วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

เมื่อ IDOL กลายมาเป็น CEO

ผมเชื่อเสมอว่าชีวิตหนึ่งของคนเราที่เกิดมา ย่อมต้องมีความฝัน ความฝันทำให้เรามีเป้าหมาย และที่สำคัญเราต้องมีต้นแบบหรือ IDOL ของตัวเอง จริงๆแล้ว IDOL ของเราก็ไม่ได้ต่างกับซีม่าโรชั่นที่คันก็ต้องทา มันมีความจำเป็นในช่วงเวลาชีวิตที่ท้าทาย ช่วงชีวิตที่เรากำลังค้นหาความหมาย ค้นหาเข็มทิศ สำหรับผมมันคือช่วงชีวิตที่ออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัย มาเจอกับโลกความจริง ถ้าเราไม่มีหลัก ไม่มีคนสอนวิธีคิดผมเชื่อว่าการเดินทางมาถึงวันนี้คงยาก


ถ้าท่านบ้านรวย พ่อแม่สปอยให้ได้ การที่ต้องขวนขวายหาอนาคตอาจจะไม่จำเป็น แต่ถ้าเป็นเพียงคนต่างจังหวัดธรรมดาที่เข้ามาหาโอกาสดีๆในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ การมีเป้าหมายและกลยุทธในการดำเนินชีวิตผมคิดว่าจำเป็น บางครั้งการตั้งเป้าหมายอาจจะไปไม่ถึงก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อมีเป้าหมายย่อมต้องมีเส้นทางที่ก้าวเดินไป เส้นทางนั้นจะทำไม่ให้เราหลงทาง หลงทางไปกับแสงสีและความสนุกกินไอของทุนนิยมที่ทำให้เราติดกับ ถ้านึกไม่ออกว่ามันเป็นยังไง ผมอยากให้ลองมองตัวละครที่สร้างความสุขหรรษาให้เราทุกวันพฤหัสในเรื่อง "เป็นต่อ"
ถ้ามองคนที่สนุกแต่ไม่มีการวางแผน ตัวละครที่สะท้อนได้เด่นชัดน่าจะเป็น ไอ้วอก พี่อู๊ด และพี่ยม สามตัวละครนี้มีความสุขสนุกสนาน ทำงานไปวันๆตกเย็นกินเหล้า เข้าพับ หลีหญิง ไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความมั่นคง เป็นโรคหนี้อุดตันในกระแสเลือด ถามว่ามันผิดไหมคำตอบคือไม่ผิดถ้าเราเลือกจะสนุก เพราะมันเป็นความสุขที่ฉกฉวยได้ง่ายเบื้องหน้า แต่เมื่อวันเวลาของมันผ่านไปแล้ว ความทุกข์ย่อมก่อตัวขึ้นมาแบบเมฆดำ ดังนั้นการใช้ชีวิตไปวันๆจึงถือว่าเป็นความเสี่ยงเพราะขาดหลักยึดในการดำเนินชีวิต



MY IDOL
ไอดอลคนหนึ่งของผมคือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ เรียกได้ว่าโตมากับผลงานของพี่จิก ตั้งแต่เพลงของเฉลี่ยง,สามโทน,ตัวละครแบบแม่เภา,สุธีและตัวหนังสือสนุกๆ มองโลกในด้านดีจากคอลัมภ์คุยกับประภาส ผมชอบวิธีคิดแบบพี่จิกที่นำมาปรับใช้ในชีวิตได้จริง แบบเป็นธรรมชาติมันเป็นการมองปัญหาในแง่ดี ใช้ความคิดสร้างสรรค์แบบไม่ยึดกับกรอบและทำให้เราก้าวข้ามอุปสรรค์ไปได้ ที่สำคัญผมชอบตรงที่พี่จิกมักสนับสนุนให้กล้าฝัน ความฝันเป็นสิ่งที่ไม่ตาย และพับเก็บได้เมื่อใดถึงเวลาของมันมันจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ผมมีโอกาสได้คุยกับพี่จิกตัวเป็นๆอยู่ 1 ครั้งในงานสัปดาห์หนังสือ ถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆไม่ถึง 10 นาทีแต่ผมว่ามันเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก สิ่งที่ผมคิดว่าคนทั่วไปในวัยเท่าพี่จิก ในวันที่ตีนกาพาดผ่านบนใบหน้าหลายริ้ว พลังและไฟในตัวถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ การรักษาพลังงานนั้นไว้ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ยาก โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้วน่าจะทราบ แต่พี่จิกทำได้และมีอยู่ 


วิธีคิด
ผมชอบอ่านคอลัมภ์คุยกับประภาส มากเรียกได้ว่าพยายามจะตามอ่านแทบทุกตอน เนื่องจากคำถามและปัญหาที่พี่จิกหยิบยกมา มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมและเรามีโอกาสต้องพบเจอ พอเจอแล้วสามารถกลับมาอ่านดูคำตอบที่พี่จิกตอบไว้ เราจะทราบถึงวิธีคิดในการแก้ปัญหาและมองปัญหานั้น แต่แน่นอนว่า Solution ไม่มีใครคิดให้เราได้ เราต้องคิดและตัดสินใจเองเสมอ แต่ถ้าเรามีวิธีคิดที่ดีแล้วปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ บางเรื่องเป็นคำถามพื้นฐานที่หลายคนอาจจะตั้งคำถามมาทั้งชีวิตเช่น มนุษย์เกิดมาทำไม? คำถามเหล่านี้แหละครับเป็นคำถามที่กำหนดชะตาชีวิตและเป้าหมายชีวิตของคนได้ แต่พี่จิกไม่ได้ตอบแล้วถูกหรือนำไปใช้ได้ แต่พี่จิกสอนให้คิด ถ้าเราเริ่มคิดและเริ่มหาคำตอบ วันหนึ่งคำตอบที่เหมาะสมกับตัวเรานั้นจะกลายเป็นตัวกำหนดกลยุทธในการดำเนินชีวิต จนพาเราไปสู่คำว่าประสบความสำเร็จตามที่เรานิยามไว้


ในการลงทุนก็เช่นกัน ก่อนจะเริ่มลงทุน ผมคิดว่าเราควรที่จะนิยามคำว่าประสบความสำเร็จในการลงทุนเสียก่อน เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดกลยุทธการลงทุนทั้งในเวลาระยะสั้นและระยะยาว ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ย่อมมุ่งหวังที่จะรวย แต่ผมก็เชื่อว่าบางครั้งถ้าเราลองถามตัวเองดีๆ คำว่ารวยอาจจะไม่ใช้คำตอบที่เราอยากได้ก็ได้ ผมเองคนหนึ่งแหละที่ไม่ได้อยากประสบความสำเร็จ หรือร่ำรวยหมื่นล้านแบบนักลงทุนท่านอื่นๆ ผมเองแค่อยากให้เงินมันงอกเงยบนการลงทุนแบบมีที่มีความสุขในชีวิตที่เป็นอยู่มากกว่า ดังนั้นตัวเงินจึงไม่ได้ทำให้ผมเกิดความโลภที่จะไป หรืออยากให้มันเป็น มากเท่ากับการได้เห็นพอร์ตลงทุนโตไปเรื่อยๆแบบยั่งยืนตามแผน โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับการลงทุน 



ผมเห็นเพื่อนนักลงทุนบางคน เล่นทั้งหุ้น ทั้ง future ตกกลางคืนเล่นทอง เล่น forex และเทรด commodity เรียกว่าอะไรที่มีคำทำแล้วว่ารวยเอาหมด วันทั้งวันแทบจะหมดเวลาไปกับการจ้องจอคอมพิวเตอร์แบบนี้ ก็สุดโต่งเกินไปถึงจะรวยจนประสบความสำเร็จด้านการลงทุนได้มีเงินพันล้าน แต่เชื่อผมเถอะว่า โอกาสที่จะล้มเหลวในชีวิตครอบครัว และสุขภาพ ก็มีสูง แทนที่จะมีเวลาได้อยู่ใช้เงินแบบยืนยาว อาจจะต้องเอาเงินที่หามาได้มาจ่ายค่าหมอรักษาโรคแทน


ชื่อ WORK ต้องน่าจะเวิร์ค สิ
พี่จิกเองนอกจากเป็นนักคิด นักเขียน ยังเป็น CEO ของบริษัทเวิร์ค พอร์ทอีกด้วยดังนั้นผมย่อมไม่รอช้าที่จะเลือก คนที่เป็น IDOL มาทำงานให้ตัวเอง (ฮ่า ฮ่า ฟังดูดีไหมครับ) ด้วยการซื้อหุ้น WORK ในครอบครอง โดยปล่อยให้ WORK นอนอ้อยอิ่งในพอร์ต VI มาเกือบสองปีแล้ว ยอมรับว่าผมเองมองพื้นฐานของ WORK แบบละเอียดตามประสายาจก ที่เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่า แถมซื้อหุ้นตอนราคาตก จนดีมานด์ต่ำแบบที่ไม่ต้องแย่งซื้อกับใคร ทำให้ผมได้หุ้น WORK สมใจแบบที่ไม่คิดจะขายทำกำไรตีหัวเข้าบ้าน ขอเลือกนอนกินปันผลยาวๆ แม้จะไม่มาก %yield แค่ 3.9% แต่เมื่อเทียบกับหนี้น้อย D/E = 0.18 และการค่อยๆโตไม่หวือหวาผมว่า ok เลย ส่วนหนึ่งคงเพราะผมเชื่อว่า ถ้า CEO ดีอนาคตบริษัทย่อมดี รายการดีๆที่ผลิตออกมาจากมันสมองของคนเก่งๆแบบไอดอลผมย่อมเติบโตและไม่มีการตกยุคตกสมัยอยู่แล้ว 


ผมขอยกตัวอย่างความละเมียดในการคิดทำรายการของพี่จิก จากบทสัมภาสของคุณหนุ่ม เมืองจันทร์ ที่ว่า 
รายการ "แฟนพันธุ์แท้" ที่มาแรงในวันนี้ "รู้ไหมว่าทำไมคนที่ตอบถูกบางคนจึงร้องไห้"
แน่นอน สำหรับ "ปราชญ์" อย่างผม คำตอบก็คือ "ส่ายหน้า"
"พี่จิก" บอกว่าในการแข่งขันจริง
คนนั้นใช้เวลาคิดนานกว่า 10 นาที
คิดแล้วคิดอีก พอเฉลยว่าถูกต้องจึงดีใจมากจนร้องไห้
"แต่ภาพที่ออกโทรทัศน์มันเพียงแค่นาทีเดียว"
หรือ "ชิงร้อยชิงล้าน" ที่เราเห็นตลก 3 ช่า
"หม่ำ-เท่ง-โหน่ง" ออกมาทีไร "ฮากลิ้ง" ทุกที

เคล็ดลับของทีมนี้ก็คือจะใส่มุขกันเต็มที่แบบไม่มียั้ง
เริ่มตั้งแต่มุข "คาเฟ่" เล่นเรื่องใต้สะดือและตีหัว
ที่ต้องเริ่มจากมุข "คาเฟ่" ก่อน
ก็เพราะเป็นมุขที่คุ้นเคย นำมาใช้เพื่อ "เผาหัว" ให้เครื่องร้อน
พออารมณ์ขำเริ่มมาจึงค่อยเข้ามุขจริง
เขาเล่นกันเต็มที่ยาวเหยียด
เพราะรู้ว่าเดี๋ยวจะมีทีมตัดต่อจัดการให้

หรืออย่างเรื่อง "มุมกล้อง" รายการ "เกมทศกัณฐ์-แฟนพันธุ์แท้"
จะใช้กล้องพิเศษตัวหนึ่งซูมใบหน้าผู้แข่งขันแบบใกล้ชิด
เพื่อให้ได้อารมณ์ของการแข่งขัน
มิน่า "เวิร์คพ้อยท์" จึงได้รับชื่อว่าเจ้าพ่อเกมโชว์
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ชนิดที่ไม่สังเกตหรือไม่มีใครบอกก็ไม่รู้



สรุป
บล็อกนี้เขียนยาวหน่อย แต่ไม่มีอะไรมาก ไม่ได้เชียร์หุ้น แค่อยากบอกว่า ผมโชคดีแค่ไหนที่ได้ IDOL มาทำงาน สร้างผลตอบแทนให้ คุณล่ะครับนอกจากจะวิเคราะห์ที่พื้นฐาน เพื่อการลงทุนระยะยาวลองทำความรู้จักกับ CEO คนที่กำหนดแนวทางของบริษัทไว้บ้างก็ดีนะครับ เพราะมุมมองและตัวตนของเขาย่อมมีส่วนสำคัญสำหรับบริษัทในอนาคต


อ้างอิงบทความ
http://teetwo.blogspot.com/2007/12/blog-post_22.html