วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

จิตวิทยาการลงทุน

สองสามวันที่ผ่านมาดัชนี SET ร่วงลงมาอย่างรุนแรง ส่งผลให้หุ้นรายตัวต่างพุ่งดิ่งลง แบบแดงกันเกือบทั้งกระดาน เหตุการณ์แบบนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งถ้าท่านได้ลงทุนในตลาดหุ้นนานขึ้น ท่านจะเคยชินและตกใจน้อยกว่าน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสู่ตลาด แต่แน่นอนว่าไม่ว่าหน้าเก่าหรือหน้าใหม่การที่เห็นดัชนีหุ้นของตัวเองถูกกระหน่ำเทขาย แบบไม่ลืมหูลืมตาย่อมก่อให้เกิดผลทางจิตใจ และแน่นอนครับว่าเจ้าผลกระทบทางจิตใจนี้เองที่ มีผลต่อการกำไร หรือขาดทุนของเรา 

เพราะเมื่อจิตใจเราโดนครอบงำด้วยอารมณ์ความกลัว ความตื่นตะหนก บวกกับจิตวิทยาหมู่ของตลาด มันทำให้การตัดสินใจของเรานั้นเกิดจากอารมณ์ มากว่าเหตุและผล ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ผมขอเอาประสบการณ์จากเพื่อนๆ และตัวเอง(ในอดีต) มาสรุปไว้ให้อ่านว่า จิตวิทยาจะมีผลยังไงต่อการลงทุนของท่านบ้างในวันแดงเดือดแบบนี้






1. ขายตามคนอื่น
อันนี้เป็นเรื่องของสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนโดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่ และหน้าเก่าที่ขี้ตกใจกระทำกัน โดยเรามักจะรีบขายหุ้นตัวที่ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว ติดลบมาก และมี การโยนขายแบบไม้ใหญ่ๆต่อเนื่อง

การขายแบบขาดสติเพราะคิดว่าหุ้นตัวนั้นย่อมเกิดปัญหา แต่เราอาจจะไม่รู้ถึงได้โดนคนส่วนมาก(ดูจากปริมาณการขาย)ขายทิ้ง ซึ่งความคิดนี้อาจจะทำให้เสียโอกาสโดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาว ที่ขายเพราะอารมณ์ชั่ววูบ โดยลืมที่จะวิเคราะห์หรือพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งส่วนมากคนที่ขายตามน้ำแบบนี้มักจะไม่สามารถเก็บหุ้นกลับมาได้เพราะ จะเกิดความกลัว ขยาดที่จะเก็นหุ้นที่ตกลงมากๆกลับมา

พอคิดว่าจะซื้อ volume ก็เข้าแบบทะลักไล่ราคาขึ้นมาสูงแล้ว ทำให้เสียหุ้นไป พลาดโอกาสการลงทุน

2. ไม่เป็นไรถ้ามีเพื่อน
คนเรามักจะทำอะไรตามๆกันเพราะว่าจะรู้สึกว่าปลอดภัย เช่นเวลาเราข้ามถนน ถ้ามีเพื่อนข้ามหลายๆคน เรารู้สึกว่าปลอดภัย เสี่ยงน้อยลงแท้จริงแล้วมันก็อาจจะไม่ใช่ เสี่ยงเท่าเดิม
กรณีแบบนี้พบได้ในการลงทุนเช่น ถ้าเราซื้อหุ้น A และหุ้นมันเกิดลง เร็วๆ แต่เราอาจจะยังทนถือไม่อยากขาดทุน ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อนเรา คนที่เรารู้จักก็ยังถืออยู่ ยังไม่ขายทั้งที่จริง สุดท้ายก็ตายหมู่ครับ

หรือกรณีการซื้อหุ้น เรามักฮึกเหิมซื้อตามเพื่อน ตามคนอื่นๆ มาร์กระซิบบอกว่า นี้ทุกคนเค้าซื้อกันนะค่ะ เราก็จะประมาท ไม่วิเคราะห์อะไรกลัวตกรถซื้อตามไป สุดท้ายก็ขาดทุน แต่จะรู้สึกดีเพราะมีเพื่อนขาดทุนด้วยเยอะไม่เสียหน้า (ฮา)

3. ใครว่าข้าไม่เก่ง
ผมเชื่อว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อย มักมีระดับการศึกษาที่ดี และหลายคนประสบความสำเร็จในสายอาชีพ รวมถึงประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมาก่อน ดังนั้นเมื่อเข้ามาลงทุนในตลาดจึงเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป บวกกับการหาเงินได้บางครั้ง (ครั้งสองครั้งแรก) ได้ง่ายจากการลงทุนทำให้ย่ามใจและประมาท ที่น่ากลัวคือประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ส่งผลให้ขาดทุนและล้มเหลวในการลงทุน
สาเหตุหลักๆคือชุดความรู้ที่ใช้ในการลงทุน มันเป็นคนละชุดความรู้ในการดำเนินชีวิต ดังนั้นต้องระลึกเสมอว่าเมื่อท่านเพิ่งจะเริ่มลงทุน จงอย่าประมาทกับตลาดหุ้น แม้จะจบ ดร. หรือประสบความสำเร็จสักแค่ไหนก็จงเจียมตัวและเปิดใจที่จะเรียนรู้ชุดความรู้ใหม่ๆ เหมือนกับวันแรกที่เราเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

เพราะที่นี้คือสนามรบ เงินที่ท่านได้รับก็คือเงินของนักลงทุนคนอื่นๆที่ซื้อหุ้นตัวเดียวกับท่าน ในขณะเดียวกันคนอื่นๆย่อมจ้องที่จะงับเงินในกระเป๋าท่าอยู่เช่นกันเพราะฉนั้น ที่นี้จึงเป็นที่ที่แข็งขันกันสูง คนที่แข็งแกร่งและหาแนวทางระบบการลงทุนของตัวเองเจอเท่านั้นถึงจะอยู่รอดระยะยาวครับ

4. อย่ามีอคติ
อคติเป็นเหมือนงูพิษข้างบ้าน หอกข้างแคร่ที่คอยทำร้ายเราเสมอ คนส่วนมากมันเลือกฟังแต่สิ่งที่ตนเองชอบและเชื่อ จนละเลยข้อมูล ข่าวสารอีกด้านทำให้เกิดความผิดพลาด เช่น ถ้าท่านเชื่อว่าหุ้น BB จะขึ้น(เพราะท่านซื้อไว้แล้ว) ท่านก็จะเชื่อแบบนั้น จะซื้อเพิ่มเมื่อมีข่าวดี แต่จะละเลยและไม่สนใจเมื่อมีข่าวร้าย หรือเมื่อมีคนมาวิเคราะห์ วิจารณ์ทางด้านลบ

สุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏ ความหายนะก็มาเยือน คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ออกจากหุ้นตัวนี้ ท้ายสุด หรือไม่ก็ทนติดดอยไปจนตาย

5. เก็บตัวแดง ขายตัวเขียว
แนวคิดนี้เหมือนสัจธรรมของการลงทุนในหุ้น คนทั่วไปมักจะเลือกทำตามจิตวทยาในลักษณะที่เป็นบวกต่อจิตใจ การขายหุ้นที่กำไรในพอร์ต จะทำให้เรารู้สึกภูมิใจ สามารถคุยบอกใครได้ อย่างน้อยก็คิดว่ามาร์จะรู้และชมเราว่าเราเก่ง แต่ขณะเดียวกันจะเก็บหุ้นขาดทุน ติดลบถล่มทลายไว้ในพอร์ต เพราะเชื่อว่าสักวันมันจะกลับขึ้น สักวันมันจะเขียว(ไม่ขายไม่ขาดทุนโว๊ย) จนเกิดความเสียหายจำนวนมาก นักลงทุนมักคิดว่าขาดทุนมันจะเจ็บในช่วงแรก(แป๊บเดียว) ทนผ่านอาทิตย์แรกได้ก็จะสบาย ชิวๆ

แท้จริงแล้ว การที่เราตัดสินใจผิดซื้อหุ้นไม่ดี ทั่วไปการขาดทุน 10% เพียงพอแล้วที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์เพราะการ ถือหุ้นที่ผิดทางไปเรื่อยๆความเสียหายจะลุกลาม และโอกาสกลับขึ้นมาก็จะน้อยหรือใช้เวลานาน ส่วนหุ้นตัวที่เขียวนั้น มักจะเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโต และมีการเพิ่มขึ้นของราคาได้อีก ซึ่งควรค่าแก่การถือไว้มากกว่าในอนาคต

6.จังซี่มันต้องถอน

เวลาขาดทุน จังซี่มันต้องถอน จังซี่มันต้องถอน ขาดทุนรอบแรกไม่หน่ำใจโทษดิน โทษฟ้า โทษเจ้ามือ พยายามถอนทุนด้วยการซื้อเข้าไปอีก จัดหนักเป็นสองเท่าเพื่อเอาของเก่าคืน สุดท้ายก็ขาดทุนหนักกว่าเดิม ต้องมาร้อง รู้งี้ รู้งี้อีก

เพราะเมื่อคุณพลาด สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าพลาด ขาดทุนเพราะอะไร ระบบการเทรดมีปัญหาหรือไม่ ควรหยุดเพื่อตรวจสอบ หรือไม่ก็ควรเทรดในอัตราที่น้อยลงเพื่อพิสูจน์ตรรกะการตัดสินใจ ถ้าพลาดอีกต้องปรับปรุง อย่าปล่อยให้ความโกรธ โทสะครอบงำจิตใจ อารมณ์มันจะปกคลุมความสามารถในการตัดสินใจแบบเป็นเหตุเป็นผล สุดท้ายก็เน่าสนิท ควรตั้งสติและรวบรวมสมาธิ ให้อยู่ในระบบของเราและแก้ไขข้อผิดพลาดดีกว่าการไป ฝืนจะเอาชนะ เพราะทำเท่าไหร่ก็จะมีแต่แพ้ครับ

7.อย่าติดกับอดีตมากเกินไป
ระบบคิดของคนส่วนใหญ่มักใช้การเปรียบเทียบมาเป็นตัวตัดสินใจลงทุน ซึ่งก็มีข้อเสียตรงที่ถ้าเราไม่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน หรืออ่านเกมส์ไม่ขาด เราจะกลายเป็นเหยื่อ

หลายครั้งที่ คนมักจะไม่ซื้อหุ้น เพราะอดีต(การลงทุนครั้งก่อน) เคยซื้อหุ้นตัวนี้ในราคาที่ถูกกว่า หรือ ไม่ขายหุ้นตัวนี้ เพราะอดีตเคยขายในราคาที่สูงกว่า ความคิดแบบนี้ทำให้เสียโอกาสในการลงทุน พลาดโอกาสการทำกำไร เพราะไปยึดติดกับราคาเก่า เช่นเคยซื้อหุ้น A ที่ 18 (รอบที่แล้ว สัปดาห์ก่อน) ปัจจุบันราคา 25 บาทจอดนิ่งๆคุณก็จะไม่ซื้อ พยายามรอให้ลงมา และแล้วหุ้นก็วิ่งไป 30 35 บาท(ตกรถ) หรือซื้อหุ้น BB และถือจนราคามาที่ 40 บาทก็ไม่ขาย เพราะรอบที่แล้วเคยขายได้ที่ 50 บาทเป็นต้น จนราคาวิ่งลงทดสอบแนวรับ ลงไปเรื่อยๆ (ติดดอยทันที)

คนส่วนใหญ่คิดว่า จะกำไรต้องซื้อถูก-ขายแพง แท้จริงแล้วถ้าเราจะเล่นในเกมส์เก็งกำไร การซื้อแพง ขายแพงกว่า ก็สามารถสร้างโอกาสชนะได้มากกว่าด้วยซ้ำ การเก็งกำไรมันขึ้นกับ demand supply ซึ่งในเวลาที่ต่างกัน ผลย่อมต่างกันซึ่งจะสะท้อนออกมาในการซื้อ-ขาย ถ้าราคาวิ่งขึ้นสูงแต่มีแรงขับมาก การซื้อหุ้นในราคาสูงเพื่อ ขายในราคาที่สูงกว่า ย่อมได้กำไร และมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าการไปรอคอยให้หุ้นวิ่งลงไปหาคุณที่จุดต่ำสุดเดิมที่เคยซื้อ


สรุป
ก่อนจบขอฝากคำพูดของ อาจารย์ชาลี มังเกอร์ ว่า "ถ้าต้องการชนะในเกมทุกอย่าง ต้องเอาชนะตัวเองก่อนเสมอ" การลงทุนให้ประสบความสำเร็จ 60% คือจิตวิทยาการลงทุน 20% คือเทคนิคการเทรด(การวิเคราะห์พื้นฐาน หรือ วิเคราะห์ทางเทคนิค) สุดท้าย 20% คือการบริหารจัดการเงินทุน(Money Management)

ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าคุณเล่นหุ้นไม่เก่ง ลงทุนไม่เก่งไม่ต้องไป ใฝ่หาอะไรมากหรอกครับ นุ่งขาวห่มขาว หันหน้าเข้าวัดฝึกปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิดูจิต ดูอารมณ์คุณ เอาชนะและจัดการอารมณ์คุณได้ เท่ากับคุณมีโอกาสระสบความสำเร็จแล้วครับ

แถมอีกสักนิดเอาไว้ให้อ่านกัน บทความวิชาการ เรื่อง "การศึกษาจิตวิทยาการลงทุนของนักลงทุน: กรณีของนักลงทุนไทยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( A Study of Investors’ Psychological Investment: A Case of Thai Investors in the Stock Exchange of Thailand" ) ของคุณ สุทธินันทน์ พรหมสุวรรณ ลองอ่านเพื่อเป็นแนวทางนะครับที่

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต