วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อหุ้นโดนน้ำท่วม

ชั่วโมงนี้ถ้าไม่พูดถึงเรื่องน้ำท่วมคงจะเฉยไปแล้ว โดยเฉพาะหับคนกรุงเทพ ที่เฝ้ารอการมาถึงของน้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อว่าจะเข้ามาถึงบ้านเมื่อไหร่ ผมว่าวิกฤตครั้งนี้มันสะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างออกมาทั้งมิติเรื่องสังคม(อีกพวกให้ปิด อีกพวกให้เปิดประตูน้ำ เปิดคันกั้นน้ำ ทะเลาะกัน ตีกัน ยิงปืน ปิดถนน) และการเมือง(ทั้งการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับประเทศ ที่ขยันเล่นการเมืองท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน) รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการและการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ ที่เมืองไทยยังขาดเรื่องนี้อยู่มาก 




ผมเองก็ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เจอกับภัยพิบัติและมีโอกาสได้เป็นผู้อพยพ จากบ้านที่อยู่มานานหลายสิบปี ก็คราวนี้เอง มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของภัยพิบัติ ที่เกิดก็เป็นประสบการณ์ที่ดี มันทำให้เราได้มีสติ เตือนให้เราไม่ประมาท ผมเองมีโอกาสได้เห็นรถขันละหลายล้านบาท บ้านหลังละเกือบยี่สิบล้าน รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมมูลค่าหลายหมื่นล้าน จมไปกับน้ำ ทำให้รู้เลยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั้งยืน ใครจะคิดว่าสักวันเราจะพ่ายแพ้กับพลังธรรมชาติ พลังที่เราเคยภูมิใจว่าเราสามารถควบคุมและใช้ประโยชน์จากมันได้ 


ในวิกฤตินี้ก็ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องที่เลวร้ายและไม่ดีไปทั้งหมด เพราะความสวยงามของน้ำใจมนุษย์ด้วยกันก็ยังมีอยู่ให้เห็น จากการช่วยเหลือกันอย่างไม่ขาดสาย ทั้งจากอาสาสมัครภาคประชาชน ทหาร เจ้าหน้าที่กู้ภัย ภาคธุรกิจและอื่นๆ ผมว่านี้คือข้อดี ข้อเด่นของสังคมไทยที่เราไม่เคยขาดแคลนน้ำใจที่มีต่อกัน หลายภาพเป็นเรื่องราวที่รับรู้แล้วทำให้อิ่มใจ เช่น ข่าวชาวบ้านจาก 3 จังหวัดภาคใต้ที่ส่งน้ำดื่ม และอาหารแห้ง เป็นคันรถสิบล้อ มาช่วยคนกรุงเทพ , ภาพของชาวบ้านจังหวัดตาก ที่เคยได้รับความช่วยเหลือตอนที่น้ำท่วมเริ่มต้น ได้ส่งเรือและสุขาลอยน้ำ กลับมาช่วยคนกรุงเทพที่เคยช่วยเหลือพวกเขา ผมว่าภาพพวกนี้มันทำให้สังคมเราดูส่วนงาม พอจะลบภาพพวกเหลือบไร ที่หากิน หาประโยชน์จากของบริจาคได้ 


ส่วนหลังจากน้ำลด คงได้เห็นเรื่องการฟื้นฟู และบูรณะประเทศจากความบอบช้ำจากวิกฤติการน้ำท่วม โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจ ที่ดูจากหลายสำนักทั้งในและนอกต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยโดนผลกระทบหนัก ทั้งความเสียหายในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ และยังไม่นับรวมเรื่องผลกระทบกับภาคแรงงาน ที่ต้องตกงานเพราะ ไม่สามารถปกป้องนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไว้ได้ 


สำหรับเราที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น กิจการหลายกิจการก็ถูกผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำ ดังที่สะท้อนออกมาจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงก่อนหน้า ดังกลุ่มที่เห็นได้ชัด เช่นหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ที่น้ำท่วม เช่น โรจนะ , นวนคร และกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิค รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่แน่นอนว่า ย่อมมีผลต่อกำลังซื้อในช่วงปีนี้ที่เหลืออยู่แน่นอน และธุรกิจอื่นๆ



ดังนั้นเราจึงควรวิเคราะห์ผลเสียและผลดี ในวิกฤติครั้งนี้ที่มีต่อหุ้น เพื่อใช้เป็นโอกาสในการลงทุน รวมถึงตรวจสบผลกระทบของหุ้นที่เรามีในพอร์ตด้วย ดังเช่น หุ้นบางตัวได้รับผลกระทบด้านลบระยะสั้น แต่ระยะยาวกลับได้รับผลดีระยะยาว หรือหุ้นบางประเภทแม้ไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากน้ำท่วม แต่กลับได้รับผลกระทบเชิงลบทางอ้อมที่ส่งผลต่อการเติบโตของกิจการเป็นต้น ผมของแนะนำวิธีการการใช้ตาราง Matrix ง่ายๆเพื่อใช้ตรวจสุขภาพกิจการที่เราถือหุ้น หรือสนใจจะลงทุน ดังนี้ 


ตารางแรกเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมต่อกิจการ ว่าเป็นแบบผลกระทบ ทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อประเมินข้อได้เปรียบในธุรกิจ จากวิกฤติการนี้



ตารางที่สองเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบ ในเชิงระยะเวลา ว่าเป็นผลกระทบแบบระยะสั้น หรือระยะยาว แน่นอนว่าถ้าเป็นผลกระทบเชิงลบระยะยาว จะย่อมส่งผลเสียมากกว่า ผลกระทบระยะสั้น เท่านี้ เราก็จะสามารถมองเห็นภาพของความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมได้อย่างมีระบบมากขึ้น


ทดลองประเมินผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้กันนะครับ เมื่อมองเห็นผลกระทบก็ลองโปรเจคไปถึง ผลประกอบการ การเติบโต หรือผลกระทบที่จะเกิดกับยอดขายและรายบรับที่ได้ รวมถึงต้นทุนแผงที่จะเพิ่มจากผลกระทบครั้งนี้ ผมเชื่อเสมอว่า ในวิกฤตย่อมมีโอกาส การหมั่นเป็นคนช่างสังเกตจะทำให้เราสามารถค้นพบ โอกาสดีในการลงทุนได้เสมอ