สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

Gold@28092012

บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 28-09-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือคาดเดาราคาในอนาคตแต่อย่างไร 



คืนนี้เหมือนตลาดจะเล่นเรื่องของสเปนอีกรอบทั้งเรื่องการจัดทำงบประมาณแบบรัดเข็มขัด เพื่อตามเงื่อนไขของ ECB สำหรับการรับเงินช่วยเหลือในอนาคต แม้จะมีกลุ่มประชาชนที่ออกมาต่อต้าน และรอบค่ำกับข่าวผลการทดสอบ(Stress Test) ของธนาคารสเปน ผลคือ 7 แห่งต้องใช้เงินช่วยเหลือเสริมสภาพคล่องถึง 60พันล้านยูโร 

เรียกว่าตลาดเงิน EUR/USD และตลาดยุโรปรับข่าวนี้ไปเต็มไป โดยเฉพาะค่าเงิน EUR ปรับตัวลงชัดเจน ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นจาก ข่าวความตรึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน เรื่องการหยุดยั้งการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน



TF: 4 Hour
ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มช่วงนี้ติดกรอบออกข้าง 1787 - 1746 หลังจากปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วงต้นเดือน ภาพ TF 4 hour ทิศทางย่อตัวหลังจากราคาปรับตัวขึ้นรุนแรงจากแนวรับ 1746 ไปทดสอบแนวต้าน 1777 ในวันก่อนหน้า ราคาผ่านไปได้แต่ไม่มีกำลังมาพยุง ทำให้ยืนเหนือแนวต้านไม่ได้ ราคาไหลลงมาปิด แถว 1773




TF: 15 min
ทองคำระยะสั้นเหมือนเห็นแสงสว่างปลายอุโมง หลังจากปรับตัวลงต่อเนื่องทั้งวัน ลดลงต่อเนื่องจาก 1782 ก่อนปิดตลาดมีแรงซื้อเข้ามาลากราคา ทะลุเส้นแนวโน้ม ก่อนปรับตัวปิดเหนือแนวต้าน 1771 ไปปิด 1773 แต่ก็ยังไม่ถึงกับฟอร์มแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นสักทีเดียวครับ



วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

Momentum indicator

ห่างหายไปนานกับการเขียนเรื่องการวิเคราะห์เชิงเทคนิค วันนี้เลยขอนำเอา เครื่องมือดัชนีราคาชื่อ Momentum มาฝากกัน โดยเครื่องมือนี้กลุ่มประเภทนำราคา ลักษณะการให้สัญญาณเหมือนกับพวก Oscillator อื่นๆ นิยมใช้ในการให้สัญญาณระยะสั้น เพื่อดูการแกว่งตัวในกรอบ หรือดูการเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้มราคา


คำว่า Momentum นี้ไม่ใช่ประเภทกลุ่มดัชนี (indicator Group) หรือเป็นคำที่ VI เอาไปใช้เรียกการดูสภาวะตลาดแบบแรงเฉื่อย อะไรแบบนั้น แต่ Momentum indicator ที่ผมกำลังพูดถึงนี้คือเครื่องมือเชิงเลข ที่ใช้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ปัจจุบันเทียบอดีตแบบสัมพัทธ เพื่อดูพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ในทิศทางต่างๆ โดยเราสามารถใช้เครื่องมือดัชนีราคาตัวนี้ได้จากโปรแกรมเทรดทั่วไป

สมการของ  Momentum Indicator 
       MOMENTUM = CLOSE(x)/CLOSE(i-x)*100
โดย
       CLOSE(x) — ราคาปิดแท่งเทียนปัจจุบัน;
       CLOSE(i-x) — ราคาปิดแท่งเทียนก่อนหน้า ตามคาบเวลาที่สนใจ.

การนำไปใช้สามารถใช้ได้ในทุกคาบเวลา ที่ต้องการวิเคราะห์ และใช้ค่า parameter จำนวนแท่งเทียน ตามสภาวะตลาดได้ ตัวอย่างการใช้งาน ทั่วไป นิยมใช้ x = 9, 10 หรือ 14 เป็นตัวแทนช่วงเวลาที่เปรียบเทียบ



จากภาพจะเห็นความสัมพันธ์ของทิศทางราคากับ Momentum โดยเทียบจุดสูงสุด และต่ำสุด ของ ราคา กับ จุดสูงสุด และต่ำสุดของ Momentum นั้นจะมีความสัมพันธ์กัน ทำให้เราสามารถนำรูปแบบและทิศทางการเคลื่อนที่ของ Momentum มาอธิบายการเปลี่ยนแปลงบนแนวโน้มได้

การวิเคราะห์และการนำไปใช้งาน

1. ดูการเปลี่ยนแปลงของราคา
หลักการพิจารณาคือ
- ถ้าค่า Momentum ออกมา สูงกว่า 100 นั้นหมายความว่า ราคาปิดแท่งเทียนปัจจุบันสูงกว่าอดีต ทิศทางเป็นบวก  คือทิศทางราคาเพิ่มสูงขึ้น



-  ถ้าค่า Momentum ออกมา ต่ำกว่า 100 นั้นหมายความว่า ราคาปิดแท่งเทียนปัจจุบันต่ำกว่าอดีต ทิศทางเป็นลบ คือทิศทางราคาลดต่ำลง




เมื่อนำข้อมูลค่า Momentum มาพ็อตต่อกันเป็นเส้นจะมองเห็นรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของทิศทางราคา

2. แนวโน้มของ Momentum
เป็นการนำค่า  Momentum มาเข้าสมการค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่(Moving Average)เพื่อประเมินรูปแบบการเคลื่อนตัวของ  Momentum และจะสามารถหาสัญญาณการย่อตัวรุนแรง หรือกลับตัวได้


รูปใช้ EMA 5 กับ Momentum เพื่อใช้พิจารณาแนวโน้มของ  Momentum เพื่อดูจุดกลับตัวของราคา

3. การดู Divergence
การพิจารณารูปทรงและทิศทางเวกเตอร์ของ Momentum เทียบกับ ทิศทางของราคา โดยกรณีที่
- Bullish divergence : ทิศทางราคาปรับตัวลง แต่ทิศทางของ Momentum เคลื่อนที่ในทิศขึ้นเกิดการสวนทางกัน ความน่าจะเป็นที่ราคาจะเกิดการกลับทิศจากลงเป็นขึ้นก็มีสูง



- Bearish Divergence: ทิศทางราคาปรับตัวขึ้น แต่ทิศทางของ Momentum เคลื่อนที่ในทิศทางลง สวนกัน ความน่าจะเป็นที่ราคาจะเกิดการกลับทิศจากขึ้นเป็นลงก็มีสูง




วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

Gold @24092012


บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 24-09-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือคาดเดาราคาในอนาคตแต่อย่างไร 



ทองคำหลังการปรากฏกายของ QE3 มาตรการขย่มโลกการเงินเพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจของสหรัฐ ก็วิ่งฮ้อจนเหนือย หลังทำจุดสูงสุดในรอบหลายเดือนที่ 1787 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน  อาทิตย์นี้ราคาก็ย่อลงตามระเบียบ


TF: 4 Hour
ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มขาขึ้น กลับมายกตัวจากแรงซื้อขึ้น ทดสอบแนวต้าน 1780 และเบรคไปได้ถึงแนว 1787 แต่ยืนไม่อยู่โดนแรงขายถล่ม ลงมาพักแถวแนวรับ 1756 ทำให้ภาพรวมดูเหมือนจะแกว่งในกรอบ 1780 - 1756 ต่อไป 




TF: 15 min
ทองคำระยะสั้นยกตัวจากแนวรับ 1762 ทดสอบแนว 1767 ถ้ายืนไม่อยู่ มีโอกาสพักตัวสะสมกำลังกรอบ 1767-1762 ต่อไป แต่ถ้าทะลุกลับเข้าสู่แนวขาขึ้นระยะสั้นเพื่อทดสอบแนวต้านต่อไปแถว 1770






วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

ห่วยขั้นเทพ


เมื่อเช้าผมตอบ email จากน้องนักลงทุนมือใหม่คนหนึ่งที่กำลังยอมแพ้กับการลงทุนในตลาดหุ้นเพราะช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ตลาดมีความผันผวน ผมสะดุดกับคำพูดที่น้องเขาคิดว่า "ตัวเขาเองโง่และห่วยเกินไปที่จะประสบความสำเร็จ" ส่วนตัวผมไม่เคยเชื่อว่าความโง่และความห่วย จะเป็นสิ่งที่ติดตัวเราหรือเป็นคำสาปที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งต้องเผชิญ ตลอดไปชีวิต ผมคิดว่าตัวเราเลือกที่จะเป็น เลือกที่จะประสบความสำเร็จได้เสมอถ้าใจเราต้องการ


สิ่งสำคัญคือวิธีคิด ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จต้องเริ่มจากวิธีคิด จริงๆแล้วคนที่ล้มเหลว กับ คนที่ประสบความสำเร็จ จุดเริ่มต้นออกตัวก็เป็นจุดเดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือการกระทำ เพื่อให้ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางนั้นๆต่างหาก คนที่ล้มเหลว พอเจออุปสรรค์ เจอปัญหาก็ท้อ ก็ถอดใจ ยอมรับความล้มเหลวและหาข้ออ้างต่างๆมาปลอบใจตัวเอง สุดท้ายก็เข้าโหมดโทษตัวเอง ว่าห่วย ว่าโง่ โชคไม่ดี

ในขณะที่ผู้ชนะหรือคนที่จะประสบความสำเร็จ เขาจะไม่มองว่าทำไม่ได้ ไม่โทษตัวเองว่าโง่ หรือไม่ดีพอ เจออุปสรรค์เจอปัญหา เขาก็พยายามอย่างไม่ลดละ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะล้มเหลวสักกี่ครั้ง จะแพ้สักกี่หน เขาก็สามารถเรียนรู้จากมัน และแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังในการต่อสู้ครั้งต่อไป

หลายสิ่งที่เรามองเห็นและชื่นชม เบื้องหลังความสำเร็จนั้นมีคราบน้ำตา หยาดเหงื่อ ถ้อยคำที่ดูถูก จำนวนไม่น้อย กว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จจะมายืนถึงจุดนี้ ผมมีตัวอย่างคนดังที่ประสบความสำเร็จมาให้เราศึกษากัน 

โจแอนน์ "โจ" โรว์ลิ่ง หรือ เจ เค โรว์ลิ่ง เธอเกิดในชนบทของอังกฤษ ครอบครัวนักอ่านพ่อเธอสะสมหนังสือ ทำให้เธอได้อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กและเริ่มแต่เรื่องสั้นเรื่องแรกตอน 5 ขวบ เธอจบ ปริญญาตรีทางด้านภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรมคลาสิกที่มหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ และใช้ชีวิตทำงานเป้นมนุษย์เงินเดือน ปกติในตำแหน่งเลขานุการ ในปี 1990 ขณะที่เธออยู่บนรถไฟระหว่างสถานีแมนเชสเตอร์ และคิงส์ครอสในลอนดอน เธอก็มีไอเดียเรื่องเด็กกำพร้า ผู้ค้นพบว่าตัวเองเป็นพ่อมด เธอเริ่มเขียนมาไปเรื่อยๆแต่ก็ยังไม่จบ จากนั้น เจ.เค.ย้ายไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศโปรตุเกส ณ ที่นั้นเธอได้แต่งงานกับนักหนังสือพิมพ์ชาวโปรตุเกสและมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อเจสสิก้า ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันและเจ.เค.ก็ย้ายไปอยู่สกอตแลนด์พร้อมกับเจสสิก้า ลูกสาว


เธอตกงาน อยู่ด้วยเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล เช็คสังคมสงเคราะห์มูลค่า 70 ปอนด์ต่ออาทิตย์ อาศัยอยู่ในแฟลตเล็กย่านคนจน ทำให้เธอต้องพาลูกมาเลี้ยงอยู่ที่ร้านกาแฟของน้องเขยทุกวัน แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้กับชีวิต เธอใช้เวลาว่างที่มีปรับปรุงเนื้อหางานเขียน ทำหนังสือ Harry Potter เล่มแรกของเธอจนเสร็จ ในปี
ปี 1995 (5 ปีหลังจากเริ่มคิด) หนังสือเรื่อง Harry Potter ก็เสร็จในชื่อ Harry Potter and Philosopher’s stone โดยเธอเสนอหนังสือเล่มนี้ให้กับสำนักพิมพ์ในอังกฤษถึง 12 แห่งและถูกปฏิเสธจนหมด แต่เธอก็ไม่ท้อยังเดินหน้า หาโอกาสของเธอต่อไปจนสำนักพิมพ์แห่งที่ 13 ชื่อ Bloomsbury ก็รับต้นฉบับเธอไปตีพิมพ์ให้ เพราะลูกสาวของผู้บริหารอ่านหนังสือ Harry Potter ที่เธอแต่งและชอบ


Harry Potter and Philosopher’s stone เล่มแรกของเธอได้ตีพิมพ์ในปี 1997 แต่เหมือนว่าชีวิตเล่นตลก หนังสือเล่มแรกของเธอขายได้เพียง 1000 เล่มและ 500 เล่มถูกซื้อเพื่อเก็บเข้าห้องสมุดเยาวชนในอังกฤษ หนังสือเธอไม่ติดตลาดผู้อ่าน จนสำนักพิมพ์แนะนำให้เธอกลับไปทำงานประจำ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูก ถ้าเธอยอมแพ้ ทุกอย่างก็คงจบลงมีตรงนั้น แต่ เจ เค โรว์ลิ่ง เธอเลือกที่จะมุ่งมั่นเดินทางต่อ โดยมองไปที่ตลาดอเมริกา เธอให้ตัวแทนของเธอ ส่งลิขสิทธิหนังสือเข้าประมูล เพื่อจัดตีพิมพ์ขายในสหรัฐอเมริกา โดยเธอตั้งค่าลิขสิทธิ์เล่มแรกที่ราคาต่ำ เพื่อให้ได้รับโอกาสนี้


และแล้ว Harry Potter and the Sorcerer’s stone ได้ออกวางจำหน่ายในอเมริกาปี 1978 และกลายเป็นหนังสือขายดี ฮิตติดตลาด จนกระแส Harry Potter โด่งดังไปทั่วอเมริกา และทั่วโลก ปัจจุบันเธอมีผลงานหนังสือ Harry Potter แล้วถึง 7 ภาคโดย Harry Potter and the Deathly Hollow ก็สามารถขายได้ในอเมริกาและอังกฤษรวมกัน 11 ล้านเล่มในวันแรกเพียงวันเดียวและหนังสือเธอยังถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆอีก 23 ภาษาเพื่ออกจำหน่ายทั่วโลก นอกจากนี้ Harry Potter ยังถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ในฮอล์ลิวู๊ด นำมาทำเป็นภาพยนต์ที่โด่งดังทั่วโลก

วันนี้ "โจ" โรว์ลิ่ง หรือ เจ เค โรว์ลิ่ง วัย 47 ปี จากหญิงม่ายยากจน ตกงานเธอกลายเป็น คนที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก เธอได้รับรางวัลและเครื่องราช ต่างๆมากมาย มีทรัพย์สินมากมายถึง $1 billion เธอมีบ้านหลังใหญ่ในย่านเศรษฐีของอังกฤษ และแต่งงานมีครอบครัวใหม่ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จและมีอิทธิพลติดหนึ่งในสิบของโลกในปัจจุบัน กว่าจะเดินทางมาถึงตรงนี้เธอผ่านอุปสรรค์มากมาย ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเดิน เธอก็คงจะเป็นได้แค่ผู้หญิงม่ายลูกหนึ่งตกงาน ในย่านยากจนธรรมดาคนหนึ่ง


ชีวิตคนเราไม่มีคำว่าง่ายหรอกครับ ยิ่งถ้าต้นทุนชีวิตเราไม่สูง ไม่ได้เกิดมารวย หรือมีนามสกุลใหญ่โต เป็นเพียงคนเดินดินธรรมดา ถ้าอยากประสบความสำเร็จก็ต้องพยายาม ให้ถึงที่สุด ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ฉลาด เรียนรู้ช้า ก็ยิ่งต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นๆเป็นสองเท่า ในการลงทุนในตลาดหุ้นก็เช่นกัน หลายคนเข้ามาด้วยความหวังที่อยากจะรวย แต่คนจำนวนไม่น้อยต้องกลับออกไปแบบมือเปล่าหรือติดลบ เพราะตลาดหุ้นนั้นเปรียบดั่งสนามรบ ไม่มีคำว่าง่าย ไม่มีคำว่าหมูและเป็นที่ที่หาเงินยากที่สุด

การจะทำกำไรหรือหาเงินจากตลาดหุ้นได้นั้น เราต้องศึกษาองค์ความรู้ กลยุทธ การลงทุนอย่างหนัก นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ตัวเราได้รับ ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ จนพัฒนากระบวนการลงทุนที่ถูกที่เหมาะสมกับตัวเอง สิ่งสำคัญคือ เมื่ออย่าคิดดูถูกตัวเราเอง อย่านำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ จิตใจที่ไม่ยอมแพ้และความพยายามอย่าสุดกำลังนั้นคือกุญแจสำคัญ ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

หุ้น apple กับปรากฏการณ์ iPhone Fever

เมื่อคืนเพื่อนๆหลายคนอาจจะนอนดึกเพราะกำลัง ดาวน์โหลด ios6 เพื่อมาอัพเกรดระบบปฏิบัติการใน Iphone กันอยู่ ยืนยันได้จากกระแส apple fever ในขณะนี้ หลัง Iphone 5 แถวเปิดตัว ช่วงนี้สาวกแอปเปิ้ลก็ active กันเป็นพิเศษ



วันศุกร์นี้(21-09-2012) iPhone 5 ก็จะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันแรก ใน 9 ประเทศ ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ ฟังจากเสียตอบรับหลายคนชื่นชอบ และเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นชัดเจนจาก iPhone4s ล่าสุด หน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น 4 นิ้ว ,กล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, ซิปประมวลผลใหม่ และรองรับ iOS 6 คุณสมบัติเหล่านี้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของผู้ใช้ได้ดีขึ้น



ผมไม่ใช่สาวก iPhone แต่ก็นิยมชมชอบหุ้น Apple inc(AAPL) วันนี้เลยจะโม้เรื่องหุ้น apple หลังการเปิดตัว iPhone5 ด้วยความนิยมที่ล้นหลามให้ฟัง เริ่มต้นจากยอดจอง iPhone5 ใน 24 ชั่วโมงแรกที่มากถึง 2 ล้านเครื่องมากกว่า รุ่นก่อนหน้าที่ออกมาทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า iPhone5 จะขายได้มากถึง 26 ล้านเครื่องภายในไตรมาส 3 และมีแนวโน้มที่จะสามารถขายได้ถึง 60 ล้านเครื่องในปี 2012 นี้ 

โดยยอดขายที่ประเมินนี้จะทำเงินให้แอปเปิ้ลถึง 3.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว และยังไม่นับรวมโปรดักซ์อื่นๆที่จะออกมา ในปีนี้ เช่น Ipad เวอร์ชั่นใหม่ และที่คาดหมายกันว่าจะมี Apple TV (ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับทีวีและภาพยนต์) คิดเล่นๆถ้าคนรุ่นใหม่สัก 50% ทั้งโลกหันมาใช้สมาร์ทโฟนแบบ iPhone กันหมด บริษัท Apple จะรวยมหาศาลขนาดไหน

ยอดขายทั่วโลกของ iPhone

ถ้ามองไปที่รายได้แค่ ในช่วง Q2/2012 บริษัท Apple inc มีรายได้จากการขายสูงกว่า 1.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่ารายได้รวม 2ไตรมาสของ Google และ Microsoft เสียอีก ยิ่งถ้าเทียบกันที่มูลค่าของกิจการ ปัจจุบันหุ้นของ apple ทะลุจุดสูงสุดไปอยู่ระดับ 700 เหรียญต่อหุ้น(ปัจจุบันทดสอบ 702 แล้ว) ทำให้มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มากกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆในตลาดหุ้นอเมริกา 


พิจารณาระดับราคาหุ้นยิ่งจะพบว่าราคาหุ้น apple ปัจจุบันหลังเปิดตัว iPhone5 นั้นทำจุดสูงสุดที่ระดับ 702 ซึ่งเป็น all time high เลยทีเดียว เรียกว่านักลงทุนต่างแช่มชื่นไปตามๆกัน เพราะผลิตภัณฑ์บริษัทขายดี กระแสเงินสดมาก ปันผลก็ย่อมมากตามไปด้วย หรือถ้าจะเป็นนักเก็งกำไร ยิ่ง happy เพราะหุ้นเติบโตแนวโน้มขาขึ้น bullish แข็งแกร่ง แต่เทียบกับไปตอนช่วง เดือน กันยายนปี 2011 ถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นของ apple เพิ่มสูงขึ้นถึง 47.76% นับได้ว่า iPhone เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาแล้วประสบความสำเร็จ ถูกที่ถูกเวลาพาหุ้น Apple ทะยานแม้จะเกิดวิกฤตหนี้ซับไพร์มในสหรัฐ หรือปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในอเมริกาและยุโรป แต่ก็ไม่มีปัญหาสำหรับยอดขายของ iPhone 

ผลิตภัณฑ์ของ apple อย่าง iPhone ยิ่งออกมาแล้วมีกระแสตอบรับดีมากเท่าไหร่ ราคาหุ้น apple ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตาม

นักวิเคราะห์ฝรั่งต่างประสานเสียงเชียร์เรียกแมงเม่ามะกันขึ้นดอย บอกว่า apple สามารถไปถึง 800-900 เหรียญได้ในปีนี้กันทีเดียว (บางคนที่เชียร์มันก็กลุ่มเดียวกับที่เชียร์ หุ้น facebook นั้นแหละ ) ของแบบนี้ไม่อาจจะคาดเดา ทางทีดีก็ต้องสังเกตและไม่ประมาทกันไป ถ้าเชื่อกูรูอย่างเดียว โดยไม่ใช่ปัญญาถ้าเกิดหมดรอบ ฟองสบู่แตก ก็อาจจะขาดทุน ติดดอยหรือหมดตัวแบบกรณี Ipo ของ Facebook ก็เป็นได้


แต่ถ้ามองผลงานที่ผ่านมา ผมว่าต้องยกเครดิตให้ สตีพ จ๊อป ไปเต็มๆ แม้จะจากโลกไปแล้วแต่ถ้าไม่มีเขา บริษัท apple ก็คงไม่มีวันนี้ กรณีของหุ้น apple inc. สอนให้เรารู้ว่าบริษัทจะเติบโตได้ ต้องมีของดี ทั้งสินค้าหรือบริการ ที่สร้างกระแสเงินสด สร้างรายได้ให้บริษัทได้ต่อเนื่อง ที่สำคัญถ้าเป็นกระแส ได้รับการยอมรับในแบรนด์ของสินค้า โอกาสที่จะสำเร็จก็มีสูงไปอีก 

ดังนั้นไม่ว่าเราจะเป็นนักลงทุนระยะยาวซื้อหุ้นกินปันผล หรือนักเก็งกำไรเล่นหุ้นรายรอบเน้นส่วนต่างราคา การเข้าใจและรู้จักบริษัทก็เป็นสิ่งสำคัญ ต้องมองโมเดลธุรกิจของบริษัทให้ออก อาจจะไม่ต้องแตกฉานแต่ต้องรู้ว่า สินค้าและบริการนั้นคืออะไร มีโอกาสมากแค่ไหนที่จะขายดี และพาให้กิจการเติบโต เพราะถ้ากิจการเติบโต ธุรกิจยอดขายดี มีกำไรมาก ราคาหุ้นมันก็สะท้อนแนวโน้มขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มีคุณภาพดี โอกาสที่เราเข้าไปลงทุนหรือเก็งกำไร แล้วชนะก็จะมีสูงครับ 

อ้างอิงจาก

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

Gold@18-09-2012

บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 18-09-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือวิเคราะห์ราคาในอนาคตแต่อย่างไร และไม่แนะนำให้ผู้อ่านนำไปใช้ในการลงทุน



ครบรอบเกือบสัปดาห์หลังประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ QE3 ราคาทองคำภาพรวมก็ยังเป็นขาขึ้นที่ชัดเจน แม้ว่าจะผ่านช่วงแรงซื้อรุนแรงไปแล้ว จนเริ่มชะลอตัวในกรอบ แต่วันนี้มีประเด็นใหม่เรื่องของ BOJ หรือธนาคารญี่ปุ่นที่ออกมาอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ หรือเรียกง่ายๆว่าเป็น QE เวอร์ชันซามุไร ที่ขยายวงเงินไปถึง 55 trillion yen จากเดิม 45 trillion yen  เล่นเอาตลาดทองครับตอบสนองด้วยการวิ่งฮ่อ ไปรอกันแล้ว

บวกกับปัจจัยความขัดแย้งที่รุนแรงเรื่อยๆ ทั้งกรณีญี่ปุ่นและจีน ที่พิพาทเรื่องเขตแดน และกรณีของสหรัฐกับชาติอิสลามทั่วโลก กรณีหนังสั้นเรื่อง อินโนเซนต์ ออฟ มุสลิม 

แน่นอนว่าเมื่อมีความไม่แน่นอนทางการเมือง และมีความขัดแย้ง ทองคำก็เป็นอีกดัชนีที่ตอบสนอง จริงๆคล้ายกับปีที่แล้ว กับการเดินขบวนทางการเมืองในโลกอาหรับ ปฏิวัติดอกมะลิ(The Jasmine Revolution) ในหลายประเทศมุสลิม หรือกรณีของอิหร่านกับสหรัฐ ก็มีผลต่อราคาทองคำ ไม่น้อย ดังนั้นปัจจัยความขัดแย้งทางการเมือง จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามสำหรับการลงทุนในทองคำ


TF: 4 Hour
ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มขาขึ้น กลับมายกตัวจากแรงซื้อขึ้น ทดสอบแนวต้าน 1777 รอบที่สอง นับจากสัปดาห์ก่อน มีแนวรับสำคัญที่ 1753



TF: 15 min
ทองคำระยะสั้นยกตัวจากแนวรับ 1765 ทดสอบแนว 1772 และทะลวงแนวต้านทะลุไปทดสอบต้านสองที่ 1777 ถ้าไม่ผ่าน มีโอกาสพักตัวสะสมกำลังกรอบ 1777-1765 ต่อไป









The Position Size : เล่นหุ้นยังไงไม่ให้หมดตัว

 คำว่า "เล่นหุ้น" ในความหมายที่ผมใช้บ่อยๆนั้นคือ "การเก็งกำไร" เพื่อสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของส่วนต่างราคา คำว่าเล่น นั้นก็หมายถึงการมองว่า การเก็งกำไร นั้นก็คือ เกมส์การเงินในรูปแบบหนึ่ง ที่เราสามารถแพ้ชนะ ได้ในแต่ละตา เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าเราจะเป็นผู้ชนะในเกมส์ เราต้องมีทักษะและมีกลยุทธ

ในมุมมองแบบหัวโบราณ อาจจะมองว่าเกมส์ เป็นเรื่องของเด็ก ไร้สาระเสียเวลา แต่แท้จริงแล้ว ในงานวิจัยจำนวนมากของต่างประเทศชี้ว่า เกมส์นั้นมีประโยชน์ มีกฏ มีรูปแบบชัดเจน และช่วยฝึกสมอง การคิดการสร้างกลยุทธให้กับเรา

ผมเอง เป็นอีกคนที่ชื่นชอบบอร์ดเกมส์มาก ฝึกทักษะการเอาชนะ การคิดเป็นระบบ และการวางกลยุทธ เกมส์แบบนี้ผู้ใหญ่ก็เล่นได้ และสนุกได้กับมัน หรือถ้าใครคิดภาพบอร์ดเกมส์ไม่ออก ลองจินตนาการย้อนกลับไปวัยเด็กนึกถึง เกมส์เศรษฐีบอร์ดเกมส์ ที่มีกระดานตาราง, เงินปลอมกระดาษ ,ลูกเต๋า ,โฉนดที่ดิน และใบคำทำนายในประตูดวง เกมส์แรกที่สอนให้เรารู้จักคำว่า "ล้มละลาย" สอนให้เรารู้จักเลือกลงทุนในที่ดิน อสังหา ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ เรียกเก็บเงินจากคู่แข่งได้ 

รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต

หัวใจสำคัญของเกมส์ทุกเกมส์ คือการสอนให้เราเรียนรู้วิธีเอาชนะ และการเอาตัวรอด มันมาพร้อมกัน การมุ่งแต่ชนะ แล้วต้องเสี่ยงมากมายแบบหมดหน้าตัก ถ้าพลาดถ้าหมดตัว ไม่ต่างอะไรกับเกมส์การเงินของผู้ใหญ่ในตลาดหุ้น ที่ผู้ชนะได้เงินทองมากมาย ในขณะที่ผู้แพ้ขาดทุนหมดตัวได้เสมอ

ดัชนีตลาดหุ้นไทย กำลังไต่ระดับยกเพดานบินสูงสุดรอบ 14 ปี ผมเองเคยมีประสบการณ์เทรดหุ้นในตลาดมาปีนี้ก็ปีที่ 8 เคยมีโอกาสซื้อหุ้นตอนดัชนี 400 ก็เคยมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่พบตลอดเวลาที่ดัชนีเคลื่อนที่ไปคือ คนที่คิดว่าตลาดหุ้นจะลง จะไม่ไปต่อหรือมาถึงจุดสูงสุดแล้ว ถ้าจำกัดได้ตอน 1000 จุด ก็จะมีกูรูมาบอกว่า ตลาดหุ้นแพงไม่น่าซื้อ เดี่ยวก็ลง PE ตลาดสูง พอดัชนีไปต่อ 1100 จุดก็จะมีกูรู กลุ่มเดิม ออกมาบอกอีกว่า ยากแล้วมาจุดสูงสุดรอบหลายปี เดี่ยวตลาดก็ลง และแล้วตลาดหุ้นก็ไป 1200 จุด เมื่อมี QE3 มันก็ทำท่าว่าจะไปต่อ ทะยานไปแตะ 1282 ใครจะรู้ว่าอนาคตถ้ามี QE4 QE5 หรือมีการอัดเงินเข้ามาในระบบ และเงินไหลมาตลาดเกิดใหม่อีก ตลาดหุ้นไทยอาจจะไป 1500 หรือ 2000 ก็เป็นได้

เป็นธรรมดาที่ดัชนีตลาดหุ้น ขึ้นสูง ราคาหุ้นส่วนใหญ่ย่อมปรบตัวสูงขึ้นแพงขึ้นตามไปด้วย ถ้าเราเลือกที่จะเทรดหุ้นตามรอบ หลายคนอาจจะมีปัญหาเรื่องของจิตใจ กลัวที่จะไม่กล้าซื้อหุ้นยามดัชนีสูง หรือเลยจุดสูงสุดในอดีตมา กลุ่มพวกนี้ก็มักจะไม่ซื้อหุ้น เพราะคิดว่าราคาหุ้นแพง ดัชนีสูงโอกาสจะลงมีมาก สุดท้ายก็ตกรถ ขายหมูไปตั้งแต่ ป้าย 1100 แล้ว

กับอีกประเภท คือกลุ่มนักเก็งกำไรที่ ไม่มีหลักบริหารจัดการเงิน ไม่สนใจความเสี่ยง ไม่กลัวตลาดหุ้นจะตก สนุกกับการเก็งกำไรด้วยความโลภ มองภาพว่าตลาดกำลังกระทิงไม่มีทางหยุด โดยไม่ได้ระแวดระวัง พวกนี้ลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก และจำนวนคงที่เหมือนเดิมตลอดเวลา เพื่อที่จะเร่งทำกำไรจากตลาดหุ้น ยิ่งดัชนีสูง ยิ่งกล้าเสี่ยง กล้ากอบโกย ทำให้ต้องรับความเสี่ยงที่สูง โอกาสผิดพลาด ขาดทุนหมดตัวก็จะมีมากตามไป 

การจะเอาตัวรอดให้เราไม่ขาดทุนหมดตัว และให้เรารักษาผลกำไรให้ได้นั้นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด คือการมีกลยุทธ การวางระบบความคิดให้ถูกต้อง ควบคุมความเสี่ยง ให้ดี ในขณะเดียวกันต้องไม่ปล่อยให้โอกาสทำกำไรหลุดลอยเพราะความกลัว ผมนำตัวอย่างการบริหารจัดการเงิน เรื่องการวาง Position Size หรือหน้าตักเงินลงทุน มานำเสนอเพราะ มันเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันดี

หลักการที่ผมใช้คือ การวางแผนการบริหารจัดการเงินทุน ที่จะเข้าเทรด ให้ยืดหยุ่นแปรผันตามอัตราความเสี่ยงของตลาด โดยคำนึงถึงปัจจัยหลักๆ ได้แก่ ระดับดัชนีตลาดหุ้น, ค่าความเสี่ยงต่อการเทรด (%risk per trade) ที่เรารับได้, จุดตัดขาดทุน(%Stop loss)

การคำนวณ Position size ก็คือการหาว่า ในการเทรดหนึ่งครั้ง เราจะใช้เงินเท่าไหร่ในการเทรด เพื่อรองรับกับความเสี่ยงที่เรารับได้ %risk per trade แบบแปรผันตามระดับดัชนี เพื่อในกรณีที่ผิดพลาด ถ้าเราขาดทุน เราก็จะไม่เสียเงินต้นมากเกินไป จนพอร์ตเราเกิดเสียหาย ถ้าเป็นแนวคิดแบบเดิม เรามักจะใช้การเฉลี่ยเงินต้นเป็นก้อนเลขลงตัว เช่น 1,000,000 แบ่งเป็น 3 กองซื้อหุ้น 3 ตัว เป็นต้น แต่วิธีนั้นมันก็จะไม่ยืดหยุ่น และมีโอกาสที่เราจะไม่ได้คำนวณความเสี่ยงลงไปในจำนวนเงินที่ใช้เทรดด้วย 


วิธีที่ผมใช้ ผมมองว่า ดัชนีตลาดอยู่ในระดับต่ำ ความเสี่ยงแบบเป็นระบบ Systematic risk จะมีค่าน้อย (ยิ่งหุ้นที่มีค่าเบต้าเข้าใกล้ 1) โดยการหาค่า   %risk per trade ของผมจะใช้กราฟย้อนหลัง 20 ปี ของตลาดหุ้นมาคำนวน เพื่อนำจุด High Low มากำหนดเป็น Zone ในการวางแผน(สร้างโซนโดยใช้ค่าอัตราส่วน Fibonacci) ยิ่งดัชนีตลาดอยู่ใกล้จุดต่ำสุด ค่าความเสี่ยงแบบเป็นระบบก็ต่ำ  %risk per trade ก็จะสูง ในขณะเดียวกับ %Stop Loss ก็จะกว้าง เพื่อเทรดกินกำไรจากเทรนด์แนวโน้มที่ใหญ่ 

โดยคำนวณ Position size จากสมการ 
Position size = (Purchasing Money *  %risk per trade)/(%stop loss) 

ตัวอย่าง มีเงินทุน 1,000,000 บาท 
ดัชนี SET ปัจจุบัน ที่ 1250 จุด ค่า  %risk per trade = 2% 
ใช้ Stop loss ในการเทรด order ที่ 5% 

ดังนั้นจะต้องใช้เงินเพื่อเทรดหุ้นใน  1 order เท่ากับ 
Position size = (1000000*0.02)*0.05 = 400 000 บาท 

ความหมายของการคำนวณนี้คือ ถ้าเกิดตลาด Crash หรือหุ้นตกรุนแรง เราจะขาดทุนสูงสุด เพียง 20000 บาท(โดย Stop loss ที่ 5%) ซึ่งนั้นก็จะไม่ทำให้พอร์ตของเราเสียหาย หรือเสี่ยงมาก และเราก็จะไม่พลาดโอกาสที่จะทำกำไรแม้ ดัชนีตลาดหุ้นจะอยู่ในระดับสูง  เทคนิคการบริหารจัดการเงินนี้ ไม่เกี่ยวกับว่าพอร์ตหุ้นคุณจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ แต่มันเป็นกลยุทธ ที่ใช้ในการเข้าทำกำไร ในทุกสภาวะตลาด ยิ่งดัชนีขึ้นสูง ความเป็นกระทิงโอกาสที่จะทำกำไรจากการวิ่งขึ้นของแนวโน้มราคาหุ้นก็จะมี แต่เราก็จำกัดความเสี่ยงในการเทรดเอาไว้ไม่ให้เกินกำลังของเรา บนแนวคิดแบบ limit risk high return แม้จะมองว่าใช้กระสุนในอัตราที่น้อยในช่วงตลาดกระทิง แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่มีใครรู้อนาคต

พลทหารต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ไม่อาจจะคาดเดากลศึกของแม่ทัพใหญ่ไปได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกูรู หรือสุดยอดเทรดเดอร์ ก็ไม่อาจจะคาดเดาทิศทางของตลาดหุ้นได้แม่นยำ เพราะอนาคตที่กำหนดทิศทาง มันอยู่ในมือของชนกลุ่มน้อยคนคุมเกมส์ ที่เป็นเจ้าของเม็ดเงินมหาศาลระดับโลก  ซึ่งไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเป็นไปตามสิ่งที่เห็น ตามตัวเลขเศรษฐกิจ หรือตามสภาวะที่ควรจะเป็นเสมอไป 

ดังนั้นการพยายามไปคาดเดาตลาด ด้วยอคติทางด้านใดด้านหนึ่ง(คิดว่าขึ้น หรือคิดว่าลง) ย่อมไม่อาจจะเป็นผลดีต่อเรา การปรับตัวเองให้หยืดหยุ่น เตรียมความพร้อมควบคุมความเสี่ยง ย่อมจะเป็นผลดีมากกว่าครับ




 

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

สงครามและความขัดแย้ง

สงคราม และการสู้รบมันมักจะตามมาหลังจากความขัดแย้งได้ประทุ จนไม่สามารถควบคุมได้ ความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ ชาตินิยมและศาสนา มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และดำรงอยู่อย่างนั้นตลอดไป เพียงแต่ความรุนแรง จะเกิดขึ้นเมื่อมีคนไปเติมเชื้อไฟ ทำให้ความขัดแย้งนั้นระเบิดและขยายวงกว้าง

ช่วงนี้มี 2 เหตุการณ์ที่น่าสนใจอันเป็นปมขัดแย้งที่มีอยู่เป็นระยะเวลานาน แต่เกิดการประทุรุนแรงในช่วงนี้ เหตุการณ์ แรกคือความขัดแย้งของชาวคริสต์และมุสลิม ที่ปานปลายเพิ่มเติม มีชนวนความขัดแย้งจาก

กรณีหนังสั้นเรื่อง "อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์" หนังสั้นความยาว 14 นาที ที่เผยแพร่ออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตและยูทูป ฝีมือสร้างโดย แซม เบซิล ชาวอเมริกัน-อิสราเอล โดยเวอร์ชั่นจริงมีความยาว 30 นาที ใช้ทุนสร้าง 5 ล้านดอลลาร์ ระดมจากชาวยิว 100 คน และใช้นักแสดง 60 คน กับทีมงาน 45 คนในการถ่ายทำหนังความยาว 2 ชั่วโมง โดยใช้เวลาถ่ายทำ 3 เดือนในแคลิฟอร์เนียเมื่อปีที่แล้ว และออกฉายในฮอลลีวูดเมื่อราว 3 เดือน แต่ไม่เป็นที่พูดถึง จนเมื่อมีคนนำไปพากษ์ใหม่ ใส่เสียงภาษาอาหรับ และถูกสถานีโทรทัศน์ อียิปต์
"อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์"

นักแสดงนำ อย่าง นวินดี้ ลี การ์เซีย ว่า หนังเรื่องนี้ตอนแรกใช้ชื่อว่า “ดีเสิร์ต วอร์ริเออร์” เป็นการผจญภัยในทะเลทรายอาหรับ ไม่มีการดูถูก หรือพูดถึงศาสนาอิสลาม และเชื่อว่า นักแสดงและผู้กำกับ โดยโปรดิวเซอร์ แซม เบซิล หลอกเป็นเครื่องมือ และแน่นอนว่า แซม เบซิลนี้ยังไม่มีตัวตน แต่โยงใยกับไปหานายทุนและเจ้าของหนังตัวจริงชื่อ นากูลา แบสลีย์ นากูลา วัย 55 ปี ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายคอปติก

หนังเรื่องนี้กลายเป็นฉนวนเหตุที่เกิดความเสียหาย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากมาย ทำให้ชาวมุสลิมในหลายประเทศออกมาเดินขบวนต่อต้านสหรัฐ และรัฐบาลชาติตะวันตก เช่นในประเทศ อียิปต์ เลบานอน ซูดาน ตูนีเซีย บังคลาเทศ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน อิรัก อิสราเอล ฉนวนกาซา โมร็อกโก ซีเรีย คูเวต ไนจีเรีย เคนยาและเยเมน เป็นต้น และเกิดความรุนแรงในการประท้วงนำไปสู่การโจมตีสถานทูตและสถานกงศุล ตูนิเซียและซูดาน ที่มีคนบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะที่ลิเบีย กลุ่มหัวรุนแรงเข้าทำรายสถานทูต ถล่มด้วยจรวด RPG จน เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำลิเบีย และเจ้าหน้าที่การทูตอีก 3 คนเสียชีวิต

ความรุนแรงก็ทวีคูณมากขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายใช้เป็นชนวนในการต่อต้านสหรัฐและรัฐบาลชาติตะวันตก เช่นใน อัฟกานิสถาน ตอลิบานกว่าสิบคนที่แต่งชุดทหารอเมริกัน เข้าโจมตีฐานทัพที่มีการป้องกันแน่นหนาในจังหวัดเฮลมานด์ ที่เจ้าชายแฮร์รี่ของอังกฤษทรงประจำการอยู่ ฆ่านาวิกโยธินอเมริกัน 2 คน ทำลายเครื่องบินขับไล่อเมริกัน 6 ลำ และสถานีเชื้อเพลิง 3 แห่ง และโรงเก็บเครื่องบิน 6 โรงได้รับความเสียหาย รวมไปถึง เหตุการณ์ขู่วางระเบิดในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการวางแผนลอบวางระเบิดใน สหรัฐ โชคดีที่ทางการ ซ้อนแผนจับกุมได้เสียก่อน

นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุการณ์ การประท้วงในประเทศจีน จากเหตุขัดแย้งเกี่ยวกับกรณีรัฐบาลญี่ปุ่น ซื้อเกาะเล็กเกาะน้อยบริเวณ หมู่เกาะเตี้ยวอี๋ว์ ที่กำลังเป็นเขตพิพาทของสองประเทศ รวมถึงมี เหตการณ์ความไม่พอใจ จากยามฝั่งของญี่ปุ่น จับกุมกลุ่มรณรรงค์พิทักษ์เกาะฯ ชาวจีนที่ล่องเรือไปเหยียบเกาะเตี้ยวอี๋ว์

หมู่เกาะเตี้ยวอี๋ว์ หรือเกาะ เซนกากุในภาษาญี่ปุ่นนั้น ตั้งอยู่ในทะเลจีนตะวันออก บริเวณน่านน้ำเกาะฯ เป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญทางยุทธศาสตร์ และยังเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาล จีนอ้างกรรมสิทธิ์ว่าเป็นของตนตั้งแต่ ราชวงค์หมิง แต่หมู่เกาะนี้อยู่ในการดูแลของญี่ปุ่นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และ ญี่ปุ่นที่ได้ผนวกรวมเข้าไปในปีพ.ศ. 2438

ผลของปะทุเดือดในหลายเมืองใหญ่ของจีน บางแห่งกลายเป็นการจลาจล ทำให้หลายโรงงานอุตสาหกรรมของ กลุ่มธุรกิจญี่ปุ่น อาทิ แคนนอน พานาโซนิค และบริษัทไลอ้อน ต้องปิดกิจการ หนีตาย คนญี่ปุ่นในจีน เรียกของความคุ้มครองและมีการอพยพ ผู้ประท้วงหลายพันคน ในเมืองใหญ่ออกมาเดินขบวน และเกิดความรุนแรง บุกทำลายร้าน ร้านอาหารและซุปเปอร์มาร์เก็ต และโรงแรม รวมถึงกิจการของชาวญี่ปุ่น การยกเลิกเที่ยวบินจากจีน

ไปญี่ปุ่น การยกเลิกทัวร์และการท่องเทียวจากคนจีนจำนวนมาก รวมไปถึง การงดเผยแพร่โฆษณาสินค้าญี่ปุ่น 3 วัน เรียกว่าเป็นเหตุการณ์ที่ปลุกกระแส ชาตินิยมของชาวจีนขึ้นเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าการประทุของความขัดแย้งนี้ไม่เป็นผลดีต่องเศรษฐกิจเอเซีย ทั้งจีนและญี่ปุ่น ที่เป็นเสาหลักของเอเซียอยู่ในขณะนี้

นำสองข่าวนี้มาเล่า เพราะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเราอาจจะมองไปที่ QE3 มองไปที่ เรื่องยุโรป การแก้ปัญหนี้ แต่เรื่องชนวนความขัดแย้งทางศาสนา และข้อพิพาทของจีนกับญี่ปุ่น นี้ก็ไม่อาจจะมองข้ามไปได้ เพราะถ้าไม่สามารถควบคุมให้ดี มันจะเหมือนกับน้ำผึ้งหมดเดียว ที่แพร่กระจายไปได้ และนำไปสู่ ความเสียหายมหาศาล แน่นอนว่าสำหรับนักลงทุนจะมีผลต่อ จิตวิทยาตลาด รวมไปถึงระบบเศรษฐกิจของโลกอีกด้วย 

ดังนั้นการเป็นนักลงทุน มีความจำเป็นที่ต้องมองภาพใหญ่ของ สังคมและการเมือง ให้ออกต้องติดตามข่าวและเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่เฉพาะเพียงเรื่องของตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเดียว เพื่อทำให้เรากำหนด กลยุทธในการลงทุนระยะยาวได้ชัดเจน และมีประสิทธิภาพถูกทิศทางมากยิ่งขึ้นส่วนเรื่องความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องแปลก แต่เราควรจะทำความเข้าใจและไม่ควรยกระดับความขัดแย้งไปสู่ความรุนแรง เพราะสุดท้ายแล้วก็มีแต่ ผู้สูญเสียทั้งสองฝ่าย


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

Gold@14-09-2012


บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 14-09-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือวิเคราะห์ราคาในอนาคตแต่อย่างไร และไม่แนะนำให้ผู้อ่านนำไปใช้ในการลงทุน


นักลงทุนต่างๆชื่นมื่นกันไปทั่วโลก เมื่อลุงเบน ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สหรัฐรอบใหม่ หลังประชุมคณะกรรมการ FOMC ซึ่งผลคือมีทั้ง QE3 ที่อัดฉีดเงินอีก 4 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อซื้อ MBS( Mortgage-Backed Securities เรียกง่ายๆก็คือสินทรัพย์ที่มาจากหนี้จำนองทรัพย์สิน) ทุกเดือน เพื่อลดแรงกดดันของดอกเบี้ยระยะยาว, คง operation twist ต่อไป และยังคง คงอัตราดอก​เบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0 - 0.25 % ต่ำเตี้ยติดดินถึง 2015

หลังที่ทราบผลแน่นอนทองคำก็ดีด กระฉูดพุ่งทะยานทำจุดสูงสุด ใหม่แบบไม่รีรอ แน่นอนว่าสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อน ปวกเปียกขาลงต่อไป 



TF: 4 Hour

ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มขาขึ้นเนื่อง หลังจากที่ทดสอบจุดสูงสุดใหม่ 1777 เบรคทุกแนวต้านแบบ bullish รุนแรง ความชันสูงมาก มาพร้อมแรงซื้อมหาศาล ถ้าทดสอบแนว 1780 ไม่ทะลุ หรือยืนระดับไม่อยู่ก็มีโอกาสชะลอตัว เพื่อสะสมกำลัง ก็มีสูง





TF: 15 min
ทองคำแนวโน้มขาขึ้นรุนแรง จากการประกาศข่าว QE3 ทะลุต้านสำคัญ 1770 ขึ้นมาได้ เริ่มชะลอตัว แกว่งตัวในกรอบ 1777-1772 เพื่อสะสมกำลัง 






Gold@13-09-2012



บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 13-09-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือวิเคราะห์ราคาในอนาคตแต่อย่างไร และไม่แนะนำให้ผู้อ่านนำไปใช้ในการลงทุน


อาทิตย์นี้มี event สำคัญคือเรื่อง การตัดสินของศาลเยอรมันกับกรณีเงินช่วยเหลือของรัฐบาลเยอรมัน ผ่านกองทุน ESM ที่จะเข้าไปซื้อพันธบัตรและนำไปเสริมสภาพคล่องให้ประเทศกำลังเจอปัญหาหนี้ในยุโรป 

ผลการตัดสินออกมาดี ไม่มีปัญหาทำให้ตลาดยุโรป ทั้งตลาดเงิน และตลาดหุ้นตอบรับ บวกกับไปอย่างดี ยิ่งรวมถึงวันนี้ ที่นักลงทุนจับจ้องไปที่ FED ของลุงเบอร์นันเก้ ว่าจะมีแถลง QE3 กันหรือไม่ เรียกว่าลุ้นกันจนจะแย่อยู่แล้ว ทั้งทองคำ น้ำมัน และตลาดหุ้นสหรัฐ พากันบวกไปรอร่วงหน้าเพื่อเก็งข่างนี้ 



ตัวชี้วัดหนึ่งที่ดูเหมือนจะสะท้อนข่าวการทำ QE3 ของ สหรัฐ ก็คือค่าเงินดอลลาร์ USD ที่อ่อนค่าหลุด 80 เหรียญ ทำจุดต่ำสุดรอบ 4 เดือน มาจบที่ 79.75 แน่นอนว่า ทำให้ตลาดทองคำมีแนวโน้มใหญ่ ราคาที่ดีดสวนทิศกับค่าเงินดอลลาร์ไปเช่นกัน



TF: 4 Hour
ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มขาขึ้น หลังจากที่ทดสอบจุดสูงสุดใหม่ 1746 แต่ยืนไม่อยู่ลงมาแกว่งตัวในกรอบ 1725 - 1742  




TF: 15 min
ทองคำแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบแคบ sideway กรอบ 1732-1728






วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

หนีเมืองมาทำนา

อ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ตอนเช้านี้พบข่าวของ พี่จ๋อง ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ แล้วรู้สึกประทับใจในความสำเร็จวันนี้ของพี่เขา ไม่ได้รู้จักกันเป็นส่วนตัวแต่เคยเจอในงานสัมนาเกษตรอินทรีย์เมื่อนานหลายมาปีแล้ว ประกอบกับเคยอุดหนุนผักสลัดปลอดสาร GreenHeaven ของพี่เขา 

ส่วนตัวผมชื่นชมพี่เค้าในแง่ของความกล้าทำตามฝัน ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เมื่อมีเป้าหมายก็เริ่มสะสมกำลังเงินทองและความรู้ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่พร้อม ก็ออกจากกรอบ ลาออกจากงานประจำ ทิ้งเงินเดือนผู้บริหารหลักแสนบาทต่อเดือนมาเป็นเกษตรกร ที่ อ.หนองรี จ.ชลบุรี บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ เริ่มจากสวนผลไม้ และปลูกผักปลอดสารพิษ ทำเกษตรอินทรีย์ 

 ความน่าสนใจคือ พี่เขาทำเองเกือบทั้งหมดไม่ได้ จ้างชาวบ้านหรือชี้นิ่วสั่งงานแบบผู้บริหาร แถมยังสร้างความเข้มแข็งในชุมชนด้วยการร่วมกลุ่มกลุ่มส่งเสริมเกษตรอินทรีย์หนองรี ร่วมกันหันมาปลูกผักสลัดปลอดสารพิษ ส่งขาย โดยมีพี่จ๋องเป็นหัวแรง ทำการตลาด พัฒนาโรงเรือนล้างผัก บรรจุหีบห่อ รวมถึงจัดรถห้องเย็นขนส่งผักสลัดเมืองหนาวสดๆ ปลอดสารเข้ามาขายถึงออฟฟิตในกรุงเทพ 


พี่จ๋องใช้ความรู้ทักษะ การบริหารจัดการ และการทำการตลาด เพื่อทำให้กิจการของกลุ่มการเกษตรนั้นอยู่รอด สร้างรายได้ที่ดีให้กับชาวบ้าน จากเดิมที่เมื่อก่อนเคยปลูกผักขาย แถมไม่ต้องใช่ปุ๋ย ใช้ยามากกว่าแต่ก่อน

 แก่ไม่หยุดที่เรียนรู้ หาความรู้ใหม่ๆจากอินเตอร์เน็ต เพื่อนำไปใช้ในการเกษตร และช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรในกลุ่ม ไปเชื่อมช่องว่างระหว่างชาวบ้าน ที่ทำเกษตรแบบตามมีตามเกิด กับเทคโนโลยีการเกษตรแบบใหม่ แก้ปัญหาเกษตรกรซึ่งความรู้ ขาดทักษะการบริหารจัดการ แถมยังได้เติมเต็มความฝัน ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเอง อยากเป็นอีกต่างหาก นี่แหละครับถึงเรียกว่ายิ่งให้ ยิ่งได้รับของจริง ไม่ใช่แบบที่ปากบอกว่าให้ แต่กับให้เพียงเล็กน้อย แถมจ้องจะหาผลประโยชน์จากคนที่รับตลอดเวลา แบบที่เคยพบเห็นกันในสังคม


ชีวิตคนเราเกิดมาไม่นานก็ตาย ไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต การพยายามหาความสุขในแบบลัทธิสุขนิยม สุขจากการมี การได้ใช้เงิน ได้ครอบครองในวัตถุ มันอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของชีวิต 

การมีชีวิตตามแบบที่ตัวเราฝัน ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ทำงานที่เรารัก มีความสุขกับทุกวันที่ตื่นลืมตา แม้จะไม่หรูหรา ไม่ร่ำรวย ไม่โก้หรู ต้องเสี่ยงต้องพยายามมากมาย แต่มันก็ทำให้ชีวิตเรานั้นมีความสุข การทำงานหนักเพียงเพื่อจะได้มีเงินทองมากมาย สุดท้ายเราอาจจะตายเพราะเป็นโรค ก่อนได้ใช้เงิน ได้มีเวลาใช้ชีวิตที่อยากเป็น ถึงเวลานั้นคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าไม่น้อยจริงไหมครับ 

อุดหนุนผักสลัดปลอดสารพิษดีๆที่ 


 







วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

Limit Risk High Return

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยจริงๆ อากาศไม่ร้อน ไม่ต้องเปิดแอร์ทำให้ประหยัดค่าไฟไปได้มาก   แต่ที่น่ากลัวก็คือ ปีนี้น้ำจะกลับมาท่วมอีกหรือเปล่า เพราะในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ก็เจอกับภาวะน้ำท่วมให้เราเห็นกันแล้ว ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ เวลาเห็นข่าวน้ำท่วมมักจะผวากันเป็นธรรมดา ความเชื่อมั่นในภาครัฐ ที่บอกว่าเอาอยู่ๆ มันก็เป็นแค่ลมปาก ไม่รู้จะมา white-lie กันอีกหรือไม่

คนที่น่าสงสารก็คือเกษตรกร ชาวนาครับ เพราะปีนี้น้ำมาเร็ว น้ำท่วมทุ่งนา ที่ปลูกกันมาหลายเดือนเสียหาย เก็บเกี่ยวไม่ทัน ไม่พ้นต้องเป็นหนี้เพิ่มอีกปี ถ้าอนาคตเป็นแบบนี้มากๆ เกษตรกรในเขตลุ่มเจ้าพระยา คงขายที่นา หนีไปเป็นกรรมกรในเมืองหมดแน่ เพราะทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็มีแต่คนแก่วัย 40 ปีเท่านั้นที่ยังยึดอาชีพนี้อยู่ อีก 30 - 40 ปี ถ้าภาคการเกษตรยังอ่อนแอเช่นนี้ เราอาจจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศกินก็เป็นได้

ผมได้รับ email จากผู้อ่านฉบับหนึ่ง น้องคนนี้เป็นนักลงทุนแนว VI ลงทุนหลายปีแล้ว เขาได้อ่านหนังสือ "Trading System เล่นหุ้นเป็นระบบ" ของผมแล้วจึงมีคำถามว่า "แล้วถ้าไม่เล่นหุ้น เป็นนักลงทุนแบบ VI(value investor) ใช้ระบบเทรดได้ไหม???"




เป็นคำถามที่ผมว่าน่าสนใจมากครับ ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า "เล่นหุ้น" นั้นหมายถึงการเทรดหุ้นลักษณะการเก็งกำไร ส่วนต่างราคาหุ้น หนังสือเล่มนี้พูดถึงการเก็งกำไรแบบเป็นระบบ มีหลักการ ไม่ใช่มั่วตามอารมณ์ หรือเดาเอาเองตามใจฉัน และถ้าลงไปในรายละเอียด Trading system ประกอบด้วยสามส่วนคือ เรื่องของ กระบวนการ(ในหนังสือผมนี้คือ การวิเคราะห์ทางเทคนิคอล เพื่อหาเงื่อนไข จังหวะซื้อขาย) 10% ,การบริหารจัดการเงิน(Money management) 30% และเรื่องจิตวิทยาการลงทุน 60%

ดังนั้นสิ่งที่ VI จะต่างจาก VS นั้นก็คือ เรื่องของกระบวนการ (Method) ที่ใช้เป็นเงื่อนไขในการซื้อขายหุ้น สายเทคนิคอลจะใช้กราฟราคาและปริมาณซื้อขายเป็นหลัก แน่นอนว่า VI มองที่พื้นฐานกิจการ มองที่มูลค่ากิจการที่ซ่อนอยู่, มองราคาหุ้นมี Margin of safety เพียงพอ, มีความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ(Upside เยอะๆในอนาคต) เป็นต้น ทั้งหมดเหล่านั้นก็เป็นเรื่องของกระบวนการคิด ที่เป็นเงื่อนไข หลักเกณฑ์ตายตัวเช่นกัน เมื่อมีแบบแผนไม่ใช้อารมณ์ นั้นก็หมายรวมถึง ระบบ ได้เช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น นักลงทุนแนว VI หลายคนที่ผมรู้จักและนักลงทุนระดับโลกที่ผมเคยศึกษาแนวทาง เขามีความเป็นระบบคิดที่ดีไม่แพ้ เทรดเดอร์อาชีพ โดยเฉพาะเรื่องกลยุทธการบริหารจัดการเงิน ไม่ใช่ว่าเจอหุ้นดี แล้วโยนเงินไปซื้อทั้งหมดเลย หรือว่า มีเงินน้อยอยากได้เยอะ ก็ไปอัดมาร์จิ้นดึงเงินกู้มาใช้ โดยไม่ดูอะไร พอพลาดก็ตูม ขาดทุนเงินต้นหาย คนเหล่านี้แม้เป็นนักลงทุนระยะยาว เป็น VI ก็พลาดได้ จากความไม่รู้หรือการประเมินข้อมูลบริษัทผิดพลาด ดังนั้น การควบคุมความเสี่ยง และการรักษาเงินต้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญ 

สุดท้ายที่นักลงทุนไม่ว่าจะแนวทางไหน จะลงทุนระยะสั้นหรือยาว ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝน นั้นคือเรื่องของ จิตใจ ที่มีน้ำหนักถึง 60% ของปัจจัยความสำเร็จ ตรงนี้ต้องเรียนรู้ ต้องหัดแบบมีขั้นตอน สั่งสมชั่วโมงบิน ทำจิตใจให้นิ่ง ไม่โดนหลอก โดนชักจูงไปตาม กระแสมวลชน ที่สำคัญต้องมีสติ ในการคิดพิจารณาตัดสินใจ มีวินัยในการยึดมั่น กระบวนการคิด ของตนเองที่ได้กำหนดไว้ในตอนแรก ถ้าไม่ทำเช่นนั้น โดนอารมณ์ โลภ อารมณ์กลัว ชักพาไป ซื้อๆขายๆ เข้าๆออก ก็เป็นอันไม่ประสบความสำเร็จกันพอดี 

ดังนั้นคำตอบของผมก็คือ ไม่ว่าคุณจะลงทุนแนวไหน ถ้าเป็นนักลงทุนที่เป็นมืออาชีพ อยากประสบความสำเร็จ คุณต้องมีระบบ มีแบบแผน ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ดีใจอย่างหนึ่งคือ ผมทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเห็นภาพว่า การเป็นนักเก็งกำไร เป็นเทรดเดอร์ มันแตกต่างจากนักพนัน แตกต่างจากพวกที่มั่วหุ้น เล่นหุ้นเสี่ยงโชค หาค่ากับข้าว เพราะทุกองค์ความรู้ที่ผมศึกษา วิจัยมา จนเรียบเรียงไว้ในหนังสือ ก็เพื่อบอกให้เห็นแนวคิดว่า การเป็นนักเก็งกำไร ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมาก เพื่อรวยเร็วเสมอไป เมื่อคุณสามารถจำกัดความเสี่ยง รักษาเงินต้น จังหวะมาก็หาช่องทำกำไร ตามจังหวะตามโอกาส ตามสภาพตลาดได้ อนาคตผลกำไรสะสมก็จะเพิ่มพูน และเติบโตสูงขึ้นเองครับ

เปลี่ยนจากความคิดที่ว่า High Risk High Return เป็น Limit Risk High Return ครับ