สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ไม่มีทางลัดสำหรับอิสรภาพ!!!!

ช่วงนี้คำว่า Freedom เป็นกระแสที่กำลังฮิตจริงๆหลายคนอยาก สัมผัสกับอิสระอยากหลุดออกจากรอบเดิม แบบที่ต้องตื่นเช้า ลากสังขารไปทำงานหนักที่ตนเองไม่ได้รัก เจอสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย การแข่งขันการเอาเปรียบและการต้องเผชิญต่อแรงกดดันจากเจ้านาย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนพันธนาการเราไว้ด้วยคำว่า "เงินเดือน" ดังนั้นการจะหลุดกรอบนี้ได้ต้องตัดล็อคแม่กุญแจอันโตออก หรืออีกนัยหนึ่งคือการอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนจากงานประจำ จึงเป็นที่มาของคำว่า อิสรภาพทางการเงิน 

อิสระมีจริงหรือ 
หลายคนมองพาหนะที่จะพาตัวเองหลุดจากกรอบเดิมไปสู่อิสรภาพทางการเงินด้วยการเข้ามาสู่ตลาดหุ้น เข้ามาสู่สังเวียนการลงทุน แน่นอนว่าแรงบันดาลใจแรกเริ่มของทุกคน(รวมถึงผมด้วย) ย่อมมาจากเจ้าวลีที่ว่า “อิสรภาพทางการเงิน” หรืออีกคำที่คลาสสิกไม่แพ้กันคือ “ให้เงินทำงานแทนเรา” ฟังสองคำนี้แล้วแทบซึ้งเพราะมันโดนใจจี๊ดขึ้นมาทันที

ผมจำได้ว่าหลายปีที่แล้ว วันแรกที่เข้ามาสู่ตลาดหุ้นมันก็คล้ายกับเด็กบ้านนอกเข้ากรุงหรือพจมานถือ ชลอมกำลังจะก้าวเข้าสู่บ้านทรายทอง อะไรที่พบที่สัมผัสล้วนดูแปลกตา ผมมีคำถามมากมายที่เฝ้าถามไถ่คนที่เดินผ่านไปมา สวนทางกันตามเว็บบอร์ดหรือภายในห้องรับรองขนาดใหญ่แบบห้องสินธร ด้วยความอยากรู้ อยากลองและตื่นตาตื่นใจกับอะไรมากมาย ถึงแม้จะทำงานมาหลายขวบปี มีประสบการณ์ทางโลกมามากพอดู ผ่านการบวชเรียนมาบ้างแล้ว แต่พอเข้ามาสู่สังเวียนตลาดหลัก ทรัพย์เหมือนเรามาจากศูนย์ ราวกับเด็กแบเบาะหัดตั้งไข่ ต้องมาเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ๆมากมาย บางเรื่องที่เราฟังคนอื่นพุดไม่รู้เรื่องก็กลายเป็นการบ้านหนักให้ต้องไปศึกษาเพิ่ม บางครั้งอารมณ์ความตื่นเต้นผสมความกลัว มันก็ทำให้เราผิดพลาด รนราน

และแล้วคำถามหนึ่งที่ผมพยายามหาคำตอบให้ได้คือ อิสรภาพทางการเงินมีจริงหรือเปล่า โชคดีที่ได้ไปอ่านหนังสือของ ดร.นิเวศ หลายเล่มที่อธิบายถึงการลงทุนแบบเป็นเจ้าของกิจการ ซื้อหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาว ถือแบบสบายๆถูกใจก็คบกันไป ให้ปันผลเป็นตัวสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน คล้ายกับการได้เงินเดือนจากงานประจำ ยิ่งดูจากตัวอย่างการคำนวณปันผลทบต้นในหนังสือ และยังไม่นับรวมกับส่วนต่างของราคาที่เราได้ ว้าว!!! แทบจะกระโดดตัวลอย เหมือนคำตอบของคำถามได้ถูกค้นพบ และยิ่งทำให้รู้ว่าอิสรภาพทางการเงินนั้นมีอยู่จริง


ความเป็นจริงย่อมต่างกับความฝัน
เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างสวยงาม ถ้าผมทำงานประจำ เก็บออมเงิน แล้วนำมาลงทุนแบบระยะยาวกับหุ้นพื้นฐานดี แบบที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการ แต่ความจริงมันไม่ได้สวยลงอย่างนั้น เพราะมนุษย์ย่อมมีกิเลส ความโลภและความอยากได้ เจ้าสองตัวนี้แหละที่พลักดันให้เรา ออกมาหาทางลัดสู่อิสรภาพ ในเวลาที่น้อยไม่ต้องรอนาน และนั้นเองก็เป็นเส้นทางเดียวกับหายนะ

ด้วยพื้นฐานความที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง ไม่มีเงินมรดกหรือทุนพ่อแม่ วงศาคณาญาติอุปถัมภ์มาลงทุน ทำให้ต้องพากเพียรเก็บเล็กผสมน้อย จากเงินเดือนและรายได้ที่หามาได้ และด้วยความที่มีจำกัดเมื่อมีคนมาชี้ช่องรวย เพื่อพาไปสู่เส้นทางลัด ให้เราสำเร็จเป้าหมายในเวลาอันสั้น ย่อมให้เราตกลงและสนใจได้อย่างไม่ต้องคิดนาน ผมเองเข้าสู่ยุทธจักรการเก็งกำไร ตั้งแต่เดือนที่ 3 ของการลงทุน โดยใช้เงินครึ่งหนึ่งมาลงทุนเก็งกำไรเพื่อเร่งสร้างผลตอบแทนให้เร็วมากยิ่งขึ้น ยิ่งพอได้เห็นหลายคนได้กำไรครั้งละ 30-50% ในเวลาไม่กี่วันก็เกิดความโลภ ลืมปันผลทบต้นปีละ 7 % ที่วาดฝันไว้ในอากาศเสียเกือบหมดสิ้น และแล้วจากนักลงทุนก็กลายเป็นแมงเม่าตัวหนึ่งที่แห่ไปตามฝูงแมงเม่า ที่วิ่งไปตามข่าวและสัญญาณซื้อ (ที่ไม่เคยระแวงเลยว่าไอ้สัญญาณนี้มันก็ไม่ต่างจากไฟจราจร ที่มีคนสร้างราคาแล้วทำให้มันเกิดได้)



อย่าหาเก็บเศษเงินในดงระเบิด
สุดท้ายท้ายสุดในวงจรแมงเม่า เกือบ 1 ปีผมพบสัจธรรมข้อหนึ่งว่าทางลัดมันไม่มีจริง สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือความเพียรพยายาม ผมคิดว่าแมงเม่าหลายคนคงเป็นเหมือนผมในตอนนั้นคือดวงตาเรา พร่าเบลอเราเร่งรีบมองหาแต่ “เงิน” มองหาแต่ผลตอบแทนที่เป็นตัวเลข เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ซึ่งสะท้อนผ่านพฤติกรรมที่เหมือนๆกันคือการมองหาหุ้นเด็ด หุ้นโดน แต่ในความเป็นจริงมันผิด เพราะสิ่งแรกที่ควรมองหาเมื่อเข้ามาในสังเวียนการลงทุนนี้คือ “วิธีการหาเงิน” ไม่ใช่เงิน การรีบมองหาเงินเพื่อจะได้มาเชยชม ก็ไม่ต่างอะไรจากการก้มเก็บเศษเงินในดงระเบิด ที่บางครั้งอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

การมองหาวิธีการหาเงินแบบยั่งยืนก็เปรียบกับการที่เราเดินไปที่บ่อน้ำ และพยายามคิดว่าเครื่องมือจับปลาใดจะเหมาะกับการหาปลา ต้องสังเกตพฤติกรรมของกระแสน้ำ ความลึกของน้ำ ชนิดของปลาและสภาพกายภาพของบ่อน้ำ ไม่ใช่มาถึงบ่อก็เอาแต่พยายามมองหาตัวปลาอย่างเดียวตามคำบอกเล่าของคนอื่นที่ว่าบ่อนี้มีปลาชุกชุม หรือบางคนไม่มองแต่ไม่คิดลงมือจับปลาด้วยเครื่องมือหาปลาที่ไม่ถูกประเภท เช่น เอาฉมวกไปแท่งปลาในบ่อน้ำลึก กว่าจะจับปลาได้คงต้องรอเป็นนานสองนาน ถ้าเราเข้าใจและรู้วีธีการจับ เราก็จะลดระยะเวลาและเพิ่มโอกาสในการได้ปลาดีๆมากยิ่งขึ้น แน่นอน ว่าถึงจะไม่ว่องไว รวดเร็วเหมือนขอปลาคนอื่นกิน แต่ระยะยาวเราก็มั่นใจได้ว่าตราบใดที่มีน้ำ ย่อมมีปลา เราก็จะไม่อดตาย

วิธีการหาเงิน ไม่ว่าจะแนว VI หรือ VS ก็ขอให้รู้จริงและถ่องแท้ ทำการบ้านให้หนัก อย่าไปเป็น VS ที่รู้เทคนิคคอลเพียงฉาบฉวย ไม่รู้จักตัดขาดทุน ไม่รู้จักป้องกันความเสี่ยง(hedging)และจัดการเงินทุน(MM) แต่แห่ไปจัดหนักเล่นหุ้นเก็งกำไร, เล่น tfex ,เล่นทอง ,เล่นเก็งกำไรน้ำมัน เก็งกำไรค่าเงิน และสินค้าเกษตรล่วงหน้า ตามคนอื่นที่เค้าว่ารวยเร็ว ได้เยอะมี leverage สูงๆ (ลงทุนน้อย ได้ผมตอบแทนมาก) หรือเป็น VI ที่ไม่เคยอ่านงบการเงิน นั่งเดา นั่งเทียน หรือเอาแต่อ่านแต่ข่าว จ้องคอยจะลอกการบ้านคนอื่นอย่างเดียว เห็นว่าตัวนั้นดีนี้ดีก็โดดไปซื้อตามโดยไม่ได้ดูเลยว่า ราคามันลากเลยพื้นฐานมาขนาดไหนแล้ว แบบนี้หนทางสู่อิสรภาพคงจะห่างไกล เพราะตลาดหุ้นแห่งนี้มันคือสนามรบ ซึ่งไม่เคยปราณีผู้อ่อนแอเสมอมา ไม่เพียงไม่ได้ออกจากกรอบไปลิ้มรสของอิสรภาพ แต่ยังตกต่ำลงเหวลึกลงไปอีกด้วย


ระวังจะออกจากอีกกรอบเพื่อไปหาอีกกรอบ 
แท้จริงแล้วพอเราเริ่มอยู่ในตลาดหุ้นนาน ความอยากขบถออกจากกรอบเดิม อาจจะเลือนหายเพราะยิ่งออกจากกรอบหนึ่งก็จะกลายไปติดอีกกรอบหนึ่ง แต่เรามักมองแค่ภาพของการมีอิสรภาพแบบฉาบฉวยตามภาพที่จินตนาการไว้ว่า เป็นการไปนอนเล่นหุ้นริมภูเขา ริมทะเล ริมน้ำตก(ทั้งที่จริงถ้าเคยไปจะรู้ GPRS Edge แม่งห่วยจะตาย กว่าจะเข้าโปรแกรมเทรดออน์ไลน์ได้แทบบ้า คงต้องรอ 3G ) 



แต่ถ้ามองลึกๆในตัวเรา จะพบว่าเรานั้นก็ยังติดกับกรอบเดิมอยู่ดีนั้นคือกรอบของความโลภ และกรอบของความเสี่ยง

กรอบแรก คือกรอบของความโลภ ซึ่งพันธนาการเราไม่ให้หยุดหรือเลิกคิดที่จะสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ บางคนเคยบอกว่า อิสรภาพทางการเงินฉันอยู่ที่ ได้ 10 ล้านจะเลิกเก็งกำไร เลิกต้องมาอ่านกราฟ ต้องติดตามข่าว ติดตามดาวน์โจนตั้งแต่ตีห้า เลิกมานั่งอ่านเว็บบอร์ด อ่านบทวิเคราะห์ ไม่คิดถึงหุ้นในวันหยุด 
สุดท้ายก็ทำไม่ได้เพราะ เมื่ออยากมี 10 ล้านก็ต้องอยากมี 100 ล้าน ดังนั้นก็ยังติดกรอบอยู่ดี

กรอบที่สองคือกรอบของความเสี่ยง กรอบของความอยากเอาชนะ ถ้าคุณสามารถเอาตัวรอดอยู่ในตลาด นี้ได้เป็นปี ลงทุนชนะ SET มีระบบที่สเถียรและทำเงินได้ คุณจะเข้าใจอารมณ์นี้ ว่าถึงจุดนั้นเราจะมองว่ามันคือเกมส์ เราไม่ได้เล่นแค่เพราะอยากได้เงิน แต่เราเล่นเพราะเราอยากชนะ อยากชนะในเกมส์ที่มีความเสี่ยง ได้สัมผัสกับความเสียว ความอันตราย การได้รับการยอมรับในฝีมือ และสุดท้ายคุณก็จะเสพติดความเสี่ยงนั้น จนมันกลายเป็นกรอบ 



กรอบที่ขังตัวเราไว้ให้ต้องอยู่กับมัน และรอวันจะทำร้ายในวันที่เราพลาด ซึ่งกรอบนี้มันก็จะยึดให้เรายังวนเวียนอยู่ในตลาดเก็งกำไรตลอดไป ถึงแม้จะเข้าใกล้อิสรภาพทางการเงิน แต่คุณก็ยังห่างไกลกับคำว่าอิสระภาพที่แท้จริง

สรุป 
ทางแก้ที่แท้จริงที่จะหลุดจากกรอบ ถวิลหาอิสระที่แท้จริง มันคือการค้นพบอิสระทางใจ ถ้าเรารู้จักพอเพียง รู้จักตั้งเป้าหมายให้พอดีกับตนเอง ไม่หลงไปกับสิ่งที่เราได้เจอและได้สัมผัสในตลาดหุ้น

อิสรภาพทางการเงินนั้นมีอยู่จริงแต่ต้องเป็นการลงทุน ไม่ใช่เก็งกำไรระยะสั้น ดังนั้นถ้าจะไปให้ถึงเป้าหมายที่เรียกว่ามี ”อิสรภาพทางการเงิน” เราต้องพยายามและทุ่มเท เรียนรู้ให้หนัก แบบสุดตัวเพราะเส้นทางนี้ไม่มีทางลัด สิ่งที่ยากและต้องหนักแน่นคือจิตใจ ของเราเพราะการไปถึงเป้าหมายที่ว่ายากแล้ว แต่การละปล่อยวางเป้าหมาย เพื่อไปถึงอิสรภาพทางใจนั้นยากกว่า อย่าเกษียณจากงานประจำ มานั่งเฝ้าจอหุ้นทุกวัน จนแก่เลยครับ เพราะนั้นมันไม่ใช่อิสระภาพที่แท้จริง

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ลงทุนให้เหมาะกับอาชีพ

วิชาชีพ คำนี้คือคำสองได้แก่ วิชา+อาชีพ คำที่มาเจอกันและผสมกัน มีความหมายแบบสามัญว่า มันคือวิชาที่เราใช้หาเลี้ยงชีพ ทั้งชีพของเราและชีพของครอบครัว เป็นวิชาที่ผสมกับหยาดเหงื่อแรงงาน บวกเวลาอันมีค่า เพื่อนำไปแลกกับเงิน มาใช้ในการดำรงชีวิตในสังคม

ทุกคนที่ทำงานแลกเงิน ล้วนแล้วต้องมีวิชาชีพ ไม่ว่าจะจบมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาใดๆหรือไม่จบ เพราะทุกคนที่มีอาชีพล้วนผ่านการเรียนรู้ทักษะที่ใช้ในการประกอบอาชีพ ทั้งจากการเรียนในห้องเรียนและเรียนโดยตรงจากการปฏิบัติงาน ซึ่งยิ่งมีชั่วโมงบินสูงๆมีอายุการทำงานสูงๆวิชาชีพท่านยิ่งกล้าแข็ง เก่งกล้า


ทำงานแลกเงิน
แต่แน่นอนว่า การนำวิชาชีพไปแลกเงินเดือนที่ดูเหมือนจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับต้นทุนทางสังคมที่ต้องจ่าย ทั้งค่าเสื้อผ้า ค่ารถ ค่าคอนโด รวมถึงโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ มันทำให้การมองเห็นอนาคตอันสดใสริบหรี่เต็มที่ ยิ่งพยายามเอาเวลาที่มีค่าไปแลกเงินมามากเท่าใด ความสุขในชีวิตก็ยิ่งลดลง ดังนั้นจะดีแค่ไหนที่เราสามารถเอาวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา หรือมีความชำนาญ ไปใช้ในการสร้างผลตอบแทนทางการเงินด้วยการลงทุนในตลาดหุ้น

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า อาชีพที่ทำทุกวันมันจะมีส่วนช่วยในการลงทุนได้อย่างไร ยิ่งถ้าไม่ได้จบบัญชี จนการเงินมากจะช่วยได้จริงหรอ ??? สำหรับผม ผมคิดว่าได้แน่นอนครับ ถึงแม้คุณจะเป็นแค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชำนาญการ องค์ความรู้ในอาชีพก็สามารถช่วยเราในการลงทุนได้เสมอ แต่ทะว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในตลาดหุ้นมักเป็นแมงเม่าที่ลงทุนตามๆกันลงทุนตามหุ้นที่มีคนบอกว่าดีว่าจะมาแรง ทั้งที่ยังไม่รู้จักกิจการบริษัทนั้นๆจริงจัง

อาชีพในฝัน
ไม่ว่าเราจะมีอาชีพอะไร จะใช่อาชีพในฝันตอนเด็กหรือไม่ก็ต้องยอมรับก่อนว่าทุกอาชีพที่ทำมักจะมีองค์ความรู้ ซ่อนอยู่ยิ่งถ้าท่านไม่ใช่ผู้ใช้แรงงาน องค์ความรู้ในการประกอบอาชีพยิ่งมีอยู่มากด้วย ทำงานไปนานๆยิ่งชำนาญ นั้นแหละครับคือ key successful ถึงแม้ท่านจะทำงานแบบเซ็งๆไปวันๆหรือแบบหมดความท้าทาย ท่านก็สามารถเอาองค์ความรู้ที่อยู่ในสายงานมาใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตทางการเงินของตัวเองได้ มากน้อยขึ้นกับความชำนาญ และความเอาถ่าน ของแต่ละบุคคล  

เมื่อเกิดมาบ้านไม่รวย ไม่มีพ่อแม่สปอย ไม่มีคนส่งเรียนนอก เป็นมนุษย์เงินเดือน ก็อย่ามัวแต่ไปปิดหูปิดตาเล่นมันแต่หุ้นเก็งกำไรรายวันอย่างเดียว แบบกะเอามันส์ช่องสองช่องไว้อวดเพื่อน หรือหวังรวยเร็วจะได้ปลดหนี้และออกจากงานประจำ เลิกเถอะครับ เงยหน้าลืมตา มาดูโลกความจริงบ้างว่า การเก็งกำไรแล้วรวยนั้นมีอยู่จริงแต่มันแค่ 10% ของคนที่อยู่ในสนามรบนี้ และไอ้ 10% นั้นส่วนมากก็คือพวกที่เป็นเทรดเดอร์มืออาชีพที่เขาสามารถนั่งชิวชิว จิบกาแฟถ่างตาดูจอโปรแกรมเทรด ดูกราฟได้ทั้งวัน 

เล่นในเกมส์ของเรา
ดังนั้นจงเล่นในเกมส์ที่เรามีสิทธิชนะดีกว่า เอาความถนัดของวิชาชีพมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเริ่มจากการลงทุนระยะยาวกับหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือใกล้เคียงกับสายอาชีพที่ท่านทำงาน เช่น ถ้าคุณเป็นวิศวกรโยธา ก็เลือกเก็บหุ้นประเภทรับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ไว้บ้างในพอร์ต เพราะด้วยวิชาชีพทีเรียนมา 4 ปีในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่การได้ลงมือปฏิบัติงานจริง ความรู้เหล่านั้นมันช่วยทำให้เรามอง การดำเนินธุรกิจของบริษัทเรานี้ออก ติดตามข่าวสารและเข้าใจ สามารถจินตนาการหรือคาดการณ์ภาพที่จะเกิดในอนาคตได้ โดยเฉพาะที่ผมเน้นคือ เราเข้าใจในต้นทุน

ผลประกอบการดี จะเกิดก็เมื่อบริษัทมีกำไรมาก บริษัทมีกำไรมาแปลว่ายอดขายย่อมมากกว่าต้นทุน สิ่งหนึ่งที่ถ้าเราจะเข้าใจและมองได้ออกมากกว่า นักลงทุนธรรมดาที่ไม่มีพื้นความรู้นั้นก็คือเรื่องของต้นทุนและวัตถุดิบ ตัวอย่างเดียวกัน ถ้านายข. เป็น วิศวกรโยธา เคยคุมงานก่อสร้าง เคยทำโครงการรับเหมาก่อสร้าง ย่อทำให้เขาเข้าใจในต้นทุน และการบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงวัตถุดิบต่างๆของบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ได้ดี ถ้าวันดีคืนดี ข่าวแนวโน้มราคาเหล็กเส้นตลาดโลกเกิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แน่นอนว่าเขาย่อมทราบและคาดเดาได้ว่า ผลประกอบการไตรมาสที่จะถึงของบริษัทอาจจะลดลงจากต้นทุนที่สูงขึ้น (ยกตัวอย่างกรณีที่บริษัทไม่สต๊อกวัตถุดิบ)

ดังนั้นเมื่อผลประกอบการลดลงระยะสั้น ราคาหุ้นย่อมลดลงด้วย ในแง่หนึ่งอาจจะเป็นโอกาสดีในการเก็บหุ้นเพิ่ม หรือในกรณีเดียวกันถ้าเกิดการอิ่มตัวของการทำกำไร คุณก็สามารถปรับพอร์ตย้ายการลงทุนไปยังบริษัทดาวรุ่งพุ่งแรงแนว Growth Stock ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันได้ ยิ่งถ้าคุณมีความสามารถมากสามารถมองภาพของ วัฏจักรอุตสากรรมนั้นออก (เพราะบ่อยครั้งบริษัทที่เราทำงานก็อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันกับบริษัทใหญ่ที่ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์) ย่อมทำให้เราสามารถเข้าใจและคาดการณ์การลงทุน รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบและความเป็นไปของบริษัทที่จะลงทุนได้ดี รู้ช่องทางหลบหลีก และประเมินถึงความสามารถในการจ่ายปันผล รวมถึงเข้าใจโอกาสงามในธุรกิจที่จะมาถึงก่อนใคร เห็นไหมครับ ว่าอาชีพที่เราทำนั้นช่วยเราในการลงทุนได้จริงๆ

ง่ายต่อการเข้าใจ
นอกจากการมีสัมผัสในการเข้าอกเข้าใจ หรือสามารถคาดการณ์ธุรกิจของบริษัทได้แล้วนั้น ด้วยความที่เราเรียนหรือทำงานมาจะทำให้เราเข้าใจในความเสี่ยง ในโมเดลธุรกิจ และผลบวก ผลลบต่อการผลิตได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่ออ่านรายงานประจำปี ,ไป visit company ,ประชุมประจำปี หรือดูแบบ 56-1 มันทำให้เราง่ายต่อการเข้าใจ และสามารถคิดตามได้ รวมถึงสามารถคาดการณ์ภาพที่จะเกิดในอนาคต และทำการประเมินโอกาสความเป็นไปได้ทางการเติบโต ด้วยทักษะและความชำนาญทางวิชาชีพ

เรียกว่า คุณมีความสามารถในการประเมินบริษัทในด้านเชิงคุณภาพที่ได้เปรียบ แต่แน่นอนว่าถ้าต้องการให้สมบูรณ์สำหรับการลงทุนระยะยาวย่อมต้อง ฝึกและหัดการวิเคราะห์เชิงปริมาณในรูปแบบ สัดส่วนทางการเงินจากการอ่านงบการเงินด้วย เพราะมันจะทำให้เห็นภาพของผลการดำเนินงานและธุรกิจที่ชัดแจ่มแจ้งมากขึ้น เท่านี้การลงทุนระยะยาวก็เป็นเกมส์ของคุณ เกมส์ที่สามารถชนะได้ไม่ยากเย็น

อย่าเปรี้ยวเก็งกำไรเยอะเกินงาม
แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ คืออย่าเอาความได้เปรียบ คิดว่าเรารู้จักบริษัท รู้จักหุ้นแบบนี้มาใช้ในเกมส์เก็งกำไร ล่าส่วนต่างราคาเพราะเกมส์นี้คือเกมส์ระยะสั้น ไม่เกี่ยวกับเหตุและผลโดยตรง แต่เกี่ยวกับความต้องการซื้อและขาย รวมถึงกลยุทธของรายใหญ่ที่เล่นกัน ถ้าจะเล่นในเกมส์เก็งกำไร คุณต้องคิดในอีกรูปแบบมองในอีกรูปแบบ อย่าไปคิดแค่ว่า วันนี้มีข่าวดีแล้วหุ้นจะราคาขึ้น เพราะบ่อยครั้งที่มีข่าวดี ราคาขึ้น หลอกแมงเม่าให้ซื้อ และอีกไม่นานก็โดนทุบร่วงหล่น ราวกับบริษัทจะเจ๊งปิดกิจการ นี้แหละครับคือเกมส์ของผู้ล่า เกมส์ที่ไม่ได้ใช้วิชาชีพหรือตรรกะในการเอาชนะ แต่เป็นเกมส์ที่อาศัยความเร็วในการสังเกต ความชำนาญในการมองแนวโน้มราคา และสุดท้ายเป็นเกมส์ที่ต้องเล่นแบบมีวินัยไม่เล่นตามอารมณ์

ดังนั้น จงเล่นในเกมส์ของเรา เกมส์ที่เรามีโอกาสชนะ เกมส์ของมนุษย์เงินเดือนดีที่สุดครับ