ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ global macro

Historical Parallels to Today’s Inflationary

วันนี้ผมได้อ่านบทความฉบับหนึ่งจาก blog ของทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ whitehouseCEA เขาเขียนถึงประวัติการเกิด Inflation ไว้น่าสนใจมากและยาวมาก ประเด็น infaltion ที่สหรัฐตอนนี้มีการถกเถียงและวิเคราะห์กันมากและหลากหลาย ในมุมต่างๆ บทความนี้เขียนโดยนักวิชาการสายรัฐบาล แต่ก็มีข้อมูลอดีตที่เขารวบรวมไว้ได้ละเอียดมาก (มากพอกับในหนังสือ Big Debt Crises ของ Ray Dalio เลย) รายละเอียดเยอะมากไม่ขอแปลทั้งหมด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงในอดีตตั้งแต่หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 บทความนี้นำเสนอมีทั้งหมด 6 episode หลายครั้งเกิดจากเหตุไม่ปกติของ supply ในระบบ (Supply chain disruption) และโยงไปกับต้นทุนการผลิตเช่น ภาวะราคาน้ำมัน ที่สูงจากการขาดแคลนเป็นต้น รวมถึงการเกิดสงครามใหญ่ เช่นสงครามเกาหลี, สงครามอิรักบุกคูเวต เป็นต้น Episode ล่าสุดที่ระดับ CPI ขึ้นมาถึง 5% เป็นช่วงปี 2008 ที่มีการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน แบบฉับพลันจาก $70 ไปจุดสูงสุด $140 ในเวลา 2 เดือนเท่านั้น ซึ่งสาเหตุต่างๆทำให้เกิด demand and supply chain disruptions ที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ CPI พุ่ง

Global Inflation Data

  สินทรัพย์พวกปกป้องเงินเฟ้อเข้าภาวะขยับและทรงกันมาสักระยะ โดยเฉพาะทองคำค้างในโซน 1780 จากสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้ยังนิ่งอยู่ ในตลาดสหรัฐ ประเด็นเงินเฟ้อก็เป็นประเด็นใหญ่ ที่ทั้งสื่่อและนวค. กำลังพูดถึง โดยเฉพาะตัวเลขระดับ 5% ที่น่าจะมาถึง ล่าสุดมีอดีต รมค.คลังอย่างคุณ ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส ออกมาให้ความคิดเห็นเงินเฟ้อว่าปีนี้ ปลายปีโอกาสไป 5% เช่นเดียวกันการน่าจะได้เห็นทิศทางของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในแนวโน้มขาขึ้น เขามองว่าตลาดการเงินอาจจะปั่นป่วนได้เช่นกัน ออกมาตรงข้ามกับนักเศรษฐศาสตร์ และกูรูหลายท่าน เช่น คุณ เจเน็ต เยลเลน ที่ว่าน่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อชั่วคราว ไม่นานก็ผ่านไปเข้าภาวะปกติ ภาพข้อมูลจากคุณ charlie bilello ข้อมูลเงินเฟ้อ CPI(%YoY)แต่ละประเทศ เราจะเห็นความแตกต่างค่อนข้างมากทีเดียว ต่ำสุดเป็น ญีุ่ปุ่น -0.01% (ถึงติดลบเลย) ใครจะไปคิดว่าปีนี้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรกับการขยายตัวของเศรษฐกิจเท่าไหร่แบบที่หวังเมือ 4 ปีก่อนเมื่อโดน covid เข้าไป ส่วนสิงค์โปรใกล้บ้านเรา อยู่ที่ 2.4%, ฟิลิปินที่ 4.5% ส่วนสหรัฐนี้พุ่งไป 5% ขยายตัวแรงมากจากหลังช่วงเปิดเศรษฐกิจรอบใ

THE NEXT LEG OF THIS BULL MARKET

  S&P500 ล่าสุดนี้ recover กลับมาได้เกือบหมด หลังจากลงไปช่วงต้นสัปดาห์กับความกังวลจากเงินเฟ้อและนโยบายของ Fed , ล่าสุดมีหลายบทความ ที่กูรูต่างประเทศเขียนถึง การปรับเพิ่มขึ้นของ ตลาดหุ้นสหรัฐ ในอนาคต ว่าจะสามารถไปต่อได้หรือไม่ ? มีบทความหนึ่งน่าสนใจชื่อ THE NEXT LEG OF THIS BULL MARKET , ของคุณ Ted Lamade โดยสรุปเขามองว่าการขับเคลื่อนตลาดขาขึ้นในอนาคตยังเกิดได้ ในลักษณะบริษัทต่างๆที่นำเอา Technology มาใช้ใน2-3 ปีข้างหน้า น่าจะเพิ่ม productivity และลดต้นทุนการผลิต ตามมาด้วยการเพิ่มของรายได้ และกำไร ของบริษัท แต่มุมมองของคุณ Ted ต่างจากคนอื่นนิดตรงไม่ได้มองว่ากลุ่ม Tech ยังคงเป็นตัวจักรสำคัญ ในการเพิ่มของราคา, แต่เขามองหุ้นกลุ่ม value stocks ที่ปรับเปลี่ยนเอา technology มาใช้ในการทำธุรกิจแล้วสำเร็จ(leverage ด้วยเทคโนโลยี) จะกลายเป็นหุ้นขยายมูลค่าและเป็นตัวนำในตลาด Bull market รอบใหม่ โดยเขายังเชื่อว่าแรงส่งจาก economic growth, อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น, และการอ่อนค่าของ USD จะยิ่งช่วยทำให้หุ้นเหล่านี้เติบโตมากไปอีก สุดท้ายคงต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านฉบับเต็ม https://tedlamade.substack.co

Are We In a Stock Market Bubble? by Ray dalio

  บทความนี้คุณ Ray dalio ชวนให้ตั้งคำถาม และสอนวิธีคิดสไตล์ Bridewater ให้เราดูด้วย ผมอ่านจบคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์เลยอยากแบ่งปันโน๊ตสรุปของบทความนี้ โดยคุณ Ray Dalio นำเสนอ bubble indicator ระบบที่เขาพัฒนาจากประสบการณ์ตรงกว่า 40ปีในตลาดและจากการศึกษาข้อมูลในอดีต บทความนี้เขายกตัวอย่าง US stocks เริ่มต้นคุณ Ray ตีกรอบนิยามของ Buble == unsustainably high price โดยเขาจะวัดจาก 6 ตัวแปรได้แก่ -How high are prices relative to traditional measures? (momentum) -Are prices discounting unsustainable conditions? (price discounting) -How many new buyers (i.e., those who weren’t previously in the market) have entered the market? (investor , people) -How broadly bullish is sentiment? (market sentiment) -Are purchases being financed by high leverage? (leverage) -Have buyers made exceptionally extended forward purchases (e.g., built inventory, contracted forward purchases, etc.) to speculate or protect themselves against future price gains? (Speculate / Heding in Future ,Options) -วิธีการวัดระดับ bu

Outlook on the market, Stanley Druckenmiller

  วันนี้ได้ฟังมุมมองของ Stanley Druckenmiller น่าสนใจดี ผมเลยเอาโน๊ตสรุปมาแชร์ 1. Stanley Druckenmiller มองเห็นความไม่ปกติที่เกิดปี 2020 ลักษณะการเข้าสู่ economic downturn แต่ภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมตลาดที่แตกต่างจากกรอบยึดในอดีตโดยเฉพาะช่วงวิกฤติที่เคยผ่านมา เขาเตือนให้ระวัง(Buckle up) 2. ข้อมูลเศรษฐกิจขัดแย้ง ในช่วงภาวะวิกฤติ covid-19 จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพยุงไม่ให้ล้ม เช่นตัวเลขคนว่างงานสูงสุดรอบหลายปี แต่เป็นปีเดียวกันที่มีตัวเลขรายได้เฉลี่ยรายหัวเพิ่งสูงขึ้นแบบมีนัยยะ เป็นต้น 3. การเพิ่มของ Debt มหาศาลในช่วง 3 เดือนผ่านมา เพื่อแจกเงินอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่า QE ช่วงวิกฤติการเงินที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การยืมเงินจากอนาคตจำนวนมากมาอุ้มบริษัท อัดฉีดประชาชน แต่การแก้ปัญหาการแพร่ระบาด covid ในสหรัฐยังอยู่ระดับย่ำแย่ ยังเป็นวิกฤติ ซึ่งการควบคุมทำได้ไม่ดีแตกต่างจากจีน และประเทศเอเซีย สุดท้ายรอผลสำเร็จจากวัคซีน ซึ่งยังเป็นสิ่งต้องใช้เวลา 4. Stanley Druckenmiller มีสถานะใหญ่ใน commodity ,เขามอง potential inflation , และมีสถานะ short treasury ตราบที่ Fed ยังกดอัตราดอกเบี้ยระดั

JPmorgan Outlook 2021: investment themes in a ‘new normal’

อ่านจบเห็นว่าน่าสนใจดี ผมเลยเอาโน๊ตสรุปมาแชร์ครับ - กูรู JPM เชื่อ Global economic growth ยังคงรีบาวน์ขยับไปต่อได้ในปี 2021 ท่ามกลางนโยบายแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ที่รัฐบาลแต่ละประเทศจะจัดออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลบริการจัดการและควบคุมการระบาด รวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีนที่เข้ามาแก้ปัญหา covid-19 ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นต้วของแต่ละประเทศ - JPM มอง Asia ว่าจะกลับมา Hot ดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาในภูมิภาค เช่นเดียวกับการฟื้นของจีน ที่มีโอกาสเศรษฐกิจน่าจะกลับมาได้ดีกว่าสหรัฐและยุโรป -ด้าน Asian bonds ,emerging-market debt และ investment-grade bonds กูรู JPM มองว่ามีโอกาสเป็นที่ดึงดูดเม็ดเงินในปี 2021 - Asia's growth opportunities in a 'new normal' กูรู JPM มองว่า Asian equities มีโอกาสไปต่อ เพราะความได้เปรียบในการควบคุมการระบาด ช่วยให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ กลับมาเป็นปกติได้เร็ว กว่าประเทศยังต้อง Lockdown ขณะที่ต้นทุนอัตรดอกเบี้ยต่ำทำให้ บริษัทขนาดใหญ่ ใช้โอกาสนี้ในการขยายธุรกิจ เพื่อเพิ่มการเติบโตในอนาคต , รายงานทำนายอนาคตปี 2025 จีนจะเป็น world's largest economy , ในเอเซีย

Inside the House of Money

 เมื่อวาน ผมพูดถึงหนังสือ Inside the House of Money วันนี้เลยอยากนำคลิปเก่าที่เคย รีวิวหนังสือ Inside the House of Money: Top Hedge Fund Traders on Profiting in the Global Markets ของ Steven Drobny มาแชร์อีกรอบ โดยคลิปนี้ผมรีวิวภาพรวมของหนังสือและไฮไลท์สำคัญ ประวัติผู้เขียน รวมถึง นำเอา Hedgefund manager สาย Global Macro economic 2 คนที่ให้สัมภาษณ์ไว้ได้น่าสนใจ มาสรุปให้ฟัง คือคุณ Jim Leitner แห่ง Falcon Management และ Scott Bessent แห่ง Bessent Capital เป็นการเรียกน้ำย่อย ให้พวกเราลองไปหาซื้อหนังสือเล่มนี้อ่านกัน ปล. เล่มนี้อ่านง่ายและได้ประเด็นแนะนำให้ลองหามาอ่านกันครับ ลองเข้าไปรับฟังได้ที่ https://youtu.be/Rd69II7_X_E

The Great Depression

วันนี้มีโอกาสได้ดู สารคดี Great Depression มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เลยอยากแนะนำให้ได้ดูกัน ผมสรุปประเด็นหลักมาให้ คราวๆดังนี้ -1914-1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุด เศรษฐกิจถูกกระตุ้น กลับมาฟื้นตัวและขยายตัวมาก ช่วง 1920 บนแนวคิดอเมริกันดรีม ประชาชนมีเงินเก็บมีการใช้จ ่ายซื้อบ้าน ซื้อรถ(ยุคแรกของรถยนต์) ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นโทรทัศน์ เครื่องดูดฝุ่น -ราคาหุ้นเติบโตสร้างผลตอบแ ทนครั้งใหญ่ คนสนใจเข้ามาลงทุนใน wallstreet เช่นเดียวกับสถาบันการเงิน ทำให้เกิดการเฟื้องฟู คนส่วนมากอยากเข้ามาหาเงินจ ากตลาดกระทิง หุ้นเกือบ 80% ถูกไล่ซื้อราคาพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนเริ่มใช้เงินกู้(lo an) เขามาดักซื้อหุ้นสะสมเพื่อห วังทำกำไร , ขณะเดียวกันธนาคารยินดีปล่อ ยกู้เพื่อหารายได้จากดอกเบี ้ย. สถาบันการเงินนำเงินกู้เข้า มาเทรดหุ้นเพื่อหากำไร -1929 ตลาดสหรัฐถึงจุดสูงสุดดัชนี  Downjone +218% นับจากปี 1922 คนต่างเชื่อมั่นแต่แล้วเศรษ ฐกิจเกิดชะลอตัว ยอดส่งออกสหรัฐลดลง , บริษัทเริ่มมียอดขายลดลงรุน แรง ผลประกอบการไม่ดีแบบที่คาดห วัง -ช่วงกลางปี 1929 เริ่มมีการพูดถึงการถดถอยทา งเศรษฐกิจ recession จนมาถึง 24/10/

ความไม่เป็นเหตุเป็นผลของตลาด

ราคาสินทรัพย์ เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ส่วนใหญ่ในภาวะไม่ปกติ มันจะยากที่จะหาความเป็นเหต ุเป็นผล(สิ่งที่เราเห็นตามส ื่อมันคือคำอธิบาย ผลที่เกิด) เพราะราคาตลาด(market price) มันเปลี่ยนแปลงไปตาม ความหวังในอนาคตของคนในตลาด  ทั้งด้านบวก(positive)และลบ (negative expectation) การพยายามไปหาคำตอบ หรือคำอธิบาย ให้ได้แท้จริงมันยาก ยิ่งพยายามจะไปคาดเดา ห รือพยากรณ์ว่าอนาคตจะเป็นอย ่างไรในภาวะแบบนี้ยิ่งยากไป อีก ช่วงนี้มีแต่คนถามเรื่อง ตลาดหุ้น ว่าทำไมวันนี้ราคาลง ทำไมพรุ่งนี้ขึ้น ส่วนตัวผมไม่มีคำตอบให้จริง ๆ ก็เทรดไปตามระบบ flow ไปกับสิ่งที่เกิด สังเกตและ ปรับตัววางแผนรับมือ สิ่งสำคัญคือ การไม่ใช้อารมณ์ เพราะช่วงนี้ อารมณ์ ถูกเล้าได้ง่าย สุดท้ายยิ่งหมกหมุ่น ยิ่งพยายามหาคำอธิบายหรือหา ความชัดเจน จะยิ่งทำให้เครียดก็จะนำมาซ ึ่งความผิดพลาด ยกตัวอย่างเคสของความไม่เป็ นเหตุเป็นผล กรณีช่วง 4 ปีที่แล้ว ราคาน้ำมัน WTI ลงมาจากปีก่อนหน้า $120 / บาร์เรลมาระดับต่ำสุด $27 /  บาร์เรล โดยปริมาณน้ำมัน 1 บาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตร เมื่อเทียบราคากับ น้ำแร่ หรือ แม้แต่ ไวน์ เหล้าต่างประเทศ น้ำมันยังถูกกว่า แต่ตอนนั้นความก

Global Market Outlook 2020

ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายถ้าจำกันได้มีหลายกูรู หลายนักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ออกมาทำนายว่า ปี 2020 นั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิด down turn ในเศรษฐกิจสหรัฐหรือเศรษฐกิจโลกได้ ทำให้น่าจะต้องระมัดระวัง และวางแผนการจัดพอร์ตรับปี 2020 ด้วยความไม่ประมาท ดังนั้นก่อนเริ่มวางแผน จัดพอร์ตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมเอาข้อมูล Global Market Outlook จากสำนักต่างๆมาฝาก เพื่อช่วยให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจและใช้วางแผนกันครับ(แต่ไม่แปลให้นะครับ ทำการบ้านเอาเอง ส่วนสรุปผมจะเอาไปลงใน cway market outlook ต่อไป) 1. JP morgan https://www.jpmorgan.com/global/research/global-market-outlook-2020 2. Bank of America Merrill Lynch https://www.businesswire.com/news/home/20191203005803/en/Bank-America-Merrill-Lynch-2020-Market-Outlook 3.Morganstanley https://www.morganstanley.com/ideas/global-economic-outlook-2020 4.Invesco https://apinstitutional.invesco.com/home/2020-outlook-global-market-strategy-regional-outlooks 5.Goldmansachs https://www.goldmansachs.com/insights/pages/global-outlook-2020.

Quantitative easing is back.

สิ้นสุดยุค Quantitative Tightening สัญญาณการเริ่มต้น QE (Quantitative Easing) ของธนาคารกลาง รอบใหม่ Fed: easing ECB: easing BOE: easing BOJ: easing Denmark: easing Australia: easing Brazil: easing Russia: easing India: easing China: easing https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-07-23/quantitative-tightening-to-end-as-central-banks-sound-retreat

J.P. Morgan’s Volfefe Index

JPM ทำ Volfefe Index โมเดลที่สร้างจากการ tweet ข้อความ ความคิดเห็นของ ปธน โดนัล ทรัมป์ พบว่ามีผลต่อ implied volatility ใน 2Y และ 5ํY Treasury notes นอกจากนี้ยังจำแนกให้เห็นตัวอย่าง keyword สำคัญมีผลต่อ market sentiment เช่น “China,” “billion” and “products” ปริมาณข้อมูลการทวิตของโดนัลทรัมป์ ก็ไม่น้อยทีเดียว กว่า 4,000 ครั้งจากปี 2018 ถึงปัจจุบัน เฉลี่ยขั้นต่ำ 10 ข้อความต่อวัน มีข้อความสำคัญ 146 ครั้งที่สัมพันธ์กับความผันผวนของตลาด โดยเฉ พาะข้อความที่มีการ retweets ต่อๆจำนวนมาก อ่านต่อ https://www.marketwatch.com/story/are-trump-tweets-influencing-bond-volatility-jp-morgans-volfefe-index-aims-to-find-out-2019-09-09

รวมสรุปบทความและแง่คิดจาก Ray dalio

พอดีมีน้องเทรดเดอร์ท่านหนึ่งขอ link บทความ ที่ผมเขียนสรุปเกี่ยวกับข้อคิดเห็น คำแนะนำของ ray dalio มาผมเลยรวบรวม บทความในช่วง 2018-2019 มาให้ ย้อนกลับไปอ่านเหมือนเป็นบทเรียนที่ดี อีกแหล่งให้เราเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง 1.Great-humility-and-great-fear http://www.cwayinvestment.com/2015/04/great-humility-and-great-fear.html 2. Tony robbins interviews ray dalio http://www.cwayinvestment.com/2017/09/tony-robbins-interviews-ray-dalio.html 3.Pursuing Truth in the Global Economy with Ray Dalio 01 http://www.cwayinvestment.com/2018/04/pursuing-truth-in-global-economy-with.html 4.Pursuing Truth in the Global Economy with Ray Dalio 02 http://www.cwayinvestment.com/2018/04/pursuing-truth-in-global-economy-2.html 5. 108 คำถามกับ Ray dalio http://www.cwayinvestment.com/2018/06/108-ray-dalio.html 6.Principle to Algorithms http://www.cwayinvestment.com/2018/11/principle-to-algorithms.html 7. The next financial crisis ,Ray

Druckenmiller: The US is in worse shape for a recession now

เช้านี้ก่อนตลาดเปิด ผมนั่งฟังคลิปของ Druckenmiller ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ไว้สัปดาห์ก่อน มีหลายประเด็นน่าสนใจ แต่ค่อนข้างกว้าง เหมือนการสนทนาไปมา โดยสรุป Druckenmiller พูดว่าคุณ Yellen ควรเพิ่มอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 2016 ให้ไปถึง 3.5-4% ตอนนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นและโอกาสดี เมื่อมาถึงตอนนี้การเรตขึ้นไปน้อย ช้าไป ดังนั้นเมื่อมีความต้องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิ จ จึงทำให้เป็นงานยากของ Fed นอกจากนี้ Druckenmiller กล่าวเขาเป็นห่วงอนาคต หลายอย่างเริ่มสะท้อนการถดถอย ขณะนี้ตัวเลขหนี้ โดยเฉพาะ corporate debt ที่สูงโป่งถึง $10 trillion แม้ปัจจุบันตัวเลขทางสถิติ หรือ ดัชนีตลาดหุ้นยัง bullish แต่แกก็ยังใช้คำว่าเรากำลังอยู่ใน worse shape for a recession ยังมีประเด็นย่อยอีกบางส่วนลองเข้าไปฟัง ฉบับเต็ม https://www.youtube.com/watch?v=FfKK6Y18yl8

7 million Americans are 90 days+ behind on their auto loan payments

ตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือน เป็นดัชนีชี้วัดสภาวะเศรษฐกิจที่กูรูหลายท่านแนะนำให้ติดตามในปีนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับล่างของอเมริกา ที่มีหลายกูรูออกมาให้ความเห็นว่ามันอาจจะแตกต่างและไม่ได้สวยงามเหมือนเศรษฐกิจระดับบนที่รัฐบาลและ Fed พยายามอย่างหนักที่จะกระตุ้นกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขหนึ่งที่ประกาศเมื่อวานดูเหมือนจะเป็นที่กล่าวถึงคือตัวเลข การติดค้างชำระค่างวดรถยนต์ จาก  NewYork Fed Report ซึ่งเป็นหนี้ระยะสั้นที่นิยมมีการนำไปใช้วัดสภาพคล่องระดับครัวเรือน ซึ่งตัวเลขล่าสุดออกมา แสดงให้เห็นคนชั้นกลางอเมริกัน จำนวนกว่า 7 million ค้างจ่ายค่างวดของหนี้รถยนต์(auto loan payments) เกินกว่า 90+ วันขึ้นไปเพิ่มจากช่วง 5ปีก่อนหน้าพอควร และเข้าใกล้ระดับตอนช่วงวิกฤติการเงิน ด้านกูรูมองว่าเกิดจาการขาดรายได้มาผ่อนชำระ สะท้อนความไม่ปกติในกำลังซื้อของเศรษฐกิจระดับล่าง นอกจากนี้ กูรูยังแนะนำให้จับตาตัวเลขอื่นๆอย่างหนี้ผ่อนบ้าน , หนี้บัตรเครดิต และหนี้กู้ยืมด้านการศึกษา ก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างตึงเช่นกัน อ้างอิงจาก https://libertystreeteconomics.newyorkfed.org/2019/02/just-released-auto-loans-in

Major Asset Classes 2018 Performance

พอดีเมื่อวานมีน้องท่านหนึ่งของข้อมูล return ของ asset class สรุปปี 2018 เอาไว้ วันนี้ผมเลยนำภาพกราฟิกสรุปจาก visualcapitalist มาแปะไว้ให้ จากภาพจะเห็นกลุ่ม currency ปี 2018 อาการไม่ค่อยดี แถมฉีกกว้าง (ปกติถ้าแกว่งแคบ range ไม่กว้าง,จบปี return ไม่สูงเกิน 1SD พวกนี้จะทำรอบเล่นกับ volatile ได้ดีกว่า การเคลื่อนที่ไปด้านใดด้านหนึ่งของราคาตามโมเมนตรัม ถ้าใครจับทางถูกก็ได้ผลตอบแทนมากตาม เช่นเดียวกันถ้าผิดก ็ขาดทุนหรือรับผลการโตของ DD ไป) สิริสกุลใหญ่ติดลบ CAD -6.3% , AUD -9.9%, GBP -5.9% ด้าน USD +4.6% ด้าน asset ทั่วไป VC จัดอันดับผู้ชนะและผู้แพ้ไว้ พวกนี้คือ extreme ปกติถ้าใครจับถูกก็กำไรงาม จับผิดก็โดนหนัก ด้านผู้ชนะราคาเติบโตในปี 2018 ได้แก่ หุ้น AMD +79.6% เช่นเดียวกับกลุ่มคลาสิก ประเภท ไวน์สะสมเก่าๆ ,งานศิลปะ ด้านผู้แพ้ที่ราคาถดถอยหนักได้แก่ หุ้นเก่แก่ 100 ปีอย่าง GE -56.6%, หุ้นซอส heinz -44.7% และขาดไม่ได้คือ bitcoin -75.4% อ่านข้อมูล asset class อื่นๆเพิ่มเติม จาก https://www.visualcapitalist.com/how-every-asset-class-currency-and-sector-performed-in-2018/

Venezuela Crisis 2019

สถานการณ์ใน Venezuela ก็เข้มข้น ตอนนี้มีการประท้วง ปะทะมีคนเจ็บ ล้มตายเกือบทุกวัน ประเทศ Venezuela แยกสองขั่ว มีสองประธานาธิปดี ฝั่ง Juan Guaidó ก็สามารถเรียกประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจ Hyperinflation และความยากลำบาก คนตกงาน ไม่มีอาหารกิน ออกมาประท้วงได้จำนวนมากหลายหมื่นตามท้องถนนและสถานที่ต่างๆ แถมยังได้กระแสสนับสนุนจากหลายประเทศ ทั้งยุโรป และสหรัฐ ด้าน Nicolas Maduro ยังครองอำนาจ กำลังทหาร บวกได้การสนับสนุนจาก รัสเซีย ประเ ด็นน่าสนใจจากรายงานการวิเคราะห์นี้คือ Venezuela อาจจะไม่จบง่ายๆเพราะมาถึงจุดที่ประชาชนเหลืออด แน่นอนว่า Juan Guaidó อาจจะล้มเหลว แต่ก็จะมี คนต่อๆไป กล้าขึ้นมาท้าทายอำนาจของ Nicolas Maduro เพราะได้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากและชาติประชาธิปไตย อย่างสหรัฐ ยุโรป หนุนหลัง อีกประเด็นเป็นเรื่องสงครามตัวแทน ระหว่างสหรัฐ และรัสเซีย(+จีน+บราซิล) ซึ่งรัสเซียไม่ต้องการสูญเสียอิทธิพล ในทวีป(ด้านพันธมิตรและจุดยุทธศาสตร์ทางการทหาร)และผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำมัน จำนวนมากใน Venezuela ซึ่งเชื่อกันว่า ถ้ามีการปรับปรุงแท่นเจาะหรือลงทุนเทคโนโลยีใหม่ Vene

สถานการณ์ภาคอสังหาฯออสเตรเลีย

หน้าที่ของเราคือ หาข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเตรียมตัวรับมือกับ risk ที่อาจจะเกิด แน่นอนว่ามันอาจจะเกิดหรือไม่เกิด เกิดหนักเกิดเบาอันนั้นก็คงต้องเป็นเรื่องของอนาคตสำหรับส่วนตัวผมไม่คาดเดา แต่เน้นการเตรียมพร้อมรับมือมากกว่า ที่น่าสนใจคือตั้งแต่ปลายปี 2018 ภาคอสังหาของออสเตรเลีย ดูเหมือนจะเป็นประเด็นร้อนที่มีการกล่าวถึงหนักขึ้นเรื่อยๆ มาพร้อมตัวเลขราคาอสังหาในเมืองใหญ่ เช่น ซิดนีย์ ที่ถดถอยตกลงราวๆ -20% ที่น่าตกใจคือตั วเลขจากนักวิเคราะห์บางกลุ่มที่ออกมาประมาณว่า ตัวเลขการกู้เงินเพื่อผ่อนบ้านมีจำนวนไม่น้อยที่ประสบกับปัญหา และมีตัวเลขการเพิ่มของผู้กู้/จำนองบ้านรอบ 2 สิ่งที่หนักไปกว่านั้น กูรูมองว่าบ้านหลายแสนหลังที่ราคาตกลงหนักต่อเนื่อง แม้เจ้าของบ้านจะขายบ้าน ที่ราคาตลาด ณ ปัจจุบัน ยังต้องติดหนี้ธนาคารผ่อนชำระยอดเงินต้นต่อ ผมไม่ลงตัวเลขที่ประเมินเพราะเดียวจะ panic อยากทราบลองดูในคลิปรายการ 60 Minutes Australia ซึ่งนำเสนอประเด็นปมปัญหาในภาคอสังหาของออสเตรเลีย ทั้งเรื่องอาคาร ample tower ที่เกิดร้าวหลังเปิดได้ไม่ถึงปี จนต้องอพยบคนออก ทำให้นักลงทุนจำนวนมากขาดทุนหนัก และปัญห