สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

"ทองคำลึก 3 ฟุต"

เรื่องนี้อ่าน 3 รอบแล้วเอามาจาก page ของคุณพีร์ wizard kid อ่านเรื่องนี้แล้วเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน ในการทำธุรกิจและในการลงทุนเป็นอย่างมาก หลายๆอย่างในชีวิตไม่ได้มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ เราจึงต้องพยายามออกแรง และดิ้นรน เพื่อจะไปให้ถึงฝั่งฝัน แต่ความพยายามเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีสติปัญญา และการคิดอย่างรอบคอบด้วยเพื่อช่วยให้สามารถประสบความสำเร็จได้ 

"ทองคำลึก 3 ฟุต"

ในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา ลุง ของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ ก็เป็นโรคตื่นทองกับไปเขาเหมือนกัน
ลุงของเขาได้ร่วมเดินทางไปทางฝั่งตะวันตกของโคโลราโด เพื่อไปขุดหาทองคำ ด้วยความหวังว่า
หากพบสายแร่ทองคำ เขาก็จะได้มีโอกาสพบกับความร่ำรวย



แล้วลุงของเขา ก็ไปขอสิทธิ์ในการขุดทองคำ จากนั้นจึงเริ่มเข้าไปทำงานขุดและร่อนทอง
หลังจากทำงานได้หลายสัปดาห์ ลุงของเขาก็พบกับทองคำ สมดังที่ตั้งใจไว้ ลุงของดาร์บี้
จึงรีบปิดเหมืองทองเล็กๆของเขาไว้ก่อน โดยไม่บอกให้ใครรู้ และรีบกลับไปบ้านเกิดที่
วิลเลียมเบิร์ก รัฐแมรีแลนด์ เพื่อบอกเรื่องการพบทองคำครั้งนี้กับ ญาติ และเพื่อนสนิท
บางคนของเขา


เมื่อได้ทราบข่าวดีนี้ ลุงของดาร์บี้ พร้อมกับญาติๆ และเพื่อนๆ ก็ได้รวบรวมเงินกัน
เพื่อสร้างเหมืองขุดเจาะทองคำ ซึ่ง อาร์. ยู. ดาร์บี้ เองก็ได้ตัดสินใจเข้าร่วมลงทุน
กับลุงของเขาด้วย และเมื่อรวบรวมเงินทุนได้ พวกเขาทุกคนก็รีบกลับไปที่เหมือง
เพื่อขุดหาทองคำต่อทันที


แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ลุงของเขาพูดไว้ พวกเขาได้พบว่ามี สายแร่ทองคำอยู่ในหลุมแรก
ที่พวกเขาลงมือขุด ซึ่งเพียงทองคำที่เขาขุดได้ในหลุมแรกนั้น ก็ได้พิสูจน์ว่า พวกเขากำลัง
จะกลายเป็นหนึ่งใน เจ้าของเหมืองทองคำที่รวยที่สุดในโคโลราโด และถ้าเขาเจอสายแร่ทองคำ 
เพิ่มขึ้นอีกสักสองสามหลุม แล้วล่ะก็ นอกจากพวกเขาจะสามารถล้างหนี้สินได้ทั้งหมดแล้ว
พวกเขาก็จะร่ำรวยมหาศาลทีเดียว


พวกเขาขุดลึกลงไป ขุด ขุด แล้วก็ขุดด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น ที่ได้รับจากทองคำในหลุมแรกนั้น
แต่แล้ว มันกลับไม่เป็นไปอย่างที่พวกเขาคาดคิดไว้เพราะแม้ว่าพวกเขาจะขุดลึกลงไปสักแค่ไหน
มันกลับไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกเลย


แม้กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็ยังคงพยายามขุดต่อไปอีก แต่… มันก็ยังคงมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
มันไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะ…หยุด


พวกเขาได้ตัดสินใจ หยุดขุดหาสายแร่ทองคำ และขายเหมืองทองคำนั้นต่อให้กับพ่อค้าซื้อขายของเก่าคนหนึ่ง ในราคาเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ แล้วพากันนั่งรถไฟกลับบ้านอย่างสิ้นหวัง


แต่ พ่อค้าซื้อของเก่าคนนั้น ได้นำเรื่องเหมืองทองที่เขาซื้อมานี้ไปปรึกษากับ “วิศวกรเหมืองทองคำ” ซึ่งเมื่อวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหมืองทองคำ ทำการตรวจสอบแล้วพบว่า…


“สาเหตุที่ีโครงการนี้ล้มเหลวไปก่อน ก็เพราะ เจ้าของเหมืองคนเดิม (ลุงของเขาและพวก) ไม่คุ้นเคยกับ เส้นทางของสายแร่ทองคำ และจากการคำนวณโดยละเอียดแล้ว วิศวกรก็บอกว่า…
สายแร่ทองคำอยู่ห่างออกไปจาก จุดที่ ดาร์บี้ หยุดขุด แค่ 3 ฟุต เท่านั้น”


เหมืองแร่ทองคำแห่งนั้น ได้ทำเงินให้พ่อค้ารับซื้อของเก่าคนนั้นนับล้านดอลลาร์ เพียงเพราะเขารู้ว่า…
ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะล้มเลิกความตั้งใจ


หลังจากนั้นมา ดาร์บี้ ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเงินทุนกลับคืนมาให้ได้ แล้วเขาก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ธุรกิจขายประกันชีวิต ซึ่งทำให้เขาได้ค้นพบว่า


“ปณิธาน” สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “ทองคำ” ได้


แล้ว อาร์. ยู. ดาร์บี้ ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในงานใหม่ของเขา ดาร์บี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในนักขายเพียงไม่กี่คนที่ทำยอดขายประกันชีวิตได้ มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ต่อปีเพราะ เขายึดมั่นต่อบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากเหมืองทองคำ


เขากล่าวว่า… “ผมเคยสูญเสีย ความร่ำรวย ไป เพียงเพราะว่า ผมตัดสินใจ หยุดขุดก่อนที่จะถึง สายแร่ทองคำ เพียง 3 ฟุต เท่านั้นเอง ดังนั้น เมื่อผมขายประกัน ผมจะไม่ยอมหยุดขาย เพียงเพราะลูกค้าตอบว่า ‘ไม่’ โดยเด็ดขาด“


อ่านเรื่องนี้จบหวังว่าทุกท่านจะมี กำลังใจในการลงทุนหรือทำงานต่างๆให้ประสบความสำเร็จนะครับ คิดอย่างมีกลยุทธ มีสติในการลงมือทำ และอย่าท้ออย่าหยุดทำจนกว่าจะสำเร็จครับ


วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

เรียนหุ้นจากหนัง: ท็อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน

TOP SECRET วัยรุ่นพันล้าน เรื่องนี้เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี จากเค้าโครงเรื่องจริงของเจ้าของธุรกิจสาหร่ายทอดกรอบ "เถ้าแก้น้อย" นักธุรกิจหนุ่มเศรษฐีพันล้าน ที่มุ่งมั่นเอาชนะความยากลำบากและการปลดหนี้ให้กับครอบครัว จนสามารถสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ จากหนี้ 40 ล้านกลายเป็นนักธุรกิจอายุน้อยที่มีเงินเป็นพันล้าน เป็นหนังไทยที่คนจะทำธุรกิจหรือจะลงทุนควรหามาดูเป็นอย่างยิ่งครับ


ผมชอบการเดินเรื่องของหนังเรื่องนี้เป็นหนังแนวเล่าเรื่อง ที่ใช้ตัวเอกเดินเรื่องราวต่างๆผ่านการเล่าอดีต ความสนุกอยู่ที่การฝ่าฝันและการเอาชนะอุปสรรค์ ของ ต๊อบ อิทธิพัฒน์ ที่เรียกว่าเริ่มมาจากศูนย์เลยทีเดียว แต่ด้วยความมุ่งมั่นเอาชนะและมีหัวพ่อค้าทำให้เกิดเรื่องราวสนุกๆ ขึ้นมากมาย ยกตัวอย่างเช่นการขาย item จากเกมส์ ที่สร้างรายได้ให้เด็กติดเกมส์อย่าง ต๊อบได้มีรถเก๋งขับไปโชว์สาวที่โรงเรียน 

ต๊อบเป็นอีกตัวอย่างของ คนที่ไม่ได้เน้นการศึกษาในระบบ ไม่ได้เอาดีหรือเป็นเลิศในการเรียนด้วยเกรดสวยหรู แต่เป็นการเอาดี เอาชนะ จากแห่งโลกจริง ด้วยเหตุผลที่ทางบ้านเป็นหนี้ ล้มละลาย จนพ่อแม่ต้องหนีหนี้ไปเมืองจีนทำให้ต๊อบ ทุ่มหมดตัวในการสร้างฐานะและหาเงินมาใช้หนี้ ซึ่งตรงนี้เป็นแรงขับดันชั้นดี ที่ทำให้ต๊อบมีความมุมานะและตั้งใจเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการทำธุรกิจแบบไม่มีแบบแผน และเสี่ยงแบบหมดตัว ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าธุรกิจเริ่มต้นหลายอย่างของต๊อบ ที่เริ่มโดยขาดการวางแผน ล้วนล้มเหลวไม่เป็นท่า 

ครูพักลักจำวิธีการเรียนรู้ของต๊อบ

จะมีใครสักกี่คนที่จะกล้า ลาออกจากมหาวิทยาลัยมาทำธุรกิจ? จะมีใครสักกี่คนที่กล้าขโมยพระสมเด็จของพ่อไปขายเพื่อเป็นทุน? แต่ต๊อบทำได้ ด้วยความที่คิดนอกกรอบ นอกแผนแบบไม่ฟังใครมันเลยทำให้ ต๊อบกล้าเสี่ยง(ข้อดีคือทำให้ได้ลองหาโอกาสใหม่ๆ ข้อเสียคือเจ๊งได้ง่าย) ผมลองคิดอีกมุม ถ้าต๊อบเป็นเด็กดี หรือรู้เรื่องราวของพ่อ เขาคงไม่ได้ทำธุรกิจในวันนี้ เนื่องจาก พ่อที่ล้มเหลวผิดพลาดในการทำธุรกิจ ย่อมไม่อยากจะให้ลูกเสี่ยงในการทำธุรกิจ ที่สำคัญในอายุเพียง 18 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ผู้ใหญ่หลายคนมองเด็กวัยรุ่นว่า ยังเป็นเด็กน้อยที่ไม่ประสาต่อโลก ไม่ควรออกมาเสี่ยง ควรจะเดินตามขนบ จบมหาวิทยาลัยด้วยเกรดสูงๆ แล้วก็ทำงานประจำรายได้ดีๆ

ลองผิดลองถูกแบบไม่ยอมแพ้

หลายคนอาจจะยี้หนังไทย แต่สำหรับเรื่อง TOP SECRET วัยรุ่นพันล้าน ผมว่าเป็นหนังไทยที่ควรดูและหามาสะสม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ หรือการลงทุน ความสนุกของหนังเรื่องนี้ อยู่ตรงที่การได้ลุ้นทุกซ็อตไปกับต๊อบ แม้แต่ในฉากสำคัญสุดท้ายในการส่งสินค้าให้ 7-11 เลยทำให้หนังไทยเรื่องนี้ไม่น่าเบื่อ ยิ่งบวกกับการตัดต่อที่เปลี่ยนฉากเร็ว ไม่ดราม่ามากมายจนเกินไป หรือเน้นไปที่เรื่องราวรักๆใคร่ๆ มันจึงทำให้ดูสนุกและมีเสียงหัวเราะแทรกตลอดเวลา

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้
1. การเรียนรู้ไม่ได้มีแต่ในห้องเรียน 
เรื่องนี้สอนให้เห็น ถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนของ ต๊อบ แบบครูพักลักจำ เช่นในฉากการไปแอบดู พ่อค้าแม่ค้า คั่วเกาลัดที่เยาวราช ทำให้สามารถรู้ถึง วิธีการคั่วเกาลัดทั้งการแช่น้ำ การเลือกกาแฟ การฉีดน้ำหวาน เป็นต้น ซึ่งเรื่องแบบนี้คงไม่มีห้องเรียนไหนสอน เมื่อเรียนรู้ก็จึงนำมาฝึกฝนหัดทำ 


การลงทุนก็เช่นกัน ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องเรียนในมหาวิทยาลัยด้านนี้โดยตรง ถึงจะประสบความสำเร็จ เราสามารถเรียนรู้นอกห้องเรียน จากการสนทนากับผู้ที่มีประสบการณ์ หรือเรียนรู้จากเว็บไซต์ จากบล็อค รวมถึงการเรียนรู้จากกลุ่มเพื่อนผ่าน Social network แบบ Facebook ที่มีการสนทนาและตั้ง Group เกี่ยวกับหุ้นมากมาย สิ่งสำคัญคือ เรียนรู้แล้วต้องตกผลึก ต้องฝึกในและลองทำ ด้วยตนเองถึงจะทำเป็นและเข้าใจ

2. มองเห็นโอกาส
สาหร่ายเถ้าแก่น้อย เกิดมาจากที่ต๊อบได้กิน สาหร่ายทอด OTOP ของระยอง ที่แฟนซื้อมากิน เมื่อได้กินต๊อบก็เห็นถึงโอกาสในการทำธุรกิจ เพื่อขาย ตรงนี้เป็นข้อเด่น ที่นักลงทุนควรมีคือ การไม่หยุดนิ่งพยายามมองให้เห็นโอกาส โดยเฉพาะโอกาสการลงทุน หุ้นบางตัว เราสามารถเลือกได้จากการไปสัมผัสหรือมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะเติบโตของเค้า ไม่จำเป็นต้องเป็นนักลงทุน VI เสมอไป นักเก็งกำไรก็สามารถทำได้ เพราะการเก็งกำไรในหุ้นหัวใจคือ เราต้องเลือกหุ้นที่แนวโน้มกิจการไปได้ดี เติบโต เก็งกำไรแล้วถึงจะได้กำไร ถ้าไปเก็งกำไรหุ้นที่ธุรกิจไม่โตแน่นิ่ง โอกาสได้กำไรก็น้อย 

การมองเห็นโอกาส ยังรวมถึงการฝึกตนให้เป็นคนช่างสังเกต รู้จักพิจารณากราฟราคาหุ้น เพื่อมองให้เห็นโอกาสในการเข้าซื้อ หุ้นบางตัวอาจจะไม่น่าสนใจ ไม่มีใครเชียร์ ยังไม่มีใครพูดถึง แต่ถ้ามีการขยับของแท่งเทียน มีการยกตัวต่อเนื่องมีปริมาณซื้อสนับสนุน เราเห็นเราก็ควรติดตามหรือเฝ้าหาจังหวะเข้าลงทุน เมื่อราคาเบรคแนวต้านสำคัญขึ้นมาได้ เป็นต้น

3. ความกล้า
ต๊อบแม้จะเป็นคนใจร้อน แบบวัยรุ่น แต่ต้องยอมรับว่าถ้าต๊อบไม่กล้าเสี่ยงก็คงไม่มีวันนี้ ในโลกการลงทุน เราไม่สามารถหลีกหนีความเสี่ยงได้ ไม่ว่าจะลงทุนประเภทไหน(อย่าไปเชื่อใครที่บอกว่าลงทุนแบบยาวๆจะไม่เสี่ยง) เพราะการลงทุนเป็นการเล่นกับ อนาคต ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่รู้อนาคตที่แน่นอน ความเสี่ยงย่อมเกิดได้เสมอ สำคัญที่สุดไม่ใช่การกลัวความเสี่ยง แต่ต้องเป็นการรู้จักความเสี่ยงและรับมือกับความเสี่ยงนั้น ในเรื่องนี้ต๊อบอาจจะทำได้ไม่ดี เพราะเสี่ยงแบบทุ่มสุดตัว แน่นอนว่าโชคช่วยจึงสำเร็จ แต่เราสามารถประณีประนอม เลือกใช้ความกล้า บนความเสี่ยงที่จำกัด แบบไม่ประมาทได้เท่านี้เราก็จะไม่พลาดโอกาสในการลงทุนครับ

4. ความพยายามไม่ยอมแพ้
ต๊อบ ทอดสาหร่ายเสียเป็นแสน ถึงจะรู้ว่าทอดอย่างไหร่ถึงอร่อย กรอบและไม่ไหม้ ตรงนั้นเป็นภาพที่สะท้อนถึงการไม่ยอมแพ้และไม่หมดความพยายาม ถ้าต๊อบเกิดเลิกล้มกลางครัน โอกาสที่จะเป็นเศรษฐีพันล้าน คงหมดไป การลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน คงไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด ยิ่งถ้าไม่มีพ่อแม่พี่น้องที่เป็นเซียนหุ้นมาก่อน ทุกคนก็เริ่มจาก ศูนย์เหมือนกันทั้งนั้นไม่ว่าจะลงทุนแนวทางไหน ก็ต้องนับหนึ่งเช่นกัน 


ดังนั้นการจะไปถึงเป้าหมายย่อมต้องใช้ความพยายามและแน่นอนที่สุดว่าระหว่างทางนั้นอุปสรรคหรือความผิดหวังย่อมแวะมาทักทายเราอย่างต่อเนื่อง ถ้าจิตใจเราเข้มแข็งไม่ท้อถอย ความสำเร็จย่อมมาถึงในสักวัน

5. องค์ความรู้เฉพาะตัว (Knowhow)
คนทำธุรกิจ จะประสบความสำเร็จได้ คือต้องมีจุดเด่นและชนะคู่แข็ง เถ้าแก่น้อย ก็เช่นกัน knowhow นั้นจะมาจากการสะสมและตกผลึกความคิด เพื่อให้ได้มาเป็นผลิตภัณฑ์หรือช่องทางในการสร้างผลตอบแทน ในกรณีของเถ้าแก่น้อย มี khowhow หลายอย่างเช่น เรื่องการทอดสาหร่าย การเลือกสาหร่าย หรือแม้แต่การทำให้สาหร่ายกรอบอยู่ได้นานไม่หืน ตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากและใช้เวลา 


การลงทุนก็เช่นกัน กว่าที่นักลงทุนจะได้กำไรต่อเนื่อง หรือลงทุนชนะตลาด SET ได้ต่อเนื่อง โมเดลการลงทุนหรือ Trade system ต้องดีและแม่นยำ ไม่ใช่ลงทุนมั่วไปตามตลาด ตามเพื่อน เพราะถ้าเป็นแบบนั้นอาจจะได้ๆเสียๆ ไม่ได้เกินกำไรที่ยั่งยืน ตัวโมเดลวิธีการลงทุนนี่แหละครับคือ Knowhow ที่เราต้องเรียนรู้และสร้างขึ้นมาเองจากการพื้นฐานหรือของเดิมที่มี ให้ถูกจริตและเข้ากับรูปแบบการลงทุนของเรา มันไม่มีขายไม่มีให้จากการไปอบรม เพราะเมื่อใดก็ตามที่ knowhow นี้เป็นของมหาชนหรือรับรู้กันทั่ว ส่วนมากมันมักจะใช้ทำกำไรไม่ได้ในตลาดจริง 

6. คนที่เชื่อมั่นในตัวเรา
ก่อนจะประสบความสำเร็จย่อม ผ่านบททดสอบกับการเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน ต๊อบมีลุงเทือง (เปี๊ยกโปสเตอร์) ที่เอาด้วยทุกเรื่อง ให้โอกาสและคอยช่วยเหลือต๊อบตลอด แม้กระทั่งตอนที่เริ่มทอดสาหร่ายใหม่ๆ คนแบบนี้แหละครับที่เราจำเป็นต้องมี ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ ในการลงทุนก็เช่นกัน ทางทีเดินไม่ได้ง่ายแบบใจคิด กว่าจะผ่านอุปสรรคและขวากนามไปได้ ใช้เวลานานและเจ็บตัว ถ้าไม่มีคนเข้าใจหรือให้กำลังใจ นั้นยากที่จะผ่านไปได้ ผมยกตัวอย่างพี่คนหนึ่ง ชอบลงทุนในหุ้นมาก แต่เมียไม่เห็นด้วยและคิดเสมอว่าหุ้นเสี่ยงจะหมดตัว ทุกครั้งที่ขาดทุนนอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังต้องทะเลาะกับเมียอีก จนสุดท้าย ต้องยอมเลิกลงทุนเอาเงินไปฝากแบงค์เหมือนเดิม นี่แหละครับชีวิตจริง นอกจากเราจะต้องเชื่อมั่นในตัวเราแล้วนั้น ยังต้องทำให้คนรอบข้างเข้าใจและเชื่อมั่นในทางที่เราเดินเช่นกัน

ลุงเทือง องค์ประกอบสำคัญ ผู้อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จ

ปล. ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

เรียนหุ้นจากหนัง: พิชัยยุทธการลงทุน

หยิบหนังจีนเรื่องโปรดอีกเรื่องมาเขียน เพราะว่าเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่อยากแนะนำให้เพื่อนๆดูครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังดูแล้วจะได้ข้อคิดดีๆนำไปใช้ในการลงทุนได้อีกด้วย หนังจีนเรื่องนี้ชื่อเรื่อง A Battle of Wits (มหาบุรุษกู้แผ่นดิน) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำสงครามที่ไม่ได้เน้นที่การรบแบบบู๊ระห่ำ แต่เน้นไปที่กลอุบาย กลศึก แบบพิชัยยุทธจีน ที่แสนจะเลื่องลือ



A Battle of Wits หรือ มหาบุรุษกู้แผ่นดิน เข้าฉายในตอนปี 2006 เป็นหนังจีนฟอร์มยักษ์ที่นำแสดงโดย หลิวเต๋อหัว เรื่องราวของการทำสงครามสมัย 370 ก่อน คริตศักราช ระหว่างแคว้นจ้าวและแคว้นเหลี่ยง โดยแคว้นเจ้าเป็นแคว้นใหญ่ตั้งใจจะยกพลไปทำศึกจึงต้องผ่าน แคว้นเหลี่ยงจึงเสนอทางเลือกให้กับแคว้นเหลี่ยง 2 ทางคือการ ทำศึก กับ การยอมสยบ แน่นอนว่า กษัตริย์ของแคว้นเหลี่ยงกลัวที่จะถูกฆ่า จึงไม่ต้องการยอมแพ้ และได้เลือกใช้บริการของ "เก้อหลี่" ศิษย์เอกสำนัก ม่อจื้อ ผู้ที่ชำนาญด้านกลศึกและปรัชญา ชายคนนี้มีแนวคิดตามแบบ ม่อจื้อ คือรักสันติ มีความรักให้กับประชาชนทุกวรรณะ ไม่แบ่งชนชั้น 


เนื้อเรื่องดำเนินได้สนุก เก้อหลี่ต้องนำทัพเหลี่ยงที่มีทหารไม่ถึงหมื่นรับศึกแคว้นจ้าวที่มีทหารหลายแสน แน่นอนว่าในตอนแรกทัพของจ้าวไม่ได้มองแคว้นเหลี่ยงในสายตา ส่งทัพหน้าที่มีทหารไม่มากมาตีเมือง แต่เนื่องจากสติปัญญาของเก้อหลี่ ที่ทำศึกแบบฉลาดใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิประเทศ และใช้กำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการตั้งรับและโต้กลับ ทำให้ทัพของจ้าวไม่สามารถชนะได้ จนสุดท้ายแม่ทัพใหญ่ เจียงหยางจงต้องเข้ามา ทำศึกด้วยตนเอง แต่ก็ยากที่จะชนะปัญญาของเก้อหลี่


เก้อหลี่ นักการสงคราม ตามแบบ ม่อจื้อ

เรื่องนี้มีพิชัยยุทธหลายอันที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลศึกการปิดเมืองตีแมว ที่มีการใช้การล่อข้าศึกให้ตายใจ เพื่อให้ตามตีมาที่จุดอับและ ก็ใช้ความได้เปรียบในการซุ่มโจมตีเพื่อเอาชนะ ,กลศึกเรื่องการตั้งรับให้เหนี่ยวแน่นเพื่อลดทอนขวัญกำลังใจของข้าศึกหรือแม้แต่ฉากสุดท้าย ที่เก้อหลี่ไปทวงเมืองคืน ด้วยการใช้กลอุบายในการใช้น้ำ เพื่อเอาชนะ ล้วนสะท้อนถึงความสามารถของผู้นำคนนี้อย่างชัดเจน ตัวเรื่องมีความซับซ้อนและสะท้อนให้เก้อหลี่นำปัญญามาแก้ไขตลอดเวลา ทั้งการรบกับแคว้นเหลี่ยง และการทำศึกการเมืองภายในกับคนในแคว้นเหลี่ยงและพวกของกษัตริย์ที่กลัว ว่าประชาชนจะรักเก้อหลี่และหันมายึดอำนาจตน ซึ่งศึกภายในนี้เองที่ทำให้เก้อหลี่เกือบเอาชีวิตไม่รอด


ข้าศึกเรือนแสน แต่เก้อหลี่ก็ไม่หวั่น

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้


ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ คือแนวคิดของการทำสงครามที่ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ ต่างพ่ายต่างแพ้ด้วยกันทั้งสอง ต่างพ่ายต่างสูญเสีย ไพร่พล มีการล้มตายมากมาย แต่การเอาชนะที่แท้จริงนั้นคือ การอยู่รอดให้ได้นานที่สุด สูญเสียให้ได้น้อยที่สุด นั้นคือแนวคิดของเก้อหลี่ ที่ใช้ในเรื่องนี้ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่การออกรบเพื่อชนะ แต่เน้นที่การตั้งรับและลดความสูญเสีย


เรื่องนี้สามารถนำมาใช้ในการลงทุนได้เป็นอย่างดี ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของ นักลงทุนคนหนึ่ง ที่บอกว่า ตนเองอยากเล่นหุ้น โดยมีเงินอยู่ 100000 ถ้าหมดเมื่อไหร่ก็จะเลิก!!! ถ้าเป็นแบบนี้โอกาสหมดจะมีมากกว่า รอด เพราะถ้าตั้งต้นที่จะแลก ที่จะสูญเสีย เพียงเพราะอยากชนะ ความสูญเสียก็จะตามมา ถ้าเปรียบดั่งการรบ ถ้าเรามีทหาร 1 แสนนาย เปิดประตูเมืองออกไปสู้ตาย กับข้าศึกที่มีความได้เปรียบมากกว่าทั้งอาวุธ จำนวนคน และสเบียง ย่อมยากจะชนะ 


แต่ถ้าเราเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิดใหม่ เป็นมี 100000 แต่จะหาวิธีลงทุนที่สามารถรักษาเงินต้นทุนนี้ไว้ให้นานที่สุด แบบนี้นอกจากไม่แพ้ ไม่ขาดทุนแล้วโอกาสอำนวย ยังสามารถพลิกกับมาชนะได้อีก 


การลงทุนไม่จำเป็นที่ต้องเน้นการหากำไรสูงสุด แม้ครั้งหนึ่งจะได้กำไร หลายๆสิบ % แต่ถ้าต้องเสี่ยงกับการเสียขาดทุนหลายสิบ % แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น Maximum Draw down ของระบบก็จะสูง โอกาสที่จะหมดตัว ในวันหนึ่งก็มีมาก ยิ่งถ้าไม่มีระบบ MM ที่ดี นิยมชมชอบ ขายหมู ติดดอย ด้วยแล้ว มีแต่เจ๊งกับเจ๊งครับ 


ดังนั้นถ้าคิดจะชนะ ก็ควรจะชนะให้ยั่งยืน พยายามเสี่ยงให้น้อย จำกัดความเสี่ยง และหาเก็บกำไรตามจังหวะ ตามโอกาสที่เราได้เปรียบให้ได้มากๆเต็มที่(Let's profit run) เพียงเท่านี้เราก็สามารถอยู่รอดในสนามการลงทุนแล้วครับ


ปล. รูปประกอบจาก internet

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

เรขาคณิตพิชิตหุ้น


วันนี้ขอนำเสนอ Chart Pattern เพื่อนำมาใช้ในการสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม แต่แน่นอนว่า เราจะไม่ใช้ Chart Pattern เป็นประธานในการตัดสินว่าแนวโน้มราคาได้เปลี่ยนแปลงไปหรือยัง เพราะว่ารูปแบบของราคาแท่งเทียนนั้นเบื้องหลังก็คือคน คือแรงซื้อและแรงขาย ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ 


ดังนั้นผมคงไม่แนะนำให้เพื่อนๆ ใช้เมมโมรี่สมองไปจำว่า รูปแบบนี้หุ้นจะขึ้น รูปแบบนี้หุ้นจะลง เพราะถ้าท่านเจอลูก ยึกยัก บางคนไปไม่เป็นเสียเงินเสียทองมากก็มากเพราะไปเชื่อมั่นในตำราฝรั่งเกินไป ดังนั้นเน้นแบบ KISS (Keep it simple + smart) โดยใช้ทักษะเรขาคณิตระดับประถม มาช่วยในการอ่านกราฟราคาหุ้น

ผมเองใช้ รูปแบบแท่งเทียน เพื่อการสังเกต ดังนั้นผมขอยกเอารูปแบบที่ใช้ในการวางกรอบการสังเกตที่ใช้บ่อยมากที่สุด(จากประสบการณ์ของผม) แบบแรกคือรูปทรงเรขาคณิตแบบสามเหลี่ยม (Triangle) โดยหลักการคือเรากำลังจะสังเกตราคาหุ้นที่บีบตัวแกว่งแคบ เพื่อกระทำกับแนวรับหรือแนวต้าน

สามเหลี่ยมเด้ง
สามเหลี่ยมนี้ มีรูปแบบราคาหุ้น บีบตัวแคบ เข้ากระทำกับแนวรับ แล้วราคาไม่ทะลุแนวรับ นั้นเป็นสัญญาณการกลับตัวขึ้น เพื่อก่อตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้นต่อไป

วิธีการสร้างสร้างสามเหลี่ยม ใช้เส้น Trend line ลากเส้นแนวโน้มขาลง จากจุดสูงสุด A มายัง B และลากผ่านเส้นแนวรับ เพื่อใช้เป็นกรอบการสังเกต ความสูงของ สามเหลี่ยมจะเป็นระดับราคาที่มีโอกาสจะวิ่งขึ้นไปถึง และถ้าแนวโน้มราคาสามารถวิ่งทะลุความสูงนี้โอกาสที่ จะเป็นแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรงก็จะมีสูง





สามเหลี่ยมล่วง 
สามเหลี่ยมนี้ มีรูปแบบราคาหุ้น บีบตัวแคบ เข้ากระทำกับแนวต้าน ยิ่งเป็นแนวต้านสำคัญยิ่งมีนัยยะ แล้วราคาไม่ทะลุแนวต้านนั้น เป็นสัญญาณการยุบตัวลง เพื่อก่อตัวเป็นแนวโน้มขาลงต่อไป

วิธีสร้างสามเหลี่ยมนี้ ก็คล้ายกับรูปสามเหลี่ยมแรก คือสร้างเส้นแนวต้านขึ้นมา แล้วลากเส้น Trend line แบบทิศทางขึ้น เชื่อมจุดต่ำสุด จาก A ไป B โดยโอกาสที่หุ้นจะลงไปเท่ากับ ความสูงของสามเหลี่ยมก็จะมีโอกาสสูง และถ้าไปไกลเกินกว่านั้นจะเป็นการแสดง ถึงแนวโน้มขาลงที่แข็งแรง 


สี่เหลี่ยมวันทองสองใจ (Rectangle) 
อีกรูปแบบหนึ่งเราพบได้บ่อย ในการเคลื่อนที่ของแนวโน้มก็คือ รูปแบบของสี่เหลี่ยม ที่เกิดมากหลังจากหุ้นขึ้นรุนแรง หรือลงรุนแรงแล้ว ออกอาการ Sideway สักระยะ ไม่รู้จะไปทิศทางใด เราสามารถใช้กรอบสี่เหลี่ยมมาตรฐาน ที่สร้างจากจุด high และ low ของกรอบราคาที่เคลื่อนที่ออกข้างนั้น ใช้การนิยามกรอบการสังเกตราคาหุ้น เพื่อจับตามมองการเปลี่ยนทิศทาง หรือการเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ของหุ้นได้ โดย กรณีที่ราคาหุ้นเบรกกรอบบน แสดงถึงสัญญาณการเคลื่อนตัวขึ้นไปบนแนวโน้มขาขึ้น ส่วนที่ราคาหุ้นทะลุกรอบ ล่างสี่เหลี่ยม หมายถึง การเคลื่อนที่ในทิศทางแนวโน้มลดลง โดยความสูงของสามเหลี่ยมจะมีนัยยะนิยามว่าทิศทางแนวโน้มนั้นจะแข็งแรงเพียงใด




สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เรขาคณิตพื้นฐาน ที่เราเคยเรียนสมัยประถม ก็สามารถเอามาสร้างกรอบสังเกต การเปลี่ยนแปลงของทิศทางและแนวโน้มของราคาหุ้นได้แล้ว การพิจารณาความต่อเนื่องของราคา ย่อมทำให้เราสามารถหาจังหวะลงทุนได้ดี บนแนวโน้มขาขึ้น และที่สำคัญการสังเกตคือการอยู่ปัจจุบัน ย่อมดีกว่าการคาดเดาอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมากมายนักครับ 


วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

มนุษย์เงินเดือน

เมื่อวันอาทิตยที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมกิจการร้านอาหารของพี่คนหนึ่งที่รู้จักโดยบังเอิญ เราพบกันตอนที่ทำโปรเจคร่วมกันเมื่อหลายปีก่อน เขาทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือนจากงานประจำที่แสนปวดหัว ในสังคมเมืองย่านสีลมออกมาอยู่ที่ชานเมือง เปิดร้านอาหารเล็กๆ ตามใจฝันได้ใช้ทักษะการทำอาหารที่เขาชอบ ได้ลองผิดลองถูกในธุรกิจที่เขาอยากทำ จำได้ว่าสมัยก่อนถ้าแวะไปคอนโดพี่เค้า พวกผมและเพื่อนๆต้องได้กินแกงป่า สูตรอร่อยทุกครั้งไป


ถึงแม้ร้านอาหารของเขายังเป็นเพียงร้านเล็กๆไม่ใหญ่โต มีลูกจ้างเพียงสองสามคน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้คือ ความสุขที่มันเกิดในประกายหรือแววตาของพี่คนนี้ ทุกครั้งที่เขาเล่าเรื่องการผจญภัยตามฝันให้ฟัง ผมชอบช่วงขณะที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ด้วยเงินเก็บในบัญชีเพียงไม่กี่แสนบาท เพราะวันนั้นเขาได้รับข่าวร้าย ว่าหัวหน้างานต้องลาพักยาวเนื่องจากตรวจพบมะเร็งในลำไส้ เขาจึงตั้งคำถามกับตัวเองในวัย สามสิบห้า ว่าอยากจะตายแบบนี้ ตายแบบยังไม่ได้ทำตามที่ตัวเองฝันหรือเปล่า เพียงแค่ข้ามคืนเมื่อได้คำตอบ ใบลาออกก็ถูกส่งไปยังห้องของผู้จัดการทันที


ฟังเรื่องนี้แล้วนึกถึง เรื่องของพี่โหน่ง วงทนงศ์ สมัยที่เริ่มต้นทำ aday ใหม่ๆแต่ไม่มีทุนต้องขายรถ ต้องระดมทุนมาทำตามความฝัน โชคดีที่มีคนที่เชื่อมั่นและมีคน(ผู้สนับสนุน)ฝันจะเปลี่ยนโลก(หนังสือ)เหมือนกัน ความฝันพี่เขาถึงเป็นจริงและงอกงาม ผมเองก็เป็นแฟนพันธ์แท้ของ aday ตั้งแต่เล่มแรกๆ ถึงแม้จะมีไม่ครบทุกเล่มเพราะเพื่อนแสนดี ชอบยืมไปหม้อสาวและไม่คืน บวกกับปรากฏการณ์เอาอยู่แต่น้ำท่วมทั้งจังหวัด ทำให้ผมเสียหนังสือของสะสมไปเกือบครึ่ง แต่แนวคิดและความขบถแบบสนุกๆ ของพี่โหน่ง(ในฉบับรุ่นแรกๆ สมัยแกเป็น บก.) ก็ยังอยู่ ยิ่งนำมารวมกับไอเดียความคิดนอกกรอบของคุณตัน อิชิตันเข้าไปแล้ว ผมว่าถ้าใครคิดจะออกจากกรอบเดิมๆ มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรศึกษาไม่น้อยเลยทีเดียวครับ


นำเรื่องนี้มาให้อ่านไม่ได้พยายามจะบอกให้ ท่านลาออกจากงานประจำเพื่อมาเดินตามฝันแบบพี่คนนี้ การทำงานประจำก็เป็นเรื่องดีคือ มั่นคง หมดเดือนก็มีตัวเลขในบัญชีเพิ่มมากขึ้น ทำงานไปนานๆก็หวังก้าวหน้าต้องแข่งขัน เล่นเกมส์การเมืองในที่ทำงาน เพื่อก้าวเป็นหัวหน้างาน(แต่ก็เป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ดี) ทำงานหนัก เครียด กดดันมากกว่าเดิมแต่ก็ได้เงินมากขึ้น มีเงินซื้อความสุข ซื้อวัตถุ เปลี่ยนรถ เปลี่ยนบ้าน ได้มากขึ้น นั้นเป็นขบบ ธรรมเนียมแบบทุนนิยม ค่านิยมที่เรายอมรับ และนำมาปฏิบัติ สืบเนื่องยาวนาน


การจะเปลี่ยนออกจากกรอบ ไม่ควรหักดิบถ้าท่านไม่ได้เกิดมาบ้านรวย มีมรดกหลายล้าน มีคนคอยสปอย  แต่เราควรคิดวางแผนแบบนอกกรอบ รู้จักอดออม และเรียนรู้เรื่องการลงทุน และลงมือทำเพื่อต่อยอดเงินออม เงินเก็บให้งอกเงย การลงทุนก็เหมือนกับการเพิ่มโอกาสและเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน ให้ตัวเราในอนาคต นอกจากนั้นควรใช้เวลาเพื่อค้นหาตัวเองสิ่งที่รักอยากทำ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็ควรจะตัดสินใจว่าจะเดินในทางที่เราต้องการ หรือทนยอมจำนนกับสภาวะมนุษย์เงินเดือน ที่มีความสุขเฉพาะวันหยุดและเสาร์อาทิตย์ 


เวลาที่เราจะเลือกหรือเปลี่ยนตัวเองนั้นมีไม่มากนัก ยิ่งถ้าถึงวันที่มีครอบครัว มีลูกแล้วนั้น โอกาสยิ่งริบรี่ลงไปทุกขณะแต่จะเลือกทางเดินไหน จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ไม่สำคัญ เท่ากับ เรามีความสุขที่ได้ทำหรือไม่ครับ...

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

ปีหน้าฟ้าใหม่

ปีใหม่กลายเป็นเทศกาลที่พิเศษ เมื่อเรามีโอกาสที่ได้หยุดอยู่กับที่ได้ออกจากวงจรการทำงานประจำ ซ้ำๆเดิมๆเหมือนดังเช่นที่ผ่านมาตลอดปี ได้มีเวลาพักผ่อนกับครอบครัว หรือบางคนเลือกใช้เวลานี้กับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อชื่นชมบรรยากาศที่แตกต่างไปจากทุกวันในรอบปี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือการใช้เวลาวันหยุดในการอยู่กับตัวเองทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในปีที่แล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนก้าวเดินต่อไปในอนาคต


วิธีหนึ่งคือการเจริญมรณสติ แบบที่คุณสตีฟ จ๊อป ศาสดาแห่ง Apple ทำเป็นประจำ ด้วยการสนทนากับเสียงข้างในจิตใจของตนเอง โดยตั้งคำถามถามตัวเองว่า "ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่กาลังจะทำในวันนี้หรือไม่" ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน แน่นอนว่าเขาก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง ผมว่าแนวคิดนี้ค่อนข้างดีมาก และนำมาประยุกต์ได้หลายหลาย ทั้งในเรื่องการทำงาน การเรียน ความรัก และการลงทุน 

โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน การลงทุนไม่ว่าจะแนว VI หรือ VS ล้วนแต่ต้องอาศัยความเชื่อในการลงทุนทั้งนั้น เชื่อในระบบ เชื่อในวิถีทาง และเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง แต่แน่นอนว่า เราไม่สามารถสุดโต่งในความเชื่อได้ 100% เพราะไม่ว่าจะเป็นศาสตร์หรือวิทยการใดในโลก ล้วนมีข้อบกพร่อง ผิดพลาดได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ความเชื่อมั่น ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการหมั่นทบทวนแนวคิดของเราให้สดใหม่อยู่เสมอครับ สิ่งสำคัญคือ เมื่อเวลาผ่านไปเราเองยังต้องมีความสุขกับการลงทุนอยู่หรือไม่ ลองเดินไปที่หน้ากระจกถามตัวเองแบบ สตีฟ จ๊อปทำดู ถ้าไม่ก็จงเริ่มเปลี่ยนแปลงซะ !!!

ถ้าจะให้เป็นระบบไปกว่านั้น ลองใช้การเขียนบันทึกการลงทุน หรือ trade diary ดู อาจจะลองทบทวนเขียนสิ่งที่เราทำผิดพลาด และสิ่งที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จ ในกระดาษ เสร็จแล้วลองศึกษาข้อผิดพลาดดูเพื่อที่จะได้ไม่ทำผิดพลาดแบบเดิมอีกต่อไป ลองดูจากภาพตัวอย่างก็ได้เป็นแบบฟอร์มง่ายๆที่ผมใช้ทบทวนต่อเองอยู่ประจำ 
ผมลอง list ตัวอย่างความผิดพลาดสากลมาให้ เตือนความจำ เพื่อว่าท่านจะนึกไม่ออก แต่จริงๆแล้วมีได้มากกว่าครับ ตามสไตล์ใครสไตล์มัน

การลงทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดในความคิดของผมไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ โดยเฉพาะทัศนคติในการรับมือกับความผิดพลาด เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำทุกอย่างถูกตลอดเวลา แต่เมื่อผิดพลาดแล้ว เราควรจะเรียนรู้ ไม่ใช้ละเลยหรือใช้กลไกทางจิตมาปกป้องตัวเอง เช่นการพยายามลืม หรือหาตรรกะหักล้างประเภท ใครๆก็เป็นกัน ใครๆก็ติดดอย ใครๆก็ขายหมู ไม่ขายไม่ขาดทุน แบบนั้นไม่ได้ทำให้เราสามารถพัฒนาทักษะและความสามารถในการลงทุนให้ดีขึ้นมาได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นโอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายปลายทางก็จะยิ่งห่างไกลไปกันใหญ่ 

สุดท้ายท้ายสุดปีเก่าที่ผ่านไปสิ่งที่ผิดพลาดก็เก็บมาเป็นประสบการณ์ เรียนรู้และพัฒนาตนเอง เตรียมพร้อมลุยในปีมังกรทอง กันต่อไปครับ