สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อหุ้นโดนน้ำท่วม

ชั่วโมงนี้ถ้าไม่พูดถึงเรื่องน้ำท่วมคงจะเฉยไปแล้ว โดยเฉพาะหับคนกรุงเทพ ที่เฝ้ารอการมาถึงของน้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อว่าจะเข้ามาถึงบ้านเมื่อไหร่ ผมว่าวิกฤตครั้งนี้มันสะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างออกมาทั้งมิติเรื่องสังคม(อีกพวกให้ปิด อีกพวกให้เปิดประตูน้ำ เปิดคันกั้นน้ำ ทะเลาะกัน ตีกัน ยิงปืน ปิดถนน) และการเมือง(ทั้งการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับประเทศ ที่ขยันเล่นการเมืองท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน) รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการและการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ ที่เมืองไทยยังขาดเรื่องนี้อยู่มาก 




ผมเองก็ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เจอกับภัยพิบัติและมีโอกาสได้เป็นผู้อพยพ จากบ้านที่อยู่มานานหลายสิบปี ก็คราวนี้เอง มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของภัยพิบัติ ที่เกิดก็เป็นประสบการณ์ที่ดี มันทำให้เราได้มีสติ เตือนให้เราไม่ประมาท ผมเองมีโอกาสได้เห็นรถขันละหลายล้านบาท บ้านหลังละเกือบยี่สิบล้าน รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมมูลค่าหลายหมื่นล้าน จมไปกับน้ำ ทำให้รู้เลยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั้งยืน ใครจะคิดว่าสักวันเราจะพ่ายแพ้กับพลังธรรมชาติ พลังที่เราเคยภูมิใจว่าเราสามารถควบคุมและใช้ประโยชน์จากมันได้ 


ในวิกฤตินี้ก็ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องที่เลวร้ายและไม่ดีไปทั้งหมด เพราะความสวยงามของน้ำใจมนุษย์ด้วยกันก็ยังมีอยู่ให้เห็น จากการช่วยเหลือกันอย่างไม่ขาดสาย ทั้งจากอาสาสมัครภาคประชาชน ทหาร เจ้าหน้าที่กู้ภัย ภาคธุรกิจและอื่นๆ ผมว่านี้คือข้อดี ข้อเด่นของสังคมไทยที่เราไม่เคยขาดแคลนน้ำใจที่มีต่อกัน หลายภาพเป็นเรื่องราวที่รับรู้แล้วทำให้อิ่มใจ เช่น ข่าวชาวบ้านจาก 3 จังหวัดภาคใต้ที่ส่งน้ำดื่ม และอาหารแห้ง เป็นคันรถสิบล้อ มาช่วยคนกรุงเทพ , ภาพของชาวบ้านจังหวัดตาก ที่เคยได้รับความช่วยเหลือตอนที่น้ำท่วมเริ่มต้น ได้ส่งเรือและสุขาลอยน้ำ กลับมาช่วยคนกรุงเทพที่เคยช่วยเหลือพวกเขา ผมว่าภาพพวกนี้มันทำให้สังคมเราดูส่วนงาม พอจะลบภาพพวกเหลือบไร ที่หากิน หาประโยชน์จากของบริจาคได้ 


ส่วนหลังจากน้ำลด คงได้เห็นเรื่องการฟื้นฟู และบูรณะประเทศจากความบอบช้ำจากวิกฤติการน้ำท่วม โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจ ที่ดูจากหลายสำนักทั้งในและนอกต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยโดนผลกระทบหนัก ทั้งความเสียหายในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ และยังไม่นับรวมเรื่องผลกระทบกับภาคแรงงาน ที่ต้องตกงานเพราะ ไม่สามารถปกป้องนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไว้ได้ 


สำหรับเราที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น กิจการหลายกิจการก็ถูกผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำ ดังที่สะท้อนออกมาจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงก่อนหน้า ดังกลุ่มที่เห็นได้ชัด เช่นหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ที่น้ำท่วม เช่น โรจนะ , นวนคร และกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิค รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่แน่นอนว่า ย่อมมีผลต่อกำลังซื้อในช่วงปีนี้ที่เหลืออยู่แน่นอน และธุรกิจอื่นๆ



ดังนั้นเราจึงควรวิเคราะห์ผลเสียและผลดี ในวิกฤติครั้งนี้ที่มีต่อหุ้น เพื่อใช้เป็นโอกาสในการลงทุน รวมถึงตรวจสบผลกระทบของหุ้นที่เรามีในพอร์ตด้วย ดังเช่น หุ้นบางตัวได้รับผลกระทบด้านลบระยะสั้น แต่ระยะยาวกลับได้รับผลดีระยะยาว หรือหุ้นบางประเภทแม้ไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากน้ำท่วม แต่กลับได้รับผลกระทบเชิงลบทางอ้อมที่ส่งผลต่อการเติบโตของกิจการเป็นต้น ผมของแนะนำวิธีการการใช้ตาราง Matrix ง่ายๆเพื่อใช้ตรวจสุขภาพกิจการที่เราถือหุ้น หรือสนใจจะลงทุน ดังนี้ 


ตารางแรกเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมต่อกิจการ ว่าเป็นแบบผลกระทบ ทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อประเมินข้อได้เปรียบในธุรกิจ จากวิกฤติการนี้



ตารางที่สองเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบ ในเชิงระยะเวลา ว่าเป็นผลกระทบแบบระยะสั้น หรือระยะยาว แน่นอนว่าถ้าเป็นผลกระทบเชิงลบระยะยาว จะย่อมส่งผลเสียมากกว่า ผลกระทบระยะสั้น เท่านี้ เราก็จะสามารถมองเห็นภาพของความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมได้อย่างมีระบบมากขึ้น


ทดลองประเมินผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้กันนะครับ เมื่อมองเห็นผลกระทบก็ลองโปรเจคไปถึง ผลประกอบการ การเติบโต หรือผลกระทบที่จะเกิดกับยอดขายและรายบรับที่ได้ รวมถึงต้นทุนแผงที่จะเพิ่มจากผลกระทบครั้งนี้ ผมเชื่อเสมอว่า ในวิกฤตย่อมมีโอกาส การหมั่นเป็นคนช่างสังเกตจะทำให้เราสามารถค้นพบ โอกาสดีในการลงทุนได้เสมอ



วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตามติดต่อตี (กลยุทธบริหารจัดการเงิน)

ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมกรุง ที่ดูเหมือนยังหาทางแก้ไขหรือบรรเทาไม่ได้ในขณะนี้ นักลงทุนเองก็มีข่าวดีให้ยิ้มได้ คือ ตลาดหุ้นปรับตัวบวกขึ้นต่อเนื่องจนมาถึงแนวต้านที่ 980 หลายคนที่เทรดในรอบนี้ก็รับทรัพย์กันอื้อซ่า ส่วนคนที่ติดดอยจากรอบก่อนหน้าก็คงจะใจชื้น มีหวังได้ลงดอยกันบ้าง(แต่ความจริงก็ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน บ่งบอกว่า SET จะกลับไปที่จุดเดิม) คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมพบปะแล้วเจอไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากลุ่มที่ติดดอย ก็คือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ตกรถ เพราะล้างพอร์ตขาดทุนไปรอบก่อนหน้า เพราะกลัวปัญหาหนี้สินยุโรป พอร์ตว่างยังลังเลไม่กล้าซื้อ ไม่กล้าเข้า เพราะกลัวจะติดดอยอีก วันนี้มีเทคนิคเบื้องต้นมาแนะนำครับ



ปัญหาอย่างหนึ่งของคนที่ตกรถคือมักจะเป็นคนที่เคยขาดทุนมาก่อน ด้วยความกลัวที่ข้างในอารมณ์มันจึงทำให้ไม่กล้าที่จะซื้อหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้น พอจะซื้อราคาหุ้นเริ่มชะลอตัวก็ไม่มั่นใจคิดว่าจะลง รอต่อไปอีกหน่อยราคาหุ้นก็วิ่งต่อ (รอบนี้ที่เราเห็นมากคือการกระโดดเปิด GAP ตั้งแต่เปิดตลาด) ยิ่งราคาบวกไปสูงความกลัว(อารมณ์) ก็เข้ามารบกวนจิตใจ รอต่อไปหุ้นก็ขึ้นต่ออีก สุดท้ายไม่กล้าซื้อ หรือบางคนคันมืออดใจไม่ไหวมาโดดใส่ตอนราคาช่วงที่วิ่่งมาเยอะ หลายคนเริ่มพูดถึง บางคนมีกำไรแล้วเกือบ 10% คราวนี้ก็ต้องไปลุ้นกับนายตลาดเอาว่าจะจัดบ้านบนดอยให้อยู่อีกหรือเปล่า ตัวอย่างในภาพจำลองการจินตนาการของแมงเม่าที่ตกรถมาให้ดูกัน 





อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้กับนักลงทุนที่ยังไม่แม่นเรื่องจังหวะ บวกกับยังมีความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่มีการเล่นข่าวไปทำให้ตัดสินใจไม่ได้ ถ้าจะแก้ปัญหานี้ก็ต้องมีตัวช่วย นั้นคือ กราฟเทคนิค เพื่อใช้สร้างจังหวะในการลงทุน โดยสำหรับท่านที่ไม่มั่นใจเราสามารถ ใช้วิธีเข้าซื้อแบบหลายไม้ทะยอยตามจังหวะการปรับตัว เพื่อให้ได้ราคาที่มีความน่าจะเป็นในการชนะมากที่สุด ในขณะเดียวกัน เราลดความเสี่ยงในการแทงไม้เดียว ที่มีโอกาสจะไปเข้าบนยอดดอยได้อีกด้วย มาลองดูวิธีการกันครับ


เลือกแนวโน้มให้ถูก
จะเทรดหุ้นเก็งกำไรให้ได้กำไร หัวใจสำคํญคือเราต้องรู้ว่าราคาหุ้นที่เราซื้อมานั้นต้องเพิ่งสูงขึ้น นั้นหมายความว่าเราจะได้กำไร และการที่ราคาหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างแน่นอนและมั่นใจ ก็ต้องเป็นช่วงที่ทิศทางราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น(จะระยะสั้นหรือยาวก็ตามแต่ครับ) วิธีการดูแนวโน้มเคยเขียนในหัวข้อเก่าแล้ว ลองกลับไปอ่านได้ หรือถ้าต้องการดูคราวๆก็ลาก trend line เพื่อพิจารณาแนวโน้มราคาหุ้น ดูการเพิ่มขึ้นของจุดต่ำสุดปัจจุบันเทียบกับจุดต่ำสุดก่อนหน้าก็ได้ครับ


ทยอยซื้อตามจังหวะการปรับตัว
ทางแก้เพื่อไม่เราพลั้งพลาด จากการทุ่มแทงครั้งเดียวที่ดีที่สุด ก็คือการทยอยเก็บหุ้น โดยใช้จังหวะในการเข้าซื้อเก็บหุ้นตามแนวต้าน หรืออาจจะใช้ indicator พื้นฐานทางเทคนิคคอลเช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA แบบหลายช่วงเวลามาใช้ก็ได้


ตัวอย่างผมใช้ EMA 2, 4 , 8 , 16 บนกราฟ time frame 120 นาที เพื่อหาจังหวะเก็บหุ้น โดยเราจะทยอยซื้อ ไม้แรกที่ EMA2 > EMA4 ,ไม้ที่สอง EMA2 > EMA8 ,ไม้ที่สาม EMA2 > EMA16



การแบ่งเงินลงทุน
โดยราคาที่ลอยเหนือ EMA16 ไปแล้วยังมีจุดต่ำสุดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจะมีความนะเป็นที่จะมีแนวโน้มขาขึ้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการซื้อขายในแต่ละไม้ อาจจะแบ่งเงินไม่เท่ากันตามความน่าจะเป็น โดยอาจจะใช้สูตร 20%-30%-50% หรือจะเป็น 30%-40%-30% ก็ได้อันนี้แล้วแต่ความต้องการของเรา โดยการที่เราซื้อหุ้นปริมาณมากในไม้แรก ข้อดีคือกรณีที่ขาขึ้นแรงได้ของถูก แต่ถ้าผิดทางความเสี่ยงก็จะมาก สูตรการจัดเงินนี้ไม่ตายตัว มีข้อสังเกตคือไม่ควรซอยไม้มากไปเพราะค่าคอมก็จะมากตาม แต่หัวใจเพื่อลดความเสี่ยงในการซื้อหุ้นก็ไม่ควรทุ่มแทงไม้ใหญ่ไม้เดียว 100% การซื้อเฉลี่ยขาขึ้น ยิ่งแนวโน้มแข็งแรงมั่นใจ ความน่าจะเป็นสูงการซื้อไม้ใหญ่ก็จะยิ่งทำให้เราได้กำไรแน่นอนมากขึ้น  กรณีที่ราคา sideway หรือขึ้นไม่แน่นอนปกติเราความเสียหายก็จะถูก จำกัดในไม้แรกและไม่สองเท่านั้น


ส่วนจังหวะการขายก็อาจจะใช้การทำกำไรเมื่อหมดแนวโน้ม โดยดูจากการตัดของ EMA2 ตัดลงกับ EMA16 ก็ได้เช่นกัน ถือเป็นการหมดรอบ 


สรุป
ราคาหุ้น เป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะคาดเดาได้ การเล่นหุ้นเก็งกำไรแล้วไปเดาว่ามันจะขึ้น หรือลง รายไหนรายนั้นเจ๊งสนิทศิษย์ส่ายหน้า แต่ราคาหุ้นเราสามารถสังเกตและใช้การบริหารจัดการความเสี่ยงมาช่วยได้ เพื่อลดความเสี่ยงหาย และเสี่ยงบนความน่าจะเป็นที่สูงที่สุด ที่สำคัญการเล่นหุ้นเก็งกำไร เราควรจะมีจุดตัดขายทุน (cutloss) เป็นทางออกฉุกเฉินไว้เสมอ ครับ

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วัยรุ่นพันล้าน#2

ตอนที่แล้ว เนื่องจากเขียนถึงเรื่องราวของวัยรุ่นที่อยากเอาดีบนถนนสายการลงทุน ผมมีอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ ของเทรดเดอร์รุ่นใหม่ที่ใช้ความมุ่งมั่นในเล่นหุ้น เริ่มลงทุนตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย เขาใช้เวลา 8 ปีสร้างตัวเองให้มีเงินระดับพันล้านบาทจากเงินออมเริ่มต้น ชายคนนี้คือ Kotegawa Takashi นักเก็งกำไรชาวญี่ปุ่น ลองอ่านเรื่องราวของเขาเพื่อว่าจะได้เป็นแรงบันดาลใจในการลงทุนต่อไปครับ




นักลงทุนรายย่อยคนนี้พึ่งจะอายุ 29 ปี แต่ทว่า พอร์ตของเขามีมูลค่าสูงถึง 19,000,000,000 เยน หรือประมาณ 5,700,000,000 บาท

หนุ่มคนนี้คือ Kotegawa Takashi

หนุ่มน้อยคนนี้มีชือเรียกอีก 2 ชื่อ คือ BNF และ J-com otoko (นายเจคอม)

BNF เป็นชื่อที่เขาใช้เรียกตัวเองเวลาเขียนตอบกระทู้ในเว็บไซด์ 2 channel (คล้ายกับ พันทิพย์ บ้านเรา)

ส่วน J-com otoko นั้นเป็นชื่อที่นักข่าวเรียกเขาจากการที่เขาสามารถทำกำไรจากการเทรดหุ้น j-com ประมาณ 600 ล้านบาทภายในเวลาสิบกว่านาทีและทำให้เขามีชื่อเสียงรู้จักไปทั่วเพียงข้ามคืน

ชื่อของBNF เป็นข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2005 เมื่อผู้รับชอบการซื้อขายหุ้นของ Mizuho Securities
ออกคำสั่งขายหุ้นของบริษัท เจ คอมผิดพลาด จาก 6แสน 1 หมื่น เยนต่อหุ้น เป็น 1 เยน ต่อ 6 แสน1หมื่นหุ้น
และเขาสามารถทำกำไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ทันทีกว่า 600 ล้านบาทภายในเวลา สิบกว่านาที

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นหนุ่มน้อย BNF ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรกในรายการทีวี 'The Dawn of Gaia' เมื่อวันที่ 28 กุมภา 2006

หนุ่มน้อยคนนี้เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนา 1978 ที่จังหวัด ชิบะ เริ่มต้นเทรดจากการนำเงินที่สะสมได้จากการทำงานพิเศษเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ประมาณ 1 ล้าน 6 แสนเยน หรือประมาณ 4 แสน 8 หมื่น บาทไปเริ่มซื้อขายหุ้นเมื่อปี 2000 และเมื่อถึงปี 2008 มูลค่าพอร์ตของเขา มีมูลค่าถึง 
18 billion yen($153 million)  หรือ ประมาณ 5 พัน 700 ล้านบาท

สไตล์การลงทุนของเขานั้นเขาใช้การเทรดแบบ สวิงเทรด โดยเขาจะไม่สนใจค่า pe ฯลฯ เลย

เกี่ยวกับสไตล์การเทรดของเขานั้นเขาคุยเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความเคยชินที่เกิดจากประสาทสัมผัส และการมองภาพรวมโดยทั่วไปให้ทะลุประโปร่ง

อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าสไตล์การลงทุนของเขาจะเป็นแบบเดย์เทรดซื้อขายระยะสั้น (เมื่อมีคนถามเขาว่าต่อไปแนวโน้มของหุ้นจะเป็นยังไรเขาตอบว่าไม่รู้เพราะว่าไม่เคยมองหุ้นในระยะยาวเลย) แต่ว่า เมื่อ พย.2007 เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มรู้สึกถึงข้อจำกัดของการซื้อขายระยะสั้นและมีแผนการที่จะใช้เงินประมาณ 8 พันล้านเยน หรือ ประมาณ 2400 ล้านบาทไปลงทุนระยะยาวในหุ้นต่างประเทศ

สำหรับไลฟ์สไตล์ของนาย BNF นั้นนอกเหนือจากการซื้อบ้านหรูรถหรูให้กับพ่อแม่เขา และ ซื้อคอนโดหรูกลางกรุงโตเกียวเพื่อสำหรับเทรดหุ้นให้ตนเองแล้วเขาไม่ได้ใช้จ่ายหรูหราอะไรเลย และมักจะเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว อ่านการ์ตูนเล่นเนต โดยไม่สุงสิงกับใคร

เขาเล่าให้ฟังว่าเพื่อที่จะสามารถรวบรวมสมาธิในการเทรดหุ้นได้เต็มที่ดังนั้นมื้อกลางวันของเขาจะกินเพียงแต่มาม่าเท่านั้นเพราะว่าจะไม่อิ่มเกินไป

หลายคนเรียกเขาว่าเป็น โอตะกุ แต่สำหรับนายBNF แล้วไม่ว่าจะเป็นคำปรามาสใดๆก็ตามเขาไม่เคยแสดงอาการโกรธออกมาเพียงแต่แค่พูดสั้นๆว่า อีกแล้วเหรอ เท่านั้น (โอตะกุเป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ของญี่ปุ่น เป็นคนที่บ้าอะไรสักอย่างมากๆ เช่น บ้าเกมส์ บ้าการ์ตูน บ้าเนต โอตะกุจะมีลักษณะที่สังเกตได้ง่ายคือว่าพวกเขาจะไม่สนใจแฟชั่นจะแต่งตัวง่าย ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ พูดคุยกับคนปกติไม่รู้เรื่อง แต่ในกลุ่มโอตะกุด้วยกันแล้วสามารถคุยในเรื่องราวที่พวกเขาสนใจได้อย่างออกรสชาติ เงินที่ได้มาส่วนใหญ่จะหมดไปกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ และส่วนใหญ่มักไม่สนใจเพศตรงทำข้ามทำให้ไม่มีแฟน)

ทรัพย์สินของเขาเติบโตดังนี้
ปี 2000 1 ล้าน 6 แสน 4 หมื่นเยน
สิ้นปี 2000 2 ล้าน 8 แสนเยน
สิ้นปี 2001 61 ล้านเยน
สิ้นปี 2002 96 ล้านเยน
สินปี 2003 270 ล้านเยน
สิ้นปี 2004 1150 ล้านเยน
สิ้นปี 2005 8000 ล้านเยน
สิ้นปี 2006 15700 ล้านเยน
สิ้นปี 2007 18500 ล้านเยน
มกรา 2008 19000 ล้านเยน


ช่วงที่เกิดวิกฤตปี2008เขาซื้อหุ้นของลีแมนบาร์เธอร์ไปประมาณ 700 ล้านเยนแล้วสองวันต่อมาลีแมนบาร์เธอร์ก็ล้มละลายแน่นอนเขาเสียเงินประมาณ 700 ล้านเยนทั้งหมดนั้นไปกับลีแมนบาร์เธอร์

จากคลิปเขาบอกอีกว่าเขาได้แบ่งเงินไปซื้อตึกหน้าสถานีรถไฟ akihabara ราคาประมาณ 9000 ล้านเยน(ตึกที่ทำการสัมภาษณ์คือตึกที่เขาซื้อ) ส่วนเหตุผลที่ซื้อเพราะว่าพอร์ตของเขาใหญ่เกินไปเวลาซื้อขายจะทำได้ช้าจึงต้องลดพอร์ตลง

เขาได้แสดงพอร์ตลงทุนให้ดูเป็นหุ้น 12800 ล้านเยน+ตึก9000ล้านเยน รวมเป็น 21800 ล้านเยน

ท่ามกลางวิกฤต หลายๆคนสูญเงินแต่สำหรับเขาแล้วนอกจากจะไร้รอยขีดข่วนแล้วยังสามารถทำเงินได้เรื่อย(เขาบอกว่าช่วงที่ราคามันแกว่งตัวมากๆ ถึงแม้จะเป็นวิกฤษ แต่ก็ยังเป็ฯโอกาสด้วย)

อย่างไรก็ดีไลฟ์สไตล์ส่วนตัวแล้วนอกจากซื้อตึกซื้อบ้านแล้วแทบจะไม่ได้ใช้เงินสิ้นเปลืองเลยเขาเลือกกินแต่อาหารง่ายๆเช่นอุด้งชามละไม่กี่บาท และอย่าว่าแต่การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเลย เที่ยวในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ได้ไป(เขาบอกว่าหากว่าคืนก่อนที่จะไปเที่ยวหากเทรดเสียเงินเป็นร้อยๆล้านวันรุ่งขึ้นคงจะไม่มีอารมณ์ไปเที่ยวแล้ว) วันๆเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่สุงสิงกับใคร(ในประเทศญี่ปุ่นจะเรียกคนที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านว่า Hikikomori เป็นปัญหาสังคมแบบหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น) หรือตอนที่คนมาสัมภาษณ์เขา เขาก็ไม่ทักทายอะไรมากแค่เปิดประตูให้แล้วรีบกลับไปเทรดหุ้นต่อ หลายๆอย่างเหล่านี้ทำให้เขาถูกพูดในทางที่ลบว่าถึงแม้เขาจะมีเงินมากแต่ก็ไม่มีความสุข

แต่สิ่งที่สุดยอดก็คือว่า ผู้สัมภาษณ์เล่าให้ฟังว่าในวันที่ไปสัมภาษณ์นั้นเป็นวันศุกร์ในวันนั้นเขาซื้อหุ้นกลุ่มบริษัท trading company ทั้งหลายเช่น Mitsubishi shoji หรือ Mitsui Butsan เป็นเงินกว่า 1000 ล้านเยนแล้วในวันจันทร์ บริษัททั้งหลายเหล่านั้นทำ new high ตั้งแต่เข้าตลาดมา แล้วผู้สัมภาษณ์ยังบอกอีกว่าเขาได้ขายหุ้นเหล่านั้นทิ้งไปในวันจันทร์นั้นเอง


อ่านบทความของนายคนนี้จบ หวังว่าน่าจะมีแรงบันดาลใจในการลงทุนนะครับ แต่อยากเน้นว่าไม่จำเป็นต้องรวย หรือได้รับผลตอบแทนมากเท่า BNF แต่สิ่งที่อยากให้ดูเป็นตัวอย่างคือ ความตั้งใจและมุ่งมั่น สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะลงทุนแนวใด ถ้าตั้งใจและมุ่งมั่นซะอย่างรับรองว่า สักวันความสำเร็จต้องมาเยือนเราครับ


อ้างอิงบทความจาก

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วันรุ่นพันล้าน#1

มีน้องคนหนึ่งเป็นสมาชิกใน fanpage เขียน email มาคุยเรื่องหุ้น น้องคนนี้มีความรู้สึกว่า กำลังจะเรียบจบ ม.ปลาย แต่เขาไม่อยากทำงานประจำ อยากเล่นหุ้นอยู่บ้าน โดยน้องเขามีวิธีคิดที่เหมือนใครหลายคนที่ผมรู้จักมาคือ คิดจะเล่นหุ้นเก็งกำไรให้ได้ผลตอบแทนวันละ 300 - 500 บาทให้พอเป็นค่าใช้จ่าย และเป็นเหมือนช่วงการฝึกเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเป็นเทรดเดอร์ พันล้านในอนาคตต่อไป




ผมชอบแนวคิดของน้องคนนี้จัง มันมีความฝันความทะเยอทะยานและความสดซ่อนอยู่ในข้อความที่เขียนมาปรึกษา นึกถึงเรื่องของเถ้าแก่น้อย ในหนังวัยรุ่นพันล้าน เรื่องราวของคนที่อยากรวย อยากก้าวหน้า ตั้งแต่วัยรุ่นกระทง มันเป็นเรื่องที่ดีน่ายกย่อง แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องสำเนียกคือ ชีวิตจริงมันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ก่อนจะประสบความสำเร็จ ยังไงก็ต้องมีโอกาสลิ้มรสความล้มเหลวได้เสมอ ผมขอนำเอาข้อเสนอแนะที่ผมเขียนตอบน้องคนนี้ไปมาเรียบเรียงไว้ในบล๊อคของผม เพื่อว่าจะมีวัยรุ่นคนไหนที่อยากได้คำแนะนำแนวนี้ไปลองปรับใช้ดู


ความกดดันจากคนรอบข้าง
ผมว่าการที่เราอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำงานนี้ เราอาจจะต้องหาคำตอบให้กับครอบครัว เพื่อนบ้าน ตลอดจนคนอื่นๆที่มักถามเราว่าทำงานอะไร เพราะบรรทัดฐานของสังคมโดยทั่วไปเราต้องออกจากบ้านทำงานแลกเงิน การที่จะมา work@home คุณเองก็ต้องหนักแน่นและพิสูจน์ให้ได้ว่ามันสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้จริง แต่ทว่าในช่วงแรกๆแบบนี้การตอบคำถามคนรอบข้าง อาจจะยากสักหน่อย และยิ่งไปเจอคำแนะนำหรือคำถากถางจากคนรอบข้างความกดดันก็จะยิ่งเพิ่มทวีคูณกลับมาหาเราอีก คล้ายดังกับบูมเมอร์แรง ขว้างไปยิ่งแรงยิ่งกลับมาเร็ว ตรงนี้แหละบททดสอบแรกของคนที่จะเล่นหุ้นอยู่บ้าน


ทำใจกับความล้มเหลวที่จะต้องเจอ
จริงๆทุกคนนั้นมักคิดเสมอว่าการเทรดหุ้นโดยหวังผลตอบแทนไม่มากแค่ 1-2% นั้นเป็นเรื่องง่าย โดยหารู้ไม่ว่า การที่ท่านจะชนะในเกมส์นี้ไม่ว่าจะ 1% หรือ 10% มันก็คือชนะ ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะแพ้ เพราะยังไม่สามารถเขาถึงชุดความคิดหรือองค์ความรู้ที่จะทำให้ชนะได้ การชนะแบบสุ่มเพียงครั้งสองครั้ง แต่ระยะยาวแพ้หมดตัวก็ไม่ได้ทำให้ท่านร่ำรวยหรืออยู่รอดในสนามรบนี้ได้ ดังนั้นกำไรมากหรือน้อยไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ว่าทำอย่างไรถึงจะมีกำไรต่างหาก


กว่าจะกำไร กว่าจะได้ชุดความคิดที่สร้างกำไรนั้นแสนยาก อย่าไปคิดว่าจะหาอ่านได้จากหนังสือ หรืออบรมครอสสองครอสจะได้มา สิ่งที่ได้นั้นคือพื้นฐานที่คนเกือบ 80% รู้!!! ดังนั้นเมื่อทุกคนรู้แล้วเราจะใช้มันเพื่อชนะคนอื่นได้อย่างไร ดังนั้นถ้าจะเจ๋งจริง ถ้าจะอยู่รอดต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างองค์ความรู้เฉพาะที่เหมาะกับจริตของเรา เหมาะกับการทำกำไรในแบบของเราเอง รวมถึงต้องสร้างสัญชาติญาณในการเก็งกำไรให้ได้ก่อน กว่าจะไปถึงจุดนั้น เราอาจจะต้องพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งตรงนี้จะเป็นบททดสอบและเป็นแบบฝึกหัดที่ดีเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับจิตใจของตัวเราต่อไป


เอาชนะจินตนาการแห่งความโลภ
การเล่นหุ้นเก็งกำไร ส่วนใหญ่เรามักเอาความโลภ ความอยากได้เงินมาเป็นตัวนำในการซื้อ โดยเฉพาะการใช้จิตนาการแห่งความโลภ การตีความด้านบวกจากข่าว จากดัชนีต่างประเทศ จากคำพูดของคนอื่นๆ รวมถึงการตีความจากยอดซื้อสุทธิของ NDVR ผมว่ามันเป็นเรื่องของการจิตนาการ ที่บางครั้งปราศจากการพิสูจน์ ว่าค่าความสัมพันธ์ของราคาหุ้นกับปัจจัยเหล่านั้นมีความสัมพันธ์มากน้อยขนาดไหน แต่คนส่วนใหญ่ก็พร้อมจะเชื่อ หรือไม่ก็พยายามจับสิ่งที่เกิดมาอธิบายราคาหุ้นที่เกิดขึ้น


ปัญหาคือเมื่อคิดไม่ออกเราก็พยายามใช้ตรรกะเบื้องต้นคือซื้อหุ้นที่มีข่าวดี โดยหวังว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นดีตามไปด้วย ชอบที่เสพข่าวดี เสพความหวังที่มีคนคอยมากระตุ้นให้จับจ่ายซื้อหุ้นอยู่เสมอ แน่นอนว่าถ้าแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้น คุณก็ win แต่ถ้าเป็น sideway หรือขาลง คุณก็เน่า เมื่อชนะไม่ได้ แนวโน้มที่เราจะมองหาหุ้นแจ๊กพอต เหมือนการหาหุ้นเด็ดก็จะมีมากขึ้น พยายามหาหุ้นที่บวกวันละ 5%-10% เพื่อจะเข้าเกาะขบวนรถไปด้วย หวังกำไรเล็กน้อยจากไม้ปลายๆ และบ่อยครั้งก็จะกลายเป็นเหยื่อติดดอยโดยไม่รู้ตัว


ดังนั้นถ้าจะอยู่ในสนามนี้นานๆ สิ่งที่จะต้องมีไม่ใช่ดวง แต่ต้องเป็นฝีมือ ซึ่งเราต้องมุ่งมั่นจะพัฒนาขีดความสามารถและองค์ความรู้ตรงนี้ขึ้นมาเอง อย่าใช้ความโลภนำทางแต่จงใช้ความอยากประสบความสำเร็จในการนำทางให้ไปสู่จุดหมาย ส่วนความโลภ ความกลัวนั้นเป็นอารมณ์ที่เราต้องควบคุมไม่ให้มารบกวนจิตใจในขณะช่วงเวลาเทรด


จริงๆวลีคลาสสิคของ Gordon Gekko ที่ว่า "Greed is good" ไม่ใช่ว่าเราต้องโลภมากๆแล้วจะดี แต่เราต้องหาประโยชน์จากความโลภของคนอื่นๆ แน่นอนว่าไม่ต้องกลัวที่จะหากำไรจากตลาดหุ้นไม่ได้ ตราบใดที่ผู้เล่นคนอื่นยังมีความโลภและไม่สามารถควบคุมมันได้


ลงสนามซ้อมก่อนเข้าสนามจริง
ข้อนี้สำคัญที่สุด คนที่คิดอยากเล่นหุ้นมักอยากรีบเปิดพอร์ตลงทุน เร่งคืนเร่งวันให้ได้ซื้อหุ้นเข้าพอร์ต และแน่นอนก็ขาดทุนตามระเบียบ เพราะซื้อจากแรงเชียร์ของมาร์ ,ของเพื่อน หรือไม่ก็ลอกการบ้านคนอื่นๆทำให้ขาดการยั้งคิด และไตร่ตรอง ที่สำคัญไม่ได้มองจังหวะของราคา ว่ามันเพิ่งขึ้น หรือใกล้จบรอบ


สิ่งหนึ่งที่ผมเน้นมากสำหรับน้องคนนี้ ลองใช้เวลาสัก 3 เดือนเทรดลมด้วยโปรแกรม trading simulation ที่มีในโปรแกรมเทรดทั่วไป ใช้ข้อมูลจริง ตลาดจริง แต่เงินปลอม ลองทำความรู้จักตลาด รู้จักหุ้น เข้าใจจิตวิทยาตลาด และเรียนรู้ที่จะหาระบบเทรดของตนเอง เรียนรู้ถึงระบบคิดของตลาดเก็งกำไรให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยลุยจริง จำไว้เสมอว่าตลาดหุ้นไม่หนีไปไหน เราควรจะเข้าตลาด เมื่อเราพร้อม ที่สำคัญคือต้องมีระบบเทรดหุ้นเสียก่อน


ระบบเทรด ก็คือเงื่อนไขของการซื้อ ขายหุ้นที่เป็นตรรกะ ไม่ใช้อารมณ์ บวกกับส่วนของการบริหารจัดการเงิน(money management) สำหรับทำให้เราใช้เงินซึ่งเปรียบดังกระสุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด


รวมถึงควรฝึกหัดควบคุมจิตใจให้นิ่ง พยายามรักษาวินัยในการลงทุนให้ได้ โดยทดลองทำกับการเทรดจำลอง แล้วลองดูผลลัพธ์การลงทุนที่ได้ในเวลา 3 เดือน ลองประเมินผลและประเมินจุดด้อยจุดอ่อนของตนเอง ถึงเวลานั้นผมเชื่อว่าเราจะเข้าใจในสิ่งที่เราอยากทำมากยิ่งขึ้น เข้าใจตลาดเก็งกำไร เข้าใจเกมส์ล่าส่วนต่างระยะสั้น และจะมองเห็นความน่าจะเป็นของสิ่งที่เราคิดได้ชัดเจนและดียิ่งขึ้น ถ้าเรายังมั่นคงและคิดว่ามันไปได้เหมาะกับจริตของเราก็ลุยต่อ พัฒนาตนเองต่อโดยสักวันถ้าเราทำมันอย่างเต็มที่ทำด้วยใจที่รัก โอกาสแห่งความสำเร็จก็จะเป็นของเราเองครับ



วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตนอกกรอบ

สังคมมักตัดสินหรือให้ความสำคัญของคนที่ฐานะการเงิน รถ บ้าน เครื่องประดับ หน้าที่การงาน โดยเรามักมองคนที่มีวัตถุติดกายที่มีมูลค่ามากว่าเป็นคนพิเศษ ให้ความเกรงใจ หรือยอมรับมากกว่า คนที่มีสิ่งเหล่านั้นน้อยกว่า จนมันกายเป็นค่านิยมทางวัตถุที่เกาะกินใจของคนทั่วไป ก่อให้เกิดการปลูกฝังความต้องการทางวัตถุในคนทุกเพศทุกวัย 


จนต่อมความอยากมี อยากได้มันเติบโต แซงหน้าต่อมจริยธรรมและสำนึกชั่วดี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ความโลภแบบไร้ขีดจำกัดในสังคม ดังที่เราเห็นกันอยู่มากมายด้วยแรงขับดันจากความอยากได้ อยากมี หลงใน ยศ อำนาจและเงินทอง ด้วยความปราถนาที่จะเป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้างและคนในสังคม 


คนชั้นกลาง ในสังคมที่โดนกระแสวัตถุพัดพาไปก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในค่านิยมนี้และโดนทำร้ายทางอ้อมอยู่เนืองๆ ดังที่เราจะเห็น คนเหล่านี้คือคนที่เป็นแรงงานให้กับนายทุนในระบบทุนนิยม เป็นมนุษย์เงินเดือนที่รับค่าแรง ตามงานที่ทำ และถูกหล่อหลอมให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัวจากวัตถุนิยมรอบข้าง ถูกชักนำให้เกิดการก่อหนี้ที่มากกว่าการออม ผ่านการใช้งานบัตรเครดิต และการกู้เงินผ่านธนาคาร แล้วถูกกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้วยการสะสมทางวัตถุ ทั้งบ้าน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้เกิดการใช้เงินอย่างไม่จำกัดและเกินตัว ถึงแม้จะได้รับการเลื่อนขั้นมีเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายทางสังคมก็สูงขึ้นตาม 


ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายคนไม่มีเงินออมหรือเงินเก็บที่เพียงพอ เพราะเงินที่ได้รับมาต้องถูกนำไปใช้ชำระค่าใช้จ่ายทางสังคมต่างๆ รวมทั้งชำระค่าหนี้บัตรเครดิต เราจึงไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏจักรมนุษย์เงินเดือนไปได้ ไม่สามารถหลุดพ้นจากการต้องทำงานหนัก ทำงานที่ไม่ได้รักเพียงเพื่อ เสพความสุขจากวันที่เงินเดือนออกช่วงสิ้นเดือน 


ถ้าโชคร้ายเกิดเจ็บป่วย ไม่สามารถใช้แรงใช้สมองทำงานแลกเงินมาได้ คุณก็จะถูกลงโทษด้วยการเลิกจ้าง และเมื่อนั้นภาระหนี้สินจากความฟุ้งเฟ้อในสังคมก็จะหล่นทับคุณ ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าบัตรเครดิต ค่าเงินกู้ธนาคาร ค่าเทอม์ลูก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเคเบิ้ลทีวี ค่าฟิตเนต(ที่สมัครไว้แต่ไปปีละไม่กี่หน) และอื่นๆ คนจะกลายเป็นคนที่ขาดสภาพคล่อง และเมื่อนั้นความทุกข์ก็จะถาโถมเข้ามา 


การใช้ชีวิตนอกกรอบ กรอบของสังคมวัตถุนิยมจึงเป็นความจำเป็นที่ เราน่าจะเรียนรู้ การใช้ชีวิตไม่ติดกับวัตถุไม่ใช้จ่ายเกินตัว ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทางสังคม ตัดค่าใช้จ่ายจากการซื้อวัตถุตามใจอยาก ซื้อเพราะต้องการเอาชนะคนอื่นๆ เดินทางสายกลางตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สะสมและออมเงิน 


เมื่อวันหนึ่งเรามีมากพอ คุณก็จะสามารถลุกขึ้นทำตามความฝันของตัวเองได้ เพราะมีคนเพียงแต่ 20% เท่านั้นที่ได้ทำงานที่ตนเองรัก ส่วนอีก 80% ทำงานที่ตัวเองไม่อยากทำ บางคนทนทุกข์เอาหัวตากแอร์ ฟังเจ้านายด่า ฟังลูกค้าบ่น ทนเพื่อนร่วมงานเอาเปรียบก็เพราะไม่อยากตกงาน ดังนั้นถ้าเรามีเงินออมที่มากเราก็จะสามารถออกจากกรอบนี้ได้ เพื่อไปทำงานตามความฝัน ทำงานที่เราสามารถตื่นขึ้นมาทำได้ด้วยความสุขทุกเช้า ทำงานที่สนองความอยาก ความต้องการทางจิตใจ ใช้ชีวิตอยู่ได้แบบพอเพียงตามเงินที่มีในกระเป๋า 


ถึงแม้จะไม่โก้หรู ฟุ้งเฟ้อ ถึงแม้จะเหนื่อย จะลำบาก แต่เชื่อเถอะครับว่า การได้ทำในสิ่งที่เรารัก ความสุขที่เราได้สัมผ้สนั้นมันยิ่งใหญ่เกินจะบรรยายได้จริงๆ ดังนั้นลองมาแหกกรอบ ออกมาอยู่ข้างนอกกระแสสังคม ออกมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง ใช้ชีวิตที่ติดกับวัตถุน้อยๆ แต่มีความสุขมากๆกันดีกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ลงทุนด้วยหัวใจ ไม่ใช่อยากรวย

ผมว่าเวลานี้คนที่เคยปรามาส ว่าตลาดหุ้นนั้นง่าย เหมือนเด็กสาวใจแตกคงต้องคิดใหม่กันอีกรอบ เพราะทุกวันนี้พระเอกที่เคยสร้างเงิน สร้างผลตอบแทนแบบเป็น กอบเป็นกำ ได้กลายร่างมาเป็นนางยักษ์ที่จ้องสูบเงินออกจากพอร์ตของเรา จากเนินเป็นดอยสูง จากกำไรเป็นขาดทุน จากสวรรค์เป็นนรก สับขาหลอกกันจนแมงเม่างงไปหมด


บางคนเจ็บปวดทุกครั้งที่คนรอบข้างถามถึงผลตอบแทนการลงทุน หรือไม่ก็ต้องแกล้งโกหก ว่าตัวเองไม่เดือดร้อนจาก ภาวะเศรษฐกิจที่มีผลต่อตลาดหุ้น จริงๆแล้ว ตลาดหุ้นไม่เคยง่าย ไม่ว่าจะมือเก่า หรือมือใหม่ เราก็คือรายย่อย วรรณะต่ำสุดในห่วงโซ่การลงทุน ด้อยทั้งอำนาจ เงินอำนาจการเข้าถึงข้อมูล และข่าว และอื่นๆ ดังนั้นเมื่อข้อจำกัดเยอะ เราต้องเรียนรู้ที่ต้องปรับตัวเอง ให้อยู่กับข้อจำกัดนั้น


การลงทุนที่ดี จึงต้องใช้ทั้ง หัว และใจ ครับ หัวคือสมอง การคิด การวิเคราะห์ อย่าหลงไปตามเกมส์ของทฤษฏีสมคบคิด ที่เขาปรุงแต่งให้เรา ไปตามเกมส์กระแสหลัก, หมั่นสังเกตและตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิด ,อย่าเชื่อเพียงเพราะมีหลายคนเชื่อตามนั้น ,อย่าหลงไปกับความหวังสวยงาม ที่กลุ่มนักการตลาด(ชักชวนให้ซื้อหุ้น) อัดฉีดมาให้จนมากไป


ส่วนการใช้ใจ คือการควบคุม อารมณ์และสติในโฟกัสที่เป้าหมายการลงทุน อ่านและสัมผัสถึงอารมณ์ของตนเอง และอารมณ์ของตลาด , อย่าวิเคราะห์หรือใช้ตรรกะเพื่อสรุปสิ่งที่เห็นอย่างเดียว จงใช้ใจสัมผัสถึงผลหรืออารมณ์ของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อข่าวและเหตุการณ์ที่เกิด เพื่อใช้เป็นกลยุทธการลงทุน ฝึกใจให้นิ่ง เพื่อสร้าง สัญชาติญาณการลงทุน สร้างสิ่งที่จำเป็นการตัดสินใจ อย่างถูกต้องและรอบคอบ เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน


จริงๆไม่ว่าจะลงทุนแนวใด ก็มีข้อดีด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่เราต้องรู้จักการคิดแบบเป็นระบบ รู้จักการวางแผน การมองภาพรวม และการมองหาจังหวะ โอกาสที่เป็นบวก ต่อตัวเรา สิ่งเหล่านี้ท่านไม่สามารถไปเสียเงินเรียน หรือฝึกอบรม จากที่ใดได้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจากการฝึกและการสั่งสมประสบการณ์ ที่ต้องใช้ระยะเวลาหล่อหลอม ผิดวันนี้ไม่เป็นไร จงเรียนรู้และสรุปบทเรียนเพื่อนำไปใช้ เพื่อความอยู่รอดและการประสบความสำเร็จในระยะยาวต่อไปครับ

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Thai Trade Contest