วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทําอย่างไรให้รวยหุ้น

เมื่อคืนต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวังกับฟอร์มของนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่แพ้ซาอุไปแบบหมดลุ้น 3 เม็ด ผมเริ่มเชื่อพี่โน๊ตอุดมแล้วว่า ถ้าบอลไทยจะได้ไปบอลโลกมีทางเดียวคือ เราต้องเป็นเจ้าภาพ และบอลโลกต้องมาจัดที่ประเทศไทย ถึงจะมีความน่าจะเป็นที่มากที่สุด ยิ่งหันกลับไปมองชุดเล็กที่ตอนนี้ลงเล่นทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปแบบ ซีเกมส์ที่แต่ก่อนถ้าเราไป ยังไงก็แชมป์ สองสามปีมานี้แม้แต่จะเข้ารอบยังยากลำบากเลย เราเล่นเกมส์กับเขมร กับพม่า กับลาวได้สูสีแบบไม่โดดเด่น นี่ถ้าเจอทีมแบบระดับอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เราก็อาจจะรอดยาก ถ้ายังรักษาฟอร์มที่กระท่อนกระแท่น แบบนี้อยู่




ก่อนเข้านอนแวะไปอ่านอีเมล์ ปรากฏว่ามีพี่ท่านหนึ่งเขียนมาปรึกษาเรื่องหุ้น ขึ้นหัวข้อมาว่า "ทำอย่างไรให้รวยหุ้น" เลยถือโอกาสนี้เอาหัวข้อนี้มาเป็นประเด็นเขียนบล็อคเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนคติกัน ผมเองเชื่อว่าทุกคนอยากรวย แน่นอนว่ารวมถึงตัวผมเองด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในตลาดหุ้นคือ คนที่อยากรวยมักจะไม่รวย แปลกไหมครับ?? อาการของคนที่อยากรวยคือคนที่ มุ่งจะหาวิธีการทำกำไรสูงสุดจากการเล่นหุ้นให้ได้ ในเวลาอันสั้น บางคนไปหาหุ้น 5 เด้ง 10 เด้ง(เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี แต่กว่าจะเจอคุณอาจจะใช้เวลานานหลายปี ยิ่งแจ๊กพอร์ตสภาพเศรษฐกิจโลกไม่อำนวย คุณก็อาจจะเจ็บตัว ร้องเพลงรอเก้อต่อไป) หรือไม่ก็เน้นไปที่การหาวิธีการเทคนิคที่จะทำให้ได้กำไรมากๆจากการซื้อหุ้นทุกครั้ง


ดังนั้นเมื่อตั้งธงไปที่กำไรส่วนมากวิธีคิดเราจะมุ่งไปที่การทำกำไร จนทำให้สุดท้ายก็ไปติดกับดักทางอารมณ์โดยเฉพาะความโลภ จนมองข้ามความเสี่ยงที่มีไป ตามที่ผมศึกษามาจากเรื่องราวของเทรดเดอร์และนักลงทุนระดับโลก ผู้ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในตลาดหุ้น ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเกมส์การเงิน เขาเหล่านั้นไม่ได้มองที่การทำกำไรเป็นหลัก แต่เขากับมุ่งไปที่การรักษาต้นทุนและการจำกัดความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ


แนวทางการเล่นหรือลงทุนจึงเน้นไปที่การปกป้องเงินต้น แน่นอนว่ากำไรเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง แต่มันจะเป็นภาระกิจรองจากการจำกัดความเสี่ยงและปกป้องเงินต้นของการลงทุนไป(ตลาดหุ้นความเสี่ยงจะไม่เท่ากับศุนย์ แต่ความเสี่ยงจะไม่เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวถ้าเราสามารถประมาณ และจำกัดขอบเขตของความเสี่ยงได้) ตัวผมเองหลังจากลองผิดลองถูกในตลาดหุ้นอยู่นาน ก็เปิดใจเปลี่ยนเอาแนวคิดนี้มาใช้ จนปัจจุบันผมกล้ายืนยันว่า ถ้าเราสามารถปกป้องเงินต้นของเราได้แล้ว กำไรนั้นจะไหลมาเทมาเอง แบบตามสภาพตลาด(โดยเฉพาะเมื่อตลาดอยู่ในขาขึ้น มีกระแสเงินต่างชาติหรือกระแสเงินจากกองทุนไหลเข้ามา)และภาวะการเติบโตของกิจการ 


ในระยะยาวพอร์ตการลงทุนของเราก็จะเติบโต อย่าหลงไปเล่นกับกำไร 50% 100% ในครั้งสองครั้ง แต่ต้องมานั่งเสียใจ เสียน้ำตาขาดทุนหลายครั้ง หรือติดดอยมหาศาล เพราะวิถีทางนั้นมันไม่ได้ทำให้พอร์ตลงทุนเรางอกงาม


หลักการเทรดหุ้นเก็งกำไรของผม คือจะไม่เสี่ยงหรือปล่อยให้ขาดทุนเกิน 5% ของเงินทุนในหน้าตัก ที่สำคัญต้องมีวินัยในการตัดขาดทุน การตัดขาดทุน cutloss เป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก ถ้ายังไม่มีการฝึกหัดหรือมีระบบจัดการเงินที่ดี นักเก็งกำไรมักพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ บวกกับไปเจอพวกที่อัดฉีดความหวังด้วย เหตุผลเชิงพื้นฐาน หรือคำโอ้โลมที่ให้กำลังใจ สุดท้ายเป็นเคลิมติดดอย รู้ตัวอีกทีขาดทุน 40 50% ไปอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกก็มีเยอะแยะ


จากสารคดีชีวิตสัตว์ป่าที่ผมนั่งดู เขากล่าวไว้ว่า ถ้าป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ผู้ล่าที่จะอยู่รอด ไม่ใช้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพงไพรแบบ เสือ หรือสิงโต แต่สัตว์ที่จะสามารถอยู่รอดได้นาน คือ หมาป่า เพราะหมาป่าเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัว และดำรงชีวิต ทำงาน หากินแบบเป็นกลุ่มเป็นฝูงได้ ที่สำคัญ หมาป่านั้นกินได้ทั้งซาก และสามารถล่าเหยือที่มีชีวิตอยู่ ต่างจากเสือ และสิงโต ที่เน้นกินแต่เนื้อสด จากการล่าสัตว์ที่มีชีวิต เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การอยู่รอดเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นถ้าจะอยู่รอด ไม่ใช่แค่เราจะต้องรุกเก่ง ล่าเก่ง แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาชีวิต รักษาต้นทุนเอาไว้ให้ได้นานที่สุดครับ


นักลงทุนหลายคนที่ผมรู้จัก ทั้งจากเว็บไซต์และจากกลุ่มสังคมออนไลน์ ผมเคยเจอคนที่จบ MBA ทำงานสายธุรกิจ หรือบางคนก็เรียบจบเมืองนอก เป็นผู้บริหารของบริษัทใหญ่โต เงินเดือนหลายแสน เก็บเงิน เก็บทองมาจากอาชีพหลัก งานประจำ มาลงทุนในตลาดหุ้น สุดท้ายหลงเข้าตามวังวนของตลาดเก็งกำไร จากหุ้นใหญ่ ไปหุ้นเล็ก ไป DW ไป TFEX เสียเงินเสียทอง มหาศาล หมดตัวกลับไป แล้วได้แต่ถามตัวเองว่า ผิดตรงไหน ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น ก็มีข่าวดี มีสมัครพรรคพวกซื้อตามมากมาย มีบทวิเคราะห์เชิงบวกรองรับ แต่แล้วกำไรไม่นานก็ขาดทุนทุกทีไป คำตอบมันก็อยู่ตรงที่จุดเริ่มต้นแหละครับ ถ้าเรามองหากำไร วิ่งตามกำไรมากเกินไป สุดท้ายกำไรมันจะวิ่งหนีเรา....