สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

ทำเล่นให้เป็นจริง

ผมว่าผู้ชายส่วนใหญ่ในยุคที่มีทีวีสีใช้งาน ย่อมโตมาพร้อมกับการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ทั้งรูปแบบเครื่อง แฟมมิค่อม เครื่องซุปเปอร์ เกมส์บอย เกมส์เพลย์สเตชั่น เอ็กบ๊อค  เป็นต้น เกมส์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้ชาย ผูกผันสนุกไปกับมัน ระหว่างกลุ่มเพื่อน รวมไปถึงการมีวันที่ดีกับกิจกรรมการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ แต่เมื่ออายุอานามมากขึ้น ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบมากขึ้น เด็กผู้ชาย กลายเป็นผู้ใหญ่เราก็เริ่มจะออกห่างจากมัน ไปสู่โลกของการดำรงชีวิตจริง การมีครอบครัว ทำงานหาเงิน และอื่นๆ  จะมีใครสักกี่คนที่จะคิดว่าเราสามารถทำงานหาเงิน สร้างฐานะรวยเป็นเศรษฐีจากเกมส์คอมพิวเตอร์ได้บ้าง ผมว่าในโลกนี้คงมีไม่มากนัก ผมมีเรื่องราวการประกอบธุรกิจที่น่าสนใจ ของชายหนุ่มผู้รักในการเล่นเกมส์ และเดินตามฝันจนมาถึงความสำเร็จมาฝากกัน



วันนี้ถ้าเอ่ยชื่อเกมส์ "Draw Something" เกมส์ยอดฮิตบนโซเซียลมีเดียแบบเฟสบุ๊คและบนโทรศัพท์มือถือบนระบบแอนดรอยด์ และไอโฟน(ระบบ IOS) หลายคนคงรู้จัก เกมส์ที่ให้ผู้เล่นวาดรูปแบบสเก็ต ตามคำศัพท์และแชร์ให้เพื่อนๆเข้ามาเดาว่าเป็นรูปอะไร โดยมีตัวอักษรแบบสุ่มมาเป็นคำใบ้ให้ ความสนุกมันอยู่ที่ได้เล่นได้ทายภาพระหว่างเพื่อนในกลุ่ม ช่วยกันเล่นทายไปมา ใครทายผิดก็เริ่มต้นนับคะแนนใหม่(เกมส์ที่ไม่ใช่แข่งขัน ไม่กดดัน เล่นแบบชิลๆ ช่วยกัน) เกมส์นี้ดูเป็นเกมส์ธรรมดา แต่โดนใจหลายคนด้วยความเล่นง่าย เล่นได้ทุกเพศทุกวัย และมีการโต้ตอบ มีการบัพกันระหว่างเพื่อนๆ ที่สำคัญเล่นพร้อมกันจากมือถือเครื่องเดียวได้ เชื่อไหมผมเคยเห็นสาวสองคนที่ไม่รู้จักกันช่วยกันทายภาพบนรถไฟฟ้า BTS เอ่อมันดีจริง แหะ 



ด้วยความสนุกของเกมส์ปัจจุบันติดกันงอมแงมในโลกออนไลน์ ยืนยันได้จากยอดดาวน์โหลด 30 ล้านครั้งใน 5 สัปดาห์จาก App Store และ Play Store ติดท๊อปดาวน์โหลดเป็นที่เรียบร้อย แต่ละวันทีคนเล่นเพิ่มมากขึ้นเกือบ 1 ล้าน มีภาพให้ทาย 2000-3000 ภาพต่อวินาที จำนวนรวมตอนนี้มากกว่า 2,000 ล้านภาพ เป็นอะไรที่สุดยอดอลังการงานสร้างมาก ความสำเร็จของ "Draw Something" ยกให้กับผู้คิดและพัฒนาเกมส์ คุณ Charles Forman เจ้าของบริษัท Omgpop บริษัทเกมเล็กๆ ที่วันนี้ไม่เล็กแล้วเพราะล่าสุด Zynga ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเกมออนไลน์ ได้เข้าซื้อด้วยมูลค่าสูงถึง 210 ล้านเหรียญ ส่งผลให้คุณ Charles Forman จากที่เคยเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีเงินในบัญชีเพียง 1700 เหรียญสหรัฐ ใช่ชีวิตธรรมดา กินอาหารร้านข้างถนน วันนี้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านในวัย 32 ปีเป็นที่เรียบร้อย 


CEO ของ Zynga กับ Dan Porter

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ Charles Forman คนที่เริ่มทำงานจากความรักในการเล่นเกมส์ก็ผ่านอุปสรรค์มาไม่น้อย เขาตั้งบริษัทพัฒนาเกมส์เล่นสนุกแบบออนไลน์มาเกือบ 6 ปี พัฒนาเกมส์บน Iphone และแอนดอรยด์เกือบ 40 เกมส์เช่นเกมส์ไพ่ ,เกมส์ Pool และอื่นๆ แต่เกือบทุกเกมส์ของบริษัทก็ยังไม่ใช่เกมส์ที่เป็นที่นิยมของผู้เล่น แน่นอนว่าทุกครั้งที่พัฒนาเกมส์ใหม่นั้นหมายถึงการเริ่มต้นจากศูนย์ ออกแบบ พัฒนาและเปิดให้ผู้เล่นมาดาวน์โหลด ซึ่งผลตอบแทนมาทั้งจากการขาย app ที่ราคาถูกและมาจากการโฆษณาในเกมส์ ดังนั้นกว่าจะมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ความสำเร็จวันนี้ยังต้องยกความดีความชอบให้กับ CEO คุณ Dan Porter และพนักงานอีก 40 ชีวิตในบริษัทที่ร่วมปลุกปันเกมส์บนมือถือให้เป็นที่ยอมรับกับบริษัทอย่างต่อเนื่อง


Charles Forman

ความสำเร็จไม่เคยได้มาง่ายๆ สิ่งที่ผมชอบคือผมลองอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆของ Charles Forman เขามักบอกเสมอว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่เงิน แต่เป็นการทำในสิ่งที่เขารัก ทำให้เกิดพลัง ไม่ยอมแพ้ ลองคิดดูนะครับ ถ้า Charles Forman ถอดใจตั้งแต่ 10 เกมส์แรกที่บริษัทพัฒนาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ วันนี้เขาก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นเศรษฐีเงินล้าน และได้ลิ้มรสความสำเร็จแน่นอน ชีวิตก็เป็นแบบนี้ไม่มีใครสามารถบอกเราได้ว่า พยายามอีกกี่ครั้งถึงจะสำเร็จ แต่ที่แน่ๆคือ เราสามารถบอกตัวเองทุกวันได้ว่า ถ้าพยายามต่อไปสักวันย่อมไปถึงความสำเร็จแน่นอน 


Dan Porter


ถ้าวันนี้ใครยังรู้สึกว่ายังไม่รวย ยังไม่สมหวัง ทั้งเรื่องการทำธุรกิจ หรือการเล่นหุ้น ผมอยากให้ลองดู Charles Forman ที่ทำสิ่งที่เขาชอบเล่น ให้กลายเป็นจริง เป็นตัวอย่าง แม้จะต้องเริ่มต้นใหม่ก็อย่างเพิ่งถอดใจยอมแพ้ เพราะถ้าเรายังพยายามต่อไปสักวันย่อมเป็นวันของเราครับ เอาใจช่วยทุกท่าน 


อ่านบทความนี้จบ ลองลุกขึ้นยืน ตะโกนดังๆว่า "สักวันฉันต้องทำได้" ลองดูครับปลกพลังบวกในตัวเราเอง




อ้างอิงจาก
-http://www.nytimes.com/2012/03/26/technology/draw-something-changes-the-game-quickly-for-omgpop.html?_r=2&pagewanted=all
-http://www.betabeat.com/2012/03/26/omgpop-founder-charles-forman-22-million-zynga-acquisition-dan-porter-03262012/
-http://articles.businessinsider.com/2012-03-26/tech/31238786_1_zynga-pitch-computer-game
-http://gigaom.com/2012/03/16/dont-call-it-a-game-how-draw-something-hit-30-million-downloads/
-http://www.nypost.com/p/news/business/total_game_changer_ZF7CK2khz882dmBaIWniUN?utm_medium=rss&utm_content=Business

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

ชนะอย่างไม่เสี่ยงเกินตัว

คำเปรียบเปรยเกี่ยวกับตลาดหุ้นที่ได้พบได้บ่อยที่สุดคือ "ตลาดหุ้น" เปรียบเหมือนกับ "สนามรบ" เพราะความน่ากลัว ความร้ายกาจของคนที่คอยจ้องจะทำกำไรจากเงินลงทุนของผู้อื่น อยู่ทุกเวลา ตลาดหุ้น มีการแข่งขันทำกำไรด้วยเม็ดเงินมหาศาล มีกลยุทธเทคนิคและรูปแบบการเอาชนะที่หลายหลาย มีคู่แข่งขันทั้งรายใหญ่ สถาบัน กองทุน กองทุนต่างชาติ และนักลงทุนรายย่อย ที่ล้วนแต่จ้องจะทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นในสนามแห่งนี้ แต่จริงๆแล้วคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นตัวของเราเอง



เริ่มเข้ามาในตลาดส่วนใหญ่ทุกคนล้วน เข้ามาเพื่อการแสวงหากำไร ด้วยความคิดที่ว่าจะต้องเข้ามาทำกำไรจากส่วนต่างราคาของหุ้น ดังนั้นภาพของแมงเม่าในตลาดหุ้น จะเหมือนกันคือ พยายามวิ่งหาหุ้นเด่น สแกนหา หรือไม่ก็รอกูรู ผู้รู้มาชี้ทาง ให้จากนั้นก็แห่กันเข้าไปไล่ซื้อ หวังทำกำไร แต่ผลลัพธ์มันไม่สุขสมอารมณ์หมาย แบบในนิยายสามเล่มร้อย มิเช่นนั้นคนร้อยละ 80 ในตลาดหุ้นคงกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านกันไปหมดแล้ว แต่ส่วนใหญ่ในโลกของการเก็งกำไร แมงเม่ากับขาดทุน ล้มหายตายจาก โทษดินโทษฟ้า โทษเจ้ามือ โทษคนอื่นที่ทำให้ต้องขาดทุน หรือไม่ก็จัดหากระสุนเพิ่มทุน เพื่อหวังเสี่ยงโชคบนการเล่นในรูปแบบเดิมๆ ได้สลับเสียแบบเพลียๆกันต่อไป


ถ้าเล่นหุ้นแล้วขาดทุนคำแนะนำของผมคืออย่าโทษใครให้โทษตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจซื้อหรือขายมันเกิดจากตัวเราเอง ดังนั้นถ้าเราอยากเป็นผู้ชนะในเกมส์เก็งกำไร เราต้องเริ่มจากการชนะตัวเราเองให้ได้ก่อน โดยต้องพยายามเอาชนะอารมณ์ ควบคุมจิตใจของตัวเราเองให้ได้ บังคับให้ตัวเองเล่นไปตามแผนที่วางไว้ ไม่ใช่อ่อนไหวไปกับการชี้นำตามหมากที่ผู้ชนะวางไว้ในตลาด โดยใช้อารมณ์ความโลภ ความกลัว ในตัวเรามาเป็นตัวกระตุ้น และการบิดเบือนความคิด 


คนที่เล่นหุ้นใหม่ๆมักมีแนวคิดที่อยากรวย อยากได้กำไรครั้งละมากๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า ข้าเจ๋ง ข้าเก่ง วิธีคิดแบบนี้เป็นอันตรายในสนามรบแห่งนี้ เปรียบเหมือนทหารใหม่เพิ่งออกรบ ที่วิ่งถือดาบออกไปกลางสมรภูมิหวังฆ่าฟันข้าศึก แต่สุดท้ายก็โดนธนูยิงตายก่อนถึงตัวศัตรู ความคิดอยากรวยหรือโลภ มันกระตุ้นให้แมงเม่าหน้าใหม่ พยายามใช้เงินจำนวนมากจากเงินเก็บ จากครอบครัว(กรณีบ้านรวย) หรือบางคนก็ใช้มาร์จิ้น(ทั้งที่เพิ่งหัดลงทุน)ที่มี เสี่ยงเล่นเสี่ยงแท่งลงในเกมส์เก็งกำไร เพราะหวังผลตอบแทนที่มากและงดงาม โดยไม่พิจารณาว่าเป็นการเสี่ยงที่เกินตัว เพราะเมื่อกำไรก็สุขสมก็ประกาศก้องว่าได้กำไรเป็นหมื่นเป็นแสนบาท แต่ยามขาดทุนก็เก็บเงียบ แต่ไม่นานก็กลับไปเสี่ยงแบบเดิมอีก เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่มีการพัฒนาองค์ความรู้ในการเอาชนะตลาดที่แท้จริง 


ถ้าคิดที่จะทำกำไร คิดจะรวยเร็ว มันเป็นหลักมันจะชี้นำการมองการรับรู้และการคิด ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นภาพรวมความเสี่ยง อันตรายที่แอบแฝงและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าคิดที่อยากจะรวย อยากมีสิบ มีร้อยล้านแบบนักเล่นหุ้นคนอื่น แต่สิ่งแรกที่ต้องคิดคือ ทำอย่างไรให้ทุนเราอยู่ครบ นำเงินเข้ามาในตลาดหุ้นมีแสน ต้องอยู่ครบแสน มีล้านควรรักษาให้ครบล้าน เพราะถ้าเราสามารถรักษาเงินต้นเราได้แล้ว มันจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน ไม่ประมาท ไม่หลงไปกับกลอุบายในตลาดหุ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งการทำกำไรมันจะสามารถสร้างได้เองตามสภาวะตลาดและกระแสเงินที่ไหลเข้ามา เรียกว่ากินตามน้ำทำกำไรได้ตามสมควร(ประเภทที่จะหา 100% 200% ก็มาเกินความจริงไป) 


สองปีแรกของการลงทุน ไม่จำเป็นที่ต้องนำเงินทั้งหมดมาสร้างให้พอร์ตลงทุนใหญ่โต เพียงเพราะหวังจะรวยเร็วหรือจะเอาไว้โม้คนอื่นๆ สิ่งสำคัญคือควรสร้างพอร์ตลงทุนให้มีขนาดเหมาะสมและคล่องตัว เพราะปีแรกเป็นปีแห่งการเรียนรู้ เราควรหาความรู้ ศึกษาและทดลองเล่นหุ้นในสไตล์ต่างๆให้มาก เพื่อจะได้สร้างรูปแบบการเล่นหุ้น ระบบเทรด ในสไตล์ที่เหมาะสมกับตัวเรา จริตของเรา กล้าที่จะลองผิดลองถูก เรียนรู้จากความผิดพลาด หาจุดอ่อน ข้อบกพร่องของตนเอง จดบันทึกให้เป็นประสบการณ์ ที่สำคัญคือเล่นหุ้นแต่ต้องรักษาเงินทุนให้คงอยู่เป็นหลัก ทำกำไรได้แบบพอประมาณ แต่ต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเติบโตของพอร์ตลงทุนในอนาคตต่อไป 


เมื่อเวลาผ่านไปไม่ขาดทุนต่อเนื่อง เอาตัวรอดในตลาดหุ้นได้ ปีที่สาม เราจะรู้จักตลาดหุ้นมากขึ้น มีแนวทางการเล่นหุ้นที่ชัดเจน เมื่อนั้นการทำกำไรจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยาก และที่สำคัญมันจะมั่นคงและยั่งยืน บนความเสี่ยงที่พอเหมาะกับตัวเรา ถึงเวลานั้นการขยายขนาดพอร์ตลงทุน หรือการทำ leverage เช่นการใช้มาร์จิ้น หรือการนำเงินสะสมเงินมรดก ก็จะทำให้กำไรที่ได้งอกงามและเติบโต จนสร้างความมั่นคง เพื่อไปสู่อิสระภาพทางการเงินได้ในอนาคต จงจำไว้เสมอว่าการเล่นหุ้นเก็งกำไรให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช้การเสี่ยงไปทั้งหมด เสี่ยงเพื่อหวังจะรวยในเวลาอันสั้น ถ้าเป็นแบบนั้นมันคือการพนัน ซึ่งปลายทางที่รออยู่คือ "ความหายนะทางการเงิน" ของผู้เล่นครับ





วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

แพ้ให้ได้ ผิดให้เป็น

ธรรมชาติของมนุษย์เราทุกคนย่อมต้องการเป็นที่ยอมรับ แน่นอนว่าการจะเป็นที่ยอมรับ และมีความน่าเชื่อถือได้นั้น ความคิดและการตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญ เรามักพึงพอใจกับผลการตัดสินใจที่ "ถูก" มากกว่า "ผิด" เพราะเมื่อเราเป็นคนถูกนั้นหมายถึงสภาวะทางจิตใจได้ถูกตอบสนองทางบวก สภาวะทางอารมณ์ก็อิ่มเอมเปรมปีร์ ตามมาด้วย ความสุขความสมหวัง แต่ตะกอนตกค้างจากทางจิตที่เราได้รับก็คือ "อัตตา" หรือการเกิดของตัวตนจากการยึดติดในความคิด ยึดติดในการตัดสินใจที่ต้องถูกต้องเสมอ 



ไม่ใช้เรื่องแปลกเพราะถ้าย้อนกลับไปดูที่ระบบการศึกษา และการเลี้ยงดูส่วนใหญ่เราถูกเลี้ยงดูและปลูกฝั่งให้เป็นคนที่มีความฉลาด เป็นคนเก่ง โดยถูกสอนให้รอบคอบให้ตัดสินใจให้ดีและถูกต้อง ประกอบกับการให้รางวัลหรือคำชมเมื่อเรา "ถูก" และทำให้ได้เป็นที่ยอมรับในคนรอบข้าง มันจึงทำให้พื้นฐานความคิดและจิตใจของเรา ชอบเป็นคนที่ "ถูกต้องเสมอ" เกือบในทุกเรื่อง แย่ที่สุดถึงแม้จะผิดเราก็มักจะหาเรื่องกลบเกลื่อนหรือประเด็นที่มาบิดบังความผิด แก้ตัวหรือโบ้ยให้เป็นแพะรับบาปกันไป ซึ่งนั่นคือกลไกการปกป้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ยิ่งมีอัตตามาก การยอมรับในความผิดพลาดยิ่งเกิดยากมาก การยึดติดในความถูกต้อง ยิ่งมีมากตามไป


ผมมีกรณีศึกษาเรื่องหนึ่งของ อาจารย์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เป็นญาติที่ผมรู้จัก ชื่อ แดง(นามสมมติ) แกเป็นคนเก่งมาโดยตลอดเรียนเก่งได้ทุน จบนอกมีตำแหน่งการงานดี เป็นที่ยอมรับ แกคิดทำอะไรมักจะต้อง ถูกเสมอ แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็มักจะถูกมากกว่าผิด อัตตาก็เลยเกิด 


วันหนึ่งผมและครอบครัวพี่แดง(พี่แดงและภรรยา) นั่งรถเดินทางไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง พี่แดงเป็นคนขับ เราใช้อยู่นานแต่ก็ยังไม่สามารถหาทางเข้าวัดแห่งนี้ได้ ด้วยความกระวนกระวายของพี่นิด ภรรยาแกจึงบอกพี่แดงว่าให้ถามทางจาก คนขายผลไม้ข้างทาง ตามสไตล์คนไทยดั้งเดิมที่ไปไหนไม่เคยพึ่งแผนที่หรือ GPS แต่ใช้ชอบปาก


จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ พี่แดงเลยตัดสินใจเลือกขับรถไปในทางที่ตัวเองคิดว่า "ใช่" หรือ "ถูกต้อง" ในขณะที่ภรรยาไม่เห็นด้วย แนะนำให้ถามทางตลอดเวลา เมื่อนานเข้าเรื่อยๆ ความตึงเครียดก็ปรากฏ พี่แดงขับรถวนไปมากลับมาที่เดิม ขณะที่ภรรยาก็เริ่มบ่นๆ บอกให้เลี้ยวซ้าย แต่ฝ่ายสามีก็เลี้ยวขวา ภรรยาบอกให้จอดถามทาง สามีก็บอกว่าไม่ต้องไปถูกจนเกิดเป็นการโต้งเถียงทะเลาะกัน ในที่สุดเราก็ไม่ได้ไปถึงวัดที่ตั้งใจ แต่ก็ได้ทำบุญในวัดที่เราเจอระหว่างทาง เรื่องนี้บ่งบอกถึงอัตตาและการยึดติด ในความคิดที่จะเป็นผู้ถูกเสมอในใจเรา ซึ่งสำหรับผมก็ไม่ได้สรุปว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี แต่การยึดติดในการตัดสินใจที่ต้องถูกต้องเสมอ นั้นเป็นอุปสรรค์สำคัญในการดำเนินชีวิต เป็นบ่อเกิดของปัญหาหลายเรื่องๆ ไม่เว้นแม้แต่ในโลกการลงทุน


สัญชาติญาณเรามักต้องการเป็นผู้ที่ตัดสินใจ "ถูก" เมื่อเรามีความคิดเช่นนั้นมันจึงส่งผมให้เราพยายามหาช่องทางในการตัดสินใจที่ดี ที่มีความน่าจะเป็นถูกต้องเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเราเล่นหุ้น หลายคนพัฒนาระบบเทรด โดยพิจารณาจาก %win หรือจำนวนครั้งที่ตัดสินใจถูกต้อง และเลือกใช้มัน หลายครั้งที่เกิดการขาดทุน(ผิด)ติดต่อกันเพียง 2-3 ครั้ง ก็ล้มเลิกเปลี่ยนไปใช้ระบบเทรดอื่นๆ  บางคนก็ต้องเจอกับปัญหา เพราะพยายามใช้กรอบเวลาที่เล็ก Time Frame ระดับนาที หรือใช้ Parameter เวลาที่สั้น เพื่อให้ได้ค่า จำนวนครั้งที่ถูกมากๆ ซึ่งทำให้ตัวเองต้องถูกผลักให้ไปเผชิญกับกรอบการแกว่งที่ผันผวนโดยปริยาย 


การยึดมั่นในความถูกต้อง ยังมีผลอย่างมากต่อแผนการเล่น คนที่มีอัตตาสูง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความผิด จะเกิดอารมณ์กลัวขาดทุน ทำให้เมื่อมีการขาดทุน โดยไม่ยอมรับความผิดนั้น ไม่ยอมรับว่าตัวเองคิดผิด แต่ทนที่จะถือหุ้นต่อแม้ราคาจะลดลงจากจุดซื้อมากขนาดไหนก็ตาม เพราะไม่ต้องการยอมรับความผิดพลาด ไม่ยอมรับในการขาดทุน ได้แต่ปลอมใจว่าเป็นการขาดทุนแค่ตัวเลข และภาวนาให้ราคาเด้งกับมารับให้ได้ลงจากดอย เพื่อมายืนยันว่านี่ไง ฉันตัดสินใจถูก นอกจากนี้การลังเลยึดมั่นที่จะต้องตัดสินใจถูก ยังทำให้เราพลาดโอกาสการซื้อหุ้น ในจังหวะที่ดีไปเพียงเพราะเราคิดว่า มันจะต้องรอให้มั่นใจ และไม่อยากผิดพลาด เป็นบ่อเกิดที่จิตใจเราชักนำไม่ให้ เราเล่นได้ตามระบบ


สัจธรรมของชีวิต คือเราไม่สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้ง 100% ความผิดพลาด เป็นสิ่งที่เราต้องเจอ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ไม่สำคัญว่าเราจะต้องตัดสินใจผิดสักกี่ครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญคือเมื่อผิดพลาดแล้ว ต้องควบคุมความเสียหายจากการขาดทุนที่เกิดให้ได้ ด้วยการตัดขาดทุน ตามที่วางแผนไว้ ในขณะเดียวกัน ต้องกล้าเสี่ยง ซื้อหุ้นแล้วรู้จักปล่อยให้หุ้นวิ่งทำกำไรตามระบบ(Let's Profit run) เพื่อทำกำไร กำไรส่วนนี้เองจะชดเชยการขาดทุนที่เกิดขึ้นได้ 


อย่าพยายามติดกับความถูกต้องและคิดที่จะตัดสินใจถูกตลอดเวลาในสนามรบแห่งนี้ เพราะอนาคตไม่มีใครล่วงรู้ ตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ดังนั้นการเสี่ยงบนความน่าจะเป็นสูงสุดของระบบ บวกกับการบริหารจัดการเงิน และการควบคุมความเสี่ยง น่าจะเป็นกลยุทธสำคัญที่ทำให้เราอยู่รอดได้ในระยะยาวครับ




วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

อาทิตย์ที่ผ่านมาข่าวการเสียชีวิตของ คุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดง มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทย เป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจมาก สำหรับผมเองคุณ เฉลียวเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ให้แรงบันดาลใจและเป็นตนแบบในการทำธุรกิจของผมในทุกวันนี้ ด้วยวิสัยทรรศ การวางตัวและรูปแบบการใช้ชีวิต ของท่านที่เป็นของแท้พิสูจน์ได้จากความสำเร็จที่ผ่านมา ซึ่งเราสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้


ถ้าเอ่ยถึงกระทิงแดง ผมว่าคนไทยน้อยคนที่จะไม่รู้จัก ผมเองเป็นอีกคนที่โตมากับผลิตภัณฑ์กระทิงแดง ตอนเด็กๆผมชอบไปตามร้านขายของชำ หรือไซต์งานก่อสร้างเพื่อเก็บฝากระทิงแดง ไปแลกเสื้อยืด แลกหมวก แลกเครื่องดืมโคล่าตรากระทิงแดง จากรถบริการรับแลกฝา ที่จะวิ่งมาในหมู่บ้านพร้อมเสียงโทรโข่งประกาศเสียงดัง ยุคนั้นเรียกว่ากระทิงแดงทำการตลาดในต่างจังหวัดเป็นหลัก เพื่ออาศัยยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมืองเพื่อเข้าถึงลูกค้าในกลุ่ม คนใช้แรงงาน คนชั้นล่างก่อนจะขยายเข้ามาในเขตเมือง แต่ถ้าดูภาพลักษณ์ของกระทิงแดงในปัจจุบัน ค่อนข้างเปลี่ยนไปในรูปแบบที่ ผลักดันให้กระทิงแดงไม่ใช่แค่เครื่องดื่มชูกำลังของคนใช้แรงงาน แต่มันเป็นไลฟ์สไตล์เป็นเครื่องดื่มเสริมกำลังกาย กำลังใจของคนชั้นกลาง คนทำงานออฟฟิต นักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นต้น จากโฆษณาของกระทิงแดงที่เราได้เห็น ที่สะท้อนความไม่ยอมแพ้ ความกล้าที่จะต่อสู้กับเป้าหมายและไปให้ถึงจุดหมาย ดั่งสโลแกน "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" หรือ "ลูกผู้ชายตัวจริง" หรือแม้แต่โฆษณาตัวใหม่ที่ พยายามทำให้เราฉุกคิดว่า เราหลงลืมอะไรไปบ้าง ระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายในชีวิต หรือแท้จริงแล้วเป้าหมายในชีวิตอาจจะไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางการเงิน แต่อาจจะเป็นเพียง การทำให้ใครสักคนมีความสุข


เบื้องหลังความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจของกระทิงแดงนั้นคือ คุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ที่มุ่งเน้นพัฒนาการตลาดและการสร้างแบรนด์สินค้า ถ้าย้อนดูประวัติของคุณเฉลียวจะพบว่า ท่านเป็นตัวอย่างของการสู้ชีวิตที่ดี ด้วยความที่เริ่มมาจากศูนย์ เป็นคนต่างจังหวัด ฐานะยากจน เรียนจบเพียงชั้น ป.4 ทำมาสารพัดอาชีพทั้งขายผลไม้ เลี้ยงเป็ด กระเป๋ารถเมล์ เซลล์ขายยา จนได้มาเริ่มเปิดร้านขายยาและตั้งโรงงานผลิตยาสามัญที่ใช้ในชีวิตประจำวันขาย จนปี 2519 ได้ผลิตเครื่องดืมชูกำลังกระทิงแดง จำหน่ายในประเทศไทย และต่อมาปี 2522 ได้พากระทิงแดงออกสู่ตลาดโลกโดยร่วมมือกับ ดีทริช มาเตสชิสซ์  (Dietrich Mateschitz) นักธุรกิจชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. ในประเทศออสเตรีย โดยนายเฉลียวมีหุ้น 49% ลูกๆอีก 2% และนายดีทริช ซึ่งกระทิงแดงหรือเรดบูลได้ทำการตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค ทั้งผ่านการสนับสนุนกีฬา extreme, กีฬาใช้ความเร็ว และกีฬาต่างๆเพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ เป็นเครื่องดื่มที่เสริมพลังกายพลังใจด้วยแนวความคิดที่ว่าเป้าหมายมีไว้พุ่งชน กระทิงแดงออกล่าความสำเร็จทั่วโลก จนสามารถติดตลาด Soft drink ของโลกได้และกลายเป็นแบรนด์สินค้าไทยที่ต่างชาติให้การยอมรับ การันตีด้วยยอดขายที่ประสบความสำเร็จถึง 4 พันล้านกระป๋อง จำหน่ายใน 151 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้นายเฉลียวได้เป็นมหาเศรษฐีระดับโลก อันดับที่ 208 ในปี 2553 

ดีทริช มาเตสชิสซ์

แต่นายเฉลียวยังคงใช้ชีวิตแบบสมถะ เรียบง่าย สนุกกับการทำงาน แก้ปัญหาตลอดเวลา ไม่หยุดเรียนรู้ มีสัจจะรักษาคำพูด ไม่ชื่นชอบการใช้ชีวิตที่หรูหรา หรือสะสมของที่ฟุ่มเฟือยราคาแพง คุณเฉลียวเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย มีเป้าหมายชัดเจนในการทำงาน มีความมุ่งมั่นที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ต้น ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาความยากจนและความลำบาก บวกกับการไม่ยอมปล่อยผ่าน ศึกษาและทำความเข้าใจในธุรกิจที่ดำเนินการอย่างรู้จริง ก่อนลงมือทำ จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้ 

ดังนั้นคำว่า "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" จึงไม่ใช่เพียงสโลแกนโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง แต่มันสะท้อนถึงแนวคิดและรูปแบบการดำเนินชีวิตของ คุณเฉลียว ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเรื่องธุรกิจ หรือการลงทุน เริ่มต้นขอให้วางเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วใส่เกียร์เดินหน้าลุย ไม่ยอมแพ้ เชื่อว่าสักวันเราก็สามารถไปถึงเป้าหมายที่หวังไว้ได้ทุกคนครับ


วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

10 Golden Trading Rules

ถ้าจัดกลุ่มคำถามจากอีเมลที่เพื่อนๆส่งเข้ามาถาม คำถามกลุ่มใหญ่ที่พบมากที่สุด คือการขอ"เคล็ดลับการเล่นหุ้น" จับอารมณ์ได้ว่าหลายคนที่พยายามเข้ามาในตลาดหุ้นเก็งกำไร ด้วยความคิดผิดๆที่โดนเป่าหูว่ามันคือตู้ ATM ที่สามารถเข้ามากดเงินออกไปได้ แต่พอได้ลิ้มรสความจริงได้ ลองขาดทุนจริง เจ็บจริงก็ได้รู้ซึ่งว่ามันไม่ง่ายแบบที่เขาโฆษณา ผมค่อนข้างเป็นห่วง นักเก็งกำไรหน้าใหม่ที่อาจจะหลงกับความหอมหวานของกลิ่นเงิน จนทำให้หน้ามืดตามั่วลงทุนไปด้วยความโลภ สุดท้ายแล้วเมื่อหมดตัวก็ต้องล้มหายตายจากไป นึกถึงคำลุงฉโลกที่เปรียบคนที่ประมาทคิดแต่จะหากำไร เหมือนดั่งกับการเข้าไปเดินเล่นในกรงเสือ



เมื่อถามถึงเคล็ดลับ ผมก็มีเคล็ดลับมาฝากกัน เป็นเคล็ดลับการลงทุน เรียกว่ากฏทองคำ 10 ข้อของเทรดเดอร์ โดยคุณ Adam Hewison ซึ่งเป็นเซียน forex trader ,ผู้จัดการ hedge fund และเป็นที่ปรึกษาการเก็งกำไรในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหาร INO.com เว็บไซต์ลงทุน futures และ Option แบบออนไลน์ในหลายประเทศทั่วโลก กฏทองคำ 10 ข้อที่ว่านี้ค่อนข้างน่าสนใจ ผมเลยขอสรุปจาก คลิปวีดีโอที่คุณ Adam Hewison บรรยายไว้มาเป็นภาษาไทยเพื่อให้ทุกท่านได้ ศึกษาต่อไปกัน 



1. A game plan 
ถ้าจะเทรดให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องวางแผน วางเงื่อนไขการซื้อขาย ที่ชัดเจน ไม่ผันผวนไปตามอารมณ์ หรือเล่นตามใจตัวเอง รวมไปถึงขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเราผิดพลาด ขาดทุนหรือเกิดเหตุการณ์ร้าย ที่ไม่คาดฝัน

2. Follow the game plan
เมื่อมีแผน ก็ต้องควบคุมตนเองให้ปฏิบัติตามแผนให้ได้ ปราศจากอคติ และการถูกครอบงำทางอารมณ์จากภาวะแวดล้อม จากคนรอบข้าง หลายคนวางแผนมาอย่างดี พอเข้าสู่การเทรดจริงในตลาดเกิดลังเล ถูกครอบงำด้วยอารมณ์โลภ กลัว ทำให้ละเลยไม่ปฏิบัติตามแผน สุดท้ายก็ผิดพลาดขาดทุน

3. Stop loss
เทรดหุ้นต้องมี stoploss มีการวางแผนป้องกันการขาดทุน เราควรคิดถึง จุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมกับหน้าตักเงินของเรา และคำนวณราคาที่ต้อง stoploss ให้แน่นอน และเด็ดขาดเมื่อต้องตัดสินใจหยุดการขาดทุน

4. Diversification
กระจายการถือครองหุุ้น เป็นการถือหุ้นต่างกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความสี่ยงจากตลาดและลดความรุนแรงจากการเกิดปัญหาจากปัจจัยภายในและภายนอกที่มากระทบตัวหุ้น แต่การกระจายการถือครองหุ้นควรมีปริมาณหุ้นที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไปจนไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง

5. Capture the big moves
มองหาจังหวะการเทรดหุ้น ตามแนวโน้มใหญ่ ที่สามารถทำกำไรได้มากพอสมควร ซื้อหุ้นในจังหวะเริ่มต้นแนวโน้มและปล่อยให้ Profit Run ตามกระแสเงิน พยายามอย่าเล่นหุ้นในแนวโน้มย่อยมากที่มีกำไรเพียงไม่กี่ % เพราะโอกาสในการพลาดบนแนวโน้มย่อยที่มีการแกว่งตัวและมีความไม่แน่นอนของแนวโน้มจะมีสูง

6. Trade with the Trend
เล่นหุ้นหรือเทรดอนุพันธ์ตามแนวโน้มของราคา ไม่ควรเล่นฟื้นแนวโน้มของราคา เช่นเมื่อแนวโน้มหุ้นขึ้นควรเล่นด้าน Long และเมื่อหุ้นลงควรเล่น Short พยายามลดการทำกำไร จากการย่อตัวหรือเด้งระยะสั้น ที่สวนแนวโน้มหลัก

7. Not listen to News
อย่าเล่นหุ้นตามข่าว หรือฟังข่าวและเอามาตัดสินใจซื้อขายหุ้น ถ้าเก็งกำไรควรเน้นที่การดู ราคาหุ้น ซึ่งจะสะท้อนเอาทุกอย่างไว้หมดแล้ว บางกรณีมีสัญญาณขาย ราคาหุ้นลดลงรวดเร็วแต่ข่าวดียังออกมาต่อเนื่อง ถ้าเรายึดมั่นกับข่าว ฟังข่าวมากไป ก็จะทำให้สับสนและไขว้เขวจากระบบ ถ้าจะสนใจควรติดตามแต่ข่าวที่เป็นจริง ไม่ควรสนใจข่าวลือ ข่าววงใน และควรติดตามเพื่อรับทราบเป็นข้อมูล แต่ไม่ควรใช้เพื่อตัดสินใจนำการเทรด

8. Don't listen to your broker
อย่าเชื่อโบรกเกอร์ มากเกินไปเพราะ โบรกเกอร์เองก็มีผลประโยชน์จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นของเรา บางครั้งการเทรดมากเกินไป ก็ไม่เป็นผลดีต่อกำไรรวมระยะยาว ควรเทรดหุ้นตามระบบ ทำการบ้านศึกษาหุ้นให้หนัก เทรดตามสัญญาณซื้อขายที่ปรากฏ ตามแผนที่เราวางไว้ดีที่สุด

9. Money Management
การบริหารจัดการเงิน นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วยในการทำกำไรและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่พวกที่บ้าเลือด ชอบเสี่ยงสุดๆแบบหมดตัว นักเก็งกำไรที่จะประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักบริหารจัดการเงินลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพ สร้างกำไรได้ต่อเนื่องและมีความเสี่ยงที่ ไม่มากจนทำให้เกิดการล้มละลายหมดตัวได้

10. Discipline
การมีวินัย ซึ่งเป็น key successful สำคัญในการเทรดหุ้นและการเก็งกำไร เราควรมีวินัยในแผนการเล่น มีวินัยทำตามระบบเทรด การมีวินัยก็เป็นอีกรูปแบบของการควบคุม อารมณ์ ไม่ปล่อยให้อารมณ์มาชี้นำการเทรดของเรา นั้นเอง

จบสิบข้อสั้นๆ เข้าใจง่าย แค่ทำยาก ถ้าอยากสำเร็จเราต้องใช้การฝึกฝน ฝึกฝนจิตใจเราให้หนักแน่นกล้าแข็ง เพราะคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จิตใจ ของเค้าต้องมั่นคงและยึกมั่นในระบบเทรดที่ตนเองพัฒนาขึ้น ไม่ปล่อยให้อารมณ์มาชี้นำการตัดสินใจ สำคัญท่านที่สนใจฟังการบรรยายของ  Adam Hewison สามารถเข้าไปที่ 
http://www.youtube.com/watch?v=LEArG8ebxAg 



วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

เรื่องที่ต้องรู้ก่อนลาออกครั้งสุดท้าย

ทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนในกรุงเทพก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัญหาเรื่องสภาวะสิ่งแวดล้อม สภาพสังคม และเรื่องค่าครองชีพ แต่ด้วยค่านิยมของคนต่างจังหวัด ที่เรียนจบต้องมาหางานทำในกรุงเทพเพียงเพราะรายได้ดี มีตำแหน่งงานเยอะ จึงทำให้ต้องจำทนยอมรับสภาพชนชั้นกลางบนระบบสังคมแบบทุนนิยม ที่แน่นอนว่าความสุข อาจจะเป็นเรื่องที่หายาก พอๆกับการงมเข็มในมหาสมุทร

ผมเองก็เป็นคนต่างจังหวัด ตอนเด็กก็เกิดมาวิ่งเล่นตามท้องนา ตามร่องสวน เสาร์ อาทิตย์ก็ไปทำบุญที่วัด วิถีชีวิตก็เป็นแบบคนต่างจังหวัด สนุกสนานและพึ่งพากันในหมู่บ้าน แต่พอเริ่มเข้าสู่รั่วมหาวิทยาลัย ชีวิตก็เปลี่ยนเพราะต้องเข้ามาใช้ชีวิตแบบคนเมืองหลวง เรียนจบก็ทำงานในกรุงเทพ ชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆทั่วไป รีบตื่น รีบกิน รีบทำงาน รีบนอน ทำงานหนักเพื่อเงินดีๆ ต้องต่อสู้ดิ้นรนรับใช้เจ้านาย เพียงเพื่อหวังความก้าวหน้า หวังเงินเดือนตอบแทน ทุกวันพอกลับบ้านหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย 

กลางดึกคืนหนึ่งที่ผมกลับจากงานศพรุ่นพี่ซึ่่งตายเพราะโรคมะเร็งทั้งที่อายุมากกว่าผมแค่ 9 ปี พี่คนนี้เป็นคนทำงานเก่งมีบ้านหลังใหญ่ มีรถ มีครอบครัว แต่ความไม่แน่นอนก็พรากทุกอย่างไปแบบไม่ให้ตั้งตัว ระหว่างที่นอนมองเพดานห้อง  ผมลองนึกย้อนกลับไปเพื่อทบทวนช่วงเวลาแห่งความสุขในแต่ละวันพบว่ามันน้อยมาก ส่วนมากความสุข(ที่ผมคิดว่าเป็น) ล้วนไปผูกติดกับเงินทองและวัตถุ ส่วนมากจะมีความสุขเวลาที่ได้รับเช็ค ได้รับเงินค่าตอบแทนจากการทำงาน หรือไม่ก็มีความสุขเวลาที่ได้ซื้อของที่อยากได้ชิ้นใหม่ แต่ความสุขเหล่านั้นมันไม่ยั่งยืน เปรียบเสมือนพลุดอกไม้ไฟที่ยิงขึ้นฟ้า สวยได้ไม่นานก็จางหายไป ทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า "อะไรคือความสุขที่แท้จริงในชีวิต???"

วันรุ่งขึ้นผมลาหยุดงาน 1 วันเพื่อลองหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตื่นเช้าดูกินกาแฟ ดูพระอาทิตย์ขึ้น ปิดโทรศัพท์ไม่สนใจปัญหาใดๆจากที่ทำงาน ใช้เวลาอาบน้ำตอนเช้าแบบช้าๆ เดินออกกำลังกาย และแวะไปกินโจ๊กร้านโปรด ต่อด้วยการนั่งดู อาแปะ อากง คุยกันที่สภากาแฟ 


จากนั้นกลับมาที่ห้องเพื่อคิดทบทวนอะไรหลายอย่าง ทำให้พบว่า บางทีตัวผมอาจจะเลือกใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นมากกว่าเลือกใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง อยากก้าวหน้า อยากมีเงิน เพียงเพราะจะได้ชนะคนอื่น ดีเด่นกว่าคนอื่นๆ ได้เป็นที่ภูมิใจของครอบครัว โดยลืม และทิ้งความฝันและสิ่งที่อยากทำที่อยู่ในใจ ผมใช้เวลาเย็นวันนั้นทั้งวัน เขียนแผนฏิบัติการณ์ ปฏิวัติชีวิตตัวเอง เพื่อจะออกจากกรอบเดิมที่ยึดติดอยู่หลายปี 


เอาเรื่องราวเมื่อ 7 ปีก่อนมาเล่าให้ฟังเพราะผมคิดว่า จริงๆแล้วชีวิตคนเราเกิดมามันสั่นนัก บางคนทำงานหนักจนลืมให้ความสุขกับชีวิต ลืมครอบครัว ลืมคนที่เรารัก เพียงเพราะอยากสร้างฐานะ สร้างเงินทอง แต่กลับทำให้ความสุขที่แท้จริงในชีวิตลดลง ก็ไม่ผิดถ้าเราจะเลือกทางเดินนั้น ยอมจำนนที่อยู่ตามครรลองของระบบทุนนิยม ยอมเป็นหมากขับเคลื่อนให้คนรวย เราก็ต้องต่อสู้ ยิ่งในยุคปัจจุบัน(ปี 2555) คนชั้นกลางกับยิ้มไม่ออกเพราะค่าครองชีพที่แพง เงินเดือนเท่าเดิมแต่ข้าวผัดหมูขึ้นเป็นจานละ 45 บาท เราก็ต้องทนทำแม้จะเหนื่อย จะเบื่อแค่ไหน เพื่อให้ได้เงินมาค้ำจุนครอบครัว มาค้ำจุนชีวิต แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรามีเป้าหมาย มีการวางแผนเพื่อจะออกจากวงจรเดิมๆ ด้วยการเรียนรู้เรื่องการเงินการลงทุน เพื่อวันหนึ่งจะได้ทำงานรับใช้ความฝัน ตามหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต


คนส่วนใหญ่ละเลยที่จะหาความรู้เรื่องการลงทุน ทำงานเก็บเงินฝากธนาคาร ทั้งที่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ อยู่ที่ประมาณ 3 % กว่าๆ ในขณะที่เงินเฟ้อ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3.5% แต่หลายคนอาจจะไม่รู้สึก ไม่ใช้เพราะมันไม่มีผลกระทบชีวิตเรา แต่เพราะคนทำงานส่วนใหญ่ไม่รู้จักเงินเฟ้อ(ลองถามเพื่อนที่ออฟิตดูได้เลยครับ เกินครึ่งไม่รู้จักหรอกครับ) แต่เราก็ต้องทนกับการขึ้นราคาค่าครองชีพที่สูง ค่าน้ำมันที่แพง และการขอขึ้นราคาสินค้าต่างๆเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง,น้ำมันพืช,ไข่,น้ำตาล เป็นต้น ทั้งที่หลายบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าก็ยังมีกำไรสุทธิที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้ลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น เพราะภาระเหล่านั้นถูกกระจายออกไปยังราคาสินค้า ที่ผู้บริโภคซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนต้องรับกรรมไป เมื่อเงินไม่พอก็ต้องกู้ยืม ก็ต้องเป็นหนี้ทำให้สุดท้ายแล้ว ความมั่นคงจริงๆไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในวิถีชีวิตเดิมๆ


ดังนั้นถ้ามีเวลา ลองหาความต้องการที่แท้จริงของชีวิตให้เจอ หาดินแดนที่เราคิดว่าจะมีความสุขที่ได้ไป แม้จะไม่ง่ายไม่สวยงามเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ จากนั้นตั้งเป้าหมาย วางแผนสะสมเงินออม เรียนรู้เรื่องการลงทุนในหุ้น เพื่อขยายเงินออม สร้างกำแพงเพิ่มความแข็งแรงทางการเงิน จากดอกผลของ เงินออม เปลี่ยนวิธีคิดและใช้ชีวิตให้พอเพียงตามกำลังเงินที่เรามีอยู่


เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ออกจากกรอบ และเดินตามความฝัน อย่าประณีประนอมให้กับความกลัว เพียงเท่านี้เราก็จะพบกับชีวิตที่ดี ซึ่งรอเราอยู่ครับ 



วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

อารมณ์ตลาด

อารมณ์ตลาดแท้จริงแล้วก็คืออารมณ์ของนักลงทุนนี่แหละครับ แต่หลายๆคนรวมกันเข้ามันก็เกิดเป็นอารมณ์ของตลาดโดยรวม ตลาดหุ้นบ้านเราถ้าจะวิเคราะห์อารมณ์ตลาด เราจำเป็นต้องดูที่กลุ่มนักลงทุนที่มีจำนวนมาก แน่นอนว่าคือนักลงทุนรายย่อยในตลาด ผู้มีจำนวนมากแต่น้อยด้วยอำนาจเงินและการเข้าถึงข้อมูล แต่ด้วยปริมาณที่มากเลยทำให้อารมณ์ของนักลงทุนกลุ่มนี้ไปมีผลโดยตรงกับอารมณ์ของตลาด
อารมณ์ เป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีผลมากต่อการเล่นหุ้นเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่มีความนิยมเข้าเก็งกำไรหุ้นในระยะสั้นถึงกลาง โดยปกติของมนุษย์เราตกเป็นทาสของอารมณ์ในการตัดสินใจโดยตลอด ยิ่งเมื่อมีสถานการณ์และมีสิ่งเล้าเข้ามากระตุ้น คุณ เวอร์นอน สมิธ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2002 ศึกษาเชิงพฤติกรรมของนักลงทุนกล่าวไว้ว่า "นักลงทุนล้วนมีกล่องดำสำหรับประมวลผลการตัดสินใจฝั่งอยู่ในสมองโดยที่ไม่มีใครรู้ว่า จริงๆแล้วกล่องดำอันนี้มีวิธีในการตัดสินใจอย่างไร แต่การตัดสินใจนี้มันไม่มีเหตุผล และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของจิตใจเป็นหลัก" หลายคนอาจจะปฏิเสธว่าไม่ ฉันสามารถควบคุมจิตใจได้ ฉันเป็นคนมีเหตุและผล ฉันเป็นผู้บริหาร ฉันมีวุฒิภาวะพอ แต่เมื่อคุณอยู่ในตลาดหุ้น ดินแดนลี้ลับ ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเงินเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยจิตผูกไว้กับความเป็นเจ้าของ คุณไม่สามารถนี้พ้นอารมณ์ได้


สภาวะที่ทำอารมณ์มีผลนำในการตัดสินใจ เป็นหลักได้แก่ ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความผันผวน เช่นดัชนีตลาดหรือราคาหุ้นขึ้นลงไปมา มีการลงแรง ขึ้นแรง ,ช่วงเวลาแห่งความไม่รู้ เช่นเมื่อเราเล่นหุ้นตัวหนึ่งครั้งแรก โดยที่ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูล ไม่รู้พฤติกรรมรูปแบบของราคาหุ้นตัวนี้มาก่อน แต่ซื้อเพราะ หลายคนซื้อเลยจึงซื้อตาม, ช่วงเวลาแห่งความเชื่อมั่น ในที่นี้หมายถึงความเชื่อมั่นในแหล่งข้อมูล แหล่งข่าว คนที่บอกหรือเชียร์ว่าหุ้นตัวนี้จะมาจะขึ้น หรือคนดังออกมาฟันธงแนวโน้มตลาด แนวโน้มราคาหุ้น, ช่วงเวลาแห่งความกดดัน การถูกบีบคั้นจากการขาดทุน หรือคนรอบข้างให้ซื้อหรือขายหุ้น

ช่วงเวลาทั้งหลายที่กล่าวมานั้น ล้วนจะทำให้กล่องดำในสมองคุณทำงาน ตามสภาวะจิตใจเบื้องลึก จากสิ่งที่เราเสพมากก่อนที่ตกตะกอนอยู่ภายในจิตใต้สำนึก นั้นคือความคิดแง่ร้ายหรือความคิดแง่ดี ช่วงเวลาที่สภาวะอารมณ์มีผล เราก็จะดึงความคิดที่มีในจิตใจมาใช้ ถึงแม้สิ่งต่างๆจะปรากฏอย่างไร เราก็ทำไปตามนั้น เช่น เราหุ้นเพื่อนได้กำไรหุ้น BB มาก หลายแสนบาท เฮฮาพาคนอื่นๆไปเลี้ยงได้รับการยอมรับ ความคิดในแง่ดี ที่มีต่อหุ้นตัวนั้นหรือต่อตลาดก็ไปทางแง่ดี อารมณ์โลภก็จะเขามามีบทบาท ชดเชยกับความผิดหวังที่คุณตกรถ หรือขายหมูหุ้นตัวนั้นไป  มันทำให้เรามักตัดสินใจซื้อหุ้น ไล่ซื้อหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้น ด้วยความหวังเชิงบวกที่ว่า ยังไงก็ได้กำไร ยังไงก็จะไม่พลาดอีก และแน่นอนว่าโอกาสที่จะติดดอยหรือขาดทุนก็จะมีสูง เพราะเราซื้อหุ้นโดยปราศจากการพิจารณาระดับราคาและความน่าจะเป็นที่ดี เมื่อเราขาดทุนจนถึงที่สุด จนหมดความหวัง เมื่อข่าวร้ายออกมา สภาวะความคิดแง่ลบก็จะครอบงำ การตัดสินใจแง่ลบก็จะเข้ามาแทน

ในตลาดจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตลอด และหลายคนก็ถูกอารมณ์ในการครอบงำมันส่งผลเสียต่อการเล่นหุ้น และผลตอบแทนเป็นอย่างมาก การเล่นหุ้นเป็นระบบจะเป็นการตัดสินใจบนข้อมูลความเป็นจริง ซึ่งอยู่ในรูปแบบราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขาย ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจุบันขณะทีเกิดขึ้นจริง ทำให้สามารถกำจัดอารมณ์ที่ถูกชักนำได้อย่างสิ้นเชิง ถ้าจิตใจของผู้เล่นหรือเทรดเดอร์มั่นคงและยึดมั่นอยู่ในระบบอย่างมีวินัย

เว็บศูนย์กลางนักลงทุนรายย่อย

แต่อารมณ์ตลาด ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ เราสามารถติดตามและนำมาใช้ในการเพิ่มค่าความเชื่อมั่นบนคุณภาพของแนวโน้มได้ แน่นอนว่าการจะทราบอารมณ์ตลาดเราจำเป็นต้องติดตามอารมณ์นักลงทุนรายย่อย ในยุค 2.0 ยิ่งเป็นอะไรที่ง่ายเพราะส่วนมากการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดล้วนอยู่บนอินเตอร์เน็ตผ่านสังคมออนไลน์ ผ่านเว็บบอร์ด หรือห้องแชทต่างๆ ถ้าเราเป็นคนที่รู้จักสังเกต จะสามารถจับอารมณ์ของตลาดได้ ที่สำคัญ ข่าวหรือเหตุการณ์ที่ออกมา สำหรับนักเก็งกำไรแล้วล้วนมาหลังราคาเสมอ ดังนั้นใจความสำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่ข่าวหรือเหตุการณ์จะออกมาอย่างไร แต่นัยยะมันอยู่ที่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก ตอบสนองต่อข่าวและเหตุการณ์อย่างไรมากกว่า

ผมเองได้ทำการพัฒนาเครื่องมือทางสถิติมาประเมินอารมณ์ตลาดในรูปแบบค่าคะแนนโดยเก็บข้อมูลจากการโพสกระทู้และการคอมเมนต์ ของผู้ใช้ที่เป็นนักลงทุนรายย่อยบนเว็บบอร์ดและห้องแชท์บนโซเชียลเน็ตเวริ์คแบบเฟสบุ๊ค และนำค่ามาประมวลผลทางตัวเลข(วิธีการจำแนกและการประมวลผลเพื่อตีความยังอยู่ในช่วงวิจัยพัฒนาของยังไม่เปิดเผยรายละเอียด) เพื่อนำค่าที่ได้มาเป็นตัวแทนของอารมณ์ตลาดและนำไปใช้วิเคราะห์ร่วมกับแนวโน้มราคาหุ้น โดยผมแบ่งกลุ่มบ่งชี้ทางอารมณ์ออกเป็น ความโลภ,ความกลัว, ดีใจและเสียใจ เพื่อนำมาประเมินอารมณ์ที่อยู่ในการคอมเมนต์โต้ตอบ

แนวคิดเบื้องต้นของการทดลองนี้คือ ตลาดเก็งกำไร ระยะยาวคนส่วนใหญ่ย่อมเป็นผู้แพ้ และขาดทุน เพราะไม่เช่นนั้น คงจะมีคนรวยมากมายเต็มตลาดหุ้นไปแล้ว ดังนั้นถ้าได้ค่าอารมณ์ของคนกลุ่มใหญ่ มันก็พอจะนำมาอนุมานความเป็นไปของตลาดได้ แต่แน่นอนว่ามันอาจจะไม่100% เพราะจิตใจคนเรามักยากต่อการตรวจวัดได้ทั้งหมดและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสิ่งเล้าที่เข้ามา แต่ก็มากพอจะนำไปเป็นปัจจัยหนึ่งในการสังเคราะห์ร่วมกับแนวโน้มราคาหุ้นและดัชนีตลาด ในแบบที่ผมเรียกว่าคุณภาพของแนวโน้ม


 จากภาพผมทดสอบกับจำนวนความคิดในเว็บบอร์ดต่างๆจำนวน 150 ความเห็นจะพบพื้นที่ใต้กราฟอารมณ์ความโลภและอาการดีใจมีค่ามาก นั้นหมายถึงตลาดยกตัว ราคาหุ้นได้มีการวิ่งขึ้นมาอย่างชัดเจนแล้ว นักลงทุนรายย่อยเริ่มมีความสุขจากการทำกำไร หรือเข้าซื้อหุ้นและเห็นพอร์ตลงทุนเขียวๆ ขณะที่คนที่ติดดอยก็ได้ลงดอย และมีความคิดที่จะซื้อหุ้นเก็งกำไรรอบต่อไป แน่นอนว่าเมื่อคนส่วนใหญ่โลภ อยากซื้อและอยากเก็งกำไร อีกไม่นานเมื่อราคาไปถึงระยะหนึ่งการจบรอบและการทำกำไรของผู้ที่มีกำไรมากพอสมควร ย่อมเกิดขึ้น


วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

หลุมพรางของแมงเม่า

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เหมือนๆกันเวลามีคนเข้ามาปรึกษาผมเกี่ยวกับการเล่นหุ้นเก็งกำไร คือ ตัวเค้าเองรู้สึกว่าเล่นหุ้นแล้วไม่มีความสุข เครียด บางคนก่อนเล่นเคยวาดฝันไว้ว่าจะสามารถหาเงินจากตลาดหุ้นได้แบบตู้ ATM ได้เงินทุกเดือน เดือนละเท่านั้นเท่านี้ แต่เมื่อลงมาสัมผัสของจริง มีแต่เสียเยอะสลับกับได้น้อย เล่นเอาเครียดไม่มีความสุข จนทุกวันนี้เหมือนทำงานหาเงินมาเติมพอร์ตหุ้น กลายเป็นว่าทำงานหาเงินมาให้คนอื่นเอาไปใช้อีก ได้ลิ้มรสชีวิตแมงเม่าที่มืดหม่นเข้าไปอีก


ถ้าเราลองสังเกตดีๆ ยังมีคนแบบนี้อยู่มากเกินกว่าครึ่งในตลาดหุ้นครับ เพราะคนเหล่านี้คือคนที่ทำให้ระบบเก็งกำไร เดินอยู่ได้เป็นคนทำเงินให้ผู้ชนะ เป็นคนที่ไล่ซื้อหุ้นเวลาราคาแพง เรียกว่าเป็นผู้รับไม้ต่อให้ผู้ชนะทำกำไร แถมยอมทนติดดอย ลูกแล้วลูกเล่าด้วยความหวังว่าสักวันจะได้ลง พร้อมกับปลอบใจตัวเองดังๆว่าไม่ขายไม่ขาดทุน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อเราเริ่มลงทุนเราจะติดอยู่กับวัฏจักรของแมงเม่า ภายใต้ทฤษฎีสมคบคิดในตลาดหุ้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครจะเป็นยังไง แต่ปัญหาจริงๆอยู่ที่ว่าเราเลือกจะเป็นอย่างไรมากกว่า 


คนส่วนใหญ่มักเล่นหุ้นเพราะหวังรวย หวังได้เงิน เมื่อมีเงิน มาเป็นตัวตั้ง ความโลภจะมีผลต่อจิตใจสูงมาก ความอยากได้ อยากรวย เข้ามาครอบงำ ทำให้ง่ายต่อการชี้นำ ลดทอนความสามารถในการตัดสินใจ อ่ะอย่าปฏิเสธผมว่า คุณไม่เป็น ลองถ้าเพื่อนในกลุ่มนักเล่นหุ้น ได้กำไร แล้วคุณตกรถ ความอยากได้นี้แหละ ที่ครั้งหน้าจะทำให้คุณเสี่ยงหนัก เล่นตามหุ้นเด็ด หุ้นดังที่มีคน setup หรือจุดไฟแห่งความโลภไว้ให้ เพื่อที่หวังจะรวย หวังจะได้หน้า หวังจะได้การยอมรับ ผมที่ตามมาก็จะขาดทุนไปตามระเบียบ 


เมื่อรู้ว่า ขาดทุน หรือลงทุนไม่ถูกทาง แต่แมงเม่ามือใหม่ก็ไม่คิดจะเลิกเพราะตลาดหุ้น ไม่เคยปล่อยให้คุณแพ้ทุกเกมส์ จนสิ้นหวัง(จำไว้นะครับ ถ้าปราศจากนักเสี่ยงโชค ตลาดเก็งกำไรก็เดินต่อไปไม่ได้) ดังนั้นเมื่อเสียครั้ง สองครั้ง ครั้งต่อไปคุณมักจะได้กำไร ทำให้ยังมี "ความหวัง" ที่เปรียบดังน้ำล่อเลี้ยงความโลภ ให้ออกเดินทางต่อ และทำให้คุณพร้อมที่จะเติมเงินเข้ามาในพอร์ตหุ้น เพื่อเสี่ยงโชคและก็เข้าสู่วัฏจักรแมงเม่าต่อไป


เมื่อขาดทุน แต่ไม่รู้สึกขาดทุนเพราะเลือกที่จะไม่จำ บางคนเลือกที่จะไม่พูดถึง แต่ยามได้กำไร ต่างบอกต่อ แมงเม่ามักจะดื่มด่ำและเฉลิมฉลอง ทั้งที่ถ้าทำระบบบัญชีดีๆ การกำไรเล็กๆน้อยๆยังไม่คืนทุนที่เสียไปด้วยซ้ำ หรือกำไรเล็กๆน้อยๆยังเทียบไม่ได้กับตัวแดงที่ติดดอยขาดทุนไป บางคนเลือกเล่นหุ้นตามเซียนตามกูรู บางคนเลือกที่จะศึกษาการวิเคราะห์เชิงเทคนิค เพราะคิดว่าหลายคนที่มีกำไรต่างใช้มัน แต่ส่วนมาก็ยังไม่พ้นวังวนของแมงเม่าเพราะยิ่งศึกษายิ่งยึดติด พยายามแข่งขันอวดวิชา แสดงความเหนือชั้นด้วยความยาก ความซับซ้อนของเทคนิคที่ตนเองใช้ เพื่อที่จะโชว์ว่ากูเจ๋ง กูเทพ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นแมงเม่าเหมือนเดิม เพราะพยายามไปใช้สิ่งที่ยากแต่ตนเองไม่เข้าใจ ไม่ชำนาญ อะไรที่คนอื่นว่าดีก็พยายามหามาใช้หมด เมื่อไม่เข้าใจใช้งานจริงก็ไม่เกิดผล แถมทำให้ขาดทุนหมดความมั่นใจ สุดท้ายรู้มากก็ได้แต่มอง ไม่กล้าเทรดไม่กล้าเล่น หรือไม่ก็ออกแนวบ้าระห่ำ ลุยด่ะซื้อๆขายๆเล่นตามอารมณ์ แต่ใช้กราฟปรับสัญญาณซื้อให้ไวขึ้น เพื่อมาช่วยยืนยันความโลภ เพื่อให้มันสมเหตสมผล สุดท้ายเมื่อไม่เข้าใจ ผลก็คือขาดทุน ซื้อๆขายๆ เข้าๆออกๆ กำไรสลับขาดทุน แบบนี้ทั้งปีผลตอบแทนในพอร์ตก็ไม่มีทางเติบโต 


ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้บอกว่า เล่นหุ้นเก็งกำไรไม่ดี ไม่ได้บอกว่าเล่นสั้นไม่ดี แต่สิ่งที่ผมพยายามจะบอกคือ เราต้องชัดเจนในความคิด มีชุดความคิดที่ถูกต้องก่อน อย่าปล่อยให้อารมณ์มันชี้นำตัวเรา วิธีคิดเริ่มต้นที่เป็นสากลของการลงทุนหรือการเก็งกำไร คือ เราต้องรักษาเงินทุนของตัวเองให้ได้ก่อน ที่จะคิดทำกำไร เรียกว่าต้องเอาตัวรอดให้ได้ในตลาดหุ้นก่อน เมื่อนำเงิน 1 ล้านมาลงทุน เงินทุน 1 ล้านต้องยังอยู่ครบ ส่วนกำไรปล่อยให้มันงอกเงยไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เสี่ยงจนเกินตัว กำไรมากหรือกำไรน้อยอย่าไปกังวล เพราะยิ่งเราอยู่รอดในตลาดหุ้นได้นาน ประสบการณ์และทักษะมันจะเพิ่มพูนขึ้นมาเอง และระหว่างทางนั้นการศึกษาและพัฒนาตนเองจะทำให้เราเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร ให้ดียิ่งขึ้น 


การใช้เทคนิคคอล ไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนคนอื่นๆ เพียงให้เหมาะสมกับจริตเรา เหมาะสมกับเวลาที่เรามี และทำกำไรให้เราได้อย่างต่อเนื่องก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องยากหรือซับซ้อน เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เราต้องเข้าใจสิ่งที่เราใช้ได้อย่างถ่องแท้ ชัดเจนสำคัญที่สุด คือเราต้องทดสอบระบบเทรดหรือเครื่องมือที่เราใช้ทางสถิติให้มั่นใจ เพื่อที่เราจะได้เชื่อมั่นและมีวินัยในการเล่นตามระบบอย่าง 100%  เพียงเท่านี้โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จ หลุดพ้นออกจากวังวนวัฏจักรแห่งแมงเม่าก็จะเกิดขึ้นได้ ผมมั่นใจว่าตลาดหุ้นมันยังอยู่ไปอีก 30 ปี 50 ปี แต่คุณจะสามารถเอาตัวรอดและยังอยู่ในเกมส์การเงินในตลาดหุ้นนี้ได้ตลอดไปหรือไม่ คุณต้องเป็นคนเลือกเองครับ



วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

เบื้องหลังความสำเร็จ

เวลาเรามองไปที่ใครสักคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักมองเห็นแต่ภาพความหรูหราและความเจิดจรัส ของคนคนนั้น จนทำให้เกิดความอยากที่จะเป็น อยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างคนคนนั้น แต่แท้จริงแล้ว ภายใต้เปลือกแห่งความสำเร็จที่เราเห็น อาจจะเต็มไปด้วยรอยแผลแห่งขวากหนามและร่องรอยของความเจ็บปวดที่คนคนนั้นต้องฝ่าฟันเพื่อเดินไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง






ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่อยากเป็นนักดนตรีมาก มากจนเลือกที่จะไม่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยตามที่พ่อแม้หวัง แต่ใช้ชีวิตการเป็นนักดนตรีตามที่ตัวเองฝันไว้ ทุกวันนี้แม้เขาจะยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง ยังต้องเล่นดนตรีตามผับตอนกลางคืน แต่ ถ้าถามว่าเสียใจไหมที่ตัดสินใจเดินทางนี้ เพื่อนผมคนนี้กับตอบแบบทันทีว่าไม่เคยเสียใจ ผมชอบแนวทางที่เขาทำนะแม้จะไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่แต่มันชัดเจนกับตัวตนและความต้องการแท้จริงในใจเขา เรานั่งคุยกันและมีหัวข้อสนทนาหนึ่งที่ผมติดใจและอยากนำมาเขียนต่อ เพื่อนผมคนนี้พูดขึ้นมาว่า "ลองคิดดูสิ มันไม่ใช่จะจับผู้หญิงคนไหน มาปั้นให้เป็นแบบ เลดี้ กาก้า(lady gaga) ได้ คนที่จะเป็นแบบนี้ต้องเกิดมาเพื่อจะเป็นเท่านั้น"



จริงๆฟังดูเหมือนจะโอเวอร์แต่ถ้าลองอ่านอัตชีวประวัติของเลดี้ กาก้า ก็จะรู้ว่า มันจริงครับ ภาพลักษณ์ภายนอกดูหรูหรา บ้าบอ แฟชั่นจัด กับความร่ำรวย ความมีชื่อเสียงและการประสบความสำเร็จในวงการดนตรี อาจจะทำให้เราไม่ได้สนใจเส้นทางที่เธอก้าวขึ้นมา ประวัติของเลดี้กาก้า คนนี้ไม่ธรรมดา เธอที่สนใจดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เล่นเปียโนเป็นตั้งแต่อายุ 4 ขวบและเดินสายประกวดร้องเพลงมาตลอด ด้วยความชัดเจนที่จะเดินตามความฝันคือการได้เป็นนักร้อง 


ครอบครัวของกาก้า มีฐานะปานกลางแต่ก็ได้ส่งให้เธอเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ในนิวยอร์ค (กาก้าได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับ ไฮโซหลายคนหนึ่งในนั้นคือ ปารีส ฮิวตัน) กาก้าได้พัฒนาศักยภาพในการร้องและแสดง ช่วงมัธยมปลายเธอได้เล่น ละครเพลงของโรงเรียน และมีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 17 ในโครงการเด็กอัจริยะด้านศิลปะของ โรงเรียนศิลปะทิสช์ แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค( New York University's Tisch School of the Arts) 


ภาพสมัยที่เธอเป็น DJ ในคลับ

ด้วยความที่อยากเป็นนักร้อง กาก้าตัดสินใจมุ่งทำตามความฝันและทุ่มเทให้การแต่งเพลง ร้องเพลงอย่างเดียวโดยลาออกจากมหาวิทยาลัย ออกมาทำงานร้องเพลง และ เป็น DJ อยู่ที่คลับย่าน แมนแฮตตัน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการดิ้นรน เธอต้องอยู่ห้องเช่าเล็กๆราคาถูกย่านดาวน์ทาวน์ และรับงานร้องเพลงที่ได้ค่าจ้างไม่สูง เพื่อเลี้ยงชีพ ระหว่างที่เธอกำลังแต่งเพลง และทำเดโมเพื่อเสนอค่ายเพลงต่างๆ แน่นอนว่ากาก้า ก็เหมือนกันนักร้องทั่วไปที่ไม่ได้มีบันไดวิเศษวิ่งมาหาเธอ เธอเคยผ่านการถูกปฏิเสธจากค่ายเพลงหลายแห่ง เคยถูกยกเลิกสัญญา แต่ด้วยความพยายามและความสามารถ หลังจากที่เธอพิสูจน์ตัวด้วยการเป็นนักแต่งเพลงและทำงานเบื้องหลังให้กับศิลปินหลายคนเช่น บริสนี้ สเปีย, นิวคิส ออนเดอะ บล๊อค เป็นต้น  โอกาสก็เข้ามาเป็นของเธอจนได้จากสาเหตุที่โปรดิวเซอร์คนหนึ่งได้เกิดประทับใจในเพลงที่เธอแต่งและเสียงร้องเดโมสำหรับให้ศิลปิน โอกาสจึงมาถึงเธอ


แม้จะได้เป็นนักร้องกาก้าก็ยังต้องเริ่มต้นจากการแข่งขัน และพยายามทำให้เป็นที่ยอมรับ เธอต้องค้นหาแนวทางเพลงของตัวเอง ต้องพัฒนารูปแบบการโชว์และการสร้างสรรค์ต่างๆ จนถึงจะเป็นที่ยอมรับแบบในทุกวันนี้ และแน่นอนว่า กาก้า ก็เคยผิดพลาดหลงผิดด้วยการติดโคเคน แต่โชคดีที่พ่อและแม่คอยช่วยเหลือทำให้เธอผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และก้าวสู่ความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับจากยอดขายแผ่นที่ถล่มทลาย และอันดับเพลงฮิตติดชาร์ตในหลายประเทศ รวมถึงความโด่งดังในแง่การเสพรูปแบบการแสดงสดจาแฟนเพลง ชื่อเสียง เงินทอง และรางวัลต่างๆก็วิ่งเข้ามาหาในชีวิต จนเรียกได้ว่า เธอได้ลิ้มรสความสำเร็จแบบที่เฝ้ารอมาหลายปี 


การเปิดการแสดง ร้องเพลง ที่เธอแต่งและสร้างสรรค์โชว์ ในคลับเล็กๆ สมัยยังไม่มีชื่อเสียง


นำเรื่องชีวประวัติของเลดี้ กาก้ามาเล่าให้ฟังเพราะคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการอย่ามองคนเพียงภายนอกและสามารถใช้เป็นแรงบันดาลใจที่ดีได้ ผมยอมรับว่าผมเองได้เห็น MV ครั้งแรกของกาก้า ก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาท่าจะเพี้ยนหรือเป็นเพียงการโปรโมทจากค่ายเพลง แต่พออ่านชีวะประวัติเธอต้องยอมรับว่า เธอคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เธอเป็นของจริงที่มีความสามารถผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก โดยเฉพาะตอนที่เธอเป็นเพียงนักร้องโนเนม 


ในโลกการลงทุนเราเองอาจจะมองเห็นไอดอล นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น จอร์จโซรอส, วอเรนต์ บัฟเฟต เจสซี่ ริเวอร์มอร์ ส่วนมากเราเองอาจจะหลงไหลในภาพลักษณ์ของการมีชื่อเสียง การเป็นที่ยอมรับ รวมถึงขนาดพอร์ตลงทุนหลายสิบ หลายร้อยล้าน แต่จริงๆผมอยากให้เรา ลองมองให้ลึกถึงแก่นที่มา ในการประสบความสำเร็จของเขาเหล่านั้น ผมเชื่อว่าทุกคนที่เป็นของจริง ตัวจริง ล้วนต้องผ่านการฝึกฝน การพยายามอย่างหนัก ควรดูตรงนี้เป็นแบบอย่าง หนทางแห่งความสำเร็จ อย่าไปหวังในปาฏิหารย์หรือการได้มาซึ่งความสำเร็จแบบง่ายๆ เพราะว่าของแบบนั้นมันไม่มีจริงในโลกนี้หรอกครับ หรือว่าถ้าเกิดมีจริงเกิดเราได้รับความสำเร็จแบบง่ายๆหรือจอมปลอม ของเหล่านั้นมันก็จะอยู่กับเราได้ไม่นาน เพราะเราขาดคุณสมบัติที่จะรักษามันไว้ได้


ผู้ที่ไม่มีแผลเป็น คือผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ -นิ้วกลม