วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

Limit Risk High Return

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยจริงๆ อากาศไม่ร้อน ไม่ต้องเปิดแอร์ทำให้ประหยัดค่าไฟไปได้มาก   แต่ที่น่ากลัวก็คือ ปีนี้น้ำจะกลับมาท่วมอีกหรือเปล่า เพราะในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ก็เจอกับภาวะน้ำท่วมให้เราเห็นกันแล้ว ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ เวลาเห็นข่าวน้ำท่วมมักจะผวากันเป็นธรรมดา ความเชื่อมั่นในภาครัฐ ที่บอกว่าเอาอยู่ๆ มันก็เป็นแค่ลมปาก ไม่รู้จะมา white-lie กันอีกหรือไม่

คนที่น่าสงสารก็คือเกษตรกร ชาวนาครับ เพราะปีนี้น้ำมาเร็ว น้ำท่วมทุ่งนา ที่ปลูกกันมาหลายเดือนเสียหาย เก็บเกี่ยวไม่ทัน ไม่พ้นต้องเป็นหนี้เพิ่มอีกปี ถ้าอนาคตเป็นแบบนี้มากๆ เกษตรกรในเขตลุ่มเจ้าพระยา คงขายที่นา หนีไปเป็นกรรมกรในเมืองหมดแน่ เพราะทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็มีแต่คนแก่วัย 40 ปีเท่านั้นที่ยังยึดอาชีพนี้อยู่ อีก 30 - 40 ปี ถ้าภาคการเกษตรยังอ่อนแอเช่นนี้ เราอาจจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศกินก็เป็นได้

ผมได้รับ email จากผู้อ่านฉบับหนึ่ง น้องคนนี้เป็นนักลงทุนแนว VI ลงทุนหลายปีแล้ว เขาได้อ่านหนังสือ "Trading System เล่นหุ้นเป็นระบบ" ของผมแล้วจึงมีคำถามว่า "แล้วถ้าไม่เล่นหุ้น เป็นนักลงทุนแบบ VI(value investor) ใช้ระบบเทรดได้ไหม???"




เป็นคำถามที่ผมว่าน่าสนใจมากครับ ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า "เล่นหุ้น" นั้นหมายถึงการเทรดหุ้นลักษณะการเก็งกำไร ส่วนต่างราคาหุ้น หนังสือเล่มนี้พูดถึงการเก็งกำไรแบบเป็นระบบ มีหลักการ ไม่ใช่มั่วตามอารมณ์ หรือเดาเอาเองตามใจฉัน และถ้าลงไปในรายละเอียด Trading system ประกอบด้วยสามส่วนคือ เรื่องของ กระบวนการ(ในหนังสือผมนี้คือ การวิเคราะห์ทางเทคนิคอล เพื่อหาเงื่อนไข จังหวะซื้อขาย) 10% ,การบริหารจัดการเงิน(Money management) 30% และเรื่องจิตวิทยาการลงทุน 60%

ดังนั้นสิ่งที่ VI จะต่างจาก VS นั้นก็คือ เรื่องของกระบวนการ (Method) ที่ใช้เป็นเงื่อนไขในการซื้อขายหุ้น สายเทคนิคอลจะใช้กราฟราคาและปริมาณซื้อขายเป็นหลัก แน่นอนว่า VI มองที่พื้นฐานกิจการ มองที่มูลค่ากิจการที่ซ่อนอยู่, มองราคาหุ้นมี Margin of safety เพียงพอ, มีความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ(Upside เยอะๆในอนาคต) เป็นต้น ทั้งหมดเหล่านั้นก็เป็นเรื่องของกระบวนการคิด ที่เป็นเงื่อนไข หลักเกณฑ์ตายตัวเช่นกัน เมื่อมีแบบแผนไม่ใช้อารมณ์ นั้นก็หมายรวมถึง ระบบ ได้เช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น นักลงทุนแนว VI หลายคนที่ผมรู้จักและนักลงทุนระดับโลกที่ผมเคยศึกษาแนวทาง เขามีความเป็นระบบคิดที่ดีไม่แพ้ เทรดเดอร์อาชีพ โดยเฉพาะเรื่องกลยุทธการบริหารจัดการเงิน ไม่ใช่ว่าเจอหุ้นดี แล้วโยนเงินไปซื้อทั้งหมดเลย หรือว่า มีเงินน้อยอยากได้เยอะ ก็ไปอัดมาร์จิ้นดึงเงินกู้มาใช้ โดยไม่ดูอะไร พอพลาดก็ตูม ขาดทุนเงินต้นหาย คนเหล่านี้แม้เป็นนักลงทุนระยะยาว เป็น VI ก็พลาดได้ จากความไม่รู้หรือการประเมินข้อมูลบริษัทผิดพลาด ดังนั้น การควบคุมความเสี่ยง และการรักษาเงินต้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญ 

สุดท้ายที่นักลงทุนไม่ว่าจะแนวทางไหน จะลงทุนระยะสั้นหรือยาว ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝน นั้นคือเรื่องของ จิตใจ ที่มีน้ำหนักถึง 60% ของปัจจัยความสำเร็จ ตรงนี้ต้องเรียนรู้ ต้องหัดแบบมีขั้นตอน สั่งสมชั่วโมงบิน ทำจิตใจให้นิ่ง ไม่โดนหลอก โดนชักจูงไปตาม กระแสมวลชน ที่สำคัญต้องมีสติ ในการคิดพิจารณาตัดสินใจ มีวินัยในการยึดมั่น กระบวนการคิด ของตนเองที่ได้กำหนดไว้ในตอนแรก ถ้าไม่ทำเช่นนั้น โดนอารมณ์ โลภ อารมณ์กลัว ชักพาไป ซื้อๆขายๆ เข้าๆออก ก็เป็นอันไม่ประสบความสำเร็จกันพอดี 

ดังนั้นคำตอบของผมก็คือ ไม่ว่าคุณจะลงทุนแนวไหน ถ้าเป็นนักลงทุนที่เป็นมืออาชีพ อยากประสบความสำเร็จ คุณต้องมีระบบ มีแบบแผน ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ดีใจอย่างหนึ่งคือ ผมทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเห็นภาพว่า การเป็นนักเก็งกำไร เป็นเทรดเดอร์ มันแตกต่างจากนักพนัน แตกต่างจากพวกที่มั่วหุ้น เล่นหุ้นเสี่ยงโชค หาค่ากับข้าว เพราะทุกองค์ความรู้ที่ผมศึกษา วิจัยมา จนเรียบเรียงไว้ในหนังสือ ก็เพื่อบอกให้เห็นแนวคิดว่า การเป็นนักเก็งกำไร ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมาก เพื่อรวยเร็วเสมอไป เมื่อคุณสามารถจำกัดความเสี่ยง รักษาเงินต้น จังหวะมาก็หาช่องทำกำไร ตามจังหวะตามโอกาส ตามสภาพตลาดได้ อนาคตผลกำไรสะสมก็จะเพิ่มพูน และเติบโตสูงขึ้นเองครับ

เปลี่ยนจากความคิดที่ว่า High Risk High Return เป็น Limit Risk High Return ครับ