ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โพสต์

กำลังแสดงโพสต์จาก พฤษภาคม, 2012

"วินัย" คำที่นักเก็งกำไรต้องรู้จัก

สำหรับเทรดเดอร์ ถ้า" แนวโน้ม " เป็นดั่งเพื่อนของเรา(Trend is your friend) คำว่า" วินัย " ก็เปรียบประดั่งผัวหรือเมียของเรา( Discipline  is your wife) เพราะการที่จะอยู่รอดในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะลงทุนในแนวใดต้องมีวินัย ถ้าขาดวินัยในการลงทุนแล้วต่อให้คุณจะเก่ง หรือฉลาดแค่ไหนก็ไม่ประโยชน์ จะไม่สามารถเอาชนะจิตใจของตัวเองได้ ขาดวินัยในการลงทุนก็เปรียบประดุจ เรือที่ขาดหางเสือ แล่นไปได้แต่ก็ไร้ทิศทาง โอกาสที่จะแล่นไปให้ถึงจุดหมายก็ยากเต็มแก่ ยิ่งเป็นนักเก็งกำไรในตลาดหุ้น การต้องต่อสู้กับความผันผวนของตลาดจะเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวัน เมื่อตลาดผันผวน มีความไม่แน่นอน ยิ่งจะทำให้เกิดการชักจูงจิตใจทำให้เกิดอารมณ์ที่อ่อนไหว ไปตามสิ่งที่ปรากฏ เมื่อเรานำอารมณ์มาใช้ในการตัดสินใจ นั้นหมายถึงการนำมาซึ่งหายนะ ดังนั้นเทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร จะต้องมีจิตใจที่หนักแน่น มีวินัยยึดมั่นในระบบเทรด เชื่อมั่นกลยุทธในแผนที่วางไว้ หลายคนล้มเหลวกับการเทรดหุ้นเพียงเพราะขาดวินัย เมื่อระบบเทรดให้สัญญาณขาย แต่จิตใจอ่อนแอรับไม่ได้กับการขาดทุน ก็ทำให้ละเลย จนส่งผลเสียให้ต้องติดดอยขาดทุนรุกรามจากไม่กี่เป

OBV (On Balance Volume)

การมองแนวโน้มราคาหุ้นว่าจะมีทิศทางขึ้นหรือลงให้ขาดนั้น บางครั้งเราไม่อาจจะมองได้จากข้อมูลราคา เพียงอย่างเดียว  จำเป็นที่ต้องใช้การสังเกตและวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นด้วย จึงมีการนำเอาสมการคณิตศาสตร์ มาประยุกต์สร้างเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายในรูปแบบอินดิเคเตอร์ เพื่อใช้ในการยืนยันแนวโน้มของราคาหุ้น โดยอาศัยหลักที่ว่า ถ้าราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลง ปริมาณการซื้อและย่อมมีการเพิ่มขึ้นแบบมีนัยยะจากจุดเริ่มต้น บ่งบอกถึงผู้ลงทุนให้ความสนใจในหุ้นตัวนั้น และบ่งบอกความแน่นอนของแนวโน้มที่เกิดขึ้นด้วย  OBV (On Balance Volume)  On Balance Volume เป็นดัชนีที่ใช้ในการแกว่งตัวของ Volume โดยมีหลักการคิดเบื้องต้นว่า ปริมาณของหุ้นวันที่ปิดบวก (ราคาปิดสูงขึ้นจากราคาเปิด) เป็นการสะสมหุ้น ส่วนปริมาณของหุ้นวันที่ปิดลบ (ราคาปิดต่ำกว่าจากราคาเปิด) เป็นการกระจายหุ้นออกไป โดยวิธีการคำนวณมาจาก สมการ -กรณีที่ ราคาปิดวันนี้ > วันก่อน                                 OBV ใหม่= OBV เดิม+ปริมาณหุ้นวันนี้ -กรณีที่   ราคาปิดวันนี้ < วันก่อน                               OBV ใหม่= OBV

GAP

GAP แปลว่าช่องว่าง ในการวิเคราะห์หุ้นเชิงเทคนิค GAP เป็นตัวบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง และสามารถใช้เป็นจุดสังเกตความผันผวนและการเคลื่อนตัวแบบรุนแรงไม่สม่ำเสมอ ฉับพลันทันทีทันใดในรูปแบบของการก้าวกระโดด ทั้งในทิศทางขาขึ้นและขาลงของราคาหุ้น จนทำให้เกิดช่องว่างของราคาขึ้นมา GAP ที่เกิดบนทิศทางขาขึ้นนั้นจะสะท้อนผิดปกติของแนวโน้ม และความต้องการของแรงซื้อที่มาก เช่นการแย่งกันซื้อแบบรุนแรง ในขณะทิศทางขาลง GAP ก็เป็นตัวสะท้อนการอ่อนตัวของราคาหุ้นแบบถดถอย จนเกิดการแย่งกันขาย แบบมีนัยยะสำคัญ เช่นการแตกตื่นตอบสนองต่อข่าว หรือปรากฏการณ์ผลกระทบจากภายนอกต่อตัวหุ้น 1. Common Gap เป็น GAP แบบธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีความสำคัญน้อยจะเกิดได้ในช่วงที่มีการซื้อ ขาย เบาบาง สังเกตดูได้จาก Volume ของหุ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งจะมาพร้อมกับการแกว่งตัวของราคาออกด้านข้าง sideway เรียกได้ว่าเจอ GAP แบบนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นตกใจ 2. Breakaway Gap การกระโดดของราคาทั้งในทิศทางขาขึ้นและขาลง เรียกได้ว่าจะเกิดเมื่อมีการฟอร์มรูปแบบทิศทางของราคาที่ชัดเจนแล้ว และมีการกระโดดของ Volume เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ท

หุ้น Facebook ตอนที่ 2: ใครรวยจากหุ้น

หลังจากนำเสนอเรื่อง IPO ของ Facebook ในตอนแรกไปหลายคนสนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนประเด็นนี้กันเยอะ โดยเฉพาะกรณีที่ราคาหุ้นของ Facebook ล่วงลงอย่างแรงหลังเข้าตลาดทำให้ ใครหลายคน โดนเฉพาะนักลงทุนรายย่อยในอเมริกาผิดหวัง เพราะกระแสเชียร์ก่อนเข้าตลาดนั้นดีมาก แต่พอผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ราคาก็ดิ่งเหว ทำเอาคนที่ซื้อราคาจองขาดทุนกันถ้วนหน้า ผมขอเอาข้อมูลทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Facebook มาเปิดเผยให้ดูกัน หลังจากหุ้น Facebook ได้เข้าสู่ตลาด NASDAQ ทันทีทีระฆังดังขึ้นและมีการเปิดขาย IPO ก็จะมีเศรษฐี มหาเศรษฐีเงินล้าน เกิดขึ้นหลายคน โดยทั้งหมดเป็นผู้ถือหุ้นใน Facebook โดยแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ผู้ก่อตั้ง กลุ่มทุน ลูกจ้างและพนักงานบริษัท หลายคนเป็นเศรษฐีป้ายแดงมาดๆจากการมีหุ้นของ facebook ผมขอยกตัวอย่างกลุ่มและคนบางส่วนที่มีบทบาทมาให้ดูเพื่อเป็นกรณีศึกษา โดยใช้ราคา IPO ที่ 38 บาทมาเป็นตัวคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของแต่ละคน 1.  Mark Zuckerberg  คุณพี่มาร์ค ผู้ก่อตั้งและ CEO มีหุ้น facebook ถึง 28.2% คิดเป็นมูลค่า $24 billion ถ้าไม่มีมาร์คก็คงไม่มี facebook ต้องยอมรับในความสุดยอดของผู้ชายคนนี้จริงๆ ม

หุ้น Facebook ตอนที่ 1: IPO ประวัติศาสตร์

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา(18-05-2012) มีเหตการณ์ประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นอเมริกา นั้นคือมีการเปิดขายหุ้น IPO ครั้งสำคัญ โดยหุ้น IPO ของ Facebook ที่เข้าสู่ตลาดหุ้น NASDAQ อย่างเป็นทางการ โดยมีราคาจองที่ 38$ และได้รับความนิยมจากนักลงทุนจำนวนมากจนทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการจัดการกับคำสั่งซื้อจนต้องเลือนเวลาขายหุ้นไปอีก ครึ่งชั่วโมง ท้ายสุดราคาเปิดทะยานไปถึง 42.05 และทำจุดสูงสุดที่ 45$(13%) ก่อนปิดตลาดที่ 38.28 ในวันนั้น แม้ว่าแนวโน้มของตลาดหุ้น NASDAQ จะไม่สดใสเพราะปัญหาหนี้สินจากกรีซจะกดดันตลาด แต่เฟสบุ๊คก็ปิดเขียวได้โดยไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง ก่อนจะเปิดขายหุ้น IPO ก็มีนักวิเคราะห์จากสำนักหนึ่งประเมินว่าในอนาคตหุ้น Facebook มีโอกาสเติบโตได้ถึง 50 % จากราคาจอง แต่กระนั้นก็มีนักวิเคราะห์บางคนยังมองราคา IPO ของหุ้นตัวนี้ว่ามีราคาที่สูงเกินไป การเปิดขายหุ้น IPO วันนั้นทำให้ Facebook เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้รับเงินทุนจากการระดมทุนครั้งนี้ จากการขายหุ้นสามัญจำนวน 420 ล้านหุ้น สูงถึง 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ในหนึ่งวัน นับว่าเป็นมูลค่าของ IPO ที่สูงเป็นอันดับต้นๆของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา

บันทึกเรื่องกรีซและวิกฤติหนี้ยุโรป

รอบนี้เป็นรอบที่สาม นับตั้งแต่ควันของวิกฤติหนี้สินภาครัฐของกรีซเริ่มปะทุขึ้น ซึ่งส่งผลไปสู่ตลาดหุ้นทั่วโลกเพราะกรีซเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของ EU ด้วยความคิดที่จะโตไปพร้อมกัน โตไปอย่างมั่นคงและยิ่งใหญ่ กลับกลายเป็นดาบสองคมเมื่อยามเกิดวิกฤติ ซึ่งสาเหตุหลักๆก็คือการที่ประเทศในกลุ่ม PIIGS (Portugal, Italy, Ireland, Greece และ Spain) กำลังเผชิญปัญหาหนี้ภาครัฐที่สูงมาก ในขณะเดียวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเติบโตของ GDP กับสวนทางกับหนี้สิน ทำให้เกิดปัญหาลุกลามทั้ง เจ้าหนี้และลูกหนี้ของแต่ละประเทศ ทำให้กลายเป็นปมปัญหาที่ต้องรอการแก้ไข ตัวละครตัวแรกที่เปิดฉากวิกฤติครั้งนี้ก็คือ กรีซ ประเทศของเทพเจ้ากรีกโบราณ ประเทศที่ดูหรูหรา คลาสิก แต่ตอนนี้กำลังเหลือแต่เปลือกรอวันแตกสลาย เพราะการที่ EU และ IMF ยื่นมือมาช่วยเหลือทั้งการประนอมหนี้ การสลับสนุนเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้รัฐบาลเพื่อช่วย นำมาใช้จ่ายในค่าสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเบี้ยงเลี้ยงและเงินเดือนแก่พนักงานของรัฐ แลกกับการทำตามแผนการลดหนี้ ซึ่งต้องบังคับให้ประชานรัดเข็มขัด ตัดสวัสดิการประชาชน ตัดเงินช่วยเหลือต่างๆ และขูดรีดภาษีเพิ่มแบบมห

ลงทุนด้วยหัวใจ ไม่ใช่อยากรวยเร็ว

ผมว่าเวลานี้คนที่เคยปรามาส ว่าตลาดหุ้นนั้นง่าย เหมือนเด็กสาวใจแตกคงต้องคิ ดใหม่กันอีกรอบ เพราะทุกวันนี้พระเอกที่เคย สร้างกำไร สร้างผลตอบแทนแบบเป็น กอบเป็นกำ ได้กลายร่างมาเป็นตัวร้ายที่จ้องสูบเงินออกจากพอร์ตขอ งเรา จากเนินเป็นดอยสูง จากกำไรเป็นขาดทุน จากสวรรค์เป็นนรก สับขาหลอกกันจนแมงเม่างงไปหมด บางคนเจ็บปวดทุกครั้งที่คนรอบข้า งถามถึงพอร์ต ถึงผลตอบแทนจากตลาดหุ้น หรือไม่ก็ต้องแกล้งโกหก ว่าตัวเองไม่เดือดร้อนจาก ภาวะเศรษฐกิจ วิกฤติหนี้ยุโรปที่มีผลต่อตลาด หุ้น จริงๆแล้ว ตลาดหุ้นไม่เคยง่าย ไม่ว่าจะมือเก่า หรือมือใหม่ เราก็คือรายย่อย วรรณะต่ำสุดในห่วงโซ่การลงทุน ด้อยทั้งอำนาจ เงินอำนาจการเข้าถึงข้อมูล และข่าว และอื่นๆ ดังนั้นเมื่อข้อจำกัดเยอะ เราต้องเรียนรู้ที่ต้องปรับ ตัวเอง ให้อยู่กับข้อจำกัดนั้น การลงทุนที่ดีไม่ว่าจะสั้นหรือยาว จะเก็งกำไรหรือเน้นปันผล จะต้องใช้ทั้ง หัว และใจ  หัวคือสมอง การคิด การวิเคราะห์ อย่าลงไปตามเกมส์ของทฤษฏีสม คบคิด ที่เขาปรุงแต่งให้เรา ไปตามเกมส์กระแสหลัก, หมั่นสังเกตและตั้งคำถามถึง สิ่งที่เกิด ,อย่าเชื่อเพียงเพราะมีหลาย คนเชื่อตามนั้น ,อย่าหลงไปกับความหวังสวยงา ม

Volatility Breakout System

Volatility คือ ค่าความผันผวนหรือค่าการแกว่งตัว โดยตามทฤษฏีหุ้นที่ได้รับความนิยม ราคาหุ้นจะมีความผันผวนและมีการเคลื่อนที่ไปมาเสมอ เราสามารถนำค่าความผันผวนมาใช้ในการกำหนดจังหวะการเข้าทำกำไรได้ โดยใช้หลักการการพิจารณาค่าความผันผวน ที่เกิดร่วมกับมิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น และใช้การ Breakout กรอบของราคามาเป็นตัวยืนยันสัญญาณซื้อขายอีกชั้นหนึ่ง เครื่องมือที่นิยมตัวหนึ่งใช้ในการวัดค่าการผันผวนและใช้สังเกตการแกว่งของราคาคือ Bollinger Band(BB) เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ค่าสถิติของราคามาทำการเปรียบเทียบค่าการแกว่งตัว ณ ขณะเวลาต่างๆ โดยทำการสร้างกรอบของราคาที่แกว่งตัว เทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยกลางเพื่อสะท้อนความผันผวนที่เกิดขึ้น  Bollinger Band ประกอบด้วยเส้นสำคัญทั้งหมด 3 เส้นคือแถบบน แถบกลาง และแถบล่าง โดยแต่ละเส้นมีการนิยามด้วยสมการคณิตศาสตร์ดังนี้  1.แถบบน(Upper Band) = SMA 20 วัน + Standard Deviation 20 วัน x 2 2.แถบกลาง(Middle Band) = Simple Moving Average (SMA) จากข้อมูล 20 วัน 3.แถบล่าง(Lower Band) =  SMA 20 วัน – Standard Deviation 20 วัน x 2  การนำไปใช้งานเราพิจารณาBand Width ของ Bollinger Band