วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จำเป็นไหมต้อง "ท่ายาก"

ไปพบปะกับพี่นักลงทุนท่านหนึ่ง เพิ่งจะเข้ามาในตลาดหุ้นได้ปีนี้เป็นปีแรกเน้นนักไปทางการเก็งกำไร กินส่วนต่างราคามากกว่าปันผล แม้ยังอยู่ในภาวะตลาดกระทิงดุ แต่ด้วยความผันผวนที่มีมาก ก็ทำให้พี่ท่านนี้ขาดทุนไปหลายตลบ หมดเงิน หมดใจไปไม่น้อย ความฝันความหวังจะให้เงินทำงาน แบบที่ได้ยินได้ฟังโฆษณามาในตอนแรก



ผมสะดุดกับคำพูดหนึ่งที่ว่า "จะได้กำไรมันมากแบบนี้เลยหรอ" หรือพี่ไม่เก่ง ฉลาดไม่พอ ทำให้ไม่สำเร็จสักที 

ความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องของ ฉลาด หรือ เก่ง อะไรอย่างเดียว แต่การจะเอาตัวรอด สร้างกำไรให้ต่อเนื่องนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย แตกต่างจากการได้กำไร สลับขาดทุนแบบครั้งสองครั้ง ซึ่งสุดท้ายแล้วพอร์ตกับไม่เติบโตไม่งอกงาม

ด้วยความไม่ง่าย ที่มือใหม่ต้องเผชิญทำให้เขาคิดว่า จะทำกำไรได้นั้นต้องใช้ "ท่ายาก" ใช้เครื่องมือกระบวนการที่ซับซ้อน ยุ่งยาก เสมอ ยิ่งซับซ้อน ยิ่งยากยิ่งมีโอกาสกำไรมาก(คิดไปเองทั้งนั้น)เพราะไปอนุมานเอาว่าอะไรที่ยากมันมักจะดีและทำให้คุณเหนือกว่าคนอื่นๆ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึง หรือใช้อย่างไม่เข้าใจ ทำให้ล้มเหลว 

ถ้าเป็นนักเก็งกำไรสายเทคนิคอลก็พยายามไปหาเครื่องมือวิเคราะห์ที่ซับซ้อน เส้นกราฟเยอะๆ ถ้านับเวฟก็ต้องขั้นสูงต้องลงถึงเวฟย่อย ต้องดู harmonic pattern ยากๆ  ได้ (เอาไว้โม้ โชว์เหนือมันเทพดี) ถ้าเป็นนักลงทุนพื้นฐานต้อง แงะงบขั้นเทพต้องทำ DCF ต้อง valuation แบบลึกเอาให้แม่น เอาให้ได้ราคาแท้จริง หรือต้องประมาณการณ์ราคาเป้าหมายในอนาคตได้ (สนใจแต่ตัวเลข แต่ไม่ค่อยสนใจโมเดลธุรกิจ)

ทั้งที่ความเป็นจริง นั้นคือเรื่อง"กระบวนการ" และ "เครื่องมือ" ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งและส่วนน้อยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ เพราะการจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเก็งกำไร หรือเป็นนักลงทุนระยะยาว ต้อง focus ในส่วนอื่นๆที่สำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการเงิน(money management) เพื่อทำให้รับมือกับความเสี่ยงที่พอดี รักษาเงินทุนและอยู่รอดได้ในตลาด 

และส่วนที่โครตสำคัญคือ เรื่องของจิตใจ(Mind) ที่มือใหม่้ หรือแมงเม่า ไม่เคยสนใจและมักจะละเลย ปล่อยให้อารมณ์ โลภ กลัว หลง(หวัง) มานำการตัดสินใจซื้อขายเสมอ สุดท้ายจุดจบก็ไปที่เดิมตรงที่ขาดทุน หรือไม่ก็ติดดอย 

จิตใจเป็นเรื่องสำคัญ บางคนเก่งวิเคราะห์ เก่งโชว์ท่ายาก แต่เอาเข้าจริงไม่กล้า ซื้อไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่สามารถเอาชนะจิตใจได้ แบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์ หรือคิดดี วางแผนมาดี จิตใจไม่นิ่ง อารมณ์พาไป สุดท้ายไอ้ที่คิด ที่วิเคราะห์อย่างซับซ้อน มันก็ไม่บรรลุผล  


ถ้าจะล่ากวาง แค่ทำใจให้สงบ มองเป้าหมายให้ชัดและยืนยิงธนูธรรมดา มันก็เข้าเป้าได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ท่ายาก ท่ายากเหมาะและมีไว้เพื่อโชว์มากกว่าการใช้งานจริง

แท้จริงแล้วจากการที่ผมได้คุย ได้ฟัง ได้อ่าน เรื่องราวผู้ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น(ทั้งในและนอกประเทศ) เกือบทั้งหมด ไม่ได้ใช่ "ท่ายาก" เลยเขาใช้เครื่องมือ ใช้กระบวนการที่ไม่ซับซ้อน แบบ KISS (Keep it Simple + Smart) แต่ใช้อย่างลึกซึ้ง ใช้อย่างเข้าใจแท้จริง

ด้วยความที่กระบวนการ นั้นไม่ซับซ้อน บวกกับความเข้าใจที่ลึกซึ้ง มันทำให้เมื่อยามเราหยิบมาวิเคราะห์ ในยามคับขัน เกิดความคล่องตัว ไม่สับสน ไม่วุ่นวาย และมองเห็นจุดอ่อน จุดด้อยเพื่อปรับปรุงได้ง่าย 

ควรลดเวลาในการสร้างความซับซ้อนในเครื่องมือ กระบวนการลง ยอมรับเถอะว่าอนาคต มันไม่อาจจะคาดเดา "ทิศทางราคา" ผลกำไรขาดทุน มันขึ้นอยู่บนความน่าจะเป็น ใช้เวลามาเรียนรู้การบริหารจัดการความเสี่ยงให้เหมาะกับทุนของเรา และฝึกฝนพัฒนาเรื่องของจิตใจให้นิ่งๆ และสงบไปหวั่นไหวไปตามอารมณ์ จะดีกว่า

คนที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร พวกเขากล้าคิดกล้าลองไม่กลัวผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องถูกทุกครั้ง หรือสมบูรณ์แบบ 100% เพียงแค่พยายามทำต่อเนื่อง ให้ถูกมากกว่าครึ่ง(ที่ผิด) และเมื่อผิดก็ เรียนรู้ และสามารถจำกัดความเสียหายที่เกิดได้ ถ้าทำต่อเนื่องพัฒนาตัวเอง สั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆเพียงเท่านี้ก็เราสามารถประสบความสำเร็จได้แล้วครับ