วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

คุณหมกมุ่นเกินไปหรือเปล่า???

บ่อยครั้งที่ผมมักเจอนักลงทุนรายย่อยหลายคน active กับการเล่นหุ้นมากจนรู้สึกว่ามันเยอะไป อันนี้ผมไม่ได้คิดจะตำหนิว่าไม่ดี แต่อยากนำมาตั้งคำถามและชวนให้คิดกัน ถ้าคุณเข้าข่าย ตั้งหน้าตั้งตาจะหาหุ้นเด็ดเพื่อซื้อมาครอบครองทุกวัน ลองมาปรับเปลี่ยนวิธีลงทุนดูหน่อยไหมครับ






เล็กสั้นขยัน Match
ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า อาการที่คนส่วนใหญ่เป็นมักจะเป็นการอยากทำกำไร อ๊ะ!! แล้วผมไม่เป็นหรือ ผมก็เป็นแต่โรคอยากทำกำไรมากจัด มันเหมือน การเสพติดความสำเร็จ ได้เท่าไหร่ไม่สำคัญขอให้ได้ก็ สุโค่ยแล้ว อิ่มเอิบใจเอาไปอวดเพื่อนๆได้ จะเสี่ยงแค่ไหนไม่เป็นไรขอแค่ไม่อยากตกรถก็พอ 


บ่อยครั้งเราจะเห็นคนที่พยายามหาหุ้นมาเล่นได้ตลอดเวลา ประมาณว่า พอร์ตไม่แห้งกันเลยทีเดียว ออกแนว money never sleep  อยากซื้อขายหุ้นทุกวัน ได้ match แล้วมีความสุข เหมือนประหนึ่งว่าฉันขยันทำงาน 


ผมเองกลับคิดว่ามันอันตรายนะ เพราะเมื่อเรามีความคิดแบบนี้ มันส่งผมให้เกิดการอยากซื้อหุ้นมาก จนเรามองข้ามความละเอียด และเกิดความประมาทไป ทำให้ไม่มีความอดทน ไม่รู้จักรอ จิตใจเราจะรวนเรเกตุง ไปตามคำชักชวน คำบอกเล่าของคนอื่นๆ ประมาณว่าตัวไหนดี พี่เอาหมด ซื้อไปแล้ว กำไรสี่ช่องแล้วก็ดอยกองเต็มพอร์ต 


เริ่มต้นจากการเปลี่ยนความคิ
การเล่นหุ้นแบบนี้มักจะเป็นหุ้นที่นักลงทุนชอบไปเก็งกำไร ทั้งที่ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอหุ้นตัวนั้นเลย เหมือนผู้หญิงที่ ยังไม่เคยคุยกันมาก่อน ท่านก็ชวนไปเที่ยวคอนโดซะแล้ว แบบนี้อันตรายนะครับ !!! เพราะการไปเล่นหุ้นตามข่าวหรือ ปัจจัยบวก ที่เราไม่รู้จัก เพียงเพื่อหวังว่าจะไม่ตกรถ มันทำให้คนชอกช้ำใจมานักต่อนักแล้ว ยิ่งประมาท ยิ่งคิดว่าดี จิตยิ่งปรุงแต่งไป ผลก็คือขาดทุน ติดดอย เสียเงินเปล่า หรือถ้าโชคดีก็ได้กินคำเล็ก แต่คนที่ได้ประโยชน์ตัวจริงก็คือมาร์เก็ตติ้ง เพราะยิ่งเราขยันซอย ออกแรงซื้อขาย มากเท่าไหร่ เขายิ่งได้ตังค์ ชิมิ ชิมิ 


ลองเปลี่ยนตัวเองเถอะครับ หันมาเล่นหุ้นเก็งกำไรแบบมีคุณภาพ(ฟังดูดี) อย่าไปเน้นปริมาณจำนวนครั้งที่ซื้อขาย มันคล้ายกับการเหวี่ยงแห เลิกสนใจความคิดคนอื่นๆที่จะมองว่าเราตกรถ ป๊อด ใจมด หัดปฏิเสธ ไม่ต้องเกรงใจคนที่เชียร์หุ้น ที่สำคัญต้องไม่หลงไปกับกระแสวูบวาบของหน้าจอโปรแกรมซื้อขายหุ้นที่ เล้าอารมณ์ทำให้เราอยากซื้อ อยากโดดไปมีส่วนร่วม โดยเฉพาะหุ้นที่บวกเยอะๆ ราคาวิ่งขึ้นรวดเร็วพวกนี้อันตรายดีนักแล


เลือกหุ้นที่คุณชอบ
แทนที่จะเป็นชาวไล่ ไล่ซื้อหุ้นเด็ดตามข่าวตามเพื่อน ตามฝูง ลองหันมาเปลี่ยนเป็นการเลือกหุ้นที่เรารู้จัก หรือหุ้นที่เหมาะกับเรา ถ้าไม่มีเวลาติดตามหุ้นมาก ก็เลือกหุ้นที่เบต้าน้อยๆ ไม่หวือหวา แต่ที่สำคัญ ลองหารายชื่อหุ้นที่นิยม ตัวเล็กตัวใหญ่ กระจายกลุ่มอุตสาหกรรมไป มาสัก 10 ตัว(อย่ามากไปเพราะท่านจะติดตาม ไม่ไหว) แล้วเริ่มจากตรงนั้นเป็น watch list สามารถปรับเปลี่ยนหุ้นใน watch list ได้แต่ไม่ควร เกินสัปดาห์ละครั้ง 


ทำความรู้จัก
ผมมองว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยที่เราจะนำเงินไปซื้อ ขายหุ้นที่เราไม่รู้จัก บ่อยครั้งมากแค่มีข่าวดีมาเราก็ซื้อหุ้นตามทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า บริษัทนั้นทำธุรกิจอะไร แล้วสิ่งที่บริษัทผลิตและขายมันคืออะไร เห็นแต่คนบอกว่าดี ว่าดีก็แห่ตามกันไป ดังนั้นจงอย่าละเลยที่จะทำความรู้จักกับบริษัท ที่เราจะเข้าไปซื้อหุ้น โดยเราสามารถจะรู้จักบริษัทนั้นได้จาก รายงานของนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่างๆ ,จากแบบ 56-1 ปีล่าสุดของบริษัท หรือจะลึกซึ้งไปเลยกับงบการเงิน(อันนี้นักเก็งกำไร ระยะสั้นอาจจะไม่เหมาะเพราะใช้เวลามากเกินไป)


รายงานของนักวิเคราะห์
รายงาน บทวิเคราะห์เหล่านี้ ไม่ใช้แค่เพียงไปเปิดดูว่าควรซื้อหรือขาย ราคาเป้าหมายแค่นั้น ผมว่าตรงนั้นมันเป็นกระพี้ แต่สิ่งที่ควรให้เวลาในการอ่านคือ การดูโอกาสทางธุรกิจของบริษัท การเติบโต การขยายงาน หรือแม้แต่ปัจจัยบวก ปัจจัยลบที่จะมาถึง นักวิเคราะห์มักจะมีโอกาสได้ข้อมูลเชิงลึก ได้ไปดูกิจการ หรือแม้แต่พูดคุยทำความรู้จัก ดูวิสัยทรรศของผู้บริหาร ดังนั้นการรายงานเหล่านี้จะทำให้ เราเห็นภาพและรู้จักบริษัทได้ดีมากขึ้น แต่แน่นอนว่าไม่ควรอ่านบทวิเคราะห์ที่มีการใส่ความคิดเห็นในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ประเภทที่เชียร์สุดใจ ก็ไม่ควร ควรเลือกอ่านเฉพาะ ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจะดีที่สุด


แบบรายงาน 56-1 
ผมเชื่อว่าหลายคนที่เล่นหุ้น ยังไม่รู้จักแบบ 56-1 เพราะเราไม่ได้ใส่ใจตัวกิจการ หรืออยากจะทำความรู้จักกับหุ้น รายงาน 56-1 เป็นรายงานรายปีที่สรุป รายละเอียดการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และอื่นๆไว้ ทำให้เราได้เข้าใจตัวธุรกิจมากยิ่งขึ้น 


ดาวน์โหลดแบบ 56-1 ได้จาก SET

บางท่านอาจจะคิดว่า เฮ้ยเรามันนักเก็งกำไรจะไปรู้ละเอียดทำไม แต่เชื่อผมเถอะครับ สิ่งที่ท่านต้องรู้คือ ต้องสังเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าอะไรมันเป็นปัจจัยบวก ปัจจัยลบต่อกิจการ ซึ่งจะมีผลต่อราคาหุ้น เช่น ราคาวัตถุดิบ, ราคาผลิตภัณฑ์, อัตราดอกเบี้ย, อัตราแลกเปลี่ยน, ราคาที่ดิน ราคาวัสดุก่อสร้าง, ภัยธรรมชาติ,โรคระบาด เป็นต้น 


การรู้ปัจจัยเรานี้ทำให้เราเก็งกำไร และวิเคราะห์หา คุณภาพของแนวโน้มราคาได้ดีมากขึ้น (มีโอกาสจะมาเขียนเรื่องคุณภาพของแนวโน้มให้ฟัง ) เช่นบริษัทก่อสร้าง ถ้าราคาเหล็กเส้นสูงขึ้น เนื่องจากเหล็กขาดแคลน แบบนี้ก็จะส่งผลลบต่อราคาหุ้น ด้านจิตวิทยาและต้นทุนที่สูงไปกดดันผลประกอบการ ราคาที่คาดหวังในอนาคตก็จะลดลง เห็นไหมครับว่ามันสัมพันธ์กัน ถ้าท่านรู้จะได้เปรียบ ยิ่งถ้าท่านอ่านข่าวทั่วไป ฟังคุณสรยุทธพูดหรือดูข่าวภาคค่ำมาก ก็ยิ่งทราบความเป็นไป หรือเกิดสะดุดใจกับเรื่องปัจจัยเหล่านี้ที่จะกระทบกับหุ้น ดังนั้นโอกาสเก็งกำไร หรือคาดการณ์อนาคตก็จะมากตาม 


ติตตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อได้เลือกดี และได้ทำรู้จักลึกซึ้งกันแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการ หาจังหวะซั่ม เอ้ย จังหวะซื้อ การจะรู้ว่าจะซื้อตอนไหนก็สามารถใช้กราฟราคา มาช่วยหาสัญญาณซื้อได้ อธิบายภาษาง่ายๆก็คือหาจังหวะที่ราคามันถูก และเริ่มจะขึ้นนั้นแหละครับ 


แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ ต้องรอ และติดตามอย่างใกล้ชิด จนโอกาสมาถึง เราต้องหมั่นดูกราฟ ติดตามราคา ที่สำคัญคืออย่าไปคล่อมจังหวะ หรือคล่อมรอบ ประเภทที่รีบเกินไป ติดดอยก็เยอะแล้ว โดยเฉพาะการโดดไปคล่อมในจังหวะ sideway แล้วเราติดไปตอนขาลง แบบหุ้นลงยังมีเรา นี้แหละน้ำตาตกมาเยอะแล้วจริงๆ

เริ่มจาก นิยามแนวโน้ม(Trend) ของราคาให้ได้ก่อน แล้วเราอาจจะใช้พวก indicator ในการติดตามจังหวะซื้อให้แน่ใจอีกสักครั้ง แต่ที่สำคัญคือ ความอดทน ไม่จำเป็นต้องรีบไล่ซื้อ เพราะราคาจะแกว่งตัวขึ้นลงเป็นรอบเสมอ  แต่ก็อย่าประมาท ควรมั่นดูราคาทุกวันนะครับ 


นอกจากนี้ต้องตามข่าว ที่จะมีผลต่อผลประกอบการและการดำเนินกิจการของหุ้นด้วยเสมอครับ เมื่อทุกอย่างลงตัวก็ซื้อ และก็ถือรอ let profit run ไปจนกว่าจะมีสัญญาณขาย ทำแบบนี้ การซื้อ ขายก็จะมีคุณภาพ แบบที่เรียกว่าน้อยแต่มากครับ


โปรแกรม Stock Bookmark เครื่องมือช่วยติดตามราคาและข่าวของหุ้นที่เราสนใจ

ตัวอย่างการใช้งานโปรแกรมในการติดตามหุ้น

สรุป 
การซื้อขายหุ้น ไม่จำเป็นต้องทำบ่อย หรือซื้อทุกขาย ทุกวัน หาหุ้นที่เราถนัดและสามารถติดตามได้อย่างเหมาะสม ทำความรู้จักมัน อ่านข่าว หาข้อมูลปัจจัยที่จะมีผลต่อราคา อดทนรอ แล้วเลือกจังหวะที่ดี เพื่อได้โอกาสซื้อขายที่ได้กำไรมากที่สุด แน่นอนว่าการติดตามอย่างใกล้ชิดเท่านั้นที่จะช่วยให้เราได้โอกาสดีๆมาครองครับ และจะเป็นการซื้อ ขายหุ้นแบบมีเหตุมีผล รู้ว่าซื้อทำไม และขายทำไม ทำแบบนี้ประจำ เราก็จะสามารถเรียนรู้และพัฒนาฝีมือได้เองครับ