วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

ห่วยขั้นเทพ


เมื่อเช้าผมตอบ email จากน้องนักลงทุนมือใหม่คนหนึ่งที่กำลังยอมแพ้กับการลงทุนในตลาดหุ้นเพราะช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ตลาดมีความผันผวน ผมสะดุดกับคำพูดที่น้องเขาคิดว่า "ตัวเขาเองโง่และห่วยเกินไปที่จะประสบความสำเร็จ" ส่วนตัวผมไม่เคยเชื่อว่าความโง่และความห่วย จะเป็นสิ่งที่ติดตัวเราหรือเป็นคำสาปที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งต้องเผชิญ ตลอดไปชีวิต ผมคิดว่าตัวเราเลือกที่จะเป็น เลือกที่จะประสบความสำเร็จได้เสมอถ้าใจเราต้องการ


สิ่งสำคัญคือวิธีคิด ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จต้องเริ่มจากวิธีคิด จริงๆแล้วคนที่ล้มเหลว กับ คนที่ประสบความสำเร็จ จุดเริ่มต้นออกตัวก็เป็นจุดเดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือการกระทำ เพื่อให้ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางนั้นๆต่างหาก คนที่ล้มเหลว พอเจออุปสรรค์ เจอปัญหาก็ท้อ ก็ถอดใจ ยอมรับความล้มเหลวและหาข้ออ้างต่างๆมาปลอบใจตัวเอง สุดท้ายก็เข้าโหมดโทษตัวเอง ว่าห่วย ว่าโง่ โชคไม่ดี

ในขณะที่ผู้ชนะหรือคนที่จะประสบความสำเร็จ เขาจะไม่มองว่าทำไม่ได้ ไม่โทษตัวเองว่าโง่ หรือไม่ดีพอ เจออุปสรรค์เจอปัญหา เขาก็พยายามอย่างไม่ลดละ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะล้มเหลวสักกี่ครั้ง จะแพ้สักกี่หน เขาก็สามารถเรียนรู้จากมัน และแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังในการต่อสู้ครั้งต่อไป

หลายสิ่งที่เรามองเห็นและชื่นชม เบื้องหลังความสำเร็จนั้นมีคราบน้ำตา หยาดเหงื่อ ถ้อยคำที่ดูถูก จำนวนไม่น้อย กว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จจะมายืนถึงจุดนี้ ผมมีตัวอย่างคนดังที่ประสบความสำเร็จมาให้เราศึกษากัน 

โจแอนน์ "โจ" โรว์ลิ่ง หรือ เจ เค โรว์ลิ่ง เธอเกิดในชนบทของอังกฤษ ครอบครัวนักอ่านพ่อเธอสะสมหนังสือ ทำให้เธอได้อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กและเริ่มแต่เรื่องสั้นเรื่องแรกตอน 5 ขวบ เธอจบ ปริญญาตรีทางด้านภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรมคลาสิกที่มหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ และใช้ชีวิตทำงานเป้นมนุษย์เงินเดือน ปกติในตำแหน่งเลขานุการ ในปี 1990 ขณะที่เธออยู่บนรถไฟระหว่างสถานีแมนเชสเตอร์ และคิงส์ครอสในลอนดอน เธอก็มีไอเดียเรื่องเด็กกำพร้า ผู้ค้นพบว่าตัวเองเป็นพ่อมด เธอเริ่มเขียนมาไปเรื่อยๆแต่ก็ยังไม่จบ จากนั้น เจ.เค.ย้ายไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศโปรตุเกส ณ ที่นั้นเธอได้แต่งงานกับนักหนังสือพิมพ์ชาวโปรตุเกสและมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อเจสสิก้า ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันและเจ.เค.ก็ย้ายไปอยู่สกอตแลนด์พร้อมกับเจสสิก้า ลูกสาว


เธอตกงาน อยู่ด้วยเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล เช็คสังคมสงเคราะห์มูลค่า 70 ปอนด์ต่ออาทิตย์ อาศัยอยู่ในแฟลตเล็กย่านคนจน ทำให้เธอต้องพาลูกมาเลี้ยงอยู่ที่ร้านกาแฟของน้องเขยทุกวัน แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้กับชีวิต เธอใช้เวลาว่างที่มีปรับปรุงเนื้อหางานเขียน ทำหนังสือ Harry Potter เล่มแรกของเธอจนเสร็จ ในปี
ปี 1995 (5 ปีหลังจากเริ่มคิด) หนังสือเรื่อง Harry Potter ก็เสร็จในชื่อ Harry Potter and Philosopher’s stone โดยเธอเสนอหนังสือเล่มนี้ให้กับสำนักพิมพ์ในอังกฤษถึง 12 แห่งและถูกปฏิเสธจนหมด แต่เธอก็ไม่ท้อยังเดินหน้า หาโอกาสของเธอต่อไปจนสำนักพิมพ์แห่งที่ 13 ชื่อ Bloomsbury ก็รับต้นฉบับเธอไปตีพิมพ์ให้ เพราะลูกสาวของผู้บริหารอ่านหนังสือ Harry Potter ที่เธอแต่งและชอบ


Harry Potter and Philosopher’s stone เล่มแรกของเธอได้ตีพิมพ์ในปี 1997 แต่เหมือนว่าชีวิตเล่นตลก หนังสือเล่มแรกของเธอขายได้เพียง 1000 เล่มและ 500 เล่มถูกซื้อเพื่อเก็บเข้าห้องสมุดเยาวชนในอังกฤษ หนังสือเธอไม่ติดตลาดผู้อ่าน จนสำนักพิมพ์แนะนำให้เธอกลับไปทำงานประจำ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูก ถ้าเธอยอมแพ้ ทุกอย่างก็คงจบลงมีตรงนั้น แต่ เจ เค โรว์ลิ่ง เธอเลือกที่จะมุ่งมั่นเดินทางต่อ โดยมองไปที่ตลาดอเมริกา เธอให้ตัวแทนของเธอ ส่งลิขสิทธิหนังสือเข้าประมูล เพื่อจัดตีพิมพ์ขายในสหรัฐอเมริกา โดยเธอตั้งค่าลิขสิทธิ์เล่มแรกที่ราคาต่ำ เพื่อให้ได้รับโอกาสนี้


และแล้ว Harry Potter and the Sorcerer’s stone ได้ออกวางจำหน่ายในอเมริกาปี 1978 และกลายเป็นหนังสือขายดี ฮิตติดตลาด จนกระแส Harry Potter โด่งดังไปทั่วอเมริกา และทั่วโลก ปัจจุบันเธอมีผลงานหนังสือ Harry Potter แล้วถึง 7 ภาคโดย Harry Potter and the Deathly Hollow ก็สามารถขายได้ในอเมริกาและอังกฤษรวมกัน 11 ล้านเล่มในวันแรกเพียงวันเดียวและหนังสือเธอยังถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆอีก 23 ภาษาเพื่ออกจำหน่ายทั่วโลก นอกจากนี้ Harry Potter ยังถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ในฮอล์ลิวู๊ด นำมาทำเป็นภาพยนต์ที่โด่งดังทั่วโลก

วันนี้ "โจ" โรว์ลิ่ง หรือ เจ เค โรว์ลิ่ง วัย 47 ปี จากหญิงม่ายยากจน ตกงานเธอกลายเป็น คนที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก เธอได้รับรางวัลและเครื่องราช ต่างๆมากมาย มีทรัพย์สินมากมายถึง $1 billion เธอมีบ้านหลังใหญ่ในย่านเศรษฐีของอังกฤษ และแต่งงานมีครอบครัวใหม่ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จและมีอิทธิพลติดหนึ่งในสิบของโลกในปัจจุบัน กว่าจะเดินทางมาถึงตรงนี้เธอผ่านอุปสรรค์มากมาย ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเดิน เธอก็คงจะเป็นได้แค่ผู้หญิงม่ายลูกหนึ่งตกงาน ในย่านยากจนธรรมดาคนหนึ่ง


ชีวิตคนเราไม่มีคำว่าง่ายหรอกครับ ยิ่งถ้าต้นทุนชีวิตเราไม่สูง ไม่ได้เกิดมารวย หรือมีนามสกุลใหญ่โต เป็นเพียงคนเดินดินธรรมดา ถ้าอยากประสบความสำเร็จก็ต้องพยายาม ให้ถึงที่สุด ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ฉลาด เรียนรู้ช้า ก็ยิ่งต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นๆเป็นสองเท่า ในการลงทุนในตลาดหุ้นก็เช่นกัน หลายคนเข้ามาด้วยความหวังที่อยากจะรวย แต่คนจำนวนไม่น้อยต้องกลับออกไปแบบมือเปล่าหรือติดลบ เพราะตลาดหุ้นนั้นเปรียบดั่งสนามรบ ไม่มีคำว่าง่าย ไม่มีคำว่าหมูและเป็นที่ที่หาเงินยากที่สุด

การจะทำกำไรหรือหาเงินจากตลาดหุ้นได้นั้น เราต้องศึกษาองค์ความรู้ กลยุทธ การลงทุนอย่างหนัก นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ตัวเราได้รับ ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ จนพัฒนากระบวนการลงทุนที่ถูกที่เหมาะสมกับตัวเอง สิ่งสำคัญคือ เมื่ออย่าคิดดูถูกตัวเราเอง อย่านำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ จิตใจที่ไม่ยอมแพ้และความพยายามอย่าสุดกำลังนั้นคือกุญแจสำคัญ ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายครับ