สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

algorithmic trading

algorithmic trading  คือระบบเทรดอัตโนมัติ ไม่ได้เทรดด้วยคน แต่เทรดด้วยคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ช่วยคิด ติดตาม และวิเคราะห์ความน่าจะเป็นในการเข้าซื้อขาย
คนทำหน้าที่ออกแบบ พัฒนา Algorithm บนภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อให้ ส่งคำสั่งซื้อขาย
 เมื่อเงื่อนไขราคาและสภาวะของตลาดสอดคล้องตรงตามที่กำหนดตามกลยุทธ์ที่วางไว้

มาลองเรียนรู้เรื่องนี้กันครับ

-การพัฒนาระบบเทรดอัตโนมัติ หรือ robot trading
- กลยุทธ์การเทรด ที่นิยมสำหรับ algorithmic trading
- Quant trading
- กูรูสาย quant ที่ประสบความสำเร็จของโลก
- หนังสือ สำหรับการเรียนรู้
-เว็บไซต์และแหล่งข้อมูลสำหรับการพัฒนาระบ­บ
- ตัวอย่างการทำ robot trading ใน tfex ด้วย MT4
- การวางกลยุทธ์
-การเขียน code โปรแกรม MQL4
- การส่งคำสั่งซื้อขาย
- การทำ back testing
เข้าฟังการบรรยายได้เลย ที่
https://youtu.be/jj5DOyqTREU



Dynamic Rebalancing

พูดเรื่อง risk management บ่อย เพราะอยากยำว่ากลยุทธ์ ด้านนี้สำคัญมาก สำหรับ
การสร้างพอร์ต ให้มั่นคงระยะยาว อยากแนะนำให้ ลองศึกษา หรือหาแนวทาง มาปรับใช้กันเยอะๆ
โดยเฉพาะ คนที่เทรดหุ้น เทรดอนุพันธ์ หรือเทรดตลาดต่างประเทศ

ความเสี่ยง มันคือ การไม่รู้อนาคต ดังนั้น ถ้าคุณเดาอนาคต 100% ไม่ว่าจะเล่นสั้น เล่นยาวทำอะไร จะใช้ระบบแบบไหน
มันเสี่ยงทั้งนั้น มากน้อยก็ว่ากันไป

วันนี้ผมเอาบทความหนึ่ง น่าสนใจของคุณ Vineer Bhansali จาก  PIMCO เรื่องเกี่ยวกับการทำ dynamic rebalancing โดยใช้ค่า vollatility ของตลาด
บทความนี้ตีพิมพ์ลงใน The Journal of Portfolio Management.

หัวใจสำคัญคือทำยังไง ให้ max loss เกิดน้อยสุด เกิด drawdown ของระบบต่ำที่สุด
โดยเฉพาะจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น และเข้ามากระทบ

ผมคงไม่ลงรายละเอียดทั้งหมด เพราะมันเยอะ แต่เอาคอนเซป มาให้ดูว่า การบริหารความเสี่ยงนั้นสำคัญ
ไม่ใช่ หลับหูหลับตาเทรด หรือ วิ่งหากำไร เห็นของถูก เห็นคนเชียร์เยอะๆ ก็จะเข้าไปเก็บตลอด

การประเมินสถานการณ์ความผันผวน ความไม่ปกติให้ออก แล้วรู้จักผ่อน หนัก เบา ช้า เร็ว เป็น key สำคัญของมืออาชีพ
ที่สามารถทำพอร์ต ให้เติบโต และยั่งยืนระยะยาวได้



จากภาพ จะเห็นเอากราฟการกระจายตัวของ volatility มาอธิบาย การทำ rebalacing port โดย ระดับ  5% to 15% จุดปกติที่เทรดกันในตลาด(ข้อมูลตลาดสหรัฐ ตลาดหุ้นไทย volatility อาจจะไม่ตายตัวที่ระดับนี้ก็ได้)

ระดับลบ 15 - 20% มีการทำ hedging เช่นการใช้อนุพันธ์หรือ options มาเสริม

พอเกิดการถ่างออก เหวี่ยงมากไป -/+35% จะมีการเปลี่ยน beta มาเป็น cash (ทำกำไรตอน over หรือลดพอร์ตตอนไปทางลบ)

เราดูเรื่องนี้นอกจากการบริหาร risk ถ้าเข้าใจโมเดล อาจจะเอา volatility ไปทำเป็นอีกหนึ่ง factor ในการบริหารพอร์ต เพื่อ re balancing แบบของ ray dalio ก็ได้  เพราะนอกจากช่วยเรื่อง ความเสี่ยง แล้ว volatility มองให้เป็น มันคือโอกาส อีกด้วย อันเกิดความไม่สมดุลของพฤติกรรมราคา ความสุดโต่งจากความโลภและกลัว
ตรงนี้เราสามารถ หมุนระหว่าง beta และ cash เพื่อทำให้เกิด ความได้เปรียบออกมาได้อีกทาง ใคร flow เก่งๆแบบ ray รับรองว่า สรา้งกระแสเงินสดและทำกำไร ได้ต่อเนื่อง บนความเสี่ยงจำกัดมากๆได้แน่นอน(ผมก็ยังทำไม่ได้นะ ยังไปไม่ถึง 15 uncorrelated bet)

มันพลิกแพลงได้มาก แต่นี้ครับ คือสิ่งแตกต่างระหว่างมือสมัครเล่นหรือแมงเม่ากับ มีออาชีพ
เป็นอีกคำตอบด้วย ที่ถามว่า ทำไมพอร์ตไม่โตสักที บางคนตลาดดีกำไรมาก พอตลาดผันผวน ตลาดลง เสียกำไรคืนไปหมด
บ้าง ไม่ขายกะถือยาว พอจะขาย ขายไม่ทัน เจอ volatility ถล่ม กำไรหายไปจำนวนมากก็มี

สุดท้าย พอร์ตไม่โต หรือไม่จากกำไร ก็กลายเป็นขาดทุน อีกต่างหาก

นี้ไงครับ ผมถึงพยายามเน้นให้ฟังบ่อยๆ ว่าถ้าอยากอยู่รอดในตลาด อยากให้พอร์ตเติบโตต่อเนื่อง
เรื่องพวกนี้ risk management และ money management มันจึงสำคัญกว่า การมานั่งเดาราคาเป้าหมาย หรือหาสัญญาณซื้อขายจากกราฟ
จากแท่งเทียน แบบที่แม่นๆ มากมายหลายเท่านัก


ภาพด้านบน เป็นระบบเทรด เน้นการอยู่รอดด้วยการใช้เทคนิคการเทรดขั้นสูง ใช้เรื่องขอบ GRID (cash flow maker) รวมกับการ Hedging ด้วย exotic options เพื่อสร้าง ความแข็งแรงและเพิ่มอัตราการอยู่รอดให้กับพอร์ต 


 อ้างอิง
http://www.iijournals.com/doi/abs/10.3905/jpm.2013.39.2.003 The Journal of Portfolio Management.

จิตวิทยาการเทรด

60% ของการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ เป็นเรืองของจิตใจ
สัปดาห์นี้มาเรียนรู้เรื่องของ จิตวิทยาการเทรด
- ราคา และอารมณ์
- Mind trap
- การตัดสินใจที่ชาญฉลาด
- การรับมือกับความผันผวน
- ปรากฏการณ์ทางจิตที่เกิดกับเทรดเดอร์
- สมาธิและการควบคุมอารมณ์
-in the zone
- 7 วิธีการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ

https://youtu.be/c9wGvTF6i2U



You Know Nothing

ผมแนะนำเทรดเดอร์หลายคนไปมากมาก ว่าให้จด diary เพราะถ้าเรายิ่งบันทึก เราจะยิ่งเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองได้เร็ว


ผมไม่ได้สอนอย่างเดียวแต่ผมทำด้วย ทำมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่ตัวเองเริ่มเข้ามาในตลาดหุ้น สิ่งหนึ่งที่ผมทำคือ ผมพยายามเปลี่ยนตลาดหุ้นให้กลายเป็นโรงเรียน สร้างให้การทำงานทุกวันเป็น บทเรียน แห่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากอุปสรรค์ จากปัญหา และข้อผิดพลาดของตัวเรา


ปีแล้วปีเล่าผ่านไป ถ้าเราอยู่รอด มันยิ่งทำให้เราแข็งแกร่งและเรียนรู้อะไรมากมาย ตรงนี้มันเหมือนเป็นการฝึกฝนและหล่อหลอมตัวเราเอง


ผมเอาภาพจาก diary ของผมมาโพสให้พวกเราดูเป็นตัวอย่าง ภาพนี้ตอนปี 2011 ตอนนั้นดัชนีทดสอบ 1100 ยืนได้ไม่นานโดยขายถล่มลงมา 100 จุด ผู้คนแตกตื่น มุมมองของคนไม่น้อยไปทางลบ

ตอนนั้นไม่มีใครคิดว่ามันจะไป 1600 จุด เซียนไม่น้อยก็ฟันธงไปทางลง มากกว่าขึ้น ความกังวล ความกลัว ความกดดันทางการเมือง แพทเทรินเชิงลบ มีออกมา ลากกราฟออกมา ให้เห็นได้ทุกวัน


แล้วประเด็นเปลี่ยน กระแสเงินไหลเข้า ทุกอย่างออกมาดี ดัชนีก็วิ่งไปต่อได้
จากนั้น ข่าวดีตามมาเป็นกระบุง กระแส hothit ของตลาดหุ้นรอบสองก็เกิด SET วิ่งรับ QE2 QE3 มาถึง 1600


สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดหลายปี คือเรื่องของ "ความน่าจะเป็น" พอเอามาใช้ในตลาดเก็งกำไร ที่ยิ่งดูยิ่งเห็นถึงการเป็น random walk ที่พฤติกรรมราคาสามารถแปรเปลี่ยนไปตามกลยุทธ์ของผู้เล่นรายใหญ่และสถานการณ์ที่เกิด ยิ่งทำให้เรียนรู้ และตระหนักอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะการตระหนักถึงความเสี่ยง  อันเกิดจากการไม่รู้อนาคตที่จะมาถึง

"ตลาด" มีอะไรมาทำให้เราแปลกใจได้เสมอ ครับ

คำแนะนำผมคือ เลิกเดา เถอะ ลองเปลี่ยนจากการเป็นนักทำนาย มาเป็น นักประวัติศาสตร์ มาเป็นนักพฤติกรรมศาสตร์
พยายาม flow ไปกับการเคลื่อนที่ของราคา อย่าไปดักทาง ไปคาดเดา เพราะมันไม่มีทางถูกต้องได้ 100% อยู่แล้ว
ถ้าเราไหลไปได้ เราจะมองเห็น โอกาส มองเห็นสภาวะที่เป็นไปตามจริง
เมื่อเห็น เมื่อเข้าใจ จะเกิดการเรียนรู้ เราจะพบหนทางการอยู่รอดครับ ฝากเอาไว้

ปล. เขียนเรื่องนี้เพราะอยากให้น้องๆเหล่าเทรดเดอร์ เตรียมตัวนะครับ เพราะยุคเปลี่ยนผ่านกำลังมาถึง
อย่าทำตัวเป็น jon snow ที่ know nothing เพราะจุดจบ อาจจะไม่สวยก็เป็นได้




RISK

สองเดือนก่อน เตือนกันไปเบาๆว่า ช่วงนี้ตลาดยากนะครับ อย่าประมาทนะครับ
เขาตอบกลับมาว่า จะไปยากแค่ไหนกันเชียว ตัวพี่นี่จบด๊อกเดอร์มา งานยากกว่านี้ก็ทำมาแล้ว
ผลลัพธ์คือ หมดตัวล้างพอร์ตจาก tfex
ด้วยความมั่นใจ เห็นคำอื่นๆได้กำไร ได้เงินกันง่ายๆ ตัวเองก็อยากลองธุรกิจยากก็ทำมาจนประสบความสำเร็จแล้ว tfex จะยากอะไรหนักหนา ดูกราฟสองสามทีตัดขึ้นซื้อตัดลงขายแบบที่เขาใช้กัน มั่นใจจัดเลยเอาเงินเข้ามาลุยสด หวังได้กำไรทันใจ มีเงินใช้ไปเที่ยวต่างประเทศ ปลายปีกับครอบครัว
สองเดือนจอด สามล้านหมดเกลี้ยง ขาดทุนติดดอยโดนลากกระจาย บางออร์เดอร์ตัดขาดทุนเมื่อสายหายไปเป็นล้าน

ผมอาจจะไม่เก่งเหมือนคนอื่น แต่ผมมีทักษะการอยู่รอดที่สูง เพราะผ่านมาเยอะ ทดลองมาเยอะ สิ่งที่อยากจะสอนคือ

1. ชีวิตจริงคุณจะเก่ง จบสูง IQ สูงเพียงใด หรือประสบความสำเร็จแค่ไหน เขามาในตลาดใหม่ๆคุณก็คือ "หมู" ดีๆนี่เองครับ
ดังนั้นอย่า over confidence อย่ามีอีโก้จัด การเดานอกเกมส์นอกตลาด กับการเทรดเงินจริง มันต่างกันเยอะมหาศาล

2. คิดเยอะๆ ละเอียดรอบคอบ อ่านพฤติกรรมราคาให้ขาดอย่าปล่อยให้อารมณ์หลอกเรา อย่ามโนไปตามความเชื่อ ตลาดมันเดาอนาคตไม่ได้ ถ้าเดาได้รวยกันไปหมดแล้วครับ เซียนๆตามไลน์ ตามเฟสบุ๊ค พวกที่ชอบเดาฟันธงนี่ก็ผิดกันมาเยอะแล้ว(แต่เวลาเอากราฟอดีต มาโม้นี้เก่งกันทุกคน พูดได้เป็นฉากๆ)

3. มองความเสี่ยงให้ออกก่อนมองกำไร อย่าไปคิดจะได้กำไรมากๆเร็วๆ ต้องคิดเผื่อกรณีที่เสียขาดทุนด้วย และบริหารความเสี่ยงให้เป็น เทคนิคอล ไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก พยายามเอาเรื่องของ money management และ risk management เป็นตัวนำ ทำให้เรารอดอยู่ได้นานดีที่สุด

หวังดีนะครับที่เตือน ไม่อยากให้ต้องมาผิดหวังและหมดตัว


Advance Bollinger Bands

หลายคนรู้จัก bollinger bands แต่อาจจะไม่รู้ว่ามันถูกพัฒนามาเพิ้อการเทรด options เป้าหมายเพื่อการอ่าน volatility
วันนี้มาลองเรียนรู้กันครับ กับ cway chanel สัปดาห์ที่ 21 หัวข้อ advance bollinger bands
---------------------------------------
เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือ bollingerband
-ต้นกำเนิดที่มา
-สมการการคำนวณ
- การใช้งาน
-%BB, Bandwidth
-Movement
-volatility
-ความสัมพันธ์ Trend & Volatility
-การหาจุดกลับตัว
-Pyramid trading
-Optimization เครืองมือ bollingerband

https://youtu.be/-STXXKQmpPI



Is Greed Really Good?

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่า greed is good
ผมคิดว่า คุณสมบัติที่ดีของการเข้ามาเทรดหุ้น คือต้องรู้จักพอ รู้จักการหาจุดลงตัว จุดสมดุลในแง่กำไรและความเสี่ยงให้เจอ
พอใจในกำไรที่ตัวเองทำได้(รู้จักเทียบความเสี่ยงกับกำไรหรือ RRR เป็น)
ไม่โลภเกินตัว (ไม่เปรียบเทียบ ไม่อยากได้มากแบบคนอื่น)
ไม่โลภเกินเงินที่มี(Over trade)
ไม่โลภเกินความรู้ความสามารถ(เข้าไปยุ่งสิ่งที่ไม่ถนัดไม่เข้าใจ)
แนวทางปฏิบัติง่ายๆแบบนี้ ทำให้เรามีความสุขและอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ ยาวนานครับ

----------------------
“พอ” เป็นสิ่งหายากในหมู่คน “โลภ”
“นิ่ง” เป็นสิ่งหายากในหมู่คน “โกรธ”
”หยุด” เป็นสิ่งหายากในหมู่คน “หลง


วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทำไมใช้ซื้อ EA มาใช้ถึงไม่ work ??

คำถาม ยอดฮิต สัปดาห์นี้มีคนถามมา 4 ขอสรุปตอบ ทีเดียวเลย
ตรงที่จากประสบการณ์คลุกคลีกันมาหลายปี  ผมมีข้อสังเกตหนึ่งมาให้ลองศึกษานะครับ คือถ้าเรา download หรือซื้อ EA แบบราคาถูกมาใช้เราจะเห็นว่า ค่าสถิติมันดูดีมาก แต่พอมาใช้จริงมันกับห่วย

เทคนิคหนึ่งที่พวกนี้นิยมใช้งานคือการ ทดสอบกับ ขนาดเงินทุนที่ใหญ่หลัก 10000 us แต่ใช้ position size ที่เล็ก เพื่อทำให้ค่า loss ดูไม่มาก ค่าออกมาดี เงินมาก ก็ทดกับ DD หลัก 10000 us ได้ ไม่มีปัญหา stop out บวกกับการ hold ขาดทุนกาง stop loss ให้กว้างๆหรือไม่มี Stop loss รอมันรีเทรินกลับ ตรงนี้ทำให้ค่า balance profit ออกมาดูดี %win สูง

แต่ถ้าเราเอาระบบเดียวกันไป run กับเงินที่น้อยกว่า เช่นหลัก 1000 500 us ผลค่าที่ได้ต่างกันชัดเจนเลยครับ

อีกประการ EA พวกนี้ที่โชว์บางทีมีการแต่ง Data ให้ดีเวอร์ บ้างรันแค่ 5 ปี 10 ปี บน timeframe เล็กแค่หลักพัน record (เทรดน้อยสุ่มน้อยไม่สมจริง) แต่ทำให้โครตเทพ กำไรหลาย 1000%

ถ้าทดสอบเพื่อความแน่นอน ลองให้รัน 1-2 เดือน ที่ใกล้กับสถานการณ์ปัจจุบันครับ กำหนดจำนวน order ให้มากกว่า 100 ขึ้น ถ้าไม่ผ่าน แปลว่า bullshit ยังทำมาไม่เนียน ไม่ดีพอ ใช้ไม่ได้จริง

ดังนั้น สรุป การเลือก ซื้อ EA Robot trade หรือจะหาของฟรีมาใช้ มีดังนี้
1. ค่าสถิติ ถูกต้อง ผลงานดี risk ต่ำ Draw down ต่ำ
2. ข้อมูลจริงไม่ fake สามารถโชว์เทรดจริง real time แบบ forward test ได้
2. รันเงินน้อย 500-1000 ได้(กรณีเจ๊งจะได้ไม่หมดตัวเร็ว)
3. ทดสอบแบบขั้นสูง walking forward analysis หรือ รันทดสอบช่วงเวลาระยะใกล้ 2-3 เดือนได้ ผ่าน ผลงานดี

เงินของเราจะตกเป็นเหยื่อของความโลภและการหว่านล้อมจากคนที่หวังผลประโยชน์นะครับ

EA หรือ robot trade ดีๆทำงานได้ก็มีนะครับ แต่ของจริงหายากกว่าพัฒนาได้ทำกันต่อเนื่องหลายปี เขาไม่ค่อยมาขายกันหรอก

แต่ถ้าอยากจะใช้ระบบเทรดอัตโนมัติ แนะนำไปใช้แบบ trade signal ของ metatrader โดยตรงจะดีกว่า เพราะมันมีการตรวจสอบ มีการันตรี แถมดูผลงานได้ก่อนจ่ายเงิน

https://www.mql5.com/en/signals/mt4


Parabolic SAR

เรียนรู้ เครื่องมือเทคนิคอล สารพัดประโยขน์ Parabolic SAR
- ต้นกำเนิด วิธีคิค คำนวณ
-จุดแข็งจุดอ่อน
-การประยุกต์ใช้ สัญญาณเข้าออก
-การ optimization
-การใช้เทคนิคแบบ 2 PAR สำหรับการ Stoploss และ trilling stop


https://youtu.be/DwADpj6fB04



เมื่อความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่เงินเสมอไป

คำถามหนึ่งที่เจอบ่อยๆมาก คือ คำถามประมาณว่า ทำไมน้องไม่ไปทำกองทุน ไม่ไปทำ hedgefund
วันนี้มีโอกาสสนทนากับพี่ท่านหนึ่ง เขาบอกว่า เขาทำงานใน wallstreet ให้กองทุน hedgefund แห่งหนึ่งอยู่ ได้อ่าน blog แล้วชอบบทความเลย email แลกเปลี่ยนไอเดียการทำระบบเทรดกัน

ท่านนี้เก่งจริง รู้จริง ไม่มั่ว แถมไม่อวดตัวด้วย ชอบมากๆ
เขาถามคำถามนี้กับผมว่าทำไมไม่ออกมาลุยอเมริกา ที่นี้เงินเดือนดีนะ เขาบอกว่า ที่นี้คนขยันๆตั้งใจแบบน้อง นี่ไปได้รุ่งแน่นอน (เห็นตัวเลขส่วนแบ่งเขาทำได้แล้ว บอกได้เลยว่าสุดยอดจริงๆ)


ผมปฏิเสธไปเหมือนเดิมแหละ ใครชวนไปไหนปฏิเสธหมด 555
เพราะผมไม่ได้มุ่งหมั่นเอาดีทางสายอาชีพนี้ นิยามความสำเร็จคนเราไม่เหมือนกัน
สำหรับผมคือ ผมทำเพราะสนุก ผมรักที่จะทำ อยากตื่นมาทำ ผลงานดี พอเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้ก็จบ
ผมชอบอาชีพที่ทำมากได้มาก ไม่ขึ้นกับลูกค้า ไม่ขึ้นกับเจ้านาย (เจอปัญหากับพวกนี้มาเยอะ)
มีโจทย์ มีปัญหาให้ได้แก้ ได้ทดลองตลอด

เลยเลือกเดินเส้นทางนี้ ที่สำคัญถ้าวิชาแก่กล้ามากๆ ประสบการณ์มากพอ ผ่านสัก 2 หมี 3 กระทิง
พ้นหลัก 16 ปี อายุอานามขึ้นหลัก 4 คงผันตัวไปทำอย่างอื่นเป็นหลักในชีวิตแทน
ตอนนี้ขอลุย ขอฟิตสกิลด้านการเทรดของตัวเองให้ถึงที่สุดก่อน

การเทรด เป็นงานที่ทำเพื่อสร้างฐานของชีวิตระดับหนึ่ง
ผมไม่ได้ต้องการทำให้มัน ติด top ten หรือเป็นอันดับโลก ระดับประเทศไรแบบนั้น
ดังนั้น การเอาเวลา และร่างกาย ไปทำงาน หาเงินให้คนอื่น หรือเร่งสร้างเงินเยอะๆ สำหรับผม ผมมองว่ามันไม่จำเป็น
เวลาบนโลกมีแค่ หมื่นกว่าวัน อยากใช้ให้ตัวเองและครอบครัว มากกว่า
ผมชอบเขียน ชอบทดลอง ชอบเรียนรู้ ทำแล้วสนุกก็ทำกันต่อไป

ทุกวันนี้ มีอิสระ เทรดได้ หยุดได้ บริหารเวลาไปทำอย่างอื่นที่อยากทำได้
ถึง ฤดูกาลเขียนหนังสือ ก็หนีไปนอนโฮมเสตย์ หลายสัปดาห์นั่งเขียนหนังสือ
ไม่มีใคร มาบังคับ ไม่มียอดตายตัวต้องทำ ต้องเร่ง
และ key สำคัญของการเทรดคือ ทำยังไงก็ตามที่เทรดแล้วมีความสุข ไม่ใช่เทรดแล้วเครียด กังวลทั้งวัน ทั้งปี แบบนั้นเรียกว่า "ผิดทาง"

ผมใช้เวลาอยู่นาน กว่าเปลี่ยนจากแนวคิดตะวันตก มาเป็นตะวันออก หาระบบ หากลยุทธ์การเทรดที่มันเหมาะกับตัวเรา ไม่มากไม่น้อยเกินไป
เน้นความสมดุล เน้นการผ่อนหนักผ่อนเบา วันนี้ัมันเวริ์ค ทำให้ชีวิตมันช้าดี เป็นอิสระทางเวลา ทางการเงิน(ไม่ได้มีพันล้าน หมื่นล้านอะไรนะ แต่มีพอใช้พอเลี้ยงชีพไม่ลำบากเท่านั้น) ผมว่ามันเหมาะกับผมดี

ดังนั้นผมเทรด จึงไม่เร่ง โตเรื่อยๆมั่นคง ไม่เอายอดเงินไปอวดไปแข่งกับใคร
เพราะผมยึดหลักปรัญญาทางตะวันออก เน้นสมดุล ไม่ช้าไม่เร็ว แต่มั่นคง

ท่านอื่นๆ ที่เร่งจะสำเร็จ ทางสายอาชีพนี้มากๆ ผมว่าก็เป็นเรื่องดี ไม่ใช่เสียหาย
แต่แน่นอน มันต้องแลกมาเหมือนที่เราทราบว่างานสายนี้ เก่งแค่ไหน
ถึงจุดหนึ่ง ต้องผ่อน เพราะร่างกายและสภาวะจิตใจ มันเริ่ม รับกับความเครียดมากๆ
อาจจะมีผลต่อความสุขในชีวิตแน่นอน

ส่วนมากที่ผมเห็น คนที่อยู่สายนี้แล้ว ประสบความสำเร็จจริงๆ ไม่ใช่อยากรวย อยากได้เงินอย่างเดียว
มันเป็นเรื่องของ การอยากเอาชนะขีดจำกัดตัวเองมากกว่า เพราะยิ่งยาก ยิ่งทำไม่ได้
ถ้าคนมันบ้าพอ มันจะลุยต่อแบบสุด พอผ่านด่าน 1 ไปได้ก็ลุยด่าน 2 ด่าน 3 ต่อแบบสนุก

แต่ถ้าจะมาแบบ ชิวๆขำๆอยากรวยทางลัด ผมไม่เคยเห็นคนเหล่านี้จะผ่านด่านของจริงไปได้สักที
คนจำนวนมาเข้ามาตรงนี้เพราะภาพ สวยงามที่โฆษณา แต่เอาจริงผมบอกได้เลย ว่าไม่ง่ายและหินมากครับ
มันไม่ใช่แบบเท่ห์เหมือนที่ เราเห็นกัน บางโซลูชั่น บางเรื่อง กว่าจะรู้จะเข้าใจ อาจจะต้องอ่าน ต้องทำ
ลองผิดลองถูกกันหลายร้อยครั้ง ผิดทีก็เจ็บที บางทีเจ็บหนัก ไปหลายวันก็มี

ถ้าใครอยากจะก้าวไปอยู่ท๊อปของตลาด อนู้ฝั่งผู้ชนะ การพัฒนาตัวเองสำคัญ
เป็นสิ่งที่ต้องทำจริงจัง ไม่ใช่สร้างภาพ หรือทำการตลาด ประชานิยม
เพราะมันมากกว่า การซื้อๆขายๆไปวันๆ มันเป็นเรื่องการดึงศักยภาพของตัวเราออกมาใช้ทั้งหมด
รวมถึงการใช้สมอง ใช้ระบบคิดที่ต้องพัฒนาเรียบเรียงต่อยอดเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขัน ในทุกวัน
ตรงนี้ จึงไม่ใช่ทุกคนทำได้

การลงมือทำ การรบในสนามจริง มันยากกว่าการพูด การเดา
หรือมานั่งอธิบานกราฟย้อนหลังที่เกิดแล้วจบแล้วหลายพันหลายหมื่นเท่า
นั่นแหละครับ ที่ผมจะบอกว่า มันเป็นงานเป็นอาชีพ ที่ไม่ง่ายเลย และไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้
หรือทำแล้วประสบความสำเร็จระยะยาว
------------------------------

เขียนมาถึงตรงนี้ มีเรื่องอีกมุมมาเหล่าให้ฟัง สำหรับน้องๆถวิลหาอยาก เดินเส้นทางนี้
ผมมีเรื่องราวของ 2 เทรดเดอร์ที่ขึ้นไปถึงยอด Peak แล้วเขาค้นพบสัจจะธรรมบางอย่าง
จนหันหลังให้วงการนี้ไป เลือกเส้นทางเดินอื่นๆ

คนแรกคือ Forrest Xiao  คนนี้เก่งโครต อายุแค่ 25 แต่ผลงานเขาดีจริงๆเป็นที่จับวางให้เป็นดาวรุ่งของวอลสตรีท
จบสายประสาทวิทยา ที่ Washington University  เข้า มาทำสายการเงินให้ Goldman Sachs ตำแหน่งนักวิเคราะห์
ผลงานดีจนโดนดึงไป เป็นนักลยุทธ์และบริหารพอร์ตให้กับ hedgefund ที่่ AQR Capital Management
และแล้ววันหนึ่งหลังจากทำงานหนักทุ่มเท เวลา แรงกายแรงใจสร้างเงิน

เขาค้นพบ ว่าชีวิตต้องการอะไร ที่มากกว่าเงิน เลยลาออก มาแบกเป้เดินทาง รอบโลก
และทำงานเป็น Creator และเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว
ทำด้านการวางแผนการท่องเที่ยว ที่ Splashee.com
ผมว่าเรื่องเงินคงไม่ใช่ปัญหา เพราะคนพวกนี้ เงินเก็บเหลือเฟือ บวกกับทักษะการลงทุน การเทรด เขาทำงานในดีกรีเบาๆ หาเงินใช้ ระหว่างเที่ยวได้แน่นอน แถมไม่ต้องมานั่งเครียดบริหารเงินหลายล้านเหรียญ ทำยอดทำเป้าให้ลูกค้าด้วย


คนที่สองคือ Jan Sramek สุดยอดเทรดแห่งวงการ forex เชื่อว่าเอ่ยชื่อคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินใช่ไหมครับ เพราะพวกนี้เขาเทรดเป็นอาชีพ ไม่ค่อยออกสื่อ หรือมาเดินสายโชว์ตัวตามงานเท่าไหร่

เขาถูกยกให้เป็น ดาวรุ่งที่อายุน้อย และมีฝีมือดีคนหนึ่งในสายการเทรดค่าเงิน
จบสายคณิตศาสตร์จาก London School of Economics
ตอนเรียนก็ได้ทุน รวมถึงทุนของ  George Soros academic award
และจบมามีหลายบริษัทและสถาบันการเงิน เสนองานให้ทั้ง Goldman, BarCap, Deutsche Bank, UBS และ hedge fund อย่าง Marshall Wace and AKO Capital สุดท้าย เขาทำงานเป็น Proprietary Trader Goldman Sachs


Sramek เป็น FX trader ที่มีผลงานดี  แต่ในวัย 25 ปีเขาก็ยื่นจดหมายลาออก หันหลังในวงการ ทำเอาช๊อคไปตามๆกัน เพราะก่อนหน้ามีหลายคนคาดว่าเขาจะเป็นเซียนระดับโลกในอนาคต เพราะเทียบจากฝีมือและอายุของเขา มีความได้เปรียบ คนอื่นๆมาก

ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร เทรดเดอร์ดาวรุ่งขั้นเทพ คนนี้ถึงลาออกจากงาน จากผลตอบแทนมหาศาล
แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า เขาคงอิ่มตัวจากการทำงานด้านนี้ และอยากมองหาชีวิตในอีกรูปแบบใหม่

Jan Sramek ไม่ได้ออกไปท่องเที่ยว แต่เขาไปทำบริษัท startup เป็นเว็บขายบริการ  online training courses ซึ่งดูเหมือนจะลงตัวและตอบโจทย์ชีวิตของเขามากกว่าการเป็นเทรดเดอร์


--------------



อ่านมาตรง นี้ไม่ได้บอกนะครับ ว่าเลิกเป็นเทรดเดอร์กันเถอะ ไม่ใช่ 555
แต่จะบอกว่า การเป็นเทรดเดอร์อาชีพ มันมีหลาย level ที่เราสามารถจะออกแบบให้เหมาะกับ จริตและชีวิตเราได้ สำคัญต้อง รู้จักตัวเอง ว่าต้องการอะไร ต้องการชีวิตแบบไหน

อะไรคือ คำตอบ ของการมีชีวิตอยู่ บนโลกกลมๆใบนี้
ความสำเร็จสุดท้าย มันไม่ใช่ที่ตัวเงิน หรือชื่อเสียง หรือการขึ้นไปเป็น สุดยอดเป็น top เหนือคนอื่น
แต่ผมว่า ความสำเร็จ มันคือการที่เรา มีความสุขในชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำ
ได้ให้ ได้ตอบแทนประโยชน์กับสังคม และผู้อื่น

อย่าอยากมาเป็นเทรดเดอร์เพียงเพราะ "เงิน" เพราะความโลภ
ความอยากได้เงินอย่างเดียวไม่สามารถนำพาให้เราผ่านช่วง ลำบาก
ช่วงที่เลวร้ายไปได้ เทรดเดอร์ระดับไหน ล้วนต้องเจอภาวะที่ดีและร้ายเสมอ
เจอปัญหา เจอโจทย์ เจอการแข่งขัน ที่เกิดตลอดเวลา

ดังนั้นคนจะอยู่รอดยาวๆในเส้นทางนี้ต้องมีมากกว่า "ความอยากรวย"
ต้องมี ความรักในงาน หลงไหลในการแข่งขัน ในการต่อสู้
โดยเฉพาะการสู้กับตัวเอง การเทรดเหมือนกับการเล่นกอลฟ์ คนที่ทำผลงานดีที่สุด
คือคนที่ทำผิดพลาดน้อยที่สุด ยิ่งคนไหนเรียนรู้จากความผิดพลาด
และไม่ผิดซ้ำ จำกัดความผิดพลาดให้น้อยได้มากเท่าไหร่
ผลงาน สุดท้าย มักออกมาดีเสมอ ผมเขียนบทความนี้ อยากจะแชร์มุมมองให้ รุ่นน้องได้อ่านนะครับ
อยากให้เห็นอีกมิติ ของชีวิตการเป็นเทรดเดอร์ หรือนักเก็งกำไร

Mr chaipat.

แก่ไปไหมถ้าจะลุย

อายุไม่เคยเป็นตัวแค่ตัวเลข แต่มันเป็นเหมือนจำนวนนับที่บอกเวลาที่ผ่านมา บนโลกนี้ของตัวเรา
วันนี้กลับมานั่งเขียนบทความอีกรอบ ในหลายวัน ผมชอบเขียน ถ้าช่วงไหนไม่ได้เขียนเหมือนการเรียบเรียงความคิดมันไม่ดี
ขอจับประเด็นจากกล่องคำถาม ของพี่ท่านหนึ่ง อายุอานามท่าน ไม่น้อยเลยจริงๆ

พี่ท่านนี้ถามผมมาว่า คิดว่าอายุระดับเขา ในช่วงที่ใกล้พ้นวัยกลางคนแล้ว ต้องการจะมาเป็น เทรดเดอร์อิสระมันเป็นไปได้ไหม?
อยากมาลองเดินเส้นทางนี้ ดูบ้าง เพราะมีความฝันความตั้งใจว่าอยากจะทำ

เอาจริงๆ ผมว่าท่านคงอยากลุย เต็มตัว อยากลองเข้ามาในตลาดหุ้น แต่ประเด็นคือ กลัวว่าจะเริ่มช้า จะตามคนอายุน้อยไม่ทัน
หลายคน อายุไม่มากอาจจะไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เชื่อเถอะครับ ถ้าเป็นคนที่หัดใช้คอมพิวเตอร์ตอนอายุเยอะหรือเพิ่งเริ่มมาใช้อินเตอร์เน็ต
ภายหลังจะทราบถึงความกังวล ข้อนี้

คำตอบผมเรียบ ง่ายมาก คือ ถ้าพี่เอาจริงก็ลุยเลย แต่เริ่มแบบเสี่ยงต่ำไม่ประมาท
ที่ตอบสั้นๆ เพราะสัญญาไว้ว่า เขียนบทความให้อ่าน

บทความนี้ผมยกเอาตัวอย่าง เซียนหุ้นที่ประสบความสำเร็จ อย่างมาก
แม้จะเริ่มต้นในวัยอายุอานามไม่น้อย แถมที่น่าสนใจคือ คนนี้ไม่ได้บ้านรวย พ่อแม่มีเงินเยอะ หรือร่ำรวยเอาทุนครอบครัวมาเล่น
แต่เขามาจาก ใกล้ศูนย์ สร้างตัวจากความไม่มีจริงๆ

บุคคลท่านนี้คือ Bruce Kovner เขาเป็น CEO และ Founder Caxton Associate ซึ่งเป็น hedge fund หนึ่งใน 10 ของโลก
ตัวเขาบริหารสินทรัพย์ขนาด $10 billion และมีผลงานสุดยอด CAGR 10 ปี มากกว่า 57% เขาชำนาญมาใน stocks, currencies และ commodities

มีรายได้จากการบริหารกองทุนปีหลายละร้อยล้านเหรียญ คุณ Bruce Kovner เป็นนักกลยุทธ์ เขาเน้นการเทรดเก็งกำไรแบบ Global Macro Strategies และใช้กลยุทธ์การเทรดตามรอบระยะยาว แต่จุดเด่นของเขาคือ การบริหารความเสี่ยงบนตราสารการเงินต่างๆ ที่ถ้าดู retrurn เขาจะเห็นเลยว่า ไม่ว่าจะกี่วิกฤติเขาผ่านมาได้ฉลุย

ปัจจุบันคุณ Kovner วัย 66 เขามีสินทรัพย์  $3,500 million รวยอันดับที่ 85 ของอเมริกา
แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ไม่ง่ายเขาอยู่ในตลาดมาหลายสิบปี สร้างตัวมาจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ แถมเริ่มช้ากว่า คนอื่นอีกโขเลย
และเส้นทางชีวิต นี่ไม่มี ปาฏิหารย์ แบบรวยพันล้านในไม่กี่ปีอะไรแบบนั้น เขาใช้เวลาลองผิดลองถูกเรียนรู้อยู่นาน กว่าจะอยู่รอด

 Bruce Kovnerเขาเป็น PHD drop out ที่เข้ามาสู่ใน wallstreet ตอนปี 1977
เขาเริ่มจากการเทรดด้วยเงิน $3000 ที่กู้มาจากธนาคารและใช้บัตรเครดิตเงินสด(เริ่มมาจากติดลบ ไม่ได้เอาเงินล้านที่บ้านมาเทรด ไม่มีคนสนับสนุน) จากนั้นเข้ามาเทรดในตลาด commodity และตลาด future ช่วงแรกก็ขาดทุนลองผิดลองถูกอยู่นาน ขาดทุนก็หลาย แต่ไม่ท้อหมดใจ

ความกดดันอยู่ที่ว่า เขามาเริ่มตอนอายุ 32 ปีแล้วสิ แถมตอนนั้นไม่มีงานทำ แต่อยากจะสำเร็จ สร้างเนื้อสร้างตัวจากตรงนี้เขาก็ลุยเลย
ถ้ามันเริ่มแบบ นิยาย เขามาเทรดแล้วรวยเงินล้าน แบบที่ขายฝัน ก็ดีสิ แต่โลกความจริงไม่ง่ายแบบนั้น

เงินก้อนแรกขาดทุนเกือบครึ่ง แถมทำเงินไม่ได้ หาเงินเลี้ยงชีพ จ่ายค่าเช่าห้องเล็กๆในนิวยอร์ก ยังไม่พอเลย
ทำให้ชีวิตเทรดเดอร์ ช่วงแรกของเขา จัดไปทางยากลำบาก เพราะต้อง  ขับ taxi และทำอาชีพอื่น ควบคู่ไปด้วย เพื่อสนับสนุนความฝัน




ใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการลองผิดลองถูก เรียนรู้และหาแนวทางของตัวเอง  จากนั้นผลงานเข้าตาจนได้ไปทำงานที่ Commodities Corporation เป้าหมายเพื่อจะได้ฝึกวิชากับ Michael Marcus (คนนี้เป็นศิษย์ของ Ed Seykota อีกต่อ) เซียนเก็งกำไร คนสำคัญอีกคนในยุคนั้น

สะสมประสบการณ์ได้มากพอจากนั้นปี 1983 เข้าถึงได้ลาออกมาตั้ง hedge fund ของตัวเอง ปัจจุบันกลายเป็นเศรษฐีเงินพันล้าน

เขียน มาถึงตรงนี้เอาให้อ่านแบบย่อๆ แต่อยากจะบอกพวกเรา และพี่ท่านนั้นว่า่ อย่ายอมแพ้ครับ
อุปสรรค์มันมี กันทุกคนนั้นแหละ แต่อาจจะแตกต่างกันไป

ใครยังไม่ประสบความสำเร็จก็ ลุยมันต่อไป ลุยให้สุดๆ work hard ทำให้ถูกทางถูกวิธี

สักวันต้องเป็นวันของเราแน่นอน

Mr chaipat

หนทางเศรษฐีใน 4 เดือน

วันก่อนนั่งฟังวิทยุ ท่าน พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)เล่าเรื่อง ชาดกเกี่ยวกับ การใช้ปัญญาเพื่อไปสู่ทางเป็นเศรษฐีท่านเล่าว่า


ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้า ได้เคยเกิดเป็นเศรษฐี ในเมือง พาราณสี ชื่อว่า จุลลกเศรษฐีเป็นหนุ่มที่มีความเฉลียวฉลาด รอบรู้มาก มีอยู่วันหนึ่ง...กำลังเดินทางไปเพื่อเฝ้าพระราชาระหว่างทาง มองไปมองมาเห็น...ซากหนูตาย ตัวหนึ่ง ถูกทิ้งไว้ข้างถนนท่านก็พูดขึ้นดัง ๆ ว่า...ไอ้ซากหนูตายตัวนี้อ่ะนะ ถ้าใครฉลาดมีปัญญา ก็สามารถเอามันมาทำประโยชน์ เป็นทุนประกอบอาชีพ ได้ใหญ่โตเป็นเศรษฐีได้เลยทีเดียว...


รอบ ๆ ตัวท่านก็คงมีคนอยู่เยอะแหละนะ...แต่ มีไอ้หนุ่มยากจนกิ๊กก๊อก ชื่อ...จูฬันเตวาสิกไอ้หมอนี่ ได้ยินถนัดเหมือนกับคนอื่นๆ แล้วก็คิด...ท่านเศรษฐี เป็นคนที่เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง แถมยังเป็นคนที่พิเศษมาก.ก...ท่านพูดอะไรแล้ว ต้องไม่พลาดแน่...คิดได้แค่นั้น ก็รีบโดดไปตะครุบซากหนูตัวนั้น ก่อนคนอื่น


พอได้มาแล้ว มานั่งนึกว่าจะเอา ไอ้หนูตาย ตัวนี้ไปทำมาหากินยังไงดีหว่าสรุป ก็เอาไปเดินเร่ขาย...เร่ขายไอ้ซากหนูตาย ตัวเดียวนี่อ่ะนะก็ไม่มีใครซื้อซักคน เลยต้องเอามานั่งตีโจทก์ หากลยุทธใหม่ใครนะที่มันจะอยากได้ หนูตาย...คงจะมีแต่แมวเท่านั้น...เอ๊ะ ได้การเขาเลยเอาไปเสนอขายให้กับ พวกคนที่รักแมว ชอบเลี้ยงแมว...สุดท้ายก็ขายจนได้ได้เงินมา นิ๊ด.ด...หน่อย...ก็อีแค่หนูตายตัวเดียว ประมาณ 5 บาท


แล้วเขาก็เอาเงิน นิ๊ดเดียว ที่ได้ไปซื้อ งบน้ำอ้อย คือน้ำอ้อยที่เคี่ยวจนเป็นก้อนแล้วเอาไปละลายกับน้ำสะอาด ทำเป็น...น้ำหวานจากนั้น...ไปยืนดักพวกคนเก็บดอกไม้ ที่ไปเก็บดอกไม้จากในป่าพอเจอพวกนี้ก็บริการ น้ำดื่ม น้ำหวาน ฟรี...ฟรี...คนละถ้วย สองถ้วยคนมาเหนื่อยๆ ได้น้ำหวานชื่นใจก็แสนสุข อารมณ์ดี...ขอบอกขอบใจแล้วก็แบ่งดอกไม้ที่เก็บมาให้คนละกำมือ เป็นการตอบแทน


พอได้ดอกไม้สด ที่เพิ่งเก็บมา...คนอื่นเก็บก็เอาไปขายที่ตลาด...ก็ได้เงินเพิ่มมากขึ้นอีกหน่อยประมาณ 30 บาทหนุ่ม จูฬันเตวาสิก เอาดอกไม้ทั้งหมดนั้น ไปขายได้เงินมาอีกจำนวนหนึ่งในวันรุ่งขึ้น... เขาก็นำค่าดอกไม้นั้นซื้อน้ำอ้อยอีก แต่คราวนี้ตรงไปยังสวนดอกไม้เลยทีเดียว ให้พวกคนปลูกดอกไม้ ได้ดื่มน้ำอ้อยพวกคนปลูกดอกไม้จึงตอบแทนน้ำใจเขา ด้วยการให้ดอกไม้ ที่เก็บแล้ว คนละครึ่งกอ ในวันเดียวกันนั้น เขาจึงนำดอกไม้ไปขายหมดสิ้น ได้เงินมาเพิ่มขึ้นอีกมากพอสมควรทำหยั่งงี้หมุนวนไปเรื่อย ๆ ....เงินกองทุนก็เพิ่มมากขึ้นทุกทีจนเขาเองก็เริ่มรู้สึกว่า...เริ่มรวยแล้ว


วันหนึ่ง...มีฝนตกหนัก แถมมีพายุด้วย ทำให้ต้นไม้ในอุทยานของพระราชา หักโค่นทั้งกิ่งแห้ง กิ่งสด มากมายทำให้คนที่ดูแลเฝ้าสวนเหนื่อยใจเลยว่า จะทำยังไงต่อไป ต้องรีบเก็บกวาดให้เรียบร้อยซะด้วยเจ้าหนุ่ม จูฬันเตวาสิก หัวใสที่เริ่มจะรวยก็รีบไปคุยกับคนเฝ้าสวนทันทีแล้วยื่นข้อเสนอ ว่าจะบริการเก็บกวาดกิ่งไม้หักโค่นทั้งหลายให้ ฟรี..ฟรีขอแค่ไอ้กิ่งไม้ทั้งหลายนั้นก็พอ...คนเฝ้าสวนที่กำลังกลุ้มใจ ก็รีบโอเค ตกลงทันที


จากนั้น...เจ้าหนุ่มหัวใส ก็ขอแรงพวกเด็กวัยรุ่นแถวนั้น ให้ช่วยกันขนกิ่งไม้ออกมาทั้งหมดในเวลาแป๊ปเดียวเองเมื่อได้กิ่งไม้มามากมายแล้ว...เขาก็ไปหาคนที่ต้องการซื้อตกลงก็ไปได้ ช่างปั้นหม้อ ที่กำลังต้องการฟืนไปเผาพวก เครื่องปั้นดินเผาถือว่าขายได้ราคามาก แสดงว่าเข้าใจเรื่อง ธุรกิจ เป็นอย่างดี ทั้ง ดีมานด์ ซัพพลาย ครบถ้วนนอกจากได้เงินมากแล้ว ยังได้ขอแถม...ตุ่มน้ำ...มาด้วยอีกต่างหาก


แล้วก็จัดแจงเอา...ตุ่มน้ำ...ใส่น้ำดื่มเอาไว้ ในที่ใกล้ประตูพระนคร คอยบริการแก่คนเดินทาง และพวกขนฟืน หาบหญ้า ให้ได้ดื่มกินกันดับความกระหายน้ำ...ฟรี...ฟรีพวกผู้คนทั้งหลายที่ได้รับน้ำใจจาก หนุ่มจูฬันเตวาสิก ต่างก็ออกปาก ว่า...ท่านได้มีน้ำใจ มีพระคุณ แก่พวกเรามาก แล้วพวกเราจะช่วยกระทำอะไรให้แก่ท่านได้บ้าง? จูฬันเตวาสิก ยิ้มแล้วบอกว่า...เอาไว้ถ้ามีธุระแล้วค่อยรบกวนก็แล้วกัน


หลังจากนั้นแล้ว เขาก็เที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้ ขยันตีสนิท ผูกสัมพันธ์กับคนอื่นไปทั่วผูกมิตรไว้กับผู้คนที่ทำงาน ทั้งทางบก และทั้งที่ทำงานทางน้ำ


จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง...คนทำงานทางบกผู้หนึ่ง ได้บอกแก่จูฬันเตวาสิกว่า...พรุ่งนี้ จะมีพ่อค้าม้านำเอาม้า 500 ตัวมายังเมืองนี้จากข่าวนี้เอง เขาจึงรีบไปบอกกับพวกคนหาบหญ้าทั้งหลายว่า...ขอเหมาหญ้า ที่มีแต่ยังไม่จ่ายเงินนะ...ขอเอาตัวอย่างมาหน่อยนึงก่อนคนหาบหญ้าทั้งหมดถึง 500 คน ต่างก็รับคำ...โอเคตกลงพากันนำหญ้าคนละกำมือ มาไว้ที่ประตูบ้านของ จูฬันเตวาสิก


พอวันรุ่งขึ้น เมื่อพ่อค้าม้าพาม้ามาถึงพระนครแล้ว แต่ไม่สามารถหาซื้อหญ้าให้ม้ากินได้เลย จนมาเจอกองหญ้าที่หน้าบ้าน จึงต้องขอซื้อหญ้า กับจูฬันเตวาสิก พ่อค้าม้านั้น ถึงได้หญ้าไปเลี้ยงม้าของตนเคสนี้ ทำกำไรอีกอักโขเลย...


ต่อจากนั้นอีก ๒-๓ วัน สหายผู้ทำงานทางน้ำคนหนึ่ง ได้มาแจ้งข่าวกับจูฬันเตวาสิกก่อนใคร ๆ ว่า...วันนี้ จะมีเรือสินค้าลำใหญ่มาจอดที่ท่าน้ำนี้เอง


ได้ฟังอย่างนั้น จูฬันเตวาสิก ก็คิดว่า ...เราน่าจะเอาเงินสักก้อน ไปเช่ารถ แล้วตระเตรียมพรรคพวกเพื่อนฝูงให้เพียบพร้อมไว้จากนั้นก็นำ รถและผู้คนตรงไปยังท่าเรือ ด้วยมาดของพ่อค้าใหญ่พอถึงแล้ว ก็เอาเงินที่มีไปมัดจำสินค้าบนเรือทั้งหมด กับเจ้าของเรือไว้จากนั้นก็มานั่งพัก กางเต็นท์ทำเป็นออฟฟิซ รออยู่ในที่ไม่ไกลจากเรือนัก โดยสั่งกับพรรคพวกทั้งหลายไว้ว่า...ถ้าหากมีพ่อค้าคนอื่นๆ มาหาเรา พวกท่านจงบอกประวิงเวลาไว้ ให้รอคอยเราก่อน


ในวันนั้น เมื่อบรรดาพ่อค้าในเมืองพาราณสีประมาณ 100 คนได้ข่าวว่าเรือสินค้ามาจอดที่ท่าแล้ว ก็รีบพากันมาที่ท่าโดยเร็ว เพื่อหมายจะมาซื้อสินค้าคงจะประมาณว่า...ใครเร็วใครได้แต่พอมาถึงแล้ว เจ้าของเรือกลับบอกว่า...พวกท่านมาช้าไปเสียแล้ว เพราะพ่อค้าใหญ่ชื่อ จูฬันเตวาสิก ได้มามัดจำสินค้าทั้งหมดไว้แล้ว ถ้ายังไงเสียพวกท่านก็ลองไปถาม ที่เต็นท์ออฟฟิซตรงโน้น ดูเองแล้วกัน


เหล่าพ่อค้าจึงพากันไปที่เต็นท์เพื่อหา จูฬันเตวาสิก แล้วทั้งหมดก็เจรจาตกลงทางการค้ากัน โดยพ่อค้าทั้ง 100 คนนั้น ซื้อสินค้าต่อจาก จูฬันเตวาสิก คนละ 8,000 บาทในการค้าขายคราวนั้น จูฬันเตวาสิกจึงได้เงินมากมายถึง 800,000 บาทพอกลับไปที่บ้านแล้ว ก็เกิดสำนึกขึ้นว่า ...เราควรเป็นคนกตัญญู รู้จักตอบแทนบุญคุณของผู้มีคุณต่อเราจึงได้เอาเงินครึ่งหนึ่งของตนที่มี นำไปมอบให้แก่ จุลลกเศรษฐี ที่บ้านทำเอา จุลลกเศรษฐี งุนงง สงสัยนัก ต้องสอบถามว่า...นี่พ่อหนุ่ม เธอทำอะไรจึงได้เงินนี้มา แล้วเอามาให้เราทำไมกันล่ะ


จูฬันเตวาสิก ตอบว่า...ได้ตั้งใจทำอย่างที่ท่านบอกไว้ จนกระทั่งได้เงินมามากมาย ภายใน 4 เดือนเท่านั้นเอง จึงอยากนำเงินครึ่งหนึ่งที่กระผมมีอยู่ มาตอบแทนบุญคุณของท่าน...แล้วบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องซากหนูตาย จนถึงสินค้าที่ท่าเรือให้ทราบ


ฟังแล้ว จุลลกเศรษฐี ก็ชื่นชมในใจว่า ...เด็กหนุ่มคนนี้ทั้งขยันขันแข็ง ทั้งเฉลียวฉลาดหลักแหลม ทั้งเป็นคนดีมีน้ำใจงาม มีมิตรมาก เราน่าจะได้เขาไว้ เป็นลูกเขย?จึงยกเงินที่ได้มาให้แก่บุตรสาวของตน แล้วให้บุตรสาวแต่งงานเป็นคู่ครองกับจูฬันเตวาสิก จนกระทั่งเมื่อจุลลกเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิก จึงได้ครอบครองสมบัติทั้งหมดได้ชื่อว่า เป็นเศรษฐีใหญ่ อยู่ในพระนครพาราณสีนั้น


พระพุทธองค์ ได้ตรัสคาถาธรรม สำหรับชาดกเรื่องนี้ไว้ว่า?" คนผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมตั้งตนได้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟกองน้อย ให้เป็นไฟ กองใหญ่ได้ ฉะนั้น "


ผมจำได้ว่า เคยฟังเรื่องนี้ เมื่อหลายปีก่อนตอนนั้นฟังแล้วชอบมากเอาเป็นแนวคิด ทำการค้า หาทุกช่องทาง ทำเงินใช้หนี้...ได้เยอะเลยอยากเล่าให้ฟังกันต่ออีกที...เผื่อบางคนอาจมีแรงบันดาลใจต้นทุน...หนูตายตัวเดียว ค้าขาย ลุยแหลก ภายใน 4 เดือนกลายเป็น เศรษฐี ได้ผมว่า ชาดกเรื่องนี้ น่าคิดนะ

อ้างอิงจาก
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/11/Y9971894/Y9971894.html