบให้ "อ้วก" รายย่อยตกใจคายหุ้นออกมา วิธีนี้เก่ามากตรวจสอบง่าย แต่ใช้ได้ผลทุกครั้ง

วิธีการทุบหุ้นที่ซับซ้อนขึ้นหน่อย คือ ไปซื้อหุ้นตัวใหญ่ๆ ที่มีผลต่อการคำนวณดัชนี เช่น PTT THAI BANPU BBL เลือก 4-5 ตัวแล้วทุบเพื่อกดให้ดัชนีลง เขาจะใช้วิธีโยน (ขาย) ไม้ละ 1 ล้านหุ้น ขายเอง รับเองยอมขาดทุนไม่มาก ถ้าเป็นหุ้นของเขาก็รับกลับ ถ้าเป็นหุ้นของคนอื่นที่ผสมโรงก็ดึงรายการซื้อออก จะมีคนนั่งหน้าจอรอดูตลอด

"เขาต้องการให้เกิด "Panic Sale" (ขายแบบตื่นตระหนก) หุ้นขนาดกลาง และเล็กมันจะลงแรงกว่าหุ้นตัวใหญ่ เขาก็จะไปเลือกเก็บหุ้นที่มีพื้นฐานบ้างถือไว้ ขบวนการต่อไปนี่แหละคลาสสิกที่สุด เมื่อเก็บหุ้นได้มากพอสมควรแล้ว ก็จะใช้วิธีไล่ราคา ยิ่งซื้อก็ยิ่งขึ้น...

แต่เขาเก็บจริงใครขายออกมาเท่าไรซื้อหมด ก่อนหน้านั้นเขาก็ไปตกลงกับกองทุนซึ่งเขาควบคุมได้ไว้ก่อน แล้ว "โยนหุ้น" ให้กองทุนรับไป สมมติเก็บมาได้ 20 ล้านหุ้นราคา 20 บาท ก็ไปคุยกับกองทุนว่าผมให้ Discount (ส่วนลด) คุณ 10% เป็นการเก็บให้กองทุน"

เอกยุทธ ยืนยันว่ามีกองทุนจำนวนไม่น้อยที่ยืมมือรายใหญ่เข้าเก็บหุ้นให้ ซึ่งมักจะได้หุ้นราคาสูงเข้าพอร์ต สาเหตุที่กองทุนยอมทำอย่างนี้ก็เพราะมันเป็น "Win-Win-Win" ทั้ง 3 ฝ่าย

"Win แรก" ในทางบัญชีจะดูดีทันที เพราะซื้อได้ในราคา Discount(ส่วนลด) ฐานะกองทุนจะมีกำไรทันที "Win ที่สอง"ผู้จัดการกองทุนมีผลงาน แต่ที่ร้ายกว่านั้นผู้จัดการกองทุนบางคนมีรถปอร์เช่ คันละ 10 กว่าล้านขับ เพราะมีรายได้พิเศษจากการรับซื้อหุ้น "Win ที่สาม" วิธีการเก็บหุ้นแล้วโยนให้กองทุนรับไปถือว่าปลอดภัยที่สุด

"แต่หลังจากกองทุนซื้อไปแล้วก็ตัวใครตัวมัน ผมถึงบอกว่าอันตรายมันไม่ได้มีเฉพาะนักลงทุนในตลาดอย่างเดียว คนที่ไปซื้อหน่วยลงทุนก็เสี่ยง ไปเช็คกองทุนของรัฐดูซิว่าเจ๊งกันไปเท่าไรกับวิธีนี้ นี่เป็นวิธีการฉ้อฉลที่ตามกฎหมายแล้วคุณจับเขาไม่ได้"

ในขบวนการสร้างราคาหุ้นการปล่อยข่าว"ด้านบวก"สำคัญมากเช่นเดียวกัน ที่นิยมใช้กันมาก คนสร้างราคา คือ "รายใหญ่"กับ"เจ้าของหุ้น"รู้เห็นเป็นใจกัน

"เขาจะคุยกันก่อน ถ้าคุยจบก็เริ่มเลย เจ้าของหุ้นจะช่วยปล่อยข่าวดีออกมาหนุนราคาทุกๆ 3-4 อาทิตย์ รวมไปถึงเชิญนักวิเคราะห์ไป Company Visit ช่วยดันราคาไปจนถึงจุดสุดยอด ถ้าเป็นหุ้นรัฐวิสาหกิจ หุ้นที่เกี่ยวกับสัมปทาน หรือหุ้นที่รัฐเอื้อประโยชน์ทางภาษี ข่าวดีพวกนี้จะออกมาจากคณะรัฐมนตรีแป๊บเดียวหุ้นวิ่งก่อนแล้ว ให้สังเกตดู บางคนออกมาพูดส่งสัญญาณตรงๆ เลยก็มี"

----------------------------------------------------------------------------

ตอน..."ขี่" กระทิง..."วิ่งราว" เซียน

ในบรรดา "เซียน" ในตลาดหุ้นเวลานี้ "จอร์จ ตัน" หรือ เอกยุทธ อัญชันบุตร เปิดเผยว่า คนที่เล่นหุ้นระดับ 1,000 ล้านขึ้นไป มีไม่เกิน 30 คน ที่เล่นหุ้นระดับ 2,000 ล้านบาทขึ้นไปมีอยู่ 4-5 คนในตลาด

"พวกนี้จะรู้จักกันเองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมาชนกันในตลาด จะรู้เลยว่าซื้อขายสไตล์นี้ใครเล่น ถ้าเห็นลักษณะการขายที่รุนแรงออกมา จะรู้ได้ว่าเขาถือ "ต้นทุนต่ำ" ได้กำไรกลับออกไปเยอะ คนพวกนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนรัฐบาล"

รายใหญ่จะวนเวียนกับโบรกเกอร์ 5-6 แห่ง ใครก๊วนใคร หุ้นตัวนี้ "ทุ่น" ของใครสามารถยกหูเช็คข้อมูลง่ายมากผ่านโบรกเกอร์ที่ตัวเองใช้บริการ ข่าวสารสำหรับรายใหญ่ค่อนข้าง "แม่นยำ" แต่บางครั้งก็มี "ข่าวลวง" ถูกปล่อยออกมาเช่นเดียวกัน

"การลากหุ้นบางครั้งจะลากครั้งละ 2-3 มือ(ตัว)พร้อมกัน พวกนี้จะมี "วอร์รูม" (ห้องปฏิบัติการ) บางกลุ่มชอบไปคุยกันในร้านอาหารว่าจะเล่นตัวไหนดี"

ตลาดหุ้นปี 2546 เป็นตลาดหุ้นวัดฝีมือเซียน ถ้า "ขาใหญ่" คนไหนกำไรไม่เกิน "เท่าตัว" ของทุนที่ลง ถือว่าเป็น "หมู" มือไม่ถึง แต่ในปี 2547 หนังคนละม้วน...หุ้นเล่นยากกว่าปีที่แล้วมาก

ชื่อย่อถูกเรียกขาน และรู้กันเองในหมู่เซียน ภาษาที่ "เซียน" ใช้กันในตลาด เอกยุทธ เล่าให้ฟังว่า คนที่ตกใจรีบขายหุ้นราคาถูกออกมาเขาเรียกว่า "ขายหมู" คำว่า "ซื้อยกไม้" หมายถึงการเก็บหุ้นเพื่อไล่ราคา "ทุ่นใครว่ะ" หมายถึง "หุ้นตัวนี้ของใคร" เช่น ทุ่น "นาย_ก" ปีที่แล้วเป็นหุ้นที่ฮิต คนเชื่อถือมาก

กฎการทำกำไรของเซียน "จังหวะ" นั้นสำคัญที่สุด เอกยุทธบอกว่า คุณต้องรู้วิธีเข้า และวิธีออก แต่ไม่ใช่รู้วิธีเข้าๆ ออกๆ คนที่เข้าเร็วออกเร็วไม่มีทางรวยหุ้น..."เชื่อผม!!!"

จังหวะตลาดสำคัญมากในการกำหนด "กำไร" ในช่วงที่ตลาดหุ้น "ขาลง" หรือ"ไซด์เวย์" รายใหญ่ที่ชอบกินคำใหญ่ๆ จะถอนตัว พวกที่เล่นจะใช้วิธี "วิ่งราว" หรือ "วิ่งเร็ว" กำไร 2-3 ช่อง (ช่วง) ราคา..."กูหนี"

"ช่วงที่จังหวะตลาดไม่ดี เวลาไล่หุ้นเขาจะ "ซื้อขึ้น" จะใช้วิธีกวาดทีเดียว 3-4 ช่อง ล่อพวกตามแห่ ถ้าอยู่ดีๆ ช่อง Offer หายไป 3-4 ช่อง คนจะรีบคีย์คำสั่ง Bid (ซื้อ) ตามเข้ามา จากนั้นเขาจะลากขึ้นไป "ปล่อยของ" เหลือกำไร 2-3 ช่องก็ทิ้ง รายใหญ่ที่เล่นหุ้นในลักษณะนี้เขาเรียกว่าพวก "ฟาสต์ฟู้ด" (กินเร็ว) กินคำเล็กแล้วรีบออก"

เอกยุทธ ย้ำว่านักเล่นหุ้นที่มือระดับเซียน เขาไม่มานั่งดูเทคนิคแล้วซื้อๆ ขายๆ แต่เขาจะเก็บข้อมูลหุ้นเป้าหมาย ต้องรู้หมดทุกเรื่องเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น "Free Float" (จำนวนหุ้นหมุนเวียน)ในตลาด "หน้าตัก" เจ้าของหุ้น ดูว่าเจ้าของหุ้น "เซียน" แค่ไหนถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วติดต่อขอนัดคุย จากนั้นถึงมาเลือกกลยุทธ์ในการเก็บหุ้นว่าจะใช้วิธี "ทุบ" หรือจะค่อยๆ เก็บ

"ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับขบวนการสร้างข่าว"

เขาเล่าว่า นักเล่นหุ้นที่พบมีหลากหลายประเภท ทั้งดูกราฟ ดูเป้าหมายราคา มีจุดตัดลากกันมั่วไปหมด แล้วก็มีอีกประเภทหนึ่งฟังข่าวลือในตลาดอย่างเดียว พวกนี้สั่งซื้อหุ้นยังไม่รู้เลยว่าบริษัททำธุรกิจอะไร ประเภทนี้ในตลาดหุ้นมีเยอะ..."เจ๊งลูกเดียว"

"ประเภทเซียนตัวจริง ข่าวลือมากูไม่สนใจ ส่วนผมชอบ "ขี่หุ้น" ก็ไม่รู้ว่าจัดอยู่ประเภทไหน ผมจะให้น้ำหนักกับ "วอลุ่ม" มากกว่าสัญญาณทุกอย่าง หุ้นไม่มีวอลุ่มผมไม่เล่น ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิค รู้ว่าตัวไหนกำลังถูกเก็บก็จะเข้าก่อน เวลาออกก็จะหนีก่อน"

หุ้นที่เอกยุทธเล่นจะเลือกหุ้นที่มีโอกาสขายทำกำไรมากกว่า 10% ขึ้นไป จังหวะที่ตลาดไม่ดีเขาจะออกจากตลาด เพราะฉะนั้น กำไรมากหรือน้อยมันบอกเป็นกฎตายตัวไม่ได้ ต้องดูแนวโน้มของหุ้น ดูแนวโน้มตลาดว่ามันขึ้นมาแล้วกี่แต้ม(จุด)

"ช่วงที่ขึ้นจาก 605 แต้มขึ้นไป 800 แต้ม ใช้เวลา 2 เดือน ตลาดกำลังบ้าเลือด ช่วงนี้ผมได้กำไรเยอะมาก ไปเก็บไว้ก่อนช่วง 600-605 จุดเทหมดหน้าตัก"

ในการลงทุนของเอกยุทธ จะซื้อครั้งละไม่เกิน 4-5 ตัวมากที่สุด หุ้นที่เขาเล่นมีกฎตายตัวว่าต้องมีสภาพคล่องสูง และมีวอลุ่มแน่น (เท่านั้น)...."เช่น PTT BANPU ผมได้กำไรมาเยอะ" ช่วงนั้นจะเข้าแต่ตัวใหญ่ๆ ตัวละหลายร้อยล้านบาท

เอกยุทธ บอกว่า พวกกองทุนใหญ่ๆ ในต่างประเทศที่เข้ามาเล่นหุ้นไทย มันจะวนเวียนมาเจอกันในตลาด เขาเคยเจอ "จอร์จ โซรอส" มาแล้วหลายตลาด ไปเจอกันที่ลอนดอน ตอนไปทุบค่าเงินปอนด์

"ตอนจอร์จ โซรอสทุบเงินบาทปี 2540 ผมอยู่มาเลเซีย ช่วงนั้นหายนะประเทศไทยผมอยู่ข้างนอกมองเห็นหมด ยังโทรมาบอกเพื่อนๆ ว่ามึงขายทรัพย์สินให้หมด เก็บเงินสดไว้เดี๋ยวจะได้ซื้อของถูก"

ถ้าคุณอยากเป็นรายใหญ่ เขาย้ำว่า กฎของรายใหญ่มีเพียง 2 ข้อเท่านั้น หนึ่ง คุณต้องมี "เงินสด" ติดกระเป๋า กับอีกข้อ ?อย่าโลภ? (เด็ดขาด)

"ถ้ารู้ว่าเข้าจังหวะผิดต้อง "ทิ้ง? เขาเรียกว่า Cut Loss (ตัดขาดทุน) และ Let Profit Run (ปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไป) ช่วงที่หุ้นกำไรดีราคากำลังขึ้น ผมจะไล่ราคาตลอด สมมติว่าราคา 2 บาท กำไรเยอะแล้วล่ะ แต่ผมจะไม่ขายเลย จะเฝ้าหน้าจอตลอดว่าจะหนีหรือไม่หนี ช่วงนี้จะไม่ให้เด็กดูเลย

....ถ้ามันกลับหัวลงมาที่ 1.90 บาท..."ผมเลิก" ถ้าไปต่อที่ 2.20 ผมจะยังตามอยู่ วิธีการคือจะขยับเป้าหมายขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าหักหัวลงมา 2 บาทผมถึงจะขาย แต่ถ้ามันไม่ลงไปต่อ 2.50 ถ้า ลงมา 2.30 ผมขาย แต่ถ้า 2.50 ยืนได้ เป้าของผมก็ขยับไป 2.80 คือ ผมจะ Let Profit Run ตลอด ผมจะไม่ Cut เลย"

หลักในการขายหุ้น "ขาขึ้น" เอกยุทธ บอกเคล็ดลับว่า จะต้องปรับราคาขายอยู่ตลอด ถึง 2 บาทผมจะกำไรมากแล้ว แต่ถ้าราคายังวิ่งต่อ ผมจะไม่ขายเด็ดขาด ใครจะมาด่าว่าโง่ก็ไม่สน เพราะไม่รู้จะขายทำไม เพื่อให้ Let Profit มัน Run ไปตลอด

"แต่เมื่อใดที่มันเริ่มหันหัวกลับ...ผมเลิก ทุกราคาผมขายหมดจะไม่รอ และไม่เสียดายเงิน 5 สตางค์ 10 สตางค์ ทุกช่องที่มีอยู่จะโยน (ขาย) ทิ้งหมดเลย สมมติว่าถ้าราคา 2 บาทลงมา 1.80 ทุกราคาที่มี 1.80 บาทผมทิ้งหมด แต่ถ้าขึ้นต่อ 1.80 ผมไม่ขายแล้ว รายใหญ่เขาเล่นกันอย่างนี้"

เอกยุทธให้นิยามของ?ความโลภ? ในมุมมองของเขาว่า คนที่โลภคือคนที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน ไม่ประเมินภาวะตลาด เห็นคนอื่นได้ก็อยากได้ด้วย คุณอย่าคิดว่าหุ้นมันขึ้นเองโดยธรรมชาติ มันขึ้นเพราะ "ดีมานด์" มันขึ้นเพราะ "ความเชื่อ" 2 ปัจจัยนี้เท่านั้น

"ผมยกตัวอย่างเวลาคุณผ่านสี่แยกราชประสงค์ คุณยกมือไหว้พระพรหม เพราะคุณเชื่อถือ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่ง คุณผ่านประตูน้ำคุณเห็นตึกใบหยก ถ้าคุณยกมือไหว้ ที่นั่นก็ "ศักดิ์สิทธิ์" เหมือนกับการเล่นหุ้น คุณซื้อเพราะคุณเชื่อ!

....ผมจะบอกว่าคุณเชื่อได้ แต่อย่างมงาย ผมเชื่อว่ามันจะขึ้นผมก็ไม่งมงายว่ามันจะขึ้นไปจนสุดยอด เพราะไม่มีอะไรขึ้นไปสุดยอดแล้วไม่มีลง ไม่มีใครขายหุ้นได้ในราคาสูงสุด ผมเองเล่นหุ้นมาเป็นสิบๆ ปี เคยขายหุ้นจุดสุดยอดไม่กี่ครั้ง ซึ่งมันต้องฟลุ้คจริงๆ

....เพราะฉะนั้นบางคนกำไร 10-20 สตางค์ก็ขายแล้ว คือ "Cut Profit" (ตัดกำไร) แต่หุ้นตกลงมา 50 สตางค์ Let Loss Run(ปล่อยให้ขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ) ไม่ยอมขาย ลงมาอีกก็ไม่ยอมขาย หวังว่ามันจะกลับไปที่เก่า เล่นอย่างงี้เจ๊งแน่ๆ"

เขากล่าวว่า ระดับมืออาชีพจริงๆ เขาจะไม่มีกฎอะไรตายตัว เช่น หุ้นลงมา 50% แล้วต้องซื้อ หรือขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์แล้วต้องขาย...."ผมว่ามันเพ้อเจ้อ" หรือพวกที่ชอบซื้อหุ้น "ถัวเฉลี่ยต้นทุน" เขาก็จะไม่ทำ พวกนี้จะตายช้าๆ สุดท้ายก็ตายเหมือนกัน เล่นหุ้นขาลงซื้อถัวเฉลี่ยไม่ได้...ต้อง Cut Loss ทิ้งอย่างเดียว

จุดสังเกตของหุ้นที่ถูกดึงขึ้นมาเล่นนานๆ หรือ "ลากยาว" มักจะมีการสร้าง Story (เรื่องราว) ขึ้นมาก่อนเขายกตัวอย่างกรณีหุ้น ITV ราคาขึ้นมาจาก 6 บาทวิ่งไปที่ 12 บาท หลังจากจัดงานใหญ่ครบรอบ 20 ปี ก่อตั้งบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ระหว่างวันที่ 27- 29 มิถุนายน 2546 ที่เมืองทองธานี

ช่วงที่ราคาปรับขึ้นจาก 12 บาท วิ่งไปถึง 18 บาท เล่นข่าว ITV ได้ลดค่าสัมปทานทั้งๆ ที่ข่าวจริงยังไม่ออกมา ช่วงราคา 18 บาท ถึง 32 บาท เล่นข่าวขายหุ้นเป็นการเฉพาะเจาะจง (Private placement) ให้แก่บริษัท กันตนา กรุ๊ป และนายไตรภพ ลิมปพัทธ์

"ผมเข้า ITV ตอน 5 บาทกว่าแล้วเลิกตอน 8 บาทกว่า ใครจะไปรู้ว่าประเทศนี้ดีจริงๆ รอบที่สองผมเข้า 12 บาทกว่า พอ 32.50 บาท ผมเลิกขายทิ้งหมด เขาปล่อยข่าวว่าจะลากไป 40 ใครจะอยู่ก็อยู่ ตอนนั้นผมบอกเพื่อนว่า...กูหนีก่อน ตอนขาย N-PARK ก็เหมือนกันช่วงประกาศลดทุน แล้วเพิ่มทุน ผมทิ้งหมด อะไรที่ไม่ชัวร์ต้องทิ้งก่อน"

เอกยุทธเล่าว่า วิธีการของรายใหญ่บางกลุ่มซึ่งเขาถือว่า "สกปรก" ที่สุด คือ จับบริษัท "เน่า" แต่งตัวแล้วนำมาซื้อขายในตลาด หุ้นเน่าจะมาจาก 2 แหล่ง จากหมวด Rehabco(ฟื้นฟูกิจการ) และผ่านเข้ามาทาง "ไอพีโอ" (หุ้นจอง)

ขบวนการจะเริ่มจากซื้อบริษัทที่ "เจ๊ง" ไปแล้วอาจจะอยู่ในตลาด หรือไม่ได้อยู่ในตลาด แต่ต้องมีขนาดที่ใหญ่หน่อยระดับหลายๆ ร้อยล้านบาทขึ้นไป เล็กๆ จะทำไม่คุ้ม ระดับที่เขาสนใจจริงๆ คือระดับ 2,000-3,000 ล้าน มันเห็นน้ำเห็นเนื้อ

"ผมอยากจะเปรียบเหมือนกับเอาของเน่าๆ มาต้มให้ร้อน กินดูก็รู้ว่าเน่า หุ้นพวกนี้ราคาจะพุ่งแรงมากในช่วงแรกๆ แต่ไม่นานมันก็จะตกลงมาอย่างหนัก กราฟเหมือนยอดภูเขา"

ส่วนหุ้น "ไอพีโอ" วิธีการที่จะได้เงินตอนเข้าตลาดจะกำหนดค่าพี/อี เรโช สูงๆ บางบริษัทพื้นฐานไม่ดี แต่ขายพี/อี 12-13 เท่า บางตัวขาย 15 เท่า

"ในความเห็นผมที่มาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ บริษัทใหม่เขาจะให้พี/อีไม่เกิน 8 เท่า ตลาดจะต้องเป็นผู้กำหนดไม่ใช่ให้เจ้าของบริษัทเป็นผู้กำหนด หรือให้โบรกเกอร์เป็นคนกำหนด ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ก่อนเอาหุ้นเข้าตลาดต้องประมาณการ Cashflow และคาดการณ์กำไรปีถัดไป พอเข้าตลาดได้เงินแล้วประกาศตัวเลขขาดทุน จริงๆ แล้วเขาต้องมี Profit การันตี 3 ปี โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องเป็นคนรับประกัน"

ที่ไม่ถูกต้องอีกข้อทางการต้องห้ามผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ ผู้บริหาร ซื้อๆ ขายๆ (เทรดหุ้น)เพราะคุณรู้ข้อมูลภายใน ในต่างประเทศเขาไม่ให้เรื่องนี้ เพราะเป็นการชี้นำราคา

นี้คือเกร็ดความรู้เชิงลึกที่ "จอร์จ ตัน" เซียนหุ้น 1,000 ล้าน ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน


----------------------------------------------------------------------------

ตอน...แกะรอย "เซียน"...เปลี่ยน "ถุงเงิน"

ประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี ในตลาดหุ้นทั่วโลก ทำให้ “เอกยุทธ อัญชันบุตร” หรือ “จอร์จ ตัน” เซียนหุ้นแถวหน้าของเมืองไทย รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของขบวนการสร้างราคาหุ้น รู้ลึกถึงเส้นทางเคลื่อนย้ายเงินเข้าออกในคราบนักลงทุนต่างชาติ และกลเม็ดเปลี่ยน "ถุงเงิน” โอนกำไรไปเก็บไว้ใน Asset รูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะย้อนกลับมาหาตัวเอง

เอกยุทธ เล่าให้ฟังว่า พวกนี้จะไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทชื่อแปลกๆ ในประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการโอนเงิน และปลอดภาษี เช่น บริติช เวอร์จิ้น ไอร์แลนด์ จากนั้นก็ใช้ชื่อบริษัทไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ต่างประเทศหลายบัญชี พร้อมกับตั้งตัวแทน (นอมินี) ขึ้นมาดูแลผลประโยชน์

"ขบวนการต่อไปจะโอนเงินมาพักไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ จุดหมายปลายทางของเงิน คือ ตลาดหุ้นไทย เพื่อปกปิดชื่อ และแหล่งที่มาของเงิน ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเงินนอก จริงๆ แล้วคนออกคำสั่งซื้อ-ขาย นั่งอยู่ในประเทศไทย แต่เงินซื้อขายจะถูกหมุนถ่ายเข้าออกเหมือนกับเป็นเงินของนักลงทุนต่างชาติ...พวกนี้ฝรั่งผมดำทั้งนั้น

เค้กก้อนใหญ่ที่สุดเป็นหุ้นรัฐวิสาหกิจที่เอาไปขายให้พวกฝรั่ง หุ้นพวกนี้ไม่ได้อยู่ในพอร์ตกองทุนต่างชาติทั้งหมด แต่จะมีโบรกเกอร์ฝรั่งทำหน้าที่เป็น "ตัวกลาง" รับหุ้นไป "ขายต่อ" ให้กับบริษัทของคนไทยที่ไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ถ้าดูรายชื่อผู้ถือหุ้นจะมองไม่เห็น เพราะเขาให้โบรกเกอร์ฝรั่ง "บล็อก" ชื่อไว้ชั้นหนึ่ง จากนั้นก็เข้าสู่ขบวนการสร้างราคาหุ้นเพื่อเก็บกำไร"

หุ้นที่เอกยุทธตั้งข้อสังเกตมากที่สุดคือหุ้น PTT และ AOT

เอกยุทธยืนยันว่าในปี 2546 ความมั่งคั่งของกลุ่มทุนใหญ่อย่างน้อย 2 กลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับ "ถุงเงิน" ของผู้มีอำนาจได้กำไรจาก "ตลาดหุ้น" กลับออกไปกว่า 1 หมื่นล้านบาทด้วยวิธีนี้...โดยเฉพาะหุ้น "รัฐวิสาหกิจ" และหุ้นในกลุ่ม "ชินคอร์ป"

ขั้นตอนการทำกำไรชนิดที่ไม่ให้ใครตามดมกลิ่นได้ง่ายๆ นี้ กลุ่มที่ทำได้ต้องเป็นเซียนระดับ "เฟิร์สคลาส" เท่านั้น

แหล่งข่าวระดับสูงในวงการธนาคารพาณิชย์ของรัฐแห่งหนึ่งไขปริศนาว่า รายใหญ่ที่เข้ามาซื้อขายในลักษณะดูแลราคาหุ้น PTT ไม่ใช่ฝรั่ง หรือ "ป..ขายกาแฟ" แต่เป็น "ป..ปตท." สอดคล้องกับข้อสังเกตของเอกยุทธ ราคา PTT ที่วิ่งจาก (ไอพีโอ) 35 บาท ขึ้นมา 193 บาท อาจมีการใช้ข้อมูลภายในเพื่อผลประโยชน์ของใครบางคน

ส่วนวิธีการเก็บเงินหลังทำกำไรจากตลาดหุ้นไทย เอกยุทธ อธิบายต่อว่าในยุคเก่า พวกเผด็จการ หรือพ่อค้ายาเสพติด เวลาถ่ายเงินออกนอกประเทศจะไปเปิดบัญชี หรือไม่ก็ไปเปิดตู้เซฟเอาไว้ เช่นที่ สวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ให้ "โค้ด" ลูกหลานไว้ เวลาตายไปก็โดนแบงก์โกงไปบ้าง เงินหายไปบ้าง เอาเงินกลับมาได้ยาก

“แต่เศรษฐีรุ่นใหม่มีวิธีการเก็บเงินแบบใหม่ เวลาพวกนี้ขายหุ้นเสร็จ โอนเงินออกไปเขาจะไม่เก็บเป็นเงินสดไว้ในบัญชี ไม่ถือเงินสด ไม่ซื้อพร็อพเพอร์ตี้ ไม่เอาไปซื้อทองไว้ในตู้เซฟ เขาใช้วิธีไปซื้อพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งมันมีดอกเบี้ย แล้วมันเป็น Transferable (เอกสารแสดงการโอน) คุณสลักหลังอย่างเดียว มันก็เหมือนเงินสด ซื้อใบละ 1 ล้านดอลลาร์ เพราะเก็บง่าย เอาไปขายที่ไหนก็ได้ในโลก"

“วิธีถ่ายเงินไปซื้อพันธบัตรสหรัฐตรวจสอบยาก เปลี่ยนเป็นเงินง่าย ให้ใครถือก็ได้ เอาไปแลกที่ฮ่องกง หรือขึ้นเงินที่ไหนก็ได้ คุณ Discount (ขายลดราคา) ได้หมด อันนี้อันตราย...คลาสสิกที่สุดแล้วในยุคนี้"

ในบรรดาความเสี่ยงทุกชนิดที่เคยสัมผัสมาเอกยุทธ ยอมรับว่า "ค่าเงิน" เล่นยากที่สุด และเคยขาดทุนมาแล้วจำนวนมาก..."แต่ตลาดหุ้นไทยเล่นง่ายที่สุด"

"ถ้าคุณอยู่ในแวดวงตลาดหุ้น ซึ่งผมอยู่มาเกือบ 20 ปี มันมองเห็นหมด เขาถึงบอกว่า "คนเห็นผี" ไง คือ มันรู้ ผมไม่เคยอยากรู้ เพราะรู้แล้วมันคัน...อยากบอก ถ้าเล่นหุ้นในต่างประเทศมันต้อง "ฝีมือ" เล็งแล้วเล็งอีกกว่าจะฟันกันได้ แต่ที่นี่ไม่ต้องรอเลย นั่งดูเดี๋ยวเดียวก็รู้แล้วว่ากำลังเก็บ ผม "ขี่" ไปกับมันดีกว่า ปีที่แล้วผม "ขี่" หุ้นนาย_กเยอะ ขี่ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น เขาก็เลยแค้นผม"

เมื่อถามว่ามีใครบ้าง ”เซียน” ตัวจริงในตลาดหุ้น

เอกยุทธ ตอบว่าคนที่เก่งจริงในวงการหุ้น ไม่ใช่คนในรัฐบาล เซียนที่มีพอร์ตเล่นหุ้นระดับพันล้านหลายคนโตขึ้นมาจาก "ฝีมือ" ตัวเองจริงๆ ไม่ใช่กลุ่มการเมือง แต่บางคนถูกกลุ่มการเมืองมาขอให้ช่วยทำราคา

"ที่คุณเห็นส่วนใหญ่ "รวย" มาจาก "ข้อมูลวงใน" ที่ได้เปรียบคนอื่น กลุ่มทนายเล่นหุ้นมากกว่า 2,000 ล้าน...กลุ่มนี้ใหญ่มาก ข้อมูลวงในแม่นยำ ส่วนพวกนักการเมืองจะเล่นหุ้นผ่านอดีตปลัดคลังคนหนึ่ง ข้อมูลจะรู้ก่อน 10 นาที รู้จากข้างในห้องประชุมเลย หุ้นตัวไหนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลพวกนี้จะรู้ก่อนหมด

ส่วนคนที่ขายกาแฟ เขารับว่าเล่นหุ้น 1,000 ล้าน ผมอยากจะถามว่าทำไมมีน้อยเหลือเกิน 1,000 ล้าน นั่นชื่อใคร ยังมีเล่นในชื่อคนอื่นอีกเท่าไร คนนี้รวยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ช่วงวิกฤติธุรกิจเขาโดนหนักมาก"

เขายังกล่าวถึง "ซีอีโอ" ของบริษัทสื่อสารระดับชาติคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกลุ่มการเมือง ในวงการหุ้นเขารู้จักในฐานะ "มือทุบ"...เซียนโดนกันมาแล้วทุกคน

"ซีอีโอคนนี้มีผลงานเคยเข้าไปไล่หุ้นบง.ธนชาติ มีคนเข้าไปติดร่างแหกันเยอะ เขาจะเก็บล็อตใหญ่แล้วหาคนมารับไม้ (หุ้น) ต่อ ลากหุ้นขึ้นไป 19.90 บาท(ช่วงเดือนกันยายน 2546) จากนั้นเขาก็ทิ้งทุกไม้ (ทุกช่องราคา) ทุบหุ้นร่วงอย่างแรง มีบริษัทหนึ่งเข้าไปรับไว้ยังติดหุ้นที่ราคา 19 บาทมาจนถึงทุกวันนี้"

สำหรับขนาดหุ้นที่รายใหญ่เลือกเก็บ เอกยุทธ บอกว่า "ต้องใหญ่" Free Float(ปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาด) ต้องมาก ถ้าเป็นหุ้นใหม่ๆ (ไอพีโอ) ก็ต้องเร็ว ได้มาแล้วต้องเลิกเลย เพราะมันไม่ใช่หุ้นที่ติดอันดับ (Most Active) เล่นรอบเดียวแล้วหายไปเป็นปี

ถ้าเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องหมุนเวียนไม่มาก เซียนพวกที่เข้าไปเล่นจะไม่ใช้วิธี "ไล่ราคา" เพราะการไล่ราคาจะทำให้ต้นทุนสูง ถ้าเขาต้องการเก็บหุ้นจะใช้วิธี "ทุบ" ให้รายย่อย "อ๊วก" หรือ "สำลัก" ออกมา จากนั้นเขาจะเข้าไปเก็บเพื่อดันราคาให้มันวิ่ง...ทีนี้ก็บ๊ายบาย!!!เลย

จุดสังเกตที่เอกยุทธแนะให้จับตา เมื่อมีการลากหุ้นขึ้นมาแล้วระยะหนึ่ง ถ้าราคาเริ่มนิ่ง หรือขยับขึ้นเล็กน้อย แต่วอลุ่มยังคงหน้าแน่นผิดปกติ เป็นสัญญาณเตือนว่าขณะนั้นรายใหญ่กำลัง ”โยนหุ้น” ซื้อขายกันเองระหว่างกลุ่ม เพื่อเปิดไฟ "ล่อแมลงเม่า"....ในไม่ช้าราคาหุ้นจะตกลงอย่างรวดเร็ว

"หุ้น Free Float น้อย พวกรายใหญ่จะไม่กล้าเสี่ยงถือยาวๆ ถึงแนวโน้มกิจการจะดี แต่พอมีกำไรก็ต้องทิ้ง หุ้นลักษณะนี้จะขึ้นเร็ว ลงเร็ว รอรอบอีกทีนานเป็นปี"

ในการทำศึก "การข่าว" นั้นสำคัญมาก เอกยุทธ เปิดเผยว่า เซียนหุ้นแทบทุกคนในตลาดจะเลี้ยงดู "เด็ก" (แหล่งข่าว)ทุกโบรกฯ ถ้าเล่นหุ้นเยอะต้องทำแบบนี้

คราวนี้มาถึงยุทธวิธีตลบหลัง "เซียน" กันบ้าง ในกรณีที่มี "รายใหญ่" ดอดเข้ามาเก็บหุ้นแล้วเจ้าของหุ้นอยากแก้เผ็ดพวกนี้ เอกยุทธ บอกเคล็ดลับว่า ให้ใช้วิธี "ทุบ" ให้ "อ๊วก" ก่อน จากนั้นก็ออกหุ้นใหม่ขายเฉพาะเจาะจงทำให้ "สัดส่วน" มันเล็กลง

"ถ้าบริษัทขนาดไม่ใหญ่มาก "ทุบ" แล้วหาทุนใหม่ยัดเข้าไป ใช้เงินซัก 500 ล้าน ก็พอ ให้มันซีดลงไปเรื่อยๆ Dilute (ลดสัดส่วนหุ้น) ให้มันกลายเป็นหุ้นเล็ก ต้องหาคนที่ไว้ใจได้ร่วมมือกัน เรื่องพวกนี้ผมถนัด เคยทำอาชีพนี้ตอนอยู่มาเลเซีย คนที่ทำดีลควบรวมกิจการเยอะที่สุดในรอบ 10 ปีคือ "ผม" ทำมาแล้ว 50-60 บริษัท"

ในทางตรงกันข้ามถ้าพวกเซียนรู้ว่า "เจ้าของหุ้น" เอาหุ้นไป "จำนำ" ไว้กับสถาบันการเงิน ถ้าใช้วิธี "ทุบ" เจ้าของหุ้นเสร็จเลย สมมติราคาหุ้น 100 บาท สถาบันการเงินอาจให้คุณ 50 บาท ถ้าราคาหุ้นตกก็ต้องหาหลักประกันมาเพิ่ม มันเดือดร้อนตรงนี้

"ผมถึงบอกว่าถ้าจะต่อสู้กันก็ต้องดู "หน้าตัก" ของอีกฝ่าย เพราะเวลาหุ้นตกมันก็จะยิ่งตกหนัก ถ้าไม่มีหลักประกันไปเพิ่มจะเป็นการ Force Sale (บังคับขาย) ทันที เจ้าหนี้จะต้อง Cut Loss โยนทิ้งออกมาบ้าง เขาจะเก็บเฉพาะบล็อกใหญ่เอาไว้ Controlling (ควบคุม) เท่านั้นเอง สมมติรายใหญ่รู้ว่าเจ้าของเอาหุ้นไปจำนำไว้อย่างนี้เสร็จเลย"

ในขณะที่วิธีการ "คอร์รัปชัน" สมัยใหม่ในแวดวงการเงิน แหล่งข่าวระดับสูงจากธนาคารพาณิชย์ของรัฐแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า สมัยก่อนผู้บริหารระดับสูงของธนาคารจะใช้วิธี "กินเปอร์เซ็นต์" จากวงเงินกู้ หรือที่ภาษาในวงการเขาเรียกว่า "กินปากถุง"

"เดี๋ยวนี้กินปากถุงมันเสี่ยง เจอหนี้ไม่ดีเป็นเอ็นพีแอล (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) มันสาวถึงต้นตอเลยว่าใครอนุมัติบ้าง เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนเป็น "ขอหุ้น" ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์แทน"

แหล่งข่าวรายนี้ บอกว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีหุ้น "ไอพีโอ" อย่างน้อย 30-40 บริษัท เป็นลูกหนี้ของธนาคารเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้อง "จ่ายหุ้น" ให้กับ "บิ๊ก" ของธนาคาร หรือ ขอซื้อมาใน "ราคาถูก" แต่เขาจะไม่รับมาเป็นก้อนใหญ่ จะกระจายหุ้นให้กับคนใกล้ชิดจำนวนหลายสิบคน แล้วนำไปขายเปลี่ยนเป็น "เงิน" ในตลาดหุ้นอีกทอดหนึ่ง ได้กำไรจากวิธีนี้ไปหลายร้อยล้านบาท

ทางด้าน เอกยุทธ บอกว่าทุกวันนี้วิธีการสร้างราคาหุ้นไม่ได้ซับซ้อนขึ้น แต่กฎหมายเมืองไทยมีช่องโหว่ ถ้าพฤติกรรมฟ้องว่า "ปั่นหุ้น" ชัดๆแต่กฎหมายต้องพิสูจน์ว่าเขาได้เงินมาจากการปั่นหุ้นอย่างไร ซึ่งพิสูจน์ยาก

ปัจจุบันการปั่นหุ้นถือเป็นความผิดทางอาญา กฎหมายกำหนดโทษให้จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 500,000 บาท จนถึง 2 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อสู้กันในชั้นศาลสุดท้ายผู้ถูกกล่าวหามักจะหลุดคดี

"ผมถึงบอกว่าถ้าคุณ (ผู้มีอำนาจ) แน่จริงไปเปิดบัญชีเล่นหุ้นพร้อมกันในต่างประเทศดีกว่า แล้วจะรู้ว่าใครเก่งกว่าใคร ประเทศไหนก็ได้คุณชี้มาเลย เก่งแบบเล่นหุ้นรู้ข้อมูลวงใน...ปัดโธ่!!!ใครก็เล่นเป็น"

อ้างอิงจาก
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=nutsiri&date=17-11-2005&group=2&gblog=3


วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การประกอบธุรกิจ


เมื่อวันก่อนมีเพื่อนชวนไปทำธุรกิจร่วมกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าเค้ามีเงินเก็บประมาณหนึ่ง จึงอยากที่จะมีธุรกิจเสริมรายได้ และเพิ่มความงอกเงยให้กับเงินออม ประกอบกับความหวังว่าถ้าธุรกิจไปได้ดี โอกาสที่จะกระโดดหนีออกจากงานประจำอันแสนน่าเบื่อก็จะเปิดกว้างขึ้น


ตลอดเวลาสองชั่วโมงในร้านอาหารญี่ปุ่น ผมทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังความคิดบวกความฝันของเธออย่างตั้งใจ ควบคู่ไปกับการกินซูชิและบะหมี่เย็น ข้างกายมีกระดาษโน๊ตชิ้นเล็กๆเอาไว้จดไอเดียเด็ดและประเด็นสำคัญ พยักหน้าให้เธอเป็นบางครั้ง สลับกับการจดโน๊ตที่น่าสนใจไว้สรุปกับเธอในครั้งต่อไป (หาโอกาสกินข้าวฟรีได้อีกมื้อ) ที่ยังไม่อยากสรุปวันนี้เพราะอยากเปิดพื้นที่ให้จินตนาการและความฝันมันทำงานอย่างเต็มเปี่ยมก่อน วันนี้ทุกอย่างที่เธอเล่ามาดูมันเป็นความคิดที่ยังไม่ตกผลึกมันดิบปนสุก มีทั้งความคิดที่ว่าจะเป็นไปได้บวกกับความรู้สึกขัดแย้งกันเองเต็มไปหมด ตามประสาเด็กน้อยที่กำลังจะก้าวออกจากกรอบ แต่สิ่งที่รับรู้ได้จากแววตามันคือความสนุกความอยากที่จะออกมาผจญภัยในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ



ผมลองมานั่งเปรียบเทียบการลงทุนในตลาดหุ้นกับการประกอบธุรกิจเสริม พบว่าการลงทุนในหุ้นนั้นไม่ซับซ้อนยุ่งยากและสะดวกสบายมากกว่า โดยด้านสถานที่การลงทุนในหุ้นไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องจ้างพนักงาน มีแค่โต๊ะเล็กๆ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ก็เพียงพอ ที่สำคัญปัจจุบันหลายคนใช้สถานที่เช่นร้านกาแฟ เป็นที่เทรดหุ้นก็สะดวกสบายไม่หยอก

การลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่ายิ่งเหมาะสมสำหรับคนที่ไม่ต้องการเร่งรัดการเติบโตของเงินออม และมีความสะดวกในเรื่องของเวลาที่ค่อนข้างจะอิสระมากถ้าเทียบกับการดำเนินธุรกิจอื่นๆด้วยตนเองที่ต้องติดตามแก้ปัญหาและอุปสรรคร้อยแปดพันเก้า ทำให้ลดภาระและไม่กระทบต่องานประจำมากนัก

ด้านเงินทุน การลงทุนในหุ้นนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินมากมาย ที่สำคัญยังสามารถเพิ่มและลดวงเงินการลงทุนได้ตลอดเวลา รวมถึงการใช้มาร์จิ้นหรือเงินกู้ในการลงทุน โดยสินค้าที่จะขายก็คือ ตัวหุ้น ดังนั้นการเลือกสินค้าที่จะมาขายก็ขึ้นอยู่กับคงามถนัดและความต้องการของเรา บางคนทำงานประจำในด้านอาหาร ก็จะเน้นซื้อหุ้นของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร มาลงทุน ซึ่งตัวเองมีความรู้และความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ รวมถึงอุตสาหกรรม โดยวางแผนซื้อ และทำการขายสินค้าเมื่อมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้นในอนาคต ตามข่าว ตามปัจจัยจากผลประกอบการ หรือรับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลซึ่งเปรียบเป็นกระแสเงินสด ที่กลับออกมาระหว่างลงทุน ส่วนลูกค้าที่จะมาซื้อสินค้าต่อจากเราก็คือนักลงทุนรายอื่น ที่เข้ามารับหุ้นไปลงทุนหรือเก็งกำไรต่อไป

สิ่งที่ต้องมีคือทักษะด้านการลงทุนหรือการค้าขาย ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมจะมี ทักษะเหล่านี้รวมไปถึงการบริหารจัดการเงินทุนและสินค้า(หุ้น)ของเรานั้นเอง โดยมีแนวคิดพื้นฐานคือการซื้อสินค้า(หุ้น)ราคาถูก แล้วขายเมื่อราคาแพงขึ้น เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ส่วนแนวทางการลงทุน กลยุทธการลงทุนและการเลือกสินค้า(หุ้น)ที่จะลงทุน นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม และพัฒนาอยู่เสมอ ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องทักษะการลงทุนนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์จริง ที่สามารถสะสมได้ เมื่อท่านมีทักษะในการลงทุนที่ดีระยะยาว ความยั่งยืนในการลงทุนก็จะเกิดขึ้น และสามารถสร้างผลตอบแทนให้เพิ่มพูนได้ตลอดไปเปรียบดังกิจการร้านค้าที่เจริญรุ่งเรื่องจากรุ่นสู่รุ่น

การลงทุนในตลาดหุ้นคล้ายกับการทำธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากและอันตราย ถ้าเราลงทุนในลักษณะที่ไม่ประมาท และลงทุนแบบเป็นเหตุเป็นผลมีหลักการในการซื้อ ขาย ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ ความโลภและความกลัว ใช้สติในการลงทุน และลงทุนแบบแหมาะสมกับเวลาและความสามารถที่เรามี อนาคตความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกลครับ

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ว่าด้วย GAP



เวลามีคนพูดถึง GAP ว่าหุ้นตัวนั้นเปิด GAP แล้ว แต่ไม่ปิด GAP ถ้าไม่รู้จักอาจจะ ฟังมักจะดูเท่ห์จัง เพราะหลายคนให้น้ำหนักของ GAP แล้วนำการเกิด GAP ไปใช้ให้เกิดโอกาส จริงๆแล้ว GAP เป็นเครื่องมือรูปแบบราคาทางเทคนิค ที่สะท้อนถึงจิตวิทยาตลาดได้เป็นอย่างดี การตีความและการนำไปใช้ บางคนอาจจะมองไม่เหมือนกัน วันนี้นำเรื่องของ GAP มาฝาก

ช่วงนี้มีหุ้นหลายตัวที่โชว์ GAP ให้เราเห็นบ่อยๆ จึงคิดว่าควรนำ GAP มาทำความรู้จักกับทุกท่าน โดยทั่วไปแล้วการเกิด GAP จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาแบบไม่ต่อเนื่อง ฉับพลันทันทีทันใดในรูปแบบของการก้าวกระโดด ทั้งในทิศทางขาขึ้นและขาลงของราคาหุ้น จนทำให้เกิดช่องว่างของราคาขึ้นมา


GAP ขาขึ้นนั้นจะสะท้อนความแข็งแรงของตลาด และความต้องการของแรงซื้อที่มาก เช่นการแย่งกันซื้อแบบรุนแรง ในทิศทางขาลง GAP ก็สะท้อนการอ่อนตัวของราคาหุ้นแบบถดท้อย จนเกิดการแย่งกันขาย แบบมีนัยยะสำคัญ เช่นการตอบสนองต่อข่าว หรือปรากฏการณ์ผลกระทบจากภายนอกต่อตัวหุ้น

GAP สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทตามรูปแบบการเคลื่อนตัวของแท่งเทียน ดังนี้ คือ


1. Common Gap : เป็น GAP แบบธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีความสำคัญน้อยจะเกิดได้ในช่วงที่มีการซื้อ ขาย เบาบาง สังเกตุดูได้จาก Volume ของหุ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งจะมาพร้อมกับการแกว่งตัวของราคาออกด้านข้าง sideway เรียกได้ว่าเจอ GAP แบบนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นตกใจ


2. Breakaway Gap : การกระโดดของราคาทั้งในทิศทางขาขึ้นและขาลง เรียกได้ว่าจะเกิดเมื่อมีการฟอร์มรูปแบบทิศทางของราคาที่ชัดเจนแล้ว และมีการกระโดดของ Volume เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ที่น่าสังเกตุอีกประการคือดัชนีเช่น RSI หรือ STO อาจจะยังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้นทันกับการเปลี่ยนแปลงของราคาในระหว่างวัน ตัวนี้เจอบ่อยกรณีที่มีข่าวดีหรือร้ายออกมากระทบกับตัวหุ้น
Breakaway Gap ถ้าเกิดแล้ว ส่วนมากจะไม่สามารถปิดได้ในทิศทางเดียวกัน จะต้องมีการกลับตัวเพื่อเปลี่ยนทิศาทางของราคาก่อนจึงจะสามารถปิดได้ และนอกจากนี้ GAP ยังสามารถนำมาใช้เป็นแนวรับ แนวต้านของการเคลื่อนตัวของราคาได้อีกด้วย

3. Runaway Gap : ตัวนี้จะมักเกิดตามหลัง Breakaway Gap เมื่อทิศทางของราคาชัดเจน และมีความมั่นใจมากขึ้น ประกอบกับ volume มีมาต่อเนื่อง บางตำราก็กำหนดให้ Runaway GAP เป็นตัว หลักไมล์วัด ระยะการวิ่งของราคาในทิศทางนั้นโดย Runaway GAP จะเกิดที่ครึ่งทางของราคานับจากที่เกิด Breakaway Gap หรือเรียกได้ว่าเป็นจุดบอกการกลับตัวในทิศทางตรงข้ามที่กำลังจะมาถึงในอีกครึ่งทางข้างหน้า และแน่นอนว่าถ้าเป็น Runaway GAP จริง(ไม่ใช่ common gap) ตัว GAP จะไม่ถูกปิดลงก่อนครับ

4. Exhausting Gap : GAP สุดท้ายที่จะอาจจะเกิดก่อนจะมีการกลับตัวของราคา เป็น GAP ปลายทาง กรณีที่เป็นขาขึ้น ถ้าเกิด Exhausting Gap ก็จะเป็นการเตือนถึงการหมดแรงในขาขึ้น เป็นการกระโดดครั้งสุดท้ายก่อนจะจบรอบในทิศทางนี้ แน่นอนว่าถ้าเจอ Exhausting Gap ในขาขึ้นก็ควรที่จะทยอยออกมิใช่รับเพิ่มนะครับ Exhausting Gap มีโอกาสที่จะถูกปิดหรือไม่ก็ได้


GAP นี้ในขาขึ้นต้องระวัง เพราะเป็น GAP ชมดอยล่อแมงเม่า ควรจะพิจารณา RSI ถึงค่า Overbought ควบคู่ไปด้วยครับ ก่อนที่จะเข้าซื้อตามไป

5. Cluster or Island Gap ตัวนี้เป็นลักษณะการบ่งบอกถึงการกลับทิศอีกตัว การเกิด GAP สองฝั่งของทิศทางราคา เช่นในกรณีที่เกิด Exhausting Gap ในขาขึ้น แล้วไม่มีการปิด GAP แล้วเมื่อเกิดการกลับตัว ในเวลาต่อมาทำให้เกิด Breakaway Gap ในทิศทางขาลงต่อ เพื่อยืนยันขาลง ผลก็คือจะเกิดเกาะของกลุ่มราคา แน่นอนว่าการติดเกาะนี้ ก็คือการติด ดอยนั้นเองครับ



การเกิด GAP ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันทั้ง หมด ส่วนมากที่จะเจอคือ Common GAP และ Break away GAP และการใช้ GAP คู่กับ Chart Pattern ใน TF ระดับนาทีจะมีประโยชน์มากกับนักลงทุนระยะสั้น

ผู้ลงทุนระยะกลางและยาวก็สามารถ นำความหมายที่ซ่อนอยู่ของ การเกิด GAP มาใช้เพื่อสร้างโอกาสได้ แต่ว่าสิ่งที่แน่นอนมักไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไป การนำ GAP ไปใช้ก็เป็นเพียงการนำรูปแบบราคามาประกอบร่วมกับการตัดสินใจด้วยเครื่องมือทางเทคนิคชนิดอื่นๆ



ตัวอย่าง RATCH ตอนข่าวการขายหุ้นของ BanPu ทำให้เกิด Downside Breakaway GAP เราสามารถเข้าซื้อในจุดต่ำสุดของ GAP และถือรอเพื่อให้ราคาทดสอบแนวต้านของ GAP เพื่อทำกำไรในทิศทางขาขึ้นต่อไป

อ้างอิงจาก
http://www.investopedia.com/

กฎ 10 ข้อพื้นฐานการวิเคราะห์เทคนิค

ถ้าศึกษาเทคนิค และรักจะลงทุนแนวนี้จำเป็นต้องรู้ครับ กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ

เป็นแนวคิดความเข้าใจพื้นฐานที่ต้องมีและใช้ในการลงทุน ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค พอได้ไปพบกระทู้เก่าจากสินธร แต่เขียนไว้เกือบ 2 ปีแล้วยังทันสมัยอยู่จึงขอนำมาแปะไว้ครับ

1. ดูแนวโน้ม
เรียน รู้ชาร์ตในระยะยาว โดยเริ่มการวิเคราะห์ชาร์ตในระดับเดือนและสัปดาห์ ของช่วงเวลาหลายๆปี การดูชาร์ตในระดับของช่วงเวลาที่กว้างขึ้นจะทำให้สามารถมองเป็นแนวโน้มของ ตลาดในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น เมื่อทราบถึงแนวโน้มระยะยาวแล้ว จึงจะดูชาร์ตในระดับวันและนาที การดูแนวโน้มในช่วงสั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ถึงแม้ว่าคุณจะลงทุนในระยะสั้น คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหากคุณลงทุนในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะกลางและ ยาว

2. วิเคราะห์และไปตามแนวโน้ม
แนว โน้มของตลาดมีหลายช่วงเวลา ระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น สิ่งแรกคือ คุณต้องรู้ว่าคุณจะลงทุนในระยะเวลาเท่าใด และวิเคราะห์ชาร์ตของช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยที่คุณต้องแน่ใจว่าคุณลงทุนไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะเวลานั้นๆ ซื้อเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น และขายเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาลง หากคุณลงทุนในระยะกลาง ให้ใช้ชาร์ตในระดับวันและสัปดาห์ ถ้าคุณลงทุนระยะสั้น ให้ใช้ชาร์ตระดับวันและรายนาที อย่างไรก็ตาม ในแต่ละกรณี ให้ดูแนวโน้มของช่วงเวลาที่ยาวขึ้น และใช้ชาร์ตของช่วงเวลาที่สั้นลงในการหาจุดที่จะเข้าซื้อ-ขาย

3. หาจุดสูงสุดและต่ำสุด
วิเคราะห์ แนวรับและแนวต้าน จุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อก็คือจุดใกล้แนวรับซึ่งมักจะเป็นจุดต่ำสุดของ รอบการซื้อขายที่แล้ว จุดที่ดีที่สุดสำหรับการขายก็คือจุดที่ใกล้แนวต้าน ซึ่งมักจะเป็นจุดสูงสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว หากมีการเคลื่อนผ่านแนวต้าน แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลดลง อีกนัยหนึ่ง จุดสูงสุดเดิมกลายเป็นจุดสูงสุดใหม่ และเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ มักจะมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้จุดต่ำสุดเดิมกลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่

4. รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหนจึงจะกลับตัว
เทียบ อัตราส่วนการขึ้น-ลง เป็นเปอร์เซนต์ โดยทั่วไปตลาดจะมีการกลับตัวทั้งขึ้นและลงตามสัดส่วนเปอร์เซนต์ของแนวโน้ม ของช่วงก่อน คุณสามารถวัดอัตราส่วนของการปรับตัวขึ้นหรือลงของแนวโน้มปัจจุบันได้โดยใช้ อัตราส่วนชุดหนึ่งที่มีการกำหนดค่าไว้แล้ว เช่น การกลับตัวขึ้นหรือลง 50%ของแนวโน้มก่อน เป็นอัตราพื้นฐานที่ใช้กันบ่อย อัตราส่วนต่ำสุดของการวัดการดีดกลับ คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อน และอัตราส่วนสูงสุดคือ 2/3 อัตราส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนในก็คือ อัตราส่วน Fibonacci 36% และ 62% ดังนั้น เมื่อตลาดมีการพักในช่วงแนวโน้มขาขึ้น จะมีจุดซื้อคืนจุดแรกเมื่อตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด

5. ใช้เส้นแนวโน้ม
เส้น แนวโน้มเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีเพียงขอบเขตที่เส้นแนวโน้มแสดงและจุด 2 ตำแหน่งบนชาร์ต เส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดต่ำสุด 2 จุด ที่อยู่ใกล้กัน และเส้นแนวโน้มขาลงวาดโดยใช้จุดสูงสุด 2 จุดใกล้กัน ราคาของหุ้นมักจะเคลื่อนเข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนที่จะเคลื่อนกลับเข้าสู่แนว โน้มของมัน หากราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้ม จะแสดงถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม เส้นแนวโน้มจะมีผลเมื่อราคาเคลื่อนแตะที่เส้น 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย เส้นแนวโน้มที่ลากได้ยิ่งยาว หมายถึง จำนวนครั้งมากขึ้นของการทดสอบเส้นแนวโน้ม และยิ่งทำให้เส้นแนวโน้มมีความสำคัญมากขึ้น

6. ติดตามค่าเฉลี่ย
หมาย ถึงการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งจะบอกถึงราคาเป้าหมายที่จะซื้อและขาย เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มเช่นใดและช่วยยืนยัน สัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม อย่างไรก็ตาม เส้นค่าเฉลี่ยไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำลังจะเปลี่ยน รูปแบบของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นที่นิยมคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นเพื่อหาจุดซื้อ-ขาย ค่าที่นิยมใช้สำหรับค่าเฉลี่ยที่ใช้คู่กันคือ 5 วันและ10 วัน, 10 วันและ25วัน, 25 วันและ 50 วัน สัญญาณซื้อ-ขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่มีค่าเฉลี่ยสั้นกว่าตัดกับเส้นที่ ยาวกว่า หรือ เมื่อราคาเคลื่อนผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยต่างๆเป็นดัชนีที่เคลื่อนไปตามแนวโน้ม การใช้เส้นค่าเฉลี่ยจึงเหมาะสำหรับตลาดที่ในช่วงที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน

7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว
Oscillators (เครื่องมือที่มีตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 100) เป็นดัชนีที่ช่วยชี้บอกจุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป ในขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันว่าตลาดการเปลี่ยนแนวโน้ม Oscillators จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป และทำให้เกิดการกลับตัว Oscillators ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillators เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100 เมื่อ RSI มีค่าเกิน 70 จะแสดงถึงการซื้อที่มีมากเกินไป (Overbought) และ ต่ำกว่า 30 แสดงถึงการขายมากเกินไป (Oversold) ค่า Overbought และ Oversold สำหรับ Stochastics คือ 80 และ 20 นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับการคำนวณ Stochastics และ 9 หรือ 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับ RSI สัญญาณกลับตัวที่เกิดใน Oscillators จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไร และไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน สัญญาณในระดับสัปดาห์สามารถนำมาใช้ช่วยในการขจัดสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณ ในระดับวัน และใช้สัญญาณระดับวันสำหรับยืนยันสัญญาณในรายนาที

8. มองเห็นสัญญาณเตือน
Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นดัชนีวัด (พัฒนาโดย Gerald Appel) ที่รวมเอาระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold ของ Oscillators ไว้ด้วยกัน สัญญาณซื้อจะเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นที่ช้ากว่า โดยที่ทั้ง 2 เส้นอยู่ต่ำกว่าศูนย์ สัญญาณขายเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าที่เหนือ ศูนย์ สัญญาณในระดับสัปดาห์จะมีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่าสัญญาณในระดับวัน MACD histogram ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง แสดงถึงส่วนต่างระหว่าง MACD ทั้งสองเส้น สามารถส่งสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้เร็วกว่าอีกด้วย

9. เป็นแนวโน้มหรือไม่เป็นแนวโน้ม
Average Directional Index (ADX) เป็นดัชนีที่จะบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่ และเป็นตัวช่วยวัดว่าแนวโน้มนั้นอยู่ในระดับใด เส้น ADX ที่ชี้ขี้นแสดงถึงแนวโน้มที่มีความชัดเจนมาก ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ หากเส้น ADX ปรับตัวต่ำลง แสดงถึงตลาดที่ไม่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้ Oscillators ในการวิเคราะห์ การใช้ ADX ช่วยนักลงทุนในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและในการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม กับสภาวะตลาด

10. รู้จักการดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม
สัญญาณ ที่ให้การยืนยันรวมถึงปริมาณการซื้อขายและจำนวนการซื้อขายที่มีการลงทุนจาก ผู้ที่เข้ามาซื้อขายใหม่ (open interest) ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มสำหรับตลาดล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขายมักจะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว สิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจว่ามีปริมาณการซื้อขายอย่างหนาแน่นในทิศทางเดียว กับแนวโน้มปัจจุบัน ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นยังแข็งแรงอยู่ ส่วน open interest ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะช่วยยืนยันว่ามีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่องและช่วยหนุนให้แนว โน้มปัจจุบันคงอยู่ หาก open interest ลดลง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มนั้นใกล้สิ้นสุดลง ดังนั้นราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นควรจะมีปริมาณซื้อขายและ open interest หนุนอยู่ด้วย



วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความไม่แน่นอน

ไปเจอบทความดีๆที่ว่าด้วยกฏของธรรมชาติ คืออนิจจัง เป็นนิทานธรรมะที่เตือนใจนักลงทุนได้ดีครับ ลองอ่านดูแล้วจะไม่ประมาทในการใช้ชีวิตและการลงทุน

สุทิน กับ สินธุ เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนวิศวะ จบมาแล้วก็ได้งานทำที่โรงงานเดียวกัน ชื่อที่คล้องจอง ลักษณะนิสัยที่คล้ายคลึง ทำให้เขาทั้งสองสนิทสนมกันมาก ทำงานร่วมกันมาหลายปี จนกระทั่งปลายปี ๒๕๔๙ เศรษฐกิจตกต่ำลง โรงงานที่เขาทั้งสองทำงานอยู่ปิดกิจการ งานที่เคยคิดว่ามั่นคง ตำแหน่งงานผู้บริหารระดับต้นอันทรงเกียรติกลายเป็นอดีต เขาทั้งสองจำต้องแยกย้ายไปคนละทิศละทาง


หลายปีผ่านไป เศรษฐกิจขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้นไปตามวัฏจักรของมัน เขาทั้งสองไม่ค่อยได้เจอกันอีก

ขณะนี้สุทินทำงานเหมืองที่ประเทศลาว ในบริเวณป่าเขาที่แทบจะติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ ทำงานติดต่อกันทุกวัน เป็นเวลาหกสัปดาห์ และ หยุดสองสัปดาห์ เพื่อใช้หนี้ที่เขาติดค้างญาติเป็นค่ารักษาพยาบาลพ่อก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิต

ส่วนสินธุนั้นหลังจากเขานำเงินที่เก็บได้ไปเล่นหุ้นจนเกือบหมดตัวแล้วก็ว่างงาน ต้องทำงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ จนเศรษฐกิจเริ่มดีอีกครั้ง สินธุจึงได้งานใหม่ในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง หัวหน้าของสินธุต้องการให้สินธุทาบทามเพื่อนมาร่วมงานทางด้านซ่อมบำรุงเครื่องจักรกล ซึ่งแน่นอนว่าสินธุต้องคิดถึงเพื่อนรักของเขา สุทิน

ที่นี่เงินเดือนดีเสียด้วย และไม่ต้องไปลำบากตามป่าเขา เขาแน่ใจว่าสุทินเพื่อนเขาจะต้องชอบแน่นอน แต่จะติดต่อเพื่อนได้อย่างไร ตอนนี้สุทินคงขุดแร่ในเหมือง ในสถานที่อับสัญญาณโทรศัพท์

สินธุนึกถึงความหลัง ในขณะที่นั่งพักหลังกินข้าวเสร็จในเวลากลางวัน

เรื่องที่ผ่านมาในอดีตเหมือนความฝันอันสวยงามที่ผ่านแล้วผ่านเลย ก่อนโรงงานเก่าที่เคยทำงานร่วมกันปิดตัวลงนั้น สินธุและสุทินเคยมีเงินเก็บนับสิบล้านในวัยเพียงสามสิบต้นๆ จากความโชคดีในการลงทุนในตลาดหุ้นที่เอื้ออำนวยหนทางให้เหมือนโชคชะตาเข้าข้าง อย่างไม่น่าเชื่อ
...............

สินธุยังจำสาเหตุความร่ำรวยขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีของเขาและสุทิน เขาทั้งสองตัดสินใจซื้อหุ้นตัวหนึ่งหลังวิกฤติการทางการเงินในปี ๒๕๔๐ เขาทั้งสองได้ข่าวมาจากนักเล่นหุ้นชั้นเซียนคนหนึ่งที่เป็นญาติของสินธุ ญาติของเขาวิเคราะห์พื้นฐานหุ้นตัวนั้นอย่างละเอียด และพบว่าหุ้นตัวนั้นมีมูลค่าของโรงงานมากมายมหาศาล ขนาดที่ว่าแม้จะถูกศาลสั่งให้ล้มละลายต้องถูกบังคับขายสินทรัพย์จ่ายเจ้าหนี้ทุกรายก็ตาม ทรัพย์สินที่เหลืออยู่ก็มากพอที่จะเหลือมาถึงผู้ถือหุ้นสามัญ เป็นมูลค่ามากกว่าราคาซื้อขายหุ้นในตลาด ณ ขณะเวลานั้น และหากมองในทางดี มีความเป็นไปได้ที่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว กำไรของบริษัทจะกลับมามหาศาล เพราะเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูง หาคู่แข่งได้ยาก และราคาของหุ้นจะต้องขึ้นไปอย่างมากมาย เซียนคนนั้นยังสำทับว่า ราคาหุ้นในตอนนั้นถูกมาก เพราะไม่มีคนกล้าเข้าตลาดหุ้น หลังวิกฤตกาลในปี ๒๕๔๐

สุทินและสินธุใช้เงินที่เก็บไว้ไปซื้อหุ้นเป็นจำนวนคนละ ๑๕๐,๐๐๐ หุ้น ที่ราคาหุ้นละสองบาท เป็นเงินคนละสามแสนบาท โรงงานไม่เจ๊งและถูกบังคับขายทรัพย์สินใช้หนี้อย่างที่คาดเดาไว้ในกรณีเลวร้ายที่สุด แต่กลับฟื้นตัวจนราคาหุ้นพุ่งไม่หยุด จากราคาต่ำกว่าสิบบาทไปถึง ๘๐ บาท สุทินและสินธุขายไปในราคาเกือบจะสูงสุดที่ ๗๘ บาท เงินลงทุนของเขาทั้งสอง โตไปถึง ๓๙ เท่า หรือจากสามแสน กลายไปเป็น ๑๑ ล้าน ๗ แสนบาท

เซียนหุ้นคนนั้นหัวใจวายตายด้วยความดีใจสุดขีด เพราะมั่นใจมากลงเงินไปเป็น สิบ ล้านบาท ดีใจที่จะได้เป็นเศรษฐีระดับร้อยล้าน ทิ้งมรดกให้เมียและลูกใช้อย่างสบายๆ



นั่นเป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต
................

หลังจากที่แยกย้ายไปคนละทิศละทาง สุทินเพื่อนของเขาต้องหมดเนื้อหมดตัว แถมยังมีหนี้สินที่หยิบยืมญาติมาอีกมหาศาลเพื่อรักษาพ่อของเขา ซึ่งต้องทำการผ่าตัดสมองหลายครั้ง แต่สุดท้ายพ่อเขาก็ตายจากไป ถ้าไม่มีรายจ่ายมหาศาลขนาดนั้น สุทินคงไม่ต้องไปทำงานที่ลาวให้เหนื่อยยากเช่นนี้

สินธุพบหน้าสุทินครั้งสุดท้ายในงานศพพ่อของสุทิน และทราบถึงความจำเป็นที่สุทินจะต้องไปทำงานในเหมืองที่ลาวเพื่อใช้หนี้ที่หยิบยืมญาติจำนวนหนึ่ง และหนีไปไกลๆ เพื่อให้ลืมคนรักของสุทินที่เพิ่งเลิกรากันไป

ชีวิตช่างหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ สุทินและสินธุเคยมีเงินเก็บนับ 10 ล้าน ในวัยเพียง 30 ต้นๆ สุทินเคยหัวเราะเยาะคนที่หมดตัวเพราะวิกฤตกาลการเงิน

แล้วฉากๆหนึ่งก็แวบเข้ามาในห้วงคำนึงของสินธุ วันนั้นเขา สุทิน และเพื่อนอีกหลายคนไปฉลอง

?เฮ้ย มึงดูกูนี่ ชีวิตกูช่างเพียบพร้อม full options เงินก็มีเหลือใช้ แฟนกูก็เป็นดาราดังสวยอย่างกับนางฟ้า งานกูก็มั่นคง? สุทิน พูดกับสินธุ ในขณะที่เสพสุราอาหารในสถานบริการสุดหรูกลางกรุง

ไม่นานความพร้อมพรั่งในทรัพย์สิน เกียรติยศ ของสุทินก็กลายเป็นอดีต

ส่วนสินธุนั้นเล่า ก็ติดใจในรสชาติของความรวยที่ได้มาจากตลาดหุ้นอย่างง่ายดาย หลังตกงานก็ออกไปเล่นหุ้นเต็มตัว เล่นหุ้นจนเจ๊งหมดตัว เพราะเขาไม่มองการซื้อหุ้นเป็นการลงทุน แต่มองเป็นแหล่งที่จะหาเงินได้เงินเป็นเท่าๆอย่างง่ายดาย

ความไม่คุ้นเคยกับสนามประลองความโลภอันเชี่ยวกราก แสดงให้เห็นว่าการเอาเงินจากคนอื่นไม่ง่ายอย่างที่คิด เคยเก่งกาจก็แต่เป็นนักลงทุนประเภทขอ ขอหุ้นเขาเล่นไปวันๆ พอเล่นหุ้นจนหมดตัวก็เลิกฝันกลับมาทำงานหาเงินอย่างเก่า
.........................................

สินธุทำงานจนค่ำ ความหดหู่ในช่วงไม่มีงานทำมาระยะหนึ่ง ทำให้เขาตั้งใจทำงานจนมืดค่ำเป็นประจำ คิดถึงความหลังเพลินๆ แล้วก็ไปเช็คอีเมล์งานที่ต้องทำประจำ เอะใจอย่างไรไม่ทราบ ไปเช็คอีเมล์ส่วนตัว แล้วจึงพบจดหมายลาบวชของสุทินเพื่อนรักของเขา

?คงบวชไม่นานมั้ง ดีๆ พอสึกออกมาจะได้มาทำงานร่วมกันอีก? สินธุคิดในใจ
จดหมายฉบับนั้นเขียนถึงทุกคน ในรายชื่ออีเมล์อันยาวเหยียด

สินธุเปิดอ่านอีเมล์ของสุทินเรื่องที่เขาจะลาบวช ใจความว่า

ถึงทุกคน

ผมส่งอีเมล์ฉบับนี้เพื่อส่งข่าวจากร้านอินเทอร์เน็ตในฝั่งไทย

ผมตัดสินใจที่จะลาออกจากงานเรียบร้อยแล้ว หลังจากทำงานล้างหนี้ค่ารักษาพ่อจนหมด คิดว่าจะบวชไปเรื่อยๆเพื่อศึกษาธรรมะ หลังจากเห็นความทุกข์มากมายในชีวิตสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา เคยมีเงินเป็นสิบล้าน ก็กลายเป็นคนหมดตัว แถมมีหนี้อีกเป็นล้าน หมดบ้าน หมดรถ รักษาพ่อ แล้วพ่อก็จากผมไป เคยมีคนรักเป็นดาราดัง วาดฝันถึงอนาคตที่สวยงาม แล้วเธอก็จากไปยามที่ผมไม่เหลืออะไรในชีวิตนอกจากหนี้ ทิ้งแต่ความเศร้าให้ผมในวันที่ผมทุกข์ที่สุด

ทุกวันนี้ ผมทราบแล้วว่า ที่ผมทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่น ดื้อรั้นไม่ยอมศึกษาธรรมะอันประเสริฐขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง

อยู่ในเหมืองกลางป่า แม้จะไร้แสงสีของเมืองใหญ่ แต่ที่นี่ก็ทำให้ผมมีความสุขสงบอย่างประหลาด ผมเริ่มปฏิบัติธรรม โดยใช้เวลาพักสองสัปดาห์ในแต่ละรอบงาน ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ และพบว่าโลกนี้ไม่เคยให้อะไรเราจริงจังเลย นอกจากโอกาสที่จะได้มาใช้ชีวิต ก่อนที่จะต้องคืนทุกอย่างให้แก่โลก ไม่เว้นแม้แต่ร่างกายของเรา

ผู้คนในบ้านเมืองไกลแห่งนี้ ยังมีชีวิตเรียบง่าย ยึดถือคำสอนในศาสนาพุทธ ไม่แก่งแย่งแข่งขันมากมายเหมือนในเมืองที่ผมจากมา เงินค่าเที่ยวกลางคืนของผมในคืนเดียว ในยามที่ผมประมาทในชีวิต อาจนำมาใช้ที่นี่ได้เป็นเดือนๆอย่างสบายๆ

ผมได้มีโอกาสพิจารณาความทุกข์ความสุข ที่ผ่านเข้ามาในตลอดชีวิตสามสิบกว่าปีนี้ และพบว่ามันเป็นการเวียนวนอยู่ในอ่าง รู้สึกเสียดายที่หลงทางหาสิ่งที่คิดว่า จะทำให้ตัวเองเป็นสุขอยู่ตั้งค่อนชีวิต

ถ้าเทียบว่า โลกเรานี้มีอายุมาเพียง ๑ ปี มนุษย์เราก็เพิ่งจะมีวิวัฒนาการมาแค่ ๕ นาทีเท่านั้น

ชีวิตในวัฏสงสารมีการเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด อย่างไม่สิ้นสุด

สำหรับชีวิตอันแสนสั้นของผม ตอนนี้ผมทำงานจนล้างหนี้ที่ติดค้างญาติหมดแล้ว ผมคิดว่าจะบวชเพื่อศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง จะบวชนานเท่าไรยังไม่รู้ ก็คงบอกแค่ว่าจะบวชไปเรื่อยๆ

ลาก่อนทุกคน

ถ้าชาตินี้เราไม่เจอกันอีก เราก็ยังอาจได้พบกันอีกในวัฏสงสารอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้
....................

สินธุอ่านอีเมล์จบ พลันคิดถึงความทุกข์ของเขาในช่วงที่ตกงาน ที่เคยทุกข์เครียดจนนอนไม่หลับอยู่หลายคืน แล้วหดหู่ใจอย่างประหลาด ตอนนั้นไม่มีงานอยากได้งาน ตอนนี้มีงานมีเงิน ก็อยากรวย พอรวยแล้วก็อยากรวยขึ้นไปอีก จนพลาดพลั้งหมดตัว อยากมีงานทำ ชีวิตมีแต่ความอยากๆๆ และอยาก ใช้ชีวิตไล่หาความอยากไปเรื่อยๆ ก่อนอ่านอีเมล์ฉบับนี้ เขาคิดว่าการได้งานเป็นการพ้นทุกข์แล้ว แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีความทุกข์อีกมากมายที่รอเขาอยู่ข้างหน้า เห็นทีเขาคงจะต้องศึกษาธรรมะบ้างเสียแล้ว เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนนับถือศาสนาพุทธในทะเบียนบ้านเท่านั้น

สินธุอยากเริ่มศึกษาความจริงถึงสิ่งที่ทำให้สุทินเปลี่ยนไป เขาเชื่อว่าสุทินพื่อนเขาไม่เชื่ออะไรไร้สาระแน่นอน และหวังว่าตนเองจะได้เข้าใจในสิ่งที่สุทินเข้าใจบ้าง

แม่ของสินธุเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดประจำ อาทิตย์นี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่สินธุจะขออาสาพาแม่ไปวัด และได้สัมผัสกับรสธรรมะด้วยตนเองบ้าง

จาก
http://dharmamag.com/index.php?optio...tid=39:fiction

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

MACD System

ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดแบบนี้ ทำสิ่งที่อยากทำเป็นการส่งท้ายปีนั้นก็คือการปรับปรุงและตรวจสอบระบบเทรดและโมเดลที่ใช้มาทั้งปี ยอมรับว่าปีนี้ระบบเทรดทำงานได้ดีทั้งระบบสำหรับ Up trend และระบบเทรดแบบ Sideway บวกกับเป็นช่วงปีทองตลาดขาขึ้นทำให้ผลตอบแทนปีนี้ฟู่ฟ่ามากที่สุดเท่าที่ผมเคยลงทุนในตลาดหุ้นมา สำหรับใครที่ยังหาแนวทางไม่เจอก็ขอเป็นกำลังใจให้พยายามต่อไปนะครับ เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ต้องหมั่นศึกษาเรียนรู้ ยิ่งเรียนยิ่งได้ ยิ่งฝึกยิ่งเป็นรับรองไม่เสียเปล่าเท่ากับศูนย์ครับ

ผมเองเคยแนะนำให้เพื่อนใช้ระบบ MACD ในการกำหนดจังหวะการซื้อ-ขายหุ้นพื้นฐานแบบอัตโนมัติ ช่วยสำหรับการลงทุนโดยไม่ต้องใช้อารมณ์เป็นตัวกำหนด และเหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการซื้อๆขายๆทุกวัน แต่แน่นอนว่า MACD ก็มีจุดอ่อน และที่สำคัญจำนวน วันที่เป็นพารามิเตอร์ในการคำนวณ สำหรับหุ้นแต่ละตัวที่มีพฤติกรรมต่างกันจำเป็นที่จะต้องปรับตั้งให้เหมาะสมกับรอบการเคลื่อนตัวของราคา การใช้ MACD(12-26-9) ตลอดทุกตัว ก็ไม่ใช้ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพนัก ส่วนจะใช้เท่าไหร่นั้นต้องทำวิจัย ทดสอบทดลองหาค่าที่เหมาะสมเอาครับ

วันนี้ผมมีตัวอย่างงานวิจัยเล็กๆที่ผมทดลองทำขึ้นมาเพื่อทดสอบ MACD Trade Sytem ว่าจะใช้เป็นเครื่องมือในการเทรดหุ้นแบบอัตโนมัติได้ดีเท่าใด โดยทดลองกับข้อมูลราคาหุ้น 1 ปีกว่า จากช่วง 09-07-2009 ถึง 9-12-2010 และมีการทดสอบผลกับ MACD(short-long-signal) 3 แบบคือ

1. MACD(20-50-10)
2. MACD(12-26-9)
3. MACD(5-35-9)


ตัวอย่างข้อมูลที่ทดสอบ

โดยกำหนดเงื่อนไขการซื้อคือ MACD มากกว่า Signal line และขายคือ MACD น้อยกว่า Signal line ซึ่งทดสอบกับหุ้นพื้นฐานดี 6 ตัว คือ PTT,PTTEP,PTTCH,SCB,KBANK,PTL บนโปรแกรม efinance smart portal



สรุปผล
1. พบว่า MACD นั้นมีข้อจำกัดในการให้สัญญาณซื้อขายในช่วง ราคา sideway ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดมาก
2. MACD ในแต่ละช่วงเวลาตอบสนองกับหุ้นแต่ละตัวที่มีรูปแบบการแกว่งตัวของราคาที่ต่างกัน โดยต้องเลือกใช้ค่าคาบเวลาในการคำนวน MACD ให้เหมาะสม เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
3. ในช่วงทิศทางราคาหุ้นขาขึ้น Strong Trend เหมาะกับการใช้ MACD คาบเวลายาว MACD(50-20-10) จะทำให้จำนวนครั้งในการซื้อขายไม่มาก และมีโอกาสทำกำไรได้สูง
4. ทิศทางราคาที่แกว่งตัวแคบ sideway ตัว MACD ในคาบเวลาสั้น จะตอบสนองได้ดีและทำผลกำไรได้สูงกว่า MACD คาบเวลากลางและยาว
5. การใช้ MACD กำหนดจังหวะการซื้อ ขายได้ผลตอบแทนทั้งปีขั้นต่ำถึงประมาณ 20% ซึ่งสูงกว่าการซื้อ ขายตามอารมณ์มาก และจำกัดจำนวนครั้งการซื้อ ขายทั้งปี ไม่ให้มากจนเกินไปนัก ซึ่งลดต้นทุนค่าคอมมิชชันได้อีกด้วย

การทดลองที่นำมาแสดงเป็นเพียงผลคราวๆ จากการทดสอบทั้งหมด เท่าที่จะเปิดเผยได้ แต่ประเด็นใจความสำคัญที่ผมอยากจะเน้นคือ การศึกษาการวิเคราะห์เทคนิคแล้ว ไม่ใช้แค่การท่องว่าตัดขึ้น ซื้อตัดลงขาย เพราะทุกคนก็ใช้ ดัชนีและกราฟราคาเป็น ถ้าใช้สูตรสำเร็จรูปและประสบความสำเร็จ ก็คงรวยกันหมดแล้ว

เราต้องเข้าใจถึงที่มาและวิธีคิด เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับหุ้นที่เราต้องการลงทุน และจำเป็นที่จะต้องศึกษาพฤติกรรมของหุ้นผ่านทิศทางราคาและปริมาณซื้อ ขายประกอบด้วย ก่อนจะตัดสินใจใช้เครื่องมือดัชนีชนิดใดในการกำหนด จังหวะการซื้อขาย ศึกษาและเรียนรู้กันต่อไปนะครับ