สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อุปสรรคมันเยอะเลย


ผมเป็นคนไฮเปอร์ เป็นเจ้าโปรเจค มีโครงการอะไรต่างๆอยากทำมากมาย ไอเดียส่วนใหญ่ผุดออกมาเมื่อเราได้ อ่าน ได้ดู ได้เห็น หลายสิ่งรอบตัวทำให้เกิดอยากทำงานสร้างสรรค์ในแบบของเราด้วยตัวเราบ้าง เริ่มคิดเริ่มฝัน ก็มันส์ก็สนุกและมีความสุขแล้ว

Pivot Points


Pivot Points เป็นเครื่องมือหนึ่งที่นิยม นำมาใช้ประกอบการสังเกตและวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของราคา โดยมีลักษณะการทำงาน แบบเส้นสังเกต ในรูปแบบแนวรับแนวต้านที่ แสดงการเคลื่อนตัวและกำลังของการเคลื่อนที่ ในระดับราคาต่างๆ 

techno-fundamental


 Techno fundamental เป็นแนวทางการลงทุน ที่ใช้การผสมผสานข้อเด่นของการวิเคราะห์หุ้นทั้งสองแบบ คือ การวิเคราะห์ทางเทคนิค(Technical analysis) และการวิเคราะห์เชิงพื้นฐานกิจการ(Fundamental Analysis) เข้าด้วยกัน โดยแนวทางการลงทุนลักษณะนี้ สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งการลงทุนทั้งแบบระยะกลางและระยะยาว

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สอนลูกให้รวย


ปัจจุบันเรื่องของการเงินการลงทุน เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตในอนาคต ยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เงินเฟ้อเริ่มสูง การจะทำให้เงินทองที่หามาได้เติบโตงอกเงย และไม่ด้อยถอยค่า จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งนัก


การที่เราได้เข้ามาเป็นนักลงทุน ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในเรื่องของการบริหารเงินออม นำไปลงทุนให้เติบโต เพราะถ้าต้องการมีความมั่นคงทางการเงินในอนาคตการขยันทำงานอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป เพราะการหาเงิน มันต่างจากการบริหารเงิน ตรงที่ว่า การหาเงินถ้าหยุดทำงาน เงินก็หยุดไหลเข้ามา ไม่ว่าจะมีเงินเดือนมากมายเท่าไหร่ หรือทำธุรกิจส่วนตัวใหญาโตเพียงไหน แต่ก็ไม่สามารถการันตรีความมั่นคงในอนาคตได้ 

เนื่องจากอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ถ้าเรายังตื่นขึ้นมาทำงานได้ เงินก็ไหลเข้ากระเป๋าเราได้ แต่ถ้าเราเจ็บเราป๋วย หรือประสบอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน จนไม่สามารถทำงานได้ เมื่อนั้นเงินที่เคยไหลเข้ามาก็จะหมดไป 

การฝากความหวังกับการได้รับเงินเดือนเพิ่ม อาจจะไม่ใช่ทางออกเพราะ ในยุคที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว นโยบายประชานิยมเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ พวกนี้ล้วนกดดันต้นทุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทใหญ่น้อยแทบทั้งสิ้น และแม้ว่าเราจะได้รับเงินเดือนเพิ่ม  แต่สิ่งที่มันเพิ่มตามมาก็คือรายจ่าย ค่าใช้จ่ายทางสังคม จากไลฟ์สไตล์ที่เติบโต ต้องเปลี่ยนรถใหม่ ซื้อสูทใหม่ กินหรูขึ้น ซื้อของใช้ราคาแพงเพื่อยกระดับชีวิตตัวเองและครอบครัว 

รายจ่ายเหล่านี้เพิ่มตามเงินเดือน หรือรายรับที่มากขึ้น แบบอัตโนมัติ จนบางทีเราอาจจะไม่ทันสังเกต ทำให้เงินเก็บเงินออม อาจจะไม่มากพอที่จะทำให้เรามั่นคงในอนาคต แม้จะมีสินทรัพย์ที่แพงเช่น มีความสามารถในการกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถราคาหลายล้าน แต่สินทรัพย์เรานั้นไม่ได้สร้างกระแสเงินสด ตอบแทนเงิน จึงเท่ากับว่า สินทรัพย์ที่หามาได้จากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้มีผลต่อความมั่นคงในอนาคตอยู่ดี



หลายคนแม้จะเก็บออมเก่งแต่ถ้าหวังพึ่งดอกเบี้ยธนาคาร ที่ 3%(ค่าเฉลี่ย) เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ(2.8-3.5%) เทียบกับค่าครองชีพในอนาคตที่พุ่งสูงขึ้น มันก็ยากที่จะทำให้เรามั่นคงทางการเงินได้อยู่ดี ทางออกของการอยู่รอด นั้นคือการลงทุน

การนำเงินทุนไปลงทุนในสินทรัพย์มี่สามารถสร้างกระแสเงินสด เพื่อทำให้เงินต้นที่ลงไปเติบโต เช่นการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม พันธบัตรอสังหาริมทรัพย์ (กรณีเก็บค่าเช่าได้) เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินออมให้งอกเงย เอาชนะอัตราเงินเฟ้อ และสามารถทบต้นจนสะสมความมั่นคงในอนาคตให้กับเราได้ ยิ่งถ้าประกอบกับนิสัยการรักการออม การไม่ฟุ้งเฟ้อ การมีวินัยทางการเงิน(ไม่ขยันกู้ดะ) ก็จะยิ่งการันตรีความมั่นคงทางการเงินให้เราเพิ่มไปใหญ่

ความมั่นคงทางการเงิน จะเกิดได้ง่ายถ้าเริ่มต้นได้เร็ว ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ส่วนใหญ่คนรุ่น GenX มักจะมาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ตอนโต หรือตอนแก่กันแล้วทั้งนั้น ถ้าหวังจะเป็นเศรษฐียามแก่ก็ยากแล้ว ดังนั้นเราจึงควรใช้ความได้เปรียบทางความรู้เรื่องการเงินการลงทุน สอนลูกหลานของเราให้เข้าใจถึงแนวคิดการสะสมความมั่นคงทางการเงิน เพื่อที่จะได้มีเงินทองพอกินพอใช้ในอนาคต 

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ร่ำรวยมีมรดกตกทอดให้ ลูกหลานใช้แบบมหาเศรษฐี แต่ความรู้และคำสอน จะเป็นทรัพย์สินอย่างดีที่ติดตัวลูกไปจนตาย และจะทำให้เขาเรียนรู้และต่อยอดไปได้อย่างไม่ร&33641;้จบ ต่างจากการทิ้งเงินทอง ทรัพย์สมบัติ ไว้ให้โดยปราศจากความรู้ ไม่นานก็หมดและเงินทองเหล่านั้นอาจจะทำลายชีวิตของลูกหลานเราก็เป็นได้อีกด้วย 

ผมนำแนวคิดการสอนความรู้เรื่องการเงินสำหรับลูก จากพี่ท่านหนึ่งที่สนิทกัน เขาใช้วางแผนสอนลูกทั้งสองคนมาตั้งแต่เด็ก ดูแล้วเข้าท่ามากมีประโยชน์จริงๆเลยนำมาแนะนำครับ โดยเริ่มต้นสอนแบบเป็นช่วงๆ พร้อมกับการปฏิบัติไปกับลูก

- อายุ 3-5 ขวบ สอนให้รักการออม(อันนี้ส่วนใหญ่ก็จะสอนกัน)
- อายุ 12 (วัยรุ่น) สอนให้เขาใช้เงินให้เป็น รู้จักคุณค่าของเงินไม่ใช้เงินเกินตัว
- อายุ 13-15 สอนให้เขาใช้เงินอย่างเป็นระบบให้เบี้ยเลี้ยงค่าใช้จ่ายคงที่แบบประจำสัปดาห์ ฝึกให้เขาบริหารจัดการรายจ่ายประจำวัน การใช้เงินแบบมีวินัย ไม่ขอเงินแบบพร่ำเผื่อ ใช้จ่ายเกินโควต้า
- อายุ 16 สอนให้เขาทำหาเงินใช้เอง ทำงานพิเศษ เพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งของที่ต้องการ สอนเรื่องธุรกิจ แนะนำไอเดียการทำธุรกิจง่ายๆเช่นการขายของ ขายขนม เพื่อหาเงินพิเศษ ฝึกให้ลูกคิด ได้ทดลองหาเงินด้วยตนเอง เพื่อฝึกทักษะความกล้าที่จะทำธุรกิจของตัวเอง
- อายุ 17 สอนให้รู้จักทำบัญชีการเงินประจำตัว บันทึกรายจ่ายต่างๆ ใช่จ่ายเงินให้เป็น สอนลูกให้เข้าใจคุณค่าของสิ่งของ ไม่ใช่การยึดติดที่ราคา 
- อายุ 18 สอนให้รู้จักลงทุน รู้จักหุ้นปันผล กองทุนต่างๆ โดยพ่อแม่อาจจะฝากเงินออมเพื่อเป็นทุนในอนาคต ในหุ้นปันผล หรือกองทุน และสอนให้ลูกรู้จักหุ้นของตัวเอง ติดตามข้อมูลกิจการ และเงินปันผล แบบห่างๆเพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ในการลงทุนให้กับเขา
-อายุ 19 สอนเรื่องการใช้บัตรเครดิต การกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ การทำประกันชีวิต และเรื่องภาษี

ทุกเรื่องที่กล่าวมานั้น ไม่ใช่แค่สอนในช่วงอายุต่างๆแล้วจะจบ ทุกขั้นเมื่อเริ่มแล้ว ต้องทำให้ต่อเนื่อง ทบทวนฝึกให้ลูกทำ ซึมซับจนเป็นนิสัย พ่อแม่ต้องหมั่นติดตาม ทำให้ลูกเห็น และหมั่นยกเรื่องราวการออม การลงทุนหรือหัวข้อต่างๆ ขึ้นมาทบทวน พูดคุย 

เพื่อสร้างวิธีคิดในการบริหารจัดการเงินให้ลูก ทำต่อเนื่องในตั้งแต่ช่วงเด็ก จนถึงจบวันรุ่น สิ่งเหล่านี้สร้างพื้นฐานและภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ลูก ได้เป็นอย่างดี จะสอนให้ลูกของเรา ออมเงินได้ ใช้เงินเป็น และสามารถลงทุนทำให้เงินงอกเงย เพื่อความมั่นคงทางการเงินและสิ่งเหล่านี้เป็นเกราะคุ้มกันให้ เขาใช้ชีวิตแบบไม่ลำบากจากการขาดแคลนเงินในอนาคต 

สิ่งเหล่านี้ที่เขียน ไม่มีสอนในโรงเรียน ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ดังนั้นพ่อแม่ถ้าอยากให้ลูกไม่ลำบาก ก็ต้องลงมือสอนเอง เพราะในโลกทุนนิยม แน่นอนว่าสิ่งที่สอนกันหรือปฏิบัติกันให้เห็นจนเป็นค่านิยม คือการใช้จ่ายซื้อของแพงๆติดกับวัตถุนิยม ,การเป็นลูกจ้างประจำที่ดี, การใช้บัตรเครดิต ,การกู้เงินผ่อนคอนโด ผ่อนรถแบบง่ายๆ 

ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น กลายเป็นวิถีปฏิบัติของคนทั่วไปในสังคมทุนนิยมนี้ไปแล้ว ถ้าเราต้องการจะเปลี่ยนตัวเอง หรือเปลี่ยนลูกหลานของเรา จากมนุษย์ธรรมดา ต้องการไปสู่ความมั่นคงทางการเงิน ต้องออกแรง และต้องลงมือเริ่มต้นทำให้เร็วตั้งแต่อายุยังน้อยครับ

ดวงไม่ดีก็รวยได้


มีโอกาสเจอรุ่นพี่ที่เคยทำงานด้วยกัน เขาซื้อหนังสือที่ผมเขียนไปอ่านจนจบ เลยสนใจอยากมาลงทุนในตลาดหุ้น พูดคุยกันพอประมาณ แต่ผมติดใจคำแรกที่พี่เขาเอื้อนเอ่ยออกมามาก นั้นคือ เขาบอกว่า "เขาอยากไปเสี่ยงดวงในตลาดหุ้น" เผื่อว่าจะรวยเป็นเศรษฐีบ้าง

บุหรี่เลิกแล้วรวย


ผมเคยมีโอกาสได้คุยกับพี่คนขับแท็กซี่คนหนึ่ง แกเป็นคนอุบลเข้ามาทำงานในกรุงเทพตั้งแต่หนุ่ม แกก็เหมือนผู้ใช้แรงงานทั่วไป ขับรถหาเงิน เงินที่ได้แต่ละเดือนก็ไม่มากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพและรายจ่ายที่เลี้ยงครอบครัว ชักหน้าไม่ถึงหลังใช้กันแบบเดือนชนเดือน กิจกรรมที่หนีไม่พ้นทุกเดือนก็คือการต้องมานั่งลุ้นหวย ทุกวันที่ 1 และ 16 ด้วยความหวังที่ว่าสักวันจะมีเงินล้านก่อนตาย ให้ได้ภาคภูมิใจ


พี่คนนี้อัธยาศัยดี พูดคุยเป็นกันเอง สิ่งที่หนึ่งผมเห็นคือ แกชอบสูบบุหรี่ ดูจากกลิ่นที่ค้างในรถและซองบุหรี่หน้ารถ แกบอกว่าบุหรี่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สูบมาตั้งแต่ยังหนุ่ม สูบทุกวัน โดยเฉลี่ยก็วันละซอง เรื่องของพี่คนนี้ทำให้ผมนึกถึงข้อความของพี่ตู่ วรวรรณ ธาราภูมิ เขียนไว้ว่า 

"เลิกบุหรี่วันละซอง เดือนนึงประหยัดได้ 2,400 บาท 30 ปีผ่านไป หากเอาเงินนี้ลงทุนทุกเดือน ด้วยผลตอบแทนคาดหวังปานกลางค่อนข้างสูง 8% มันจะกลายเป็น 3.5 ล้านบาท !!!! "

ลองคิดกรณีของพี่คนขับแท็กซี่ สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง ยี่ห้อง xxx ซองละ 59 บาท 1 เดือนมีรายจ่ายค่าบุหรี่ 1770 บาท ใน 1 ปีพี่เขาจะมีรายจ่ายเฉพาะค่าบุหรี่ 21240 บาท

ถ้าพี่คนขับแท็กซี่อยากมีเงินล้านก่อนตาย วิธีที่น่าจะเป็นไปได้และง่ายที่สุด(ถ้าเทียบกับศักยภาพและโอกาสการทำงาน) คือการเลิกบุหรี่ครับ!!! 

ฟังดูเหมือนง่ายแต่ทำยาก(อันนี้ไม่เถียง) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ใช่ไหมครับ แม้ข้างซองจะใส่โทษของบุหรี่ ใส่รูปหน้ากลัวๆให้เห็นแต่ มันก็ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ของสิงห์อมควันที่รู้ว่า สูบวันนี้ยังไงก็ยังไม่ตายพรุ่งนี้อยู่ดี จึงยังไม่คิดจะลดละเลิก ที่นี้ลองมาลองดูแรงจูงใจทางการเงินกันดีกว่า

ถ้าเลิกบุหรี่ แล้วนำเงิน 21240 ไปลงทุนทุกปี ด้วยการซื้อหุ้นปันผล(ดอกเบี้ยธนาคารไม่เหมาะ กับเงินออมน้อยๆแบบนี้ เพราะดอกต่ำเตี้ยติดดินและเมื่อหักเงินเฟ้อแล้วก็เหลือไม่มาก) โดยเงินนี้เป็นเงินลงทุน จะไม่มีการขายหุ้นหรือถอนออกมาใช้ 

คิดอัตราปันผล เลือกแบบทั่วไปไม่สูงมากสักที่ 7% ต่อปี โดยปัจจุบันพี่แท็กซี่อายุประมาณ 32 ทำงานอีก 30 ปีก็จะเกษียณตอน 62 ปี

เมื่อถึงตอน 62 พี่เขาจะมีเงินจากการนำค่าบุหรี่ที่นำไปลงทุน ถึง 2,308,475.70 บาท เห็นไหมครับว่า ไม่น้อยเลย แล้วความฝันจะมีเงินล้านในชีวิตก็เป็นจริงได้เพียงแค่เลิกบุหรี่ ที่สำคัญถ้ายังไม่ตายจากมะเร็งปอด สักก่อน หลัง 62 เมื่อขนาดเงินสะสมใหญ่ขึ้นโอกาสเติบโตจากอัตราดอกเบี้ยปันผลทบต้นก็จะมีมากยิ่งขึ้นไปอีก 



สรุปเลยแล้วกัน ถ้าอยากมีเงินล้านก่อนตาย วิธีหนึ่งง่ายๆเพียงแค่เลิกบุหรี่ นำเงินค่าบุหรี่ไปลงทุน และรักษาสุขภาพอยู่ให้ถึงอีกสัก 30 ปี ได้เห็นแน่ๆ ยิ่งถ้าเลิกเหล้า เลิกหวย เลิกพนัน รับรองว่ามีเงินเก็บเพิ่มไปอีก ความสุขจากสิ่งเสพติดมันช่วยคลายเครียด ช่วยให้ลืมปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นการเอาเงินรายได้ไปหมดกับตรงนี้ จึงเป็นเรื่องที่เสียเปล่า ที่สำคัญยังต้องเสียสุขภาพและเสียรายจ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลเพิ่มไปอีก 

แต่ถ้าเลิกไม่ได้จริงๆ ทำไม่ได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินให้มาก แล้วออมเงินกันต่อไปครับ 


ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเทคนิคอล: ยิ่งเยอะยิ่งดี


เมื่อเช้ามี email เข้ามาคุยเรื่องเกี่ยวกับการทำระบบเทรด และการใช้อินเคเตอร์ประเภท Price indicator พี่เขาพูดถึงการใช้อินดิเคเตอร์และนำตัวอย่างหน้าจอโปรแกรมกราฟหุ้นของเขามาให้ดู ทำเอาผมตกใจเพราะมันเยอะแยะหลากสี เต็มไปด้วยเส้นสายตางๆ แอบสงสัยว่าทำไมมันเยอะจัง


คุยไปคุยมาพบว่า พี่ท่านนี้ชอบเครื่องมือหลายตัวนำมาใช้รวมกันมันจะได้แม่นยำขึ้น!!! ถามต่อไปอีกว่าที่แม่นยำ พี่ทราบได้ยังไงเคยทดสอบ Forward Test และ Back Test ไหม??? แกบอกว่าไม่เคยที่รู้ว่าแม่นเพราะเสียเงินไปเรียน เซียนเขาสอนมา เอามาใช้มันก็ยังไม่ขาดทุน

ปัญหาใหญ่ของการใช้เทคนิคอลสำหรับ นักลงทุนที่ผมพบ คือพวกเราไม่เข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง เราเน้นที่ตัวเส้น เน้นที่การดูกราฟิก มากกว่าการทำความเข้าใจสมการ หรือโมเดลคณิตศาสตร์ แถมยังไม่เคยทดสอบและทดลองกับพฤติกรรมของหุ้นและจังหวะการเคลื่อนไหวของ ราคาก่อนใช้ เครื่องมือนั้นๆ มันจึงทำให้เกิด ความบกพร่อง ผิดพลาด และขาดประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างแค่ค่าเฉลี่ย ผมลองทดสอบถามเบื้องต้นว่าทำไมใช้ WMA ทำไมไม่ใช้ EMA SMA MMA TSMA ทำไมต้อง 50 วัน 20 วัน 200 วัน ทำไมไม่ใช่ 18 36 วัน คำถามเบื้องต้นเหล่านี้ ไม่ได้ถามเพื่อกวนตีนแต่อย่างไร แต่เป็นคำถามที่ถ้าเราคิดจะทำระบบเทรด ต้องตอบตัวเองให้ได้ ก่อน ไม่เช่นนั้นมันก็เปล่าประโยชน์


ตัวอย่างการผสม Price Indicator หลายตัวจนล้นจอ

แน่นอนว่าถ้าตลาดขาขึ้น กำลังการเคลื่อนที่ของราคามีมาก ใช้เครื่องมืออะไรมันก็ทำกำไรได้ทั้งนั้น ถ้าเขาครบจังหวะ แต่มากน้อยหรือมีประสิทธิภาพมากแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง ประเด็นความไม่เข้าใจ ในการใช้เครื่องมือเทคนิคอล มีเยอะจะพบเห็นได้ตามเฟสบุ๊ค เว็บบอร์ด สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ การพยายามใช้เครื่องมือที่ซับซ้อน แต่ไม่เข้าใจ ที่มาที่ไป การคำนวณและข้อจำกัดของเครื่องมือนั้นๆ และไปตีความหมายว่าเทคนิคอลง่ายๆ แค่ดูเส้นตัดกัน อ่านแถบสีเขียวแดง ก็ซื้อขายทำกำไรได้แล้ว แบบนั้นไม่ถูกต้อง

ยิ่งเยอะยิ่งดี
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเทคนิคอล ที่ผมอยากยกมาเป็นตัวอย่างคือ การจับรวมมิตรยำเครื่องมือเทคนิคอลรวมพวก Price Indicator ต่างๆรวมกัน บนความเข้าใจผิดที่ว่ายิ่งเยอะ ยิ่งดียิ่งแม่น อะไรว่าดีเราก็นำมาใช้หมด ซึ่งมันไม่ถูกต้อง

ตัวอย่างระบบหนึ่งที่ผมเห็น เขาใช้ STO RSI MACD EMA CCI และ OBV ทั้งหมดทั้งมวล 6 ตัว สิ่งหนึ่งที่เจ้าของระบบมั่นใจคือ ถ้าทุกตัวให้สัญญาณซื้อขาย ความแม่นยำจะสูงมาก!!! ซื้อได้ ถ้าเรามองในแง่การทำงานของแต่ละโมเดลในระบบ เชิงคณิตศาสตร์

เงื่อนไข
Buy เมื่อ RSI7 < 30 , STO(8-4-4) < 50 , MACD(25-11-9) > Signal, EMA50 > Prev , CCI(14) > 100 และ EMA5(OBV) > OBV10

จากการทดสอบค่าสถิติแยกแต่ละเครื่องมือกับราคาหุ้น ย้อนหลัง ผลที่ได้
- เครื่องมือ STO มี %win = 35%
- เครื่องมือ RSI มี %win = 35%
- เครื่องมือ MACD มี %win = 53%
- เครื่องมือ EMA มี %win = 48%
- เครื่องมือ CCI มี %win = 44%
- เครื่องมือ OBV มี %win = 37%

กรณีทดสอบ ทั้งระบบ ด้วยเงือนไขรวม ผลที่ได้คือ %win = 37.4 % 

ถ้าอธิบายตามหลัก คณิตศาสตร์การที่เราเชื่อมเงื่อนไขของทุกตัวเข้าด้วยกัน จะได้สัญญาณซื้อขายเมื่อ เงื่อนไขจริงทุกกรณี นั้นคือการเชื่อมด้วย AND Operation ดังนั้น ค่า %win ของระบบนี้ตามทฤษฏีคือ 35% หรือเท่ากับค่าความถูกต้อง(%win)ของตัวที่ต่ำที่สุด 

และเมื่อทดลองทดสอบ Black Test และ Forward Test ระบบกับหุ้นตัวเดิมด้วยเงื่อนไขจากเครื่องมือทั้ง 6 ค่าความถูกต้องที่ได้ก็คือ 37.4 % 

ดังนั้นต่อให้ใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ที่มาก ก็ไม่ได้ช่วยให้ความแม่นยำ หรือ Wining Rate สูงขึ้นแต่อย่างไร


ยิ่งเยอะยิ่งช้า
นอกจากความถูกต้องไม่เพิ่มแล้วการ Mix ตัว Price indicator มากๆเข้าด้วยกัน ยังทำให้เกิดการ Lacking โดยความช้า จะเท่ากับ ตัวที่ Lag ที่สุดคาบการแกว่งกว้างสุดนั้นเอง 

จริงเรื่องยิ่งเยอะยิ่งดี ไม่เฉพาะแค่เพียงการทำระบบเทรด แต่รวมไปถึงพวก ระบบสแกน ที่นิยม สแกนหุ้นแจกกันด้วย เหล่านี้บางแหล่งมักใช้ เงื่อนไขที่ซับซ้อนปนกันหลายเครื่องมือโดยไปเข้าใจผิด ว่าจะแม่นยำ และยิ่งไปใช้บน Timeframe ระดับวัน ทำให้นอกจากไม่แม่นมากขึ้น แล้วยังช้าไปอีก

ถ้าหุ้นนั้น ไม่มีแนวโน้มที่แข็งแรง ส่วนใหญ่ เมือ่นำไปใช้ซื้อ โดยไม่ดูระดับราคาปัจจุบัน หรือไปเจอหุ้น sideway โอกาสจะขาดทุนก็จะมีสูงไปอีก

เลือกให้ถูกประเภท ถูกสถานการณ์
ดังนั้นลองทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ เสียใหม่ การใช้ Price indicator ต้องเข้าใจสมการ เข้าใจที่มาที่ไป เลือกใช้ให้เหมาะกับ สภาวะพฤติกรรมการเคลื่อนที่ของสินค้าที่จะเทรด ถ้าจะเลือกใช้ไม่ควรจับประเภทอินดิเคเตอร์ มายำข้ามกลุ่มกับ พวกที่ Leading indicator ควรใช้ร่วมกับ พวก Momentum Indicator ส่วนพวกประเภทเดียวกับ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ซ้ำกันให้มันช้าไปอีก

อย่างนั้นกี่ตัวดี
ถ้าถามว่าใช้เครื่องมือกี่ตัวดี ในเงื่อนไขการให้จังหวะซื้อขาย ถ้าถามผมก็ตอบเลยว่า อย่างมากไม่ควรเกิน 3 กำลังดี แต่กี่ตัวไม่สำคัญ เท่าใช้เครื่องมือถูกกับ พฤติกรรมของหุ้นหรือเปล่า 

เราไม่จำเป็นต้องมีระบบเดียว Up Trend ,  Down Trend และ Sideway ทำระบบให้มีกลยุทธเฉพาะ ไปได้อีก ที่สำคัญการทำระบบให้เกิดประสิทธิภาพ ควรศึกษาพฤติกรรมของสินค้าจะเทรด เช่น หุ้นแต่ละตัว, tfex ,Gold เป็นต้น ให้ถ่องแท้ และหาเครื่องมือให้สัญญาณ รวมถึงกลยุทธการซื้อขายให้เหมาะสม

ที่สำคัญ การที่เราเห็นกราฟของฝรั่งหรือพวกเทรดเดอร์อาชีพมีเส้นเยอะ อย่าไปเข้าใจว่าเขาใช้เยอะ ส่วนใหญ่พวกนี้เขาจะใช้ Indicator บางประเภท เป็นตัว SetUp หรือเป็นตัว Define Zone ในการเทรด ก่อนจะใช้ระบบเทรด เพื่อเข้าซื้อขาย อีกครั้งหนึ่ง

สรุป
สรุปอีกครั้งการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะซื้อขาย ไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด ไม่เช่นนั้นรวยกันหมดแล้ว มันไม่ใช่แค่การอ่านเส้นตัดกัน ก็จบ มันเป็นเรื่องของการเข้าใจจังหวะ ทิศทาง สังเกตพฤติกรรมของหุ้น รวมไปถึงการฝึกให้เรามีวินัย ในการยึดกับระบบเงื่อนไขที่วางแผนไว้

ทุกอย่างมันอยู่บนหลักความน่าจะเป็น ไม่ใช่ใช้เครื่องมือเทคนิคอล เพื่อเดาอนาคต ดังนั้นถ้าใช้ศาสตร์ด้านนี้ จงมองให้เป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ถ้าใช้งานไม่สำเร็จจงโทษตัวเอง อย่าไปโทษเครื่องมือ หรือกล่าวโทษว่าเรื่องการวิเคราะห์เทคนิคอลไม่ดี ห่วยและใช้ไม่ได้จริง