สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

"วินัย" คำที่นักเก็งกำไรต้องรู้จัก

สำหรับเทรดเดอร์ ถ้า"แนวโน้ม" เป็นดั่งเพื่อนของเรา(Trend is your friend) คำว่า"วินัย" ก็เปรียบประดั่งผัวหรือเมียของเรา(Discipline is your wife) เพราะการที่จะอยู่รอดในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะลงทุนในแนวใดต้องมีวินัย ถ้าขาดวินัยในการลงทุนแล้วต่อให้คุณจะเก่ง หรือฉลาดแค่ไหนก็ไม่ประโยชน์ จะไม่สามารถเอาชนะจิตใจของตัวเองได้ ขาดวินัยในการลงทุนก็เปรียบประดุจ เรือที่ขาดหางเสือ แล่นไปได้แต่ก็ไร้ทิศทาง โอกาสที่จะแล่นไปให้ถึงจุดหมายก็ยากเต็มแก่



ยิ่งเป็นนักเก็งกำไรในตลาดหุ้น การต้องต่อสู้กับความผันผวนของตลาดจะเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวัน เมื่อตลาดผันผวน มีความไม่แน่นอน ยิ่งจะทำให้เกิดการชักจูงจิตใจทำให้เกิดอารมณ์ที่อ่อนไหว ไปตามสิ่งที่ปรากฏ เมื่อเรานำอารมณ์มาใช้ในการตัดสินใจ นั้นหมายถึงการนำมาซึ่งหายนะ ดังนั้นเทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร จะต้องมีจิตใจที่หนักแน่น มีวินัยยึดมั่นในระบบเทรด เชื่อมั่นกลยุทธในแผนที่วางไว้ หลายคนล้มเหลวกับการเทรดหุ้นเพียงเพราะขาดวินัย เมื่อระบบเทรดให้สัญญาณขาย แต่จิตใจอ่อนแอรับไม่ได้กับการขาดทุน ก็ทำให้ละเลย จนส่งผลเสียให้ต้องติดดอยขาดทุนรุกรามจากไม่กี่เปอร์เซนต์เป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์เป็นต้น หรือแม้กระทั่งความกลัว ความไม่แน่ใจเนื่องจากรับข่าวสาร รับฟังคนอื่นมากจนเกินไป ทำให้ละเลย ไม่มีวินัยที่จะซื้อตามสัญญาณซื้อจากระบบ ส่งผลให้พลาดโอกาสทำกำไรในหุ้น 


ดังนั้นเมื่อเรามีระบบเทรด สิ่งที่ต้องฝึกให้ดี คือการมีวินัย ต้องไม่ละเลยด้วยเหตุผลที่จิตใจเราคิดจะปรุงแต่ง ถ้าเกิดเจอความผิดพลาดจากระบบ ให้จดบันทึกและนำมาปรับปรุงต่อไป ทุกวันที่ผมเทรดหุ้น ในช่วงเช้าก่อนตลาดเปิด ผมจะทบทวนแผนกลยุทธ ของระบบเทรดที่จะเลือกใช้ ให้เข้ากับสภาวะตลาดในขณะนั้น และปฏิบัติตามระบบเทรดอย่างเคร่งครัด ตลอดทั้งวัน กรณีเจอข้อผิดพลาด ก็จะนำมาปรับปรุงในครั้งถัดไป ถ้าผิดพลาดมากก็จะหยุดเทรด แต่ผมจะไม่คิดหรือพยายามนำเอาอารมณ์ระหว่างชั่วโมงเทรดมาใช้ในการตัดสินใจ ไม่นำมันมาเป็นเหตุผลในการทำให้ตนเองขาดวินัยในการเทรด 


วินัย เป็นสิ่งที่เป็นปัจเจก มันเป็นคุณสมบัติที่แบ่งแยกระหว่างมืออาชีพและมือสมัครเล่น การเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนต้องผ่านการฝึกฝนให้มีวินัยต่อตนเอง อย่างยิ่งยวด การมีวินัยยังส่งผลให้ชีวิตเรามีระเบียบมีแบบแผนชัดเจน   มีความพร้อมในการทำงานและอื่นๆ ผมเคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับกองทุนเฮ็ดฟันด์ของ จอร์จ โซรอส เขาเขียนไว้ว่า โซรอสเป็นคนที่จริงจังในการทำงาน และคาดหวังผลงานที่ดีจากลูกน้องและตัวเองเสมอ แต่กระนั้นโซรอส ก็ไม่เคยตำหนิหรือลงโทษลูกน้องที่เทรดและขาดทุน แต่เขาจะตำหนิและลงโทษ คนที่ไม่มีวินัย ทำตามแผนตามระบบที่วางไว้ เพราะคนที่ผิดพลาดถ้าได้เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วแก้ไขก็จะสามารถปรับตัวได้ แต่ถ้าคนที่ขาดวินัย ต่อให้เก่งหรือฉลาดแค่ไหนโอกาสจะล้มเหลวก็มีสูงครับ ดังนั้นบทเรียนแรกที่เราจะต้องฝึกฝนให้หนัก ก็คือการมีวินัย ยึดมั่นในระบบ เอาชนะจิตใจของเรานั้นเอง



วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

OBV (On Balance Volume)

การมองแนวโน้มราคาหุ้นว่าจะมีทิศทางขึ้นหรือลงให้ขาดนั้น บางครั้งเราไม่อาจจะมองได้จากข้อมูลราคาเพียงอย่างเดียว จำเป็นที่ต้องใช้การสังเกตและวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นด้วย จึงมีการนำเอาสมการคณิตศาสตร์ มาประยุกต์สร้างเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายในรูปแบบอินดิเคเตอร์ เพื่อใช้ในการยืนยันแนวโน้มของราคาหุ้น โดยอาศัยหลักที่ว่า ถ้าราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลง ปริมาณการซื้อและย่อมมีการเพิ่มขึ้นแบบมีนัยยะจากจุดเริ่มต้น บ่งบอกถึงผู้ลงทุนให้ความสนใจในหุ้นตัวนั้น และบ่งบอกความแน่นอนของแนวโน้มที่เกิดขึ้นด้วย 


OBV (On Balance Volume) 
On Balance Volume เป็นดัชนีที่ใช้ในการแกว่งตัวของ Volume โดยมีหลักการคิดเบื้องต้นว่า ปริมาณของหุ้นวันที่ปิดบวก (ราคาปิดสูงขึ้นจากราคาเปิด) เป็นการสะสมหุ้น ส่วนปริมาณของหุ้นวันที่ปิดลบ (ราคาปิดต่ำกว่าจากราคาเปิด) เป็นการกระจายหุ้นออกไป โดยวิธีการคำนวณมาจาก

สมการ
-กรณีที่ ราคาปิดวันนี้>วันก่อน                                OBVใหม่=OBVเดิม+ปริมาณหุ้นวันนี้

-กรณีที่ ราคาปิดวันนี้<วันก่อน                              OBVใหม่=OBVเดิม-ปริมาณหุ้นวันนี้

-กรณีที่ ราคาปิดวันนี้=วันก่อน                                OBVใหม่=OBVเดิม

การนำไปใช้
1. ถ้าดูจากสมการจะพบว่า ราคาหุ้นมันจะมีผลต่อปริมาณสะสมของ OBV กรณีที่ราคา เพิ่มขึ้นมาก (ความกว้างของแท่งเขียวมาก) แต่ ปริมาณ OBV น้อยหรือลดลงไม่เพิ่มตาม แปลว่าเกินการชะลอตัว เกิดความเฉื่อยของราคาแล้ว โอกาสจะเปลี่ยนแนวโน้มหรือออกข้าง (sideway) ก็จะมีมาก

2. ดูแนวโน้มทิศทางของ OBV เพื่อทำการยืนยันแนวโน้มของราคา สังเกตจากการทำจุดสูงสูงสุดของ OBV ที่สอดคล้องกับการทำจุดสูงสุดของราคา หรือกรณีขาลง แรงซื้อลดลงที่ ราคาหุ้นทำจุดต่ำสุด สอดคล้องแนวโน้มที่มีการทำจุดต่ำสุดใหม่ของ OBV 


3. ดูการทำ DIVERGENCE ของ OBV และทิศทางราคาหุ้น กรณีที่ราคาหุ้นทิศทางขาขึ้นแต่ กราฟ OBV เริ่มลดตัวลง มีแนวโน้มลดต่ำลง เป็นสัญญาณบอกถึงแรงซื้อที่ลดลงอาจจะเกิดการเปลี่ยนแนวโน้มได้

4. สามารถใช้ค่าเฉลี่ย EMA ใน OBV เพื่อสร้างเป็นจุดสังเกตในการบอกถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณสะสมเป็นการบอก ยืนยันสัญญาณของซื้อ สัญญาณขายในระบบเทรดร่วมกับค่า indicator ทางราคาอื่นๆเช่น RSI, MACD เป็นต้น จุดเด่นอยู่ที่กรณีราคาออกข้าง sideway แล้ว OBV กลับเริ่มขึ้นแบบนี้สามารถสะท้อนถึงการสะสมหุ้นเพื่อ ก่อตัวแนวโน้มขาขึ้นใหม่อีกรอบ







  

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

GAP

GAP แปลว่าช่องว่าง ในการวิเคราะห์หุ้นเชิงเทคนิค GAP เป็นตัวบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง และสามารถใช้เป็นจุดสังเกตความผันผวนและการเคลื่อนตัวแบบรุนแรงไม่สม่ำเสมอ ฉับพลันทันทีทันใดในรูปแบบของการก้าวกระโดด ทั้งในทิศทางขาขึ้นและขาลงของราคาหุ้น จนทำให้เกิดช่องว่างของราคาขึ้นมา GAP ที่เกิดบนทิศทางขาขึ้นนั้นจะสะท้อนผิดปกติของแนวโน้ม และความต้องการของแรงซื้อที่มาก เช่นการแย่งกันซื้อแบบรุนแรง ในขณะทิศทางขาลง GAP ก็เป็นตัวสะท้อนการอ่อนตัวของราคาหุ้นแบบถดถอย จนเกิดการแย่งกันขาย แบบมีนัยยะสำคัญ เช่นการแตกตื่นตอบสนองต่อข่าว หรือปรากฏการณ์ผลกระทบจากภายนอกต่อตัวหุ้น




1. Common Gap
เป็น GAP แบบธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีความสำคัญน้อยจะเกิดได้ในช่วงที่มีการซื้อ ขาย เบาบาง สังเกตดูได้จาก Volume ของหุ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งจะมาพร้อมกับการแกว่งตัวของราคาออกด้านข้าง sideway เรียกได้ว่าเจอ GAP แบบนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นตกใจ

2. Breakaway Gap
การกระโดดของราคาทั้งในทิศทางขาขึ้นและขาลง เรียกได้ว่าจะเกิดเมื่อมีการฟอร์มรูปแบบทิศทางของราคาที่ชัดเจนแล้ว และมีการกระโดดของ Volume เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ที่น่าสังเกตอีกประการคือดัชนีเช่น RSI หรือ STO อาจจะยังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้นทันกับการเปลี่ยนแปลงของราคาในระหว่างวัน ตัวนี้เจอบ่อยกรณีที่มีข่าวดีหรือร้ายออกมากระทบกับตัวหุ้น


Breakaway Gap ถ้าเกิดแล้ว ส่วนมากจะไม่สามารถปิดได้ในทิศทางเดียวกัน จะต้องมีการกลับตัวเพื่อเปลี่ยนทิศาทางของราคาก่อนจึงจะสามารถปิดได้ และนอกจากนี้ GAP ยังสามารถนำมาใช้เป็นแนวรับ แนวต้านของการเคลื่อนตัวของราคาได้อีกด้วย

3. Runaway Gap
ตัวนี้จะมักเกิดตามหลัง Breakaway Gap เมื่อทิศทางของราคาชัดเจน และมีความมั่นใจมากขึ้น ประกอบกับ volume มีมาต่อเนื่อง บางตำราก็กำหนดให้ Runaway GAP เป็นตัว หลักไมล์วัด ระยะการวิ่งของราคาในทิศทางนั้นโดย Runaway GAP จะเกิดที่ครึ่งทางของราคานับจากที่เกิด Breakaway Gap หรือเรียกได้ว่าเป็นจุดบอกการกลับตัวในทิศทางตรงข้ามที่กำลังจะมาถึงในอีกครึ่งทางข้างหน้า และแน่นอนว่าถ้าเป็น Runaway GAP จริง (ไม่ใช่ common gap) ตัว GAP จะไม่ถูกปิดลงก่อนครับ



4. Exhausting Gap
GAP ที่จะอาจจะเกิดก่อนจะมีการกลับตัวของราคา เป็น GAP ปลายทาง กรณีที่เป็นขาขึ้น ถ้าเกิด Exhausting Gap ก็จะเป็นการเตือนถึงการหมดแรงในขาขึ้น เป็นการกระโดดครั้งสุดท้ายก่อนจะจบรอบในทิศทางนี้ แน่นอนว่าถ้าเจอ Exhausting Gap ในขาขึ้นก็ควรที่จะทยอยออกมิใช่รับเพิ่มนะครับ Exhausting Gap มีโอกาสที่จะถูกปิดหรือไม่ก็ได้ 


GAP นี้ในขาขึ้นต้องระวัง เพราะเป็น GAP ชมดอยล่อแมงเม่า ควรจะพิจารณา RSI ถึงค่า Overbought ควบคู่ไปด้วยครับ ก่อนที่จะเข้าซื้อตามไป



5. Cluster or Island Gap 
ตัวนี้เป็นลักษณะการบ่งบอกถึงการกลับทิศอีกตัว การเกิด GAP สองฝั่งของทิศทางราคา เช่นในกรณีที่เกิด Exhausting Gap ในขาขึ้น แล้วไม่มีการปิด GAP แล้วเมื่อเกิดการกลับตัว ในเวลาต่อมาทำให้เกิด Breakaway Gap ในทิศทางขาลงต่อ เพื่อยืนยันขาลง ผลก็คือจะเกิดเกาะของกลุ่มราคา แน่นอนว่าการติดเกาะนี้ ก็คือการติด ดอยนั้นเองครับ 




การเกิด GAP ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันทั้ง หมด ส่วนมากที่จะเจอคือ Common GAP และ Break away GAP และการใช้ GAP คู่กับ Chart Pattern ใน TF ระดับนาทีหรือระดับวัน จะมีประโยชน์มากกับนักลงทุน เพื่อใช้วางแนวรับ แนวต้านในการสังเกตการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น



ผู้ลงทุนระยะกลางและยาวก็สามารถ นำความหมายที่ซ่อนอยู่ของ การเกิด GAP มาใช้เพื่อสร้างโอกาสได้ แต่ว่าสิ่งที่แน่นอนมักไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไป การนำ GAP ไปใช้ก็เป็นเพียงการนำรูปแบบราคามาประกอบร่วมกับการตัดสินใจด้วยเครื่องมือทางเทคนิคชนิดอื่นๆ



รูปจาก
www.investopedia.com









หุ้น Facebook ตอนที่ 2: ใครรวยจากหุ้น

หลังจากนำเสนอเรื่อง IPO ของ Facebook ในตอนแรกไปหลายคนสนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนประเด็นนี้กันเยอะ โดยเฉพาะกรณีที่ราคาหุ้นของ Facebook ล่วงลงอย่างแรงหลังเข้าตลาดทำให้ ใครหลายคน โดนเฉพาะนักลงทุนรายย่อยในอเมริกาผิดหวัง เพราะกระแสเชียร์ก่อนเข้าตลาดนั้นดีมาก แต่พอผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ราคาก็ดิ่งเหว ทำเอาคนที่ซื้อราคาจองขาดทุนกันถ้วนหน้า ผมขอเอาข้อมูลทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Facebook มาเปิดเผยให้ดูกัน



หลังจากหุ้น Facebook ได้เข้าสู่ตลาด NASDAQ ทันทีทีระฆังดังขึ้นและมีการเปิดขาย IPO ก็จะมีเศรษฐี มหาเศรษฐีเงินล้าน เกิดขึ้นหลายคน โดยทั้งหมดเป็นผู้ถือหุ้นใน Facebook โดยแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ผู้ก่อตั้ง กลุ่มทุน ลูกจ้างและพนักงานบริษัท หลายคนเป็นเศรษฐีป้ายแดงมาดๆจากการมีหุ้นของ facebook ผมขอยกตัวอย่างกลุ่มและคนบางส่วนที่มีบทบาทมาให้ดูเพื่อเป็นกรณีศึกษา โดยใช้ราคา IPO ที่ 38 บาทมาเป็นตัวคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของแต่ละคน


1. Mark Zuckerberg 
คุณพี่มาร์ค ผู้ก่อตั้งและ CEO มีหุ้น facebook ถึง 28.2% คิดเป็นมูลค่า $24 billion ถ้าไม่มีมาร์คก็คงไม่มี facebook ต้องยอมรับในความสุดยอดของผู้ชายคนนี้จริงๆ มาร์ค มีแนวคิดและการบริหารแบบที่แตกต่างจาก CEO มืออาชีพทั่วไป อาจจะเพราะลักษณะนิสัยและวิธีคิดที่มองจากข้างใน เน้นการพัฒนามากกว่าทำกำไรทางธุรกิจ แต่ต้องยอมรับในวิสัยทัศน์ที่โดดเด่น เช่นกรณี facebook ซื้อ instagram อันนี้เป็นผลงานของพี่มาร์คที่โดดไปเจรจาทาบทาม และศึกษาข้อได้เปรียบและความเป็นไปได้ ก่อนจะเอาเรื่องเข้าปรึกษาบอร์ดบริหารเสียอีก 



2. Dustin Moskovitz
คนนี้มีหุ้น  มีหุ้น 7.6% คิดเป็นมูลค่า $6.5 billion เป็นผู้ร่วมก่อตั้งรุ่นแรก เป็นรูมเมทของมาร์ค ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวริ์ดในปี 2004 ยังเป็น CTO & VP of Engineering ของ facebook คนแรกอีกด้วย ปัจจุบันลาออกไป ก่อตั้ง Asana เว็บแอพิเคชั่นประเภทการประสานการทำงานและบริหารจัดการโครงการ ซึ่งเป็น app ที่กำลังมาแรงขณะนี้


3. Accel Partners
Accel Partners เป็นกลุ่มทุนประเภท VC ที่ให้การสนับสนุน facebook โดยถือหุ้น 10% คิดเป็นมูลค่า $8.5 billion ในช่วงปี 2005 กลุ่ม VC นี้ให้ทุน facebook ในการปั้น app เป็นเงินลงทุน 12.7 ล้านเหรียญ นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก แต่ถ้าย้อนเวลากับไป ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายในการตัดสินใจลงทุนกับบริษัท IT เปิดใหม่ ที่ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะไปรอดหรือไม่ นับว่าเป็นการวิเคราะห์และตัดสินใจที่คมมากครับ


4. Digital Sky Technologies
กลุ่มนี้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน อินเตอร์เน็ตจากรัสเซีย ถือหุ้น 5.4% มูลค่า $4.6 billion โดยไล่ซื้อหุ้นจากบริษัทและพนักงานในช่วงปี 2009 โดยใช้เงินลงทุนตอนนั้นถึง $200 million ภายใต้การนำของ Yuri Milner มหาเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของ และยังเป็นเจ้าของ app แบบเดียวกับ facebook ในประเทศรัสเซียด้วย ปัจจุบันเขายังสนใจลงทุนในบริษัทประเภท อินเตอร์เน็ตแอพและโซเชียลมีเดีย เช่น twitter zynga groupon



5. Eduardo Saverin
Eduardo Saverin ถ้าใครดูภาพยนต์เรื่องเดอะโซเชียลเน็ตเวิร์คคงจำเขาคนนี้ได้ คนที่ร่วมกับมาร์คเพื่อสร้าง facebook โดยดูแลเรื่องหาทุนและการเงิน ถึงแม้จะทะเลาะกัน จบไม่สวยแค่ Eduardo Saverin ก็ยังได้หุ้น 4% มูลค่า $3.4 billion ปัจจุบันผันตัวไปเป็น VC สนับสนุนเงินบริษัท start-up  โดยโอนสัญชาติและย้ายไปอยู่ที่สิงคโปร์เรียบร้อยแล้ว


6. Sean Parker
คนนี้มีหุ้น 4% มูลค่า $3.4 billion เป็นหนุ่มเพลย์บอย อดีตเจ้าของและผู้ก่อตั้ง Napster บริการดาวน์โหลดเพลงผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการขายเพลงในยุคปี 2000 เลยทีเดียว แม้ว่าลงท้ายด้วยการโดนฟ้องจากค่ายเพลงจนล้มละลาย แต่ Sean Parker มีบทบาทในการให้ความเห็นและวิสัยทัศน์ในการเติบโตของเฟสบุ๊คโดยเฉพาะเรื่องแผนการขายโฆษณา และเขายังออกเงินหลาลแสนเหรียญเพื่อซื้อโดเมน facebook.com ซึ่งเป็นชื่อใหม่ที่เขากล่อมให้มาร์คเปลี่ยนจาก Thefacebook.com

7. Peter Thiel
คนดังแห่ง ซิลิกอนวัลเลย์ ผู้สนับสนุนบริษัท start-up ดังๆมากมายเช่น Paypal, YouTube, LinkedIn เป็น นักลงทุนคนแรกๆที่ยอมให้เงิน 500000 เหรียญกับมาร์คในปี 2004 เพื่อสร้าง facebook และยังเป็นนายหน้านำ facebook ไปโปรโมทต่อ VC เจ้าอื่นๆเพื่อระดมทุนในการดำเนินกิจการ เขามีหุ้น 2.5% มูลค่า  $2.13 billion



8. Sheryl Sandberg
สาวคนนี้มีหุ้น 1% มูลค่า $1.8 billion เธอเป็นหัวเรือใหญ่เบอร์ 2 ของ facebook คนที่มาร์คถูกใจในวิสัยทัศน์และวิธีการทำงาน จนดึงเธอมาจาก Google เพื่อให้ช่วยงานตำแหน่ง Chief Operatng Officer เธอดูแลเรื่องการปฏิบัติด้านการตลาด การขายและการดูแลลูกค้า โดยเธอได้ค่าจ้าง 300000 เหรียญต่อปี พร้อมหุ้นอีกจำนวน 40 ล้านหุ้นในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ามหาศาล จนทำให้เธอกลายเป็นเศรษฐีไปเลย



9. Microsoft
เมื่อเจรจาขอซื้อไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการเข้ามาถือหุ้น แต่แน่นอนว่าคงไม่สามารถเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ เพราะลึกๆมาร์คเองก็ไม่ได้ไว้ใจ Microsoft เท่าไหร่นัก ความคิดนี้เป็นของ Steve Balmer ซีอีโอคนปัจจุบันยอมทุ่มเงินเข้ามามีส่วนร่วมใน facebook เพราะต้องการตัดโอกาสและคานอำนาจ google เพื่อแข่งขันในสงคราม web 2.0 ซึ่งครั้งนั้นลงทุน $240million ในการระดมทุนครั้งที่ 4 ในปี 2007 โดยปัจจุบัน ถือหุ้น 1.6% มูลค่า $1.36 billion

10. Mark Pincus
คนนี้ไม่ธรรมดา เพราะเขาเป็น Angel Investor ที่เป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้ง zynga ปี 2009 โดยบริษัทผลิตเกมส์ออนไลน์ใน facebook platform ชื่อดัง และก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างรายได้ให้ facebook ผ่านการเข้ามาเล่นเกมส์ถือว่า เป็นความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาที่แนบแน่นของทั้งสอง โดยMark Pincus ลงทุน 40000 เหรียญ และยังสามารถสร้างผลตอบแทนจากการให้บริการเกมส์ออนไลน์บน facebook ได้สูงถึง 12% ของรายได้เฟสบุ๊คทั้งหมด โดยปัจจุบันถือหุ้น 0.5%  มูลค่า $425 million



11. Tyler Winklevoss,Cameron Winklevoss, Divya Narendra
กลุ่มศรัตรูที่แชร์ไอเดียและให้มาร์คร่วมทำ HarvardConnection แต่ภายหลังมาร์คเปิดตัวเว็บไซต์ facebook ทั้งสามก็ร่วมกันฟ้องร้องมาร์คต่อศาล ว่าเป็นการละเมิดและนำแนวคิดของพวกเขาไปใช้ ทั้งสามได้หุ้นในการตกลงความในครั้งนั้น ปัจจุบันถือหุ้นคนละ 0.022% มูลค่า $18.7 million 


12. David Choe เขาคนนี้มีหุ้น 0.2% มูลค่า $170 million คนนี้น่าประทับใจมากเพราะเขาเป็น ศิลปิน Grafitti ที่เฟสบุ๊คจ้างมาพ่นสีกำแพงเพื่อตกแต่ง office ใหม่ที่ซิลิคอนวัลเลย แต่เขาไม่รับค่าจ้างในตอนนั้น แต่ขอเป็นหุ้น facebook แทนแม้จะไม่เข้าใจธุรกิจของ facebook แต่เขาเห็นเพื่อนหลายคนใช้เลยคิดว่ามันน่าจะดี ตอนนี้กลายเป็นสามล้อถูกหวย รวยเป็นเศรษฐีไปแล้วครับ


13. Li Ka Shing
มหาเศรษฐีระดับโลก อสังหาริมทรัพย์ ที่ก่อร่างสร้างตัวมาจากคนธรรมดา จากฮ่องกงรวยอันดับที่ 16 ของโลก ผู้ลงทุน $120 million ในการระดมทุนครั้งที่สองของบริษัทเฟสบุ๊ค เขามีหุ้น 0.8% มูลค่า $680 million



ผมยกตัวอย่างหลายคนมาให้เห็น มีทั้งรวมแบบบังเอิญ และกลุ่มผู้ลงทุน ที่มองเห็นอนาคต การจะลงทุนสิ่งที่สำคัญจริงๆคงจะเป็นวิสัยทรรศ การมองโมเดลธุรกิจให้ออก และการประเมินศักยภาพที่จะเติบโต ถ้าย้อนไปปี 2004 เฟสบุ๊คตอนนั้นไม่มีคนรู้จัก ไม่มีงบการเงินสวยๆให้อ่าน รายได้ในปีแรกๆแทบจะยังไม่มี คนที่กล้าลงทุนจริงๆ คงต้องเป็นคนที่มองเห็นโอกาส เชื่อในอนาคตของบริษัท มุมมองและสายตาแบบนี้สำคัญ เราควรฝึกฝนและพัฒน ผมว่ามันเป็น key successful ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีพันล้านได้แน่นอน


อ้างอิงจาก
http://whoownsfacebook.com/
http://www.incomediary.com/whowns-facebook-the-10-richest-facebook-shareholders

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

หุ้น Facebook ตอนที่ 1: IPO ประวัติศาสตร์

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา(18-05-2012) มีเหตการณ์ประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นอเมริกา นั้นคือมีการเปิดขายหุ้น IPO ครั้งสำคัญ โดยหุ้น IPO ของ Facebook ที่เข้าสู่ตลาดหุ้น NASDAQ อย่างเป็นทางการ โดยมีราคาจองที่ 38$ และได้รับความนิยมจากนักลงทุนจำนวนมากจนทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการจัดการกับคำสั่งซื้อจนต้องเลือนเวลาขายหุ้นไปอีก ครึ่งชั่วโมง ท้ายสุดราคาเปิดทะยานไปถึง 42.05 และทำจุดสูงสุดที่ 45$(13%) ก่อนปิดตลาดที่ 38.28 ในวันนั้น แม้ว่าแนวโน้มของตลาดหุ้น NASDAQ จะไม่สดใสเพราะปัญหาหนี้สินจากกรีซจะกดดันตลาด แต่เฟสบุ๊คก็ปิดเขียวได้โดยไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง

ก่อนจะเปิดขายหุ้น IPO ก็มีนักวิเคราะห์จากสำนักหนึ่งประเมินว่าในอนาคตหุ้น Facebook มีโอกาสเติบโตได้ถึง 50 % จากราคาจอง แต่กระนั้นก็มีนักวิเคราะห์บางคนยังมองราคา IPO ของหุ้นตัวนี้ว่ามีราคาที่สูงเกินไป การเปิดขายหุ้น IPO วันนั้นทำให้ Facebook เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้รับเงินทุนจากการระดมทุนครั้งนี้ จากการขายหุ้นสามัญจำนวน 420 ล้านหุ้น สูงถึง 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ในหนึ่งวัน นับว่าเป็นมูลค่าของ IPO ที่สูงเป็นอันดับต้นๆของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา การระดมทุนครั้งนี้ทำให้มูลค่าของ facebook สูงถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์ เทียบเท่าบริษัท เป๊ปซี่ เป็นรองแค่ Apple และ Google เท่านั้น



ภาพงานฉลองเคาะระฆังขาย

ราคาล่าสุดอาจจะไม่แรงเท่าเปิดตัว

การขายหุ้นครั้งนี้ยังทำให้ Mark Zuckerberg กลายเป็นมหาเศรษฐีลำดับที่ 29 ของโลกโดยมีทรัพย์สินมูลค่า 1.9 หมื่นล้านเหรียญในวัย 28 ปี แต่ภาพลักษณ์ของเค้าตั้งแต่วันที่เริ่มต้นก่อนตั้ง Facebook ในหอพักมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University ) กับปัจจุบันก็ไม่ต่างอะไรนัก Mark Zuckerberg ยังเป็นคนธรรมดาที่สมถะติดดินเหมือนเดิม รวมถึงครอบครัวของเขาด้วย โดยพ่อและแม่ของ Mark Zuckerberg และพี่น้องที่ได้รับหุ้นของ Facebook จนทำให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน แต่พวกเขายังคงใช้ชีวิตตามเดิม พ่อของ Mark Zuckerberg ยังคงเปิดคลีนิคทำฟันและไปทำงานทุกวันเป็นปกติ (ถ้าจะยกเครดิตในความสำเร็จของ Facebook ผมว่าพ่อและแม่ของคุณมาร์คมีส่วนสนับสนุนเป็นอย่างมาก)



วันรุ่งขึ้นหลังการขายหุ้น IPO คุณ Mark Zuckerberg ได้เข้าพิธีแต่งงานท่ามกลางเพื่อน ญาติสนิท มิตรสหายสักขีพยานประมาณ 100 คนแบบหลายคนไม่รู้ตัวเพราะคิดว่าเป็นงานฉลองเรียนจบของเจ้าสาว กับ Priscilla Chan แฟนสาวที่พบกันที่ Harvard และคบหาดูใจกัน 9 ปี ในสวนหลังบ้าน งานแต่งเล็กๆที่ไม่ได้หรูหราจนแบบไฮโซหรือดาราบ้านเรา แม้กระทั้งแหวนหมั่นของคู่บ่าวสาวมหาเศรษฐีก็เป็นเพียงแหวนพลอยธรรมดา ไม่กี่กระรัต ไม่ใช่แหวนเพชรเม็ดโต ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เราเห็นว่า เงินไม่สามารถทำร้ายหรือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเศรษฐีหนุ่มอย่าง Mark Zuckerberg ได้ แน่นอนว่านั้นหมายถึงวิถีคิดแบบเดียวกันของภรรยาสาว Priscilla Chan

มาร์คและเจ้าสาว

ย้อนกลับไปดูเรื่องราวของ Priscilla Chan ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะสาวจีนคนนี้เป็นคนสู้ชีวิต มาจากครอบครัวฐานะปานกลางเป็นลูกครึ่งจีน ดิ้นรนจนได้มาศึกษาต่อที่ Harvard จนได้พบรักกับ Mark Zuckerberg ตั้งแต่วันที่เขาเป็นเพียงโปรแกรมเมอร์หนุ่มธรรมดาที่มีเพียงความฝัน หมกตัวบุกปั้นความฝันให้เป็นจริงอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย Priscilla Chan ก็เป็นสาวอีกคนที่ชอบชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่หรูหรา ไม่ได้ช๊อปปิ้ง ทำผม นวดตัวไปวันๆ สังเกตได้จากเสื้อผ้าที่เธอใส่ ดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับชุดเสื้อยืดกางเกงยีนของ Mark Zuckerberg เป็นอย่างดี Priscilla Chan ชอบอยู่บ้าน อ่านหนังสือ และทำอาหาร และชื่นชอบการท่องเที่ยวในวันหยุดยาวๆ Priscilla Chan จบการศึกษาจากฮาร์วาร์ดและได้ทำงานเป็นครูประถม จากนั้นก็ลาออกมาเรียนต่อหมอที่ University of California เพื่อที่จะเป็นกุมาร์แพทย์ ตามความฝัน จนสำเร็จการศึกษาในปัจจุบัน

วิถีชีวิตสบายๆของทั้งคู่ 
แหวนแต่งงานของมหาเศรษฐีเป็นเพียงแหวนพลอยทับทิมธรรมดา

ถ้าย้อนกลับไปประมาณ 8 ปีที่แล้วเมื่อปี 2004 คุณ Mark Zuckerberg ก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการจะทำธุรกิจที่ตัวเองฝันให้ประสบความสำเร็จ ในวันนั้นคงไม่มีใครบอกได้ว่าเขาจะกลายมาเป็นมหาเศรษฐีลำดับต้นๆของโลก ในวันนั้นถ้าเขาถอดใจกับปัญหา และยอมแพ้ในช่วงที่ไม่มีใครสนับสนุน ยอมแพ้ในวันที่มีคนปรามาส ก็คงจะไม่มี Facebook ในวันนี้ ดังนั้นถ้าเรามีความฝัน มีจุดมุ่งหมายก็จงพยายามทำให้เต็มความสามารถ อย่างไม่ท้อถอย เพราะเมื่อเราได้พยายายามจนถึงที่สุด สักวันโอกาสแห่งความสำเร็จก็ย่อมจะเป็นของเราครับ 

แค่เริ่มต้นคิด และลงมือทำ....


หอพักมหาวิทยาลัยที่ปลุกปั้นเฟสบุ๊ค

มาร์คเมื่อ 8 ปีที่แล้ว สมัยเริ่มต้นทำ facebook


รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต
อ้างอิงข่าว



วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บันทึกเรื่องกรีซและวิกฤติหนี้ยุโรป

รอบนี้เป็นรอบที่สาม นับตั้งแต่ควันของวิกฤติหนี้สินภาครัฐของกรีซเริ่มปะทุขึ้น ซึ่งส่งผลไปสู่ตลาดหุ้นทั่วโลกเพราะกรีซเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของ EU ด้วยความคิดที่จะโตไปพร้อมกัน โตไปอย่างมั่นคงและยิ่งใหญ่ กลับกลายเป็นดาบสองคมเมื่อยามเกิดวิกฤติ ซึ่งสาเหตุหลักๆก็คือการที่ประเทศในกลุ่ม PIIGS (Portugal, Italy, Ireland, Greece และ Spain) กำลังเผชิญปัญหาหนี้ภาครัฐที่สูงมาก ในขณะเดียวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเติบโตของ GDP กับสวนทางกับหนี้สิน ทำให้เกิดปัญหาลุกลามทั้ง เจ้าหนี้และลูกหนี้ของแต่ละประเทศ ทำให้กลายเป็นปมปัญหาที่ต้องรอการแก้ไข



ตัวละครตัวแรกที่เปิดฉากวิกฤติครั้งนี้ก็คือ กรีซ ประเทศของเทพเจ้ากรีกโบราณ ประเทศที่ดูหรูหรา คลาสิก แต่ตอนนี้กำลังเหลือแต่เปลือกรอวันแตกสลาย เพราะการที่ EU และ IMF ยื่นมือมาช่วยเหลือทั้งการประนอมหนี้ การสลับสนุนเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้รัฐบาลเพื่อช่วย นำมาใช้จ่ายในค่าสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเบี้ยงเลี้ยงและเงินเดือนแก่พนักงานของรัฐ แลกกับการทำตามแผนการลดหนี้ ซึ่งต้องบังคับให้ประชานรัดเข็มขัด ตัดสวัสดิการประชาชน ตัดเงินช่วยเหลือต่างๆ และขูดรีดภาษีเพิ่มแบบมหาโหดเพื่อมาแก้ปัญหาหนี้สินที่พอกพูน ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้ในประเทศ PIIGS ก็มีต้นตอมาจากการที่นักการเมืองเล่นเกมส์ประชานิยมจนเกินตัว จนปล่อยให้ภาระหนี้สินต่อ GDP สูงมาก มีการเร่งออกพันธบัตร กู้เงินแบบลับๆตามโค้วต้าของประเทศสมาชิกยูโรที่กู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกและใช้จ่ายงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่อง จนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อแลกกับการได้เสียงสนับสนุนทางการเมือง สปอยประชาชนจากนโยบายลดภาษี ขึ้นค่าแรง นโยบายเกษียณก่อน 60ปี เพิ่มสวัสดิการ บำนาญ ลดค่าสาธารณูปโภค ลดภาษีน้ำมัน นโยบายลงทุนใช้เงินไปกับการจัดโอลิมปิคแบบมากมายถึง 7 พันล้านยูโร เพื่อให้เกิดการจ้างงานและส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว ประชาชนมีความสุข



ปัญหาการเมืองกับเศรษฐกิจมันคือเรื่องเดียวกัน แยกจากกันยากเมื่อประชาชนลำบาก เศรษฐกิจแย่ รายได้ลด ต้องรัดเข็มขัด คนตกงาน เด็กจบใหม่หางานยาก แถมยังต้องจ่ายภาษีแพง ประชาชนไม่มีความสุข แน่นอนว่าเกิดการประท้วง ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง บางประเทศมีแนวโน้มจะเปลี่ยนขั่วรัฐบาล เช่น ฝรั่งเศส กรีซและในอีกหลายประเทศ เพราะประชาชนไม่พอใจการแก้ปัญหาแบบยาแรง แม้รู้ว่าจะได้ผลแต่เมื่อตนเองเดือดร้อน ก็มักจะไม่ยินยอม ผลที่ออกมาก็เลยเป็นลูกโซ่ เมื่อรัฐบาลกรีซอีกขั่วเอาใจประชาชน ไม่ยอมทำตามแผน EU เพื่อแก้ปัญหา ประเทศก็โดนบีบเรื่องผ่านนโยบายทางการเงิน ทำให้เกิดความไม่แน่นอน กระทบกับความเชื่อมั่น ธนาคารต่างๆโดนลดเครดริต คนแห่ไปถอนเงินเพราะความไม่แน่นอน เช่นเดียวกับหลายประเทศที่เริ่มมีสัญญาปัญหาแบบเดียวกันเช่น สเปน โปรตุเกส และอิตาลี่ ที่มีอัตราหนี้สินต่อ GDP ที่สูง(กรีซวันนี้เกือบ 170% ต่อ GDP) และมีปัญหาหนี้เน่ามากมาย 



ในขณะเดียวกันประเทศพี่ใหญ่แบบ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน ต่างก็รู้ดีในฐานะเป็นเจ้าหนี้ว่าการปล่อยให้ประเทศเหล่านี้ล้มก็คือหานะดีๆนั้นเอง กรีซล้มความเสียหายก็มหาศาล ถ้าปล่อยเอาไว้ไม่แก้ไขปัญหาก็จะลุกลาม ภาวะแบบนี้ก็คือการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในขณะที่ประชาชนของประเทศฝรั่งเศส และเยอรมัน ต่างเริ่มมีปฎิกริยาที่ไม่พอใจ ในการที่รัฐบาลของตนเอาภาษีและเงินสำรองไป ช่วยประเทศที่เกิดปัญหา ผลที่ตามมาก็คือ ความไม่พอใจรัฐบาลและการประท้วง


ทางออกของวิกฤตจะเป็นเช่นไร ไม่มีใครตอบได้ว่าจะทนอยู่กันต่อไปหรือจะแยกประเทศที่มีปัญหาไปจาก ยูโรโซน เพื่อให้ใช้ค่าเงินของตัวเอง ลดค่าเงินได้กระตุ้นการท่องเทียว และการจ้างงาน แต่ปัญหาอื่นๆก็ตามมาอีกโดยเฉพาะปัญหากับธนาคารที่ต้องเปลี่ยนมาใช้ค่าเงินของตัวเองแทนยูโร แต่ผมเชื่อว่าทุกปัญหาก็มีทางออกเสมอ 


นักลงทุนแบบเราแม้จะอยู่หางไกลคนละทวีปแต่ก็ไม่ควรประมาท มีสติ เราควรเตรียมแผนรับมือหากเกิดวิกฤติ ไว้แต่เบื้องต้น กำหนดแผนและจุดตัดขาดทุน ในกรณีที่ราคาหุ้นลดลงรุนแรงจากกระแสเงินที่ไหลออก วางกลยุทธการบริหารเงินทุน ไว้ให้ดีๆ เตรียมพร้อมเสมอเมื่อวิกฤติมาถึงจะได้ไม่ panic จนเกิดความเสียหายครับ

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ลงทุนด้วยหัวใจ ไม่ใช่อยากรวยเร็ว

ผมว่าเวลานี้คนที่เคยปรามาส ว่าตลาดหุ้นนั้นง่าย เหมือนเด็กสาวใจแตกคงต้องคิดใหม่กันอีกรอบ เพราะทุกวันนี้พระเอกที่เคยสร้างกำไร สร้างผลตอบแทนแบบเป็น กอบเป็นกำ ได้กลายร่างมาเป็นตัวร้ายที่จ้องสูบเงินออกจากพอร์ตของเรา จากเนินเป็นดอยสูง จากกำไรเป็นขาดทุน จากสวรรค์เป็นนรก สับขาหลอกกันจนแมงเม่างงไปหมด


บางคนเจ็บปวดทุกครั้งที่คนรอบข้างถามถึงพอร์ต ถึงผลตอบแทนจากตลาดหุ้น หรือไม่ก็ต้องแกล้งโกหก ว่าตัวเองไม่เดือดร้อนจาก ภาวะเศรษฐกิจ วิกฤติหนี้ยุโรปที่มีผลต่อตลาดหุ้น จริงๆแล้ว ตลาดหุ้นไม่เคยง่าย ไม่ว่าจะมือเก่า หรือมือใหม่ เราก็คือรายย่อย วรรณะต่ำสุดในห่วงโซ่การลงทุน ด้อยทั้งอำนาจ เงินอำนาจการเข้าถึงข้อมูล และข่าว และอื่นๆ ดังนั้นเมื่อข้อจำกัดเยอะ เราต้องเรียนรู้ที่ต้องปรับตัวเอง ให้อยู่กับข้อจำกัดนั้น


การลงทุนที่ดีไม่ว่าจะสั้นหรือยาว จะเก็งกำไรหรือเน้นปันผล จะต้องใช้ทั้ง หัว และใจ หัวคือสมอง การคิด การวิเคราะห์ อย่าลงไปตามเกมส์ของทฤษฏีสมคบคิด ที่เขาปรุงแต่งให้เรา ไปตามเกมส์กระแสหลัก, หมั่นสังเกตและตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิด ,อย่าเชื่อเพียงเพราะมีหลายคนเชื่อตามนั้น ,อย่าหลงไปกับความหวังสวยงาม ที่กลุ่มนักการตลาด(ชักชวนให้ซื้อหุ้น) อัดฉีดมาให้จนมากไป ดังนั้นจงคิดก่อนซื้อ คิดก่อนทำ


ส่วนการใช้ใจ คือการควบคุม อารมณ์และสติในโฟกัสที่เป้าหมายการลงทุน อ่านและสัมผัสถึงอารมณ์ของตนเอง และอารมณ์ของตลาด , อย่าวิเคราะห์หรือใช้ตรรกะเพื่อสรุปสิ่งที่เห็นอย่างเดียว จงใช้ใจสัมผัสถึงผลหรืออารมณ์ของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อข่าวและเหตุการณ์ที่เกิด เพื่อใช้เป็นกลยุทธการลงทุน ฝึกใจให้นิ่ง เพื่อสร้าง สัญชาติญาณการลงทุน สร้างสิ่งที่จำเป็นการตัดสินใจ อย่างถูกต้องและรอบคอบ เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน


จริงๆไม่ว่าจะลงทุนแนวใดจะ VI หรือ VS ก็มีข้อดีด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่เราต้องรู้จักการคิดแบบเป็นระบบ รู้จักการวางแผน การมองภาพรวม และการมองหาจังหวะ โอกาสที่เป็นบวกต่อตัวเรา สิ่งเหล่านี้ท่านไม่สามารถไปเสียเงินเรียน หรือฝึกอบรม จากที่ใดได้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจากการฝึกและการสั่งสมประสบการณ์ ที่ต้องใช้ระยะเวลาหล่อหลอม ผิดวันนี้ไม่เป็นไร จงเรียนรู้และสรุปบทเรียนเพื่อนำไปใช้ เพื่อความอยู่รอดและการประสบความสำเร็จในระยะยาวต่อไปครับ



Volatility Breakout System

Volatility คือ ค่าความผันผวนหรือค่าการแกว่งตัว โดยตามทฤษฏีหุ้นที่ได้รับความนิยม ราคาหุ้นจะมีความผันผวนและมีการเคลื่อนที่ไปมาเสมอ เราสามารถนำค่าความผันผวนมาใช้ในการกำหนดจังหวะการเข้าทำกำไรได้ โดยใช้หลักการการพิจารณาค่าความผันผวน ที่เกิดร่วมกับมิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น และใช้การ Breakout กรอบของราคามาเป็นตัวยืนยันสัญญาณซื้อขายอีกชั้นหนึ่ง

เครื่องมือที่นิยมตัวหนึ่งใช้ในการวัดค่าการผันผวนและใช้สังเกตการแกว่งของราคาคือ Bollinger Band(BB) เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ค่าสถิติของราคามาทำการเปรียบเทียบค่าการแกว่งตัว ณ ขณะเวลาต่างๆ โดยทำการสร้างกรอบของราคาที่แกว่งตัว เทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยกลางเพื่อสะท้อนความผันผวนที่เกิดขึ้น 

Bollinger Band ประกอบด้วยเส้นสำคัญทั้งหมด 3 เส้นคือแถบบน แถบกลาง และแถบล่าง โดยแต่ละเส้นมีการนิยามด้วยสมการคณิตศาสตร์ดังนี้ 

1.แถบบน(Upper Band) = SMA 20 วัน + Standard Deviation 20 วัน x 2

2.แถบกลาง(Middle Band) = Simple Moving Average (SMA) จากข้อมูล 20 วัน

3.แถบล่าง(Lower Band) =  SMA 20 วัน – Standard Deviation 20 วัน x 2 


การนำไปใช้งานเราพิจารณาBand Width ของ Bollinger Band  Band ยิ่งความกว้างมาก บ่งบอกถึงค่าความผันผวนที่มาก High Volatility ซึ่งหมายถึงราคาหุ้นมีการเคลื่อนที่รุนแรงจากปริมาณซื้อหรือขาย ถ้าเป็นแนวโน้มขาขึ้น ก็เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อเพื่อทำกำไรในช่วงราคาเริ่มต้นเคลื่อนตัว ถ้าเป็นทิศทางขาลงก็เป็นสัญญาณขายทำกำไร 


กรณีที่ Band Width ของ Bollinger Band มีขนาดแคบบ่งบอกช่วงการแกว่งตัวที่จำกัด เรียกว่า Low Volatility เป็นการสะสมกำลัง เป็นการชะลอตัวของการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น เราควรให้ความสนใจ และสร้างแนวของราคาขึ้นมาดังภาพ โดยถ้าราคาหุ้นมีการ Breakout เส้นแนวต้านหรือแนวรับ ก็จะเป็นจุดที่ให้สัญญาณซื้อขาย กับระบบเทรดได้ครับ