สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Ray Dalio : King of hedge fund I

ผมรู้จักกิติศัพท์ของคุณ Ray Dalio มาตั้งแต่ปี 2009 แล้วเพราะเขาเป็นนักลงทุนและเป็นผู้จัดการกองทุนเฮ็ดฟันด์ Bridgewater Associates กองทุนป้องกันความเสี่ยงยักษ์ใหญ่ระดับต้นๆของโลก บริหารสินทรัพย์ขนาด 122 พันล้านเหรียญสหรัฐ และเป็น CEO เพียงไม่กี่คนที่บริหารเงินระดับพันล้านแล้วผ่านพ้นวิกฤติทางการเงินซับไพร์ม ได้อย่างปลอดภัยแถมมีกำไรติดมือมาฝากผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนอีกด้วย ชื่อของ  Ray Dalio กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อปี 2011 จากฉายา King of hedge fund ด้วยผลงานดีเด่นระดับ 5 ดาวเมื่อผลตอบแทนในปี 2011 ของ Bridgewater Associates ที่เขาบริหารได้เป็น champion of hedge funds โดยกองทุน Pure Alpha fund มูลค่า $35.8 billion ทำผลตอบแทนได้ถึง 25.3% เติบโตเอาชนะกองทุนเฮ็ดฟันด์ของ John Paulson และ George Soros ได้อย่างไม่เห็นฝุ่น


ผลงานของ Ray Dalio เป็นที่ประจักษ์เพราะเขาก่อตั้งบริษัท hedge fund นามว่า Bridgewater Associates ในปี 1975 มาแล้วมากกว่า 36 ปี ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวในตลาดเงินตลาดทุนมาอย่างโชกโชน กองทุน Pure Alpha fund ถ้าเทียบผลตอบแทนย้อนหลัง 20 ปีได้ผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีที 15% โดดเด่นมาเมื่อ เทียบกับอัตราการตอบแทนเทียบกับดัชนี S&P500 ช่วงเวลา 20 ปีที่เติบโตเพียง 8.7%


ปัจจุบัน Ray Dalio วัย 63 ปี มหาเศรษฐีพันล้าน อันดับที่ 88 (จากการจัดอันดับล่าสุดของ Frobes) และเป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร TIME ได้ถอยตัวเองออกจากการเป็น CEO ของ Bridgewater Associates มาเป็น mentor แทนโดยส่งไม้ต่อให้หุ้นส่วน ผู้ร่วมงานอย่าง David McCormick , Greg Jensen และ Eileen Murray เป็นผู้ดูแล hedge fund ต่อ Ray Dalio ถือเป็นนักลงทุนระดับตำนานของโลกอีกคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้นผมจึงนำเรื่องราวประวัติ วิธีคิดการลงทุนของเขามาให้พวกเราได้เรียนรู้กัน



ชีวประวัติและการทำงาน
Ray Dalio เกิดปี 1949 ในครอบครัวชั้นกลางที่ Jackson HeightsQueens รัฐ New York ประเทศสหรัฐอเมริกา พ่อเป็นช่างรับเหมาก่อสร้างและเป็นนักดนตรี Jazz ตอนเด็ก  Ray Dalio เป็นเด็กธรรมดา ไม่ได้เรียนเก่งหรือมีพรสวรรค์อะไรพิเศษ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีคือเป็นคนชอบอ่าน ชอบตั้งคำถาม และรักความก้าวหน้าเขาต้องการจะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่าปัจจุบัน ตอนอายุ 12 ปี เขาได้เริ่มรู้จักกับตลาดหุ้น และสนใจในตลาดหุ้นตั้งแต่ตอนปี 1960 เขาใช้เงินเก็บจากการทำงานพิเศษเป็น caddy จำนวน 300 เหรียญในการซื้อหุ้นสายการบิน Northeast Airlines และหลักจากนั้นอีกหลายเมื่อจบไฮสกูล หุ้นตัวนี้ราคาทะยานไปถึง 3 เท่า(300%)เมื่อมีการควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น


ถ่ายคู่กับภรรยา Barbara Dalio

ปี 1969 เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้านบริหารธุรกิจที่ Long Island University จบจบ และเรียนต่อ MBA from Harvard Business School เริ่มทำงานเป็น Floor trader ที่ New York Stock Exchange (NYSE) โดยเรียนรู้พร้อมกับลงทุนในหุ้นและตลาดสินค้าโภคพันธ์ควบคู่ไปด้วยหลังจากนั้นย้ายไปทำงานที่ Dominick & Dominick LLC ในตำแหน่ง Director of Commodities ในปี 1974 ย้ายไปทำงาน ตำแหน่ง futures trader และ broker ที่ Shearson Hayden Stone

ในปี 1975 ตอนอายุ 26 ปี Ray Dalio ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนและกองทุนป้องกันความเสี่ยงชื่อ Bridgewater Associates เริ่มต้นดำเนินงานในแรกที่อพารท์เมนต์ ใน Manhattan ,New York โดยดำเนินการมาถึงปัจจุบัน บริหารสินทรัพย์ขนาด 122 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีพนักงาน 1200 คน และมีลูกค้าสำคัญที่ร่วมลงทุนในกองทุนระดับพันล้านเหรียญมากมาย เช่น กองทุนบำเน็จบำนาญของสหรัฐ (US pension funds), ธนาคารกลางและธนาคารพานิชย์ ,World Bank ,บริษัทเอกชน, กองทุนเกษียญอายุต่างๆ ปัจจุบันกองทุน  Pure Alpha fund ของ  Bridgewater Associates ปิดรับผู้ลงทุนใหม่ไปแล้วตั้งแต่ปี 2006 


ผลงานการลงทุน
โดยผลงานการบริการกองทุนของ Ray Dalio เป็นที่ประจักษ์และได้การยอมรับในโมเดลการลงทุนแบบ Global Macro strategy เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลงานที่ผ่านมา Ray Dalio สามารถรอดพ้นจากวิกฤติการเงินได้หลายครั้ง จากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลก สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางตลาด รวมถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆเช่น ETF ของตลาดเกิดใหม่(Emerging market), ตลาดค่าเงินในประเทศกำลังพัฒนา, การลงทุนในเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินดอลล่าห์ออสเตเลีย, การลงทุนในจีน ,พันธ์บัตร, ทองคำและสินค้าโภคพันธ์ต่างๆ 



โดยผลงานผลตอบแทน ปี 2008 มีอัตราการเติบโตของกองทุนที่ 9.4% เป็นปีที่เขาเห็นปัญหาตั้งปี 2007 ตอนวิกฤติเลนแมนบราเทอร์  Ray Dalio ได้มีการลดการลงทุนในตลาดหุ้น กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดพันธ์บัตร และทำการ Short Selling Stock ตอนตลาดขาลง ในปี  2009  ทำผลตอบแทนกองทุนที่ 2% ได้กำไรจากตลาดทำคำถึง 40% แต่ตลาดค่าเงินเยนและตลาดพันธ์บัตรกับให้ผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง ในปี 2010 กองทุนที่ 38% จากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกในเอเซียและลาตินอเมริกา เขาได้กำไรจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกจำนวนมาก ในปี 2011 กองทุนได้ผลตอบแทน 25.3% โดยได้กำไรจากตลาดพันธ์บัตรอเมริกาและพันธบัตรเยอรมัน รวมถึงการกำไรจากตลาดค่าเงิน 



แนวคิดการลงทุน
Ray Dalio มีแนวทางการลงทุน ที่ชัดเจน โดยเน้นการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง เขาเป็นนักลงทุนระยะยาว ที่ใช้เครื่องมือทางการเงินในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพสอดรับกับกลยุทธ โดยกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆโดยดูจากพื้นฐานทำความเข้าใจสินค้านั้นๆ และใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ด้านราคาและปริมาณการซื้อขายเพื่อหาจังหวะการลงทุนที่ดี สอดคล้องกับโมเดล Macro View เฉพาะที่เขาพัฒนาจากประสบการณ์และองค์ความรู้ ในการวิจัยตลาดทุนและตลาดเงิน


เส้นทางการลงทุนในตลาดหุ้นของ Ray Dalio

เขามีทีมงานการศึกษาพฤติกรรมของตลาด รวมถึงการศึกษาเหตุการอดีต ที่เขาเรียกว่าการทำ thesis หรือการสร้าง Template ของเหตุการณ์ market event ด้วย การรวบรวมข้อมูล, ลำดับเหตุการณ์ ตัวเร่ง ตัวกระตุ้น ปัจจัยบวกลบต่างๆที่ผลต่อการเกิดเหตุการณ์สำคัญๆต่อระบบเศรษฐกิจในอดีต เช่น การเกิดวิกฤติการเงินโลก, การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน, วิกฤติเงินเฟ้อ การถดถอยของเศรษฐกิจ ฟองสบู่ในตลาดหุ้น   เป็นต้น โดยเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน และจะเกิดซ้ำๆอีกในอนาคตแบบเป็นวัฏจักร ทำให้เขามีโมเดลที่ชัดเจนในการวิเคราะห์ Macro Economic และสามารถจับพฤติกรรมของตลาดหุ้นและตลาดโภคภัณฑ์ ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สามารถหาจังหวะลงทุนที่ได้เปรียบ เพื่อสร้างผลกำไรในการลงทุน



การบริหารงานองค์กร
Ray Dalio นอกจากเป็นนักลงทุนที่เก่งแล้ว ยังเป็นนักบริหารที่มากด้วยความสามารถ เขาบริหารองค์กร Bridgewater Associates ที่เขาก่อตั้งมาหลายสิบปี จนปัจจุบันมีพนักงานมากถึง 1200 คน แนวคิดของ Ray Dalio ในการบริหารงานชัดเจน เขาเขียนหนังสือที่เรียกว่า Principle ด้วยตนเองเพื่อให้พนักงานได้อ่านได้ศึกษา เป็นแนวทางการทำงาน และเป็นเหมือนวัฒนธรรมขององค์กรที่ชัดเจน 

โดยเขาที่กระตุ้นเกิดการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ในการแข่งขัน การเลื่อนตำแหน่งอย่างเป็นธรรมจากความสามารถ การเปิดโอกาสให้ลูกน้องสามารถแสดงความคิดเห็น การโต้เถียงด้วยเหตผล การถักท้วง ผู้บริหารหรือเจ้านายระดับสูงได้ รวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรทีเน้นความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ในการบริหารงาน 

การฝึกสมาธิ
Ray Dalio มีปรัชญาในการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย เขาเน้นที่การศึกษาและฝึกจิตใจด้วยการทำสมาธิ ซึ่งเขาบอกว่ามีส่วนช่วยมากในการทำงานและการลงทุน โดยเน้นการปฏิบัติฝึกสมาธิแบบ Transcendental Meditation เน้นการฝึกจิตแบบเรียบง่าย โดยพัฒนาโดย Maharishi Mahesh Yogi(โยคี) เน้นการทำจิตให้สงบ การยกระดับของจิตใจ ซึ่งแนวทางนี้แพร่หลายในยุโรปและอเมริกา โดย Ray Dalio ได้ฝึกปฏิบัติมาหลายสิบปี นอกจากนี้เขายังส่งเสริมให้พนักงานปฏิบัติ และบริจาคเงินหลายล้านเหรียญให้มูลนิธิ The World Community for Christian Meditation


นอกจากนี้ Ray Dalio ยังเป็นมหาเศรษฐีพันล้านที่ใจบุญเขาบริจาคเงินเพื่อการกุศล และมูลนิธิต่างๆหลายร้อยล้านเหรียญเพื่อช่วยเหลือคนจน และยกระดับชีวิตคุณภาพสังคม

Ray Dalio เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับนักลงทุนที่อยากประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องมุมมองการพัฒนาตนเอง การฝึกจิตการควบคุมจิตใจ โดยเราสามารถเรียนรู้หลักการดำเนินชีวิต การทำงานและการฝึกพัฒนาตนเองแบบ Ray Dalio ได้จาก Principle of Ray Dalio โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่ 

http://www.bwater.com/Uploads/FileManager/Principles/Bridgewater-Associates-Ray-Dalio-Principles.pdf




อ้างอิงข้อมูล
http://online.wsj.com/article/SB10001424052748704256604575294381732663678.html
http://money.cnn.com/2009/03/18/news/economy/okeefe_bridgewater.fortune/index.htm
http://raydalioblog.blogspot.com/p/ray-dalio-bio.html
http://online.barrons.com/article/SB50001424053111904571704577413130470068106.html#articleTabs_article%3D1
http://dealbook.nytimes.com/2012/01/26/in-punishing-year-for-hedge-funds-biggest-one-thrived/
http://en.wikipedia.org/wiki/Ray_Dalio
http://www.businessinsider.com/ceos-who-meditate-2012-5?op=1
http://ai-cio.com/channel/NEWSMAKERS/Is_Ray_Dalio_the_Steve_Jobs_of_Investing_.html
http://www.traderslog.com/ray-dalio-bridgewater/
http://www.newyorker.com/reporting/2011/07/25/110725fa_fact_cassidy?mbid=social_retweet
http://www.forbes.com/2010/10/27/bridgewater-investing-bears-opinions-columnists-brian-wesbury-robert-stein_2.html
http://www.hedgefundletters.com/category/bridgewater-associates/
http://www.insidermonkey.com/blog/bridgewater-associates-aum-and-returns-5324/
http://dealbook.nytimes.com/2012/01/26/in-punishing-year-for-hedge-funds-biggest-one-thrived/
http://money.cnn.com/2009/03/18/news/economy/okeefe_bridgewater.fortune/index.htm
http://wire.kapitall.com/investment-idea/new-king-of-hedge-funds-ray-dalio-out-earns-soros-and-paulson/
http://www.businessinsider.com/presenting-the-worlds-richest-billionaire-hedge-fund-managers-2012-3#ray-dalio-31
http://www.insidermonkey.com/hedge-fund/bridgewater+associates/72/#/ffp=2012-09-30&fot=7&fso=1&pfp=2012-09-30
http://www.forbes.com/profile/ray-dalio/
http://forum.economico.pt/?topic=27797.0;wap2
http://seekingalpha.com/article/609371-ray-dalio-bargains-from-a-top-investor
http://dealbreaker.com/2010/05/ray-dalio-explains-his-principles/
http://www.businessinsider.com/ray-dalio-explains-his-investment-thesis-2012-9
http://www.nypost.com/p/blogs/thespread/ray_dalio_highest_earning_hedge_n4iytfy4D6AXQdfTLJaVxI#axzz2EcjRZ1KM
http://www.gurufocus.com/news/162018/ray-dalio-of-2011s-bestperforming-hedge-fund-raises-stakes-in-emerging-markets-etfs-bmc-wpi-and-brkb
http://www.tischendorf.com/2011/10/10/ray-dalio-principles/
http://www.algemeiner.com/2012/09/23/ray-dalio-founder-of-worlds-largest-hedge-fund-weak-economy-makes-second-adolf-hitler-more-likely-video/
http://dealbook.nytimes.com/2012/03/13/ray-dalios-former-assistant-tells-all/
http://www.latimes.com/business/money/la-fi-mo-hedge-fund-ar-20120330,0,7254923.story
http://online.wsj.com/article/SB10001424052702304887904576399983107988642.html
http://www.aaaip.org/index.php?news&nid=60
http://www.efinancialnews.com/story/2012-03-06/chart-of-day-bridgewater-outperformance-since-crisis
http://www.zerohedge.com/news/2012-09-24/do-you-own-gold-ray-dalio-cfr-oh-yeah-i-do
http://www.zerohedge.com/news/2012-11-08/why-bridgewater-manages-138-billion


วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

นักแตะล่าฝันกับเฮ็ดฟันด์เงินล้าน

วัยเด็ก การ์ตูนเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจินตนาการ ของเราได้เป็นอย่างดี สมัยนั้้นเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ต้องรู้จัก กัปตันซึบาสะ การ์ตูนฟุตบอลแฟนตาซียอดฮิตผสมจิตนาการ จำได้ว่าตอนเรียนประถม ยามเช้า ยามเที่ยง ยามเย็น ต้องชวนเพื่อนพากันไปเล่นบอลโกหนู ด้วยลูกบอลพลาสติก วิ่งไล่เตะ ไล่หวดกันแบบบอลวัด โดยสมมติกันเป็นตัวละครในการตูนซึบาสะ ได้ทั้งเหงือได้ทั้งความสนุก กันไป


โตขึ้นมาหน่อยระดับมัธยม การ์ตูนฟุตบอล อย่าง "Whistle! ไอ้หนูแข้งทอง", "ยิงประตูสู่ฝัน" ,"viva calcio" ก็เป็นอีกหนึ่งการ์ตูนที่เน้นไปทางการวิ่งตามฝัน การพาตัวเองจากนักเตะเยาวชนโนเนมไปสู่การเล่นระดับอาชีพ การไปเป็นนักเตะดาวรุ่ง การร่วมมือกันพาทีมไปสู่เป้าหมายชัยชนะ  การ์ตูนสามเรื่องนี้ จะให้แรงบันดาลใจ และจิตนาการที่หล่อเลี้ยงความฝัน การอยากเป็นดาวรุ่งในการเล่นฟุตบอลของเด็กๆได้ดี แน่นอนว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่เชื่อเถอะครับว่าเสี่ยวหนึ่งของความคิด ในวัยขาสั้นที่วิ่งไล่เตะฟุตบอลในสนาม เด็กผู้ชายทุกคนอยากเล่นบอลเหนือชั้น กันทั้งนั้น

จากเด็กธรรมดาที่ชอบเล่นฟุตบอล ทั้งโลกคงมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่เลือกเส้นทางนี้เป็นงานเลี้ยงชีพ และคงมีไม่มากเท่าไหร่ ที่ได้ประสบความสำเร็จ เป็นนักฟุตบอลอาชีพ มีชื่อเสียง เป็นดาวเด่น ติดทีมชาติ มีค่าตัวหลายล้านเหรียญ มีค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์มหาศาล การไปถึงจุดนั้นได้ นั้นยากแสนเข็ญ

ด้วยข้อจำกัดเรื่องของอายุที่ต้องเร่งประสบความสำเร็จก่อน 25, ฝีเท้าที่ต้องโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในตำแหน่งเดียวกัน ถ้ายิ่งไม่มีพรสวรรค์ยิ่งยากไปใหญ่ และร่างกายที่ต้องสมบูรณ์ ปราศจากการบาดเจ็บ รวมไปถึงจิตใจ ที่ต้องเข้มแข็งเสียสละชีวิตส่วนตัว เพื่อฟุตบอล เพื่อการซ้อมว่ากันว่า นักฟุตบอลอาชีพใช้เวลาซ้อมมากกว่า 90% แต่ใช้เวลาลงสนามแข่งขันแค่ 10% ของเวลาทั้งหมด ดังนั้นที่กล่าวมาการเป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จไม่ง่ายเลย

ด้วยความที่ไม่ง่ายและมีจำกัด จึงเกิดเป็นมูลค่าในตัวนักเตะขึ้น หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องค่าตัวนักเตะระดับโลกที่แพงมหาศาล ค่าเหนื่อยเงินเดือนที่มากกว่าอาชีพทั่วไปมากมายหลายเท่านัก มันจึงเกิดเป็นช่องทางการลงทุนของเหล่าบรรดา Hedgefund ที่สามสี่ปีมานี้ เริ่มเข้ามาลงทุนในนักเตะดาวรุ่ง เพื่อหาผลกำไรจากการเติบโตของมูลค่านักเตะ กันมากขึ้น

ตัวอย่างการลงทุนเพื่อทำกำไรของ hedgefund ก็คือการเข้าไปช่วยเหลือ สโมสรฟุตบอล ที่มีปัญหาการเงินโดยเฉพาะในสเปน อิตาลี และประเทศในลาตินอเมริกา เพื่อร่วมลงขันเป็นเจ้าของในสัญญาของนักเตะดาวรุ่ง เป็นประมาณ 20-30% จำนวนเงินก็จะขึ้นกับการประเมินค่าตัวของนักเตะแต่ละคนในสโมสร โดยสโมสร ก็จะได้นำเงินส่วนนี้จากกองทุน hedge fund ไปใช้เป็นค่าเลี้ยงดู ค่าฝึกสอน บำรุงรักษานักเตะ

ส่วน Hedge fund ได้กำไร กรณีนักเตะเยาวชน หรือนักเตะคนนั้น ฉายแววเด่น มีทีมยักษ์ใหญ่ยอมทุ่มเงิน ทำสัญญาซื้อตัวไปเล่นในสโมสรระดับโลก ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนในหุ้นระยะยาว เพราะ Hedge fund จะเข้าเป็นหุ้นส่วนเจ้าของนักเตะ ที่มีสัญญา 3-5 ปี โดยพวกนี้จะมีแมวมองส่วนตัวที่หาดาวเด่น ของแต่ละสโมสรเพื่อติดต่อขอร่วมลงทุน ดาวเด่นนี้ส่วนมากจะอายุน้อย ยังไม่เป็นที่รู้จักและมีฝีเท้าดีเยี่ยม ตรงนี้ถ้าจับดาวรุ่งถูกตัวก็รวยเละเทะได้เหมือนกัน

ปัจจุบันมีหลายกองทุนที่ทำการลงทุนในลักษณะนี้ เช่น Quality Sports Investments Ltd., London-based Doyen Capital Partners LLP, Banco Espirito Santo SA (BES) เป็นต้น โดยบางกองมีมูลค่าการลงทุนหลายร้อนล้านเหรียญ กองทุนเหล่านี้มีส่วนถือหุ้นในสัญญานักเตะดาวรุ่งในสโมสรต่างๆในสเปน อิตาลี ตุรกี และลาตินอเมริกา สโมสรเล็กๆหรือสโมสรที่ต้องการเงินช่วยเหลือ ก็จะนิยมเปิดให้ hedgefund เข้ามาลงทุนเช่น Atletico Madrid, Sporting Lisbon และอื่นๆ แต่ในบางประเทศสมาคมฟุตบอล นั้ยยังไม่อนุญาติให้ดำเนินการลักษณะนี้ เช่นประเทศอังกฤษ ที่ออกมาห้ามหลังเจอปัญหากับ คาร์รอส เตเวส(Carlos Tevez) ที่เป็นเด็กของ hedge fund ต้องการโอนสิทธิ์ต่อเนื่องข้ามสโมสร 

ตัวอย่างการทำกำไรของ Hedgefund ที่สามารถทำกำไรจากสัญญาซื้อขายนักเตะได้มากถึง 60%  คือ Lisbon-based Espirito Santo ซึ่งเป็นเจ้าของ Benfica All Stars fund ที่ได้สิทธิในสัญญาของนักเตะดาวรุ่งจำนวนมาในสโมสรต่างของโปรตุเกส ด้วยเงินลงทุน $62 million 

ผลตอบแทนหนึ่งที่โดดเด่นคือกรณีของ Angel di Maria yielded ที่ย้ายจาก เบนฟิก้า(Benfica) ของโปรตุเกสไปเรียล แมดริด( Real Madrid)ของสเปน ด้วยมูลค่าสัญญาถึง $50 million โดย Lisbon-based Espirito Santo ถือสิทธิ 20% ของสัญญาโดยลงทุนร่วมกับทีมต้นสังกัดเดิมจำนวน $6.15 million ในตัวของนักเตะดาวรุ่งคนนี้ในปี 2009 ทำให้ได้กำไรประมาณ 64% จากการซื้อขายครั้งนี้



Angel di Maria yielded

อีกตัวอย่างเป็นกรณีของ Nuno Gonçalves ผู้จัดการกองทุนความเสี่ยงของ Football Players Funds Management Ltd. ที่บริหารเงินระดับ $14 million เพื่อลงทุนในสัญญานักเตะดาวรุ่ง เขาเคยลงทุนในนักฟุตบอลดาวรุ่ง ที่กลายเป็นซุปตาร์ระดับโลกดังๆหลายคนเช่น คริสเตียนโน โรนัลโด, ริคาโด คารอส โดยเขาและทีมงานแมวมองจะออกเซาะหาดาวรุ่งเพื่อมาร่วมลงทุน กับสโมสรต้นสังกัดโดยหวังกำไรจาก มูลค่านักเตะในอนาคตโดยบริษัท Orey Group เข้าร่วมลงทุนกับสโมสรสปิอร์ตติ้งลิสบอน ต้นสังกัดของ คริสเตียนโน โรนัลโด ตั้งแต่ปีกจอมสับคนนี้เล่นให้กับทีมเยาวชน ตั้งแต่ตอนอายุ 16 ปี โดย Nuno Gonçalves ได้ลงทุน 384,000 ดอลลาร์ สัดส่วน 35% ของมูลค่าตามสัญญาในขณะนั้น ตอนปี 2003 เมื่อย้ายไป แมนเซสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมมหาเทพแห่งเกาะอังกฤษด้วยค่าตัว $19.2 million ทำให้ Nuno Gonçalves ได้กำไรจากการลงทุนครั้งนั้น $6.1 million


นักฟุตบอลระดับโลกดังๆหลายคนยังเคยเป็น ส่วนหนึ่งในการลงทุนร่วมระหว่าง hedge fund และสโมสร โดยเฉพาะปัจจุบันยิ่งเศรษฐกิจของยุโรปมีปัญหา ทำให้หลายสโมสรเฉพาะในอิตาลีและสเปน เริ่มขาดสภาพคล่องและต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน แต่แน่นอนว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แม้การลงทุนในนักเตะดาวรุ่งจะสามารถทำกำไรได้มาก 

แต่โอกาสเสี่ยงขาดทุนก็มีมากได้เช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่นักเตะไม่สามารถแสดงผลงานที่โดดเด่นได้ หรือเกิดอาการบาดเจ็บหรือประสบอุบัติเหตุ (กรณีนี้ hedgefund มักจะทำประกันเอาไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง) หรือในกรณีที่นักเตะปฏิเสธจะย้ายทีมแม้สัญญาค่าตัวมูลค่าจะสูง แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอ ในการลงทุนนักเตะดาวรุ่ง 10 คนโอกาสประสบความสำเร็จอาจจะน้อยกว่า 40% (4 คน) แต่ส่วนใหญ่ถ้านักเตะสามารถแสดงผลงานที่ดี โชว์ฟอร์มเทพมาได้นั้น โอกาสจะทำกำไรมหาศาลจากสัญญาซื้อขายก็มีสูงเช่นกัน 

ผมนำเรื่องนี้มาเพื่อให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์อะไร การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงเสมอ ไม่ว่าจะลงทุนสั้นหรือยาว สิ่งสำคัญคือ ผู้ลงทุนต้องรู้จักความเสี่ยงและบริหารจัดการความเสี่ยงให้ได้ กรณีนี้จะเห็นว่า hedgefund จะกระจายความเสี่ยงไปที่นักเตะหลายคนด้วยเงินลงทุนที่ไม่มากเกิน 30%ต่อคน แบะมีการทำประกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุไว้เสมอ 

เรื่องการเลือก สินทรัพย์ให้ถูก ในกรณีนี้คือเลือกนักเตะให้ถูกคน, รอจังหวะการเข้าลงทุน เมื่อเจอของดีต้องรู้จักรอ กรณีนี้เมื่อแมวมองของ hedgefund เจอนักเตะเข้าจะไม่รีบลงทุน แต่ติดตามเป็นเดือนๆเพื่อประเมินศักยภาพ ประเมินทักษะ รอจังหวะที่เข้าฟอร์มจึงติดต่อเข้าลงทุน 

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างรูปแบบการลงทุน ที่คล้ายกับการลงทุนในหุ้นระยะยาว นำมาให้เรียนรู้กันครับว่าคนรวย เขาหาทางบริหารเงินของพวกเขาผ่านกองทุนป้องกันความเสี่ยง ได้ในหลายช่องทาง เพื่อกระจายความเสี่ยงในยามที่เศรษฐกิจโลกผันผวน อัตราดอกเบี้ยจะต่ำ เงินมากมายของพวกเขาย่อมต้องไม่หยุดทำงานครับ 

อ้างอิงบทความ
http://www.bloomberg.com/news/2011-10-30/hedge-funds-eye-64-percent-return-on-soccer-s-next-ronaldo-as-fans-jeer.html
http://online.wsj.com/article/SB115203369956997529.html.
http://www.eurasiareview.com/31102011-dubai-bank-launches-first-soccer-hedge-fund-despite-mounting-fan-opposition-analysis/
http://squaremile.com/news/335/Hedge-Funds-Make-64-Return-On-Football-Players.html

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อิสรภาพทางการเงิน

ปัจจุบันคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ได้กลายเป็นจุดขายของกิจกรรมต่างๆที่ชักชวนเราไปลงเงิน เพื่อให้เกิดรายได้นอกเหนือจากเงินเดือนจากงานประจำ มนุษย์เงินเดือน จึงกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกชักจูงด้วยคำว่า  "อิสรภาพทางการเงิน"  ทั้งทางป้ายโฆษณา SMS และอีเมล์ชักชวนทำงานผ่านเน็ต เครือข่ายขายตรงสินค้า เป็นต้นต่างๆนาๆที่ส่งมาหาเราอย่างไม่ว่างเว้น



โดยใช้คำว่า  "อิสรภาพทางการเงิน" เป็นเหมือนขนมหวานที่ชักจูงให้เราเดินตามเกมส์การขายการแนะนำของเขา จากนั้นจัดยกตัวอย่างคนที่ทำเงินได้หลายหมื่นหลายแสนในไม่กี่เดือน บ้างก็รวยเงินล้านได้ไปเที่ยวต่างประเทศ มีรถสปอร์ตขับ ตบท้ายด้วยยกวลียอดฮิตที่ว่า "ให้เงินทำงานแทนเรา" แสนสบายไม่ต้องเหนื่อย อนาคตนั่งๆนอนๆก็มีเงินเข้าบัญชี 

ลงทุนวันนี้ไม่กี่เดือนก็รวย เป็นเศรษฐีทันใจมี  "อิสรภาพทางการเงิน"ในเร็ววัน เรามักจะพบคำนี้บ่อยในการขายตั้งแต่ พวกโฆษณาขายหวยเบอร์เลขเด็ด ,เครือข่ายขายตรง,ทำงานผ่านเนต, ประกัน(แบบประกันเงินออม), ,กองทุน, ไม้จันทร์หอม ยัน ตลาดหุ้น และอื่นๆ

คนจำนวนไปน้อยที่หลงไปกับ ความหอมหวาน กับคำว่าอิสรภาพทางการเงินที่เขาเอามาโชว์ นำภาพของการรวยได้ มีได้ ในไม่กี่ปี ภาพพวกนั้นมันมากระตุ้นความอยาก เมื่อต่อมอยากรวยทำงานจนถึงที่ บวกกับวาทะศิลป์ของ ผู้ชี้ชวน ทั้งหลาย ร่วมกับจิตวิทยาหมู่ มันทำให้เรายอมควักเงินออมออกมาร่วมลงขัน ซื้อตั๋วขึ้นทางด่วนรวยลัด สู่อิสรภาพทางการเงิน แต่เอาเข้าจริงๆก็ไปไม่ถึงดวงดาวสักที

ผมลองตั้งคำถามว่า  "อิสรภาพทางการเงิน" มันมีจริงไหม???  และใช้เวลาหลายเดือนในการหาคำตอบ พบว่ามันมีจริง วิธีการค้นหาคำตอบของผมคือมองหาตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จที่มีอิสระภาพทางการเงิน ทั้งเมืองไทย และต่างประเทศ ส่วนมากเป็นนักลงทุน(investor) และเจ้าของกิจการ 

เมื่อลองศึกษาประวัติ วิธีการเดินทางเพื่อไปถึงเป้าหมายปลายทางแห่ง "อิสรภาพทางการเงิน" หลายต่อหลายคน จนทำให้ผมแปลกใจเพราะทุกคนแม้จะมีวิธีการเดินทางที่แตกต่างกัน แต่เขาก็มีข้อสรุปเกี่ยวกับ  "อิสรภาพทางการเงิน"  ที่เหมือนกัน ที่เราสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ดังนี้



การเป็นนักลงทุน(Investor) เท่ากับการยืนถูกตำแหน่งแล้วและอยู่ในตำแหน่งดีที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือจัดวิธีคิดให้ถูก หากระบวนการที่ดี ฝึกฝนเรียนรู้และพัฒนาตนเอง อย่างไม่ลดละ

มีเป้าหมายชัดเจน
เกือบทุกคน ที่ผมศึกษา ล้วนมีเป้าหมายถึง  "อิสรภาพทางการเงิน" ชัดเจน มั่นคงต้องการเอาชนะตนเอง และผู้ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เริ่มต้นได้เร็ว เริ่มอย่างเข้าใจ รู้ว่าจะต้องศึกษาอะไร ทำอะไรเพื่อจะไปถึงเป้าหมาย เขาหาสิ่งที่ลงทุนได้ถูกต้อง เหมาะสมกับตัวเอง

อดออมไม่ฟุ่มเฟือย
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มี "อิสรภาพทางการเงิน" ส่วนใหญ่แม้จะมีชีวิตที่หรูหรา แต่เขาเหล่านั้นมีวินัยทางการเงิน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่จ่ายเกินตัว โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นก่อร่างสร้างตัว พวกเขาเหล่านั้นอดออม และมัธยัสถ์ รู้คุณค่าของเงิน เงินผลตอบแทนที่ได้มาจากการลงทุนในยามเริ่มต้น พวกเขาจะไม่นำมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อสิ่งของไม่จำเป็น แต่จะนำไปใช้ลงทุนเพิ่มเพื่อให้มันงอกเงยเติบโต ตัวอย่างเรื่องการออม การไม่ฟุ่มเฟือย น่าจะยกให้ วอเรนต์ บัพเฟต ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักลงทุนอย่างมากในเรื่องนี้

มันไม่ได้เกิดในไม่กี่เดือน กี่ปี
"อิสรภาพทางการเงิน" แบบที่เห็นบางโฆษณามันแหกตา ไม่มีใครเลยสักคนไปถึง ใน 30 วันหรือแม้แต่ 1 ปี 2 ปี คนที่ประสบความสำเร็จและมี อิสรภาพทางการเงิน เขาพบวิธีการและทำมันอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเรียนรู้วิธีการลงทุน การสั่งสมประสบการณ์ จนชัดเจนและเข้มแข็งพอที่ จะพาเข้าไปสู่เป้าหมาย มันต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่างเช่นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เขาเหล่านั้นใช้เวลาเพื่อเพาะบ่มให้เม็ดเงินเติบโต ผ่านดอกเบี้ยทบต้นหลายปีกว่าจะถึงเป้าหมาย 

และรูปแบบเป็นการให้เงินทำงานแทนเราอย่างแท้จริง เพราะถึงแม้เราจะติดเกาะอยู่ในป่า สัก 5 ปี เงินลงทุนในหุ้นก็ยังเติบโตไปตามกิจการที่เราเลือกลงทุนหรือแม้แต่เศรษฐีที่พบกับอิสรภาพทางการเงิน จากการดำเนินธุรกิจเอง จนกิจการประสบความสำเร็จ และได้เข้าตลาดหุ้น ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารก็ได้รับหุ้น ได้รับปันผล แม้จะวางมือจากการเป็น CEO ส่งไม้ต่อให้กับคนอื่นมาบริหาร ตนเองก็ยังมีผลตอบแทนต่อเนื่องจากเงินปันผล จากหุ้นที่ถืออยู่ พวกเขาเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลา หลายปี กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เช่นกัน

ปลอดภัยไม่เสี่ยงเกินตัว
เมื่อ "อิสรภาพทางการเงิน" มาจากดอกเบี้ยทบต้น มาจาก passive income ที่เกิดจากการเลือกลงทุนอย่างชาญฉลาด ลงทุนในกิจการที่เติบโต ให้ผลตอบแทนต่อเนื่องและเหมาะสม นั้นหมายถึง การที่เราจะมั่งคั่ง มันต้องใช้เวลาเพื่อทวีคูณ และมีเหตุผลค่อยเป็นค่อยไปเหมาะสมกับความเสี่ยง ถ้าเน้นรวยเร็ว โตเร็วไม่กี่เดือน ไม่กี่ปีแบบที่นิยมโฆษณากัน จะมีแต่เสี่ยง โอกาสหมดตัว สูญเสียเงินก็มีมาก ถึงเวลานั้น  "อิสรภาพทางการเงิน"  ก็จะอยู่ไกลเกินเอื้อมไปอีก

เข้าใจความหมายของ อิสระภาพ ที่แท้จริง
ผู้ที่ประสบความสำเร็จพวกเขามอง "อิสรภาพทางการเงิน" หมายถึง "อิสรภาพ" ที่แท้จริง นั้นหมายถึง

การมี อิสระทางเวลา อิสระทางความคิด ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงิน ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน มาใช้จ่ายหรือสะสมเงินทองเพื่ออนาคต เพราะมีแหล่งสร้างกระแสเงินสดให้กับเราได้เองตลอดเวลา ดังนั้นก็จะมีเวลา มากพอที่จะไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ไปทำสิ่งที่ต้องการทำ สิ่งที่ทำแล้วเป็นสุข เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อไป

อิสรทางการเงิน แต่ละคนไม่เท่ากัน
"อิสรภาพทางการเงิน" ไม่ได้แปลว่าร่ำรวยมหาศาลเสมอไป ไม่ใช่ว่าต้องมีทรัพย์สินหมื่นล้านแบบที่นิยมโฆษณากัน เท่านั้นเท่านี้ แต่คำว่า อิสรภาพทางการเงิน นั้นขึ้นอยู่กับการนิยามคำว่า "พอ" ในความหมายของแต่ละคน การมีมากมีน้อยไม่สำคัญเท่ากับ เรามีเท่าไหร่แล้วคิดว่าพอ ไม่ได้ขึ้นกับตัวเลข

บางคนมี 1 ล้านตั้งเป้าที่ 100 ล้าน พอเรามี 100 ล้านเรามักจะอยากมี 1000 ล้าน เพราะคิดว่าร้อยล้านนั้นไม่เพียงพอแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นต่อให้แก่จนตายคุณก็ไม่สามารถเข้าถึงคำว่าอิสรภาพทางการเงินได้หรอก โดยธรรมชาติความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด แต่เราสามารถฝึกฝนจำกัดความโลภ ของตัวเองได้

ดังนั้นอย่าไปตั้งเป้าที่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ แต่จงตั้งเป้าหมายว่าเราจะพอเท่าไหร่ ต้องการใช้เงินเท่าไหร่แล้วหาเงินให้ พอดีกับความต้องการใช้จ่ายของเรา ทั้งรายจ่ายประจำ รายจ่ายยามฉุกเฉิน และเงินสำรอง แน่นอนว่าต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด แต่ไม่ใช่มากมายจนหาประมาณไม่ได้

ขอยกตัวอย่างตัวผมเอง อนาคตผมเองวางแผนว่ารายจ่ายประมาณปีละ 500000 บาท บวกกับส่วนสำรองอีกสัก 50% คิดเป็น 750000 บาทต่อปี(แบบสบายสุดๆเพื่อเลี้ยงครอบครัว) ดังนั้นถ้าพอร์ตลงทุน สามารถสร้างกระแสเงินสด จากเงินปันผลหรือผลตอบแทน ได้คงที่ปีละ 750000 บาท ผมเองก็ถือว่าตัวเอง มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ไม่ต้องรอมีพันล้าน หมื่นล้าน แล้วค่อยมีอิสระ

หลายคนมองว่าง่ายๆ เงินเพียงแค่นี้เองหรือ??? จริงๆแล้วสำหรับ คนชั้นกลางไม่มีทุนมากแบบผม การสร้างกระแสเงินสด จากเงินลงทุนไม่มากได้ขนาดนี้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงจะไปถึงเป้าหมาย ความยากคือการทำให้มันเกิดกระแสเงินสดจากผลตอบแทนที่คงที่ตลอดไป ตลอดชีวิตตัวเรา นี่ต่างหากที่ท้าทายต้องใช้ความสามารถประสบการณ์

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมไปถึง อิสรภาพทางการเงินของตัวเองได้แน่นอน ในชีวิตนี้ คือ ผมใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่มีความต้องการจะครอบครองทางวัตถุที่มากมาย ไม่ได้อยากเป็นเศรษฐีขับรถสปอร์ต อยู่บ้านหลังละหลายสิบล้าน ซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ ผมชอบชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง มันทำให้ผมเห็นเป้าหมาย อิสรภาพทางการเงิน ของตัวเองที่ชัดเจนและอยู่บนโลกของความเป็นจริง

สรุป 
ผมเองก็เคยอยู่ในวัฏจักรเหล่านี้มาก่อน เข้าใจว่าเราทุกคนล้วนอยากรวย อยากมีอยากได้ ทุกอย่างไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ เราต้องออกแรงลงแรงเพื่อแลกมาเสมอ ผมเขียนบทความนี้ เพื่ออยากให้ทุกท่านมอง "อิสรภาพทางการเงิน" แบบเป็นจริง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อทางอารมณ์ ด้วยความโลภ จากคำคำนี้  หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน ผมอยากให้เรามองคำว่า อิสรภาพทางการเงิน ในเทอม์ของเป้าหมายของแรงบันดาลใจ ไม่ใช่มองด้วยความโลภ ความอยากมี อยากรวยในเวลารวดเร็ว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะมองหาทางลัดและตกเป็นเหยื่อของผู้ที่หาผลประโยชน์จาก ความโลภของเราทันที