สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทักษะสำคัญของเทรดเดอร์

ผมมีโอกาสได้ไปช่วยรุ่นพี่ท่านหนึ่งสัมภาษณ์เทรดเดอร์ เข้าทำงานในบริษัท คำถามหนึ่งผมถามเทรดเดอร์ว่า อะไรคือทักษะสำคัญในการเทรด ?
คำตอบที่ได้หลากหลายมากตั้งแต่ความเก่งในการอ่านกราฟแท่งเทียน ยันความอึดในการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ จริงๆแล้วมันเป็นของการตัดสินใจ(ในเวลาที่จำกัด+บนสถานะการณ์ที่ไม่แน่นอนและความกดดันของผลกำไรขาดทุน) ทักษะตรงนี้ฝึกมากประสบการณ์มากมันจะทำให้ดีและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญมันเป็น transfer learning ที่สามารถนำไปใช้ในด้านต่างๆได้

ประเด็นเดี่ยวกัน ย้อนกลับมาที่คำถามหนึ่งเมื่อเช้า ถามว่าไม่ใช่กราฟเทคนิคคอลเทรด จะได้ไหม คำตอบคือได้แน่นอน ถ้าคุณมีเครื่องมือ ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลประกอบ"การตัดสินใจ" อย่างเป็นระบบ เป็นตรรกะ ไม่มีอคติทางอารมณ์ อคติทางความเชื่อ





นอกจากนี้ต้องมีสิ่งเรียกว่า Post-trading plan กระบวนการรับมือกับ outcome ที่เกิด ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ต่อไป พวกนี้ต่างหากคือแก่นสำคัญ ที่เทรดเดอร์ใช้เวลาหลายสิบปีในการเรียนรู้ และพัฒนา edge ให้เกิดขึ้น

ว่าแล้วก็ฝึกฝนกันต่อไป พัฒนากันต่อไปครับ

ปล.ภาพประกอบจาก fidelity

The Ivy Endowments Portfolio

ปีนี้มีโอกาสได้ไปช่วยงาน wealth management ได้ไปทำ Quant เกี่ยวกับ Portfolio management strategies เยอะพอควร (ซึ่งค่อนข้างจะต่างจากการทำระบบเทรด เดี่ยวปลายปีจะมารีวิวให้ฟัง) ทำให้มีโอกาสได้ไปศึกษาพวก Endowments Fund ของอเมริกา หลายเจ้าในกลุ่มมหาวิทยาลัย ivy league ค่อนข้างหน้าสนใจมาก คือกลยุทธ์ไม่ได้ซับซ้อน แต่ผลงานระยะ 10-15 ปีนี้ค่อนข้างจะดูดีเลยทีเดียว
บทความนี้ของ Markov Processes International เปรียบเทียบประสิทธิภาพผลตอบแทนของ endowments fund รายใหญ่มหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League ซึ่ง AUM ทั้งกลุ่มสิริรวม $135.7 billion(ปี 2018) โดยทำการศึกษาในช่วงระยะเวลา 2008 - 2018 ผลออกมา พบว่าผลงานดูดีทีเดียว(โดยเฉพาะด้านความผันผวนรวมของพอร์ตทีค่อนข้างต่ำ ในขณะผลตอบแทนเป็นบวก ชนะเงินเฟ้อและมากกว่า RF) แต่สิ่งที่ผู้ศึกษาตั้งคำถามคือเรื่องของ ประสิทธิภาพ ที่เมื่อเทียบกันแล้ว พอร์ตของ endowments ทั้งหลาย แพ้พอร์ตประเภท 60/40



จุดที่น่าสนใจคือ Asset Class ที่เหล่า ผจก.กองทุนเลือก ผสมเพื่อลดความเสี่ยงรวม ในช่วงหลังหลายพอร์ตนำเอาพวก Venture Capital , Private equity และ Hedgefund เข้ามาร่วมด้วยมากขึ้น(ช่วง 2 ปีหลังขณะที่ Bond กลายเป็นถูกลดบทบาทไปพอควร) รายละเอียดการวิเคราะห์ลองอ่านต่อในบทความได้
ปล. priceton เป็นอีกมหาวิทยาลัยที่ บริหารพอร์ต endowments fund ได้ดีมาก ผลงานระยะหลังมา 10 ปีไม่มีติดลบเลย และความผันผวนต่ำมากกว่า ตัวอ้างอิงมาก

Empirical investigation of state-of-the-art mean reversion strategies for equity markets

เมื่อวานพูดถึงการผสมสองกลยุทธ์คือ Mean reversion และ Trendfollowing ไป ไอเดียคือแทนที่จะเทรดสินค้า asset class เดียว ด้วยกลยุทธ์เดียว ก็ผสม 2 กลยุทธ์ที่มีความได้เปรียบ ในพฤติกรรมตลาดแตกต่างกัน เพื่อขยายโอกาสการสร้าง return และ limit ผลกระทบจาก market volatility ตัวนี้คือ paper ที่ได้กล่าวถึงให้ลองไปศึกษาเพิ่ม ชื่อ Empirical investigation of state-of-the-art mean reversion

Mean reversion จริงๆเป็น volatility based ซึ่งใช้โอกาสจาก volatility ได้ ซึ่งใน paper นี้ผู้วิจัยทดสอบให้เห็นถึงการตอบสนองของกลยุทธ์จากข้อมูล S&P500 ช่วงปี 2000-2017 โดยทดสอบกับโมเดลย่อย ซึ่งเป็นการใส่ tactic ลงไปใน mean reversion ได้แก่
-passive aggressive mean reversion (PAMR) strategy,
-on-line moving average reversion (OLMAR) strategy
- transaction cost optimization (TCO) strategies





key take away ที่น่าสนใจคือมันการคุม risk การหาจังหวะสร้าง return และปรับส่วนของ transaction cost ให้เหมาะสมกับภาวะตลาดผันผวน อีกประเด็นหนึ่งถ้าเทรด MR มาพอควรจะพบจุด exit สำคัญไม่แพ้จุด entry ทำอย่างไรจะ optimize ให้เกิดการสูญเสียกำไรน้อยที่สุด ในบางช่วงภาวะราคาไม่ปกติ

ลองเข้าไปอ่านฉบับเต็ม และรายละเอียดกลยุทธ์แต่ละโมเดลได้จาก link ด้านล่างครับ

ปล. ไม่ได้บอกว่า Mean Reversion ดีหรือไม่ดีนะครับ แต่อยากให้เห็นว่ามันมีข้อจำกัด ถ้าเราจะนำไปใช้คงต้องวางแผนรับมือกับข้อจำกัดเหล่านั้นให้เป็น

Teaching traders to code in Python

บทความนี้ของ Saeed Amen ดีงามมากเขาแชร์ประสบการณ์การสอนการเขียนโปรแกรม Python ให้กับเทรดเดอร์ใน Bank / Financial firms

โดยสรุปใจความสำคัญ คือมันเป็นเรื่องดีที่จะเรียนรู้ Python Programming เพราะ python เป็น tools ที่ดี แต่สิ่งเป็นปัญหาคือ การเขียนตามตัวอย่าง จากคนสอนอย่างเดียว อาจจะได้ตัวอย่าง basic การเขียนโปรแกรม Python แบบทั่วไป แต่ไม่พอเพราะส่วนใหญ่ การไปใช้จริง ต้องมาจากโจทย์/องค์ความรู้จริงจากประสบการณ์การเทรดจริงในตลาด เพื่อนำมาประยุกต์ ซึ่งเทรดเดอร์จะมีความได้เปรียบในการเข้าใจ data แบบเชิงลึกช่วยการพัฒนาระบบได้ดีกว่าโปรแกรมเมอร์สาย IT ทั่วไป ดังนั้นเทรดเดอร์ต้องทำงานหนัก ฝึกฝน หัดเขียนโปรแกรม หัดประยุกต์ (ไม่ใช่แค่ copy&paste)




Saeed Amen แนะนำให้เน้นการวิเคราะห์ข้อมูล(มากกว่าการไปใช้ python เพื่อสร้างโมเดลทำนายอนาคตซึ่งมันใช้จริงไม่ได้) ทำความเข้าใจกับ market ช่วยในการพัฒนาระบบเทรด เช่นเดียวกันไม่ต้องกังวลที่จะเปลี่ยนตัวเองจากเทรดเดอร์ไปเป็น coding guru เพราะมันไม่ใช่เรื่องจำเป็น(ในบริษัทใหญ่ เขาก็จ้าง Programmer อาชีพมาทำแหละ แต่เทรดเดอร์ที่เข้าใจ logic และการลำดับความคิดเป็น เขียน flowchart ได้ก็จะสามารถ สื่อสารและทำงานร่วมทีมพัฒนาได้)

สรุปเรียน python เพื่ออัพสกิลดี แต่เทรดเดอร์ต้องมาทำงาน มาฝึกฝนกันต่อด้วย

อ่านเพิ่มเติมฉบับเต็ม
https://www.cuemacro.com/2019/10/19/teaching-traders-to-code-in-python/

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจอะไรจะรุ่ง ?

กระทู้นี้จาก pantip น่าสนใจดี เข้าไปนั่งอ่านคอมเมนต์แล้วก็ได้เห็น มุมมองความคิด ความรู้สึกอะไรเยอะดี ลองมานั่งตกผลึกความคิดพบว่า
โอกาสจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ถ้าเราดูตามคำเตือน จากการวิเคราะห์ความเสี่ยงในระด้บเศรษฐกิจโลก ก็ต้องตอบว่าประมาทไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่น่ากลัวแบบสุด
วิกฤติเศรษฐกิจ ถ้าเคยอ่านหนังสือ Big Debt Crises ของคุณ ray dalio จะเห็นว่า pattern การเกิดมีหลายแบบ หลายประเภท ถ้าไม่เป็น black swan ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ไม่หนักมากจากบทเรียนในอดีต IMF ก็เอาอยู่ (ตอนนี้ดูอเจนตินา เป็นตัวอย่างได้) ขณะเดียวกันแบบหนักเช่น เวเนซุเอล่า ตรุกี ก็ถือว่าไม่ธรรมดาและกระทบหนัก อันนี้ถ้าประเทศแข็งแรง โอกาสจะเกิดก็ยาก
ในด้านคนธรรมดา ถ้าไม่มีหนี้เยอะ ไม่มีภาระการเงินสูง มีอาชีพที่มั่นคงก็คงไม่น่ากลัว แต่ในภาคธุรกิจนี้อีกเรื่องเพราะ ถ้าวิกฤติเกิดบริษัทยังไงก็ต้องได้รับผลกระทบเต็มๆ ทั้งจากยอดรายได้ จากต้นทุนทางการเงิน และอื่นๆ คนทำธุรกิจ ต้องระวังให้หนัก สะสมสายป่านให้ยาวพอจะผ่านช่วง crisis และ recession ไปให้ได้(เฟส 2-5ปี)


ส่วนธุรกิจที่จะรอดวิกฤติ จริงๆเราดูตัวอย่างได้ถ้าระดับสูงในตลาดหุ้นไทยก็มีหลายสิบ ที่ประคองตัวกันมากว่า 20 ปี ดูตัวอย่างได้(บางกิจการก็มีรัฐมาอุ้มอันนี้ถือเป็นแต้มต่อ) แต่พยายามเลือกกลุ่มที่จะไม่แพ้ภัยโดน disruption จากเทคโนโลยีด้วย เพราะธุรกิจเก่าไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป(อเมริกา ,ญุี่ปุ่นมีกรณีศึกษาเยอะครับ) ด้านล่างธุรกิจทั่วไปที่เกี่ยวกับ การกินการบริโภค,สุขภาพ ,ความเชื่อ/ศาสนา พวกนี้ก็รอดมาตลอด


ส่วนตัวผ่านมาแล้ว 5 วิกฤติใหญ่ด้านธุรกิจครอบครัวและตัวเองที่ได้รับผลกระทบ หนักบ้าง เบาบ้างต่างกันไป จริงๆไม่ได้เลวร้ายจนเกินการรับมือได้ เพราะสุดท้าย ระบบผลประโยชน์มันต้องดำเนินต่อ ระบบเศรษฐกิจมันต้องทำหน้าที่ของมัน ประวัติศาสตร์สอนให้เห็น ทุกวิกฤติย่อมมีการปรับตัวและทางออกเสมอ

ลองอ่านกระทู้นี้ได้จาก
https://pantip.com/topic/39284577

MAM vs PAMM

เมื่อเช้ามีน้องคนหนึ่งถามเรื่อง PAMM Account เขียนอธิบายไว้แล้ว ลองอ่านดู กรณีถ้าจะเปิดบัญชีก็คิดดีๆก่อนเพราะ ว่ามันมีค่า fee และบางโบรกเกอร์ก็มีขั้นต่ำด้วย เช่นเดียวกันไม่หมายความว่าจะการันตรีว่าจะได้กำไร ได้เงินทุนมาลงร่วมเสมอไป
...........................
MAM กับ PAMM เป็นระบบ allocation และการบริหารบัญชี ซึ่งเป็นลักษณะปิดภายในโบรกเกอร์(ไม่สามารถข้ามโบรกเกอร์ได้)
MAM ย่อมาจาก Multi-Account Manager เป็นลักษณ์ software ที่ ผู้บริหารเงินใช้เทรดหรือลงทุนผ่านบัญชีย่อยต่างๆ ที่อาจจะมีกลยุทธ์หรือมีสัดส่วนของเงินต่างกัน ข้อดีมันง่ายอยู่ใน terminal เดียวหรือสามารถส่งคำสั่งครั้งเดียวแต่ execute บนบัญชีย่อยได้พร้อมกันในสัดส่วนเงินต่างกัน ตัวนี้จะมีที่นิยมคือของ MT4 MT5 และ Trade station



PAMM ย่อมาจาก Percentage Allocation Management Module ตัวนี้ เป็นระบบบริหารเงิน ที่นักลงทุนสามารถร่วมลงเงินกับ Money manager ตามสัดส่วน และระบบจะแบ่งผลกำไร ตาม % เงินที่ลง PAMM นี้ซับซ้อนกว่าแค่โปรแกรมเพราะจะมีเงื่อนไขสัญญา ข้อตกลงทางกฏหมายและ Money manager สามารถขาร์จ ค่า fee จากผลกำไรได้ด้วย ตรงนี้ไม่ได้มีทุกโบรกเกอร์บริการ บางโบรกเกอร์มีขนาดบัญชีขั้นต่ำ กำหนดปริมาณนักลงทุน ระยะเวลาลงทุน และมีค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับบัญชี นอกจากนี้ PAMM ยังมีการแข่งขันผลงานเพื่อดึงนักลงทุนคนอื่นๆ ที่เป็นลูกค้าของโบรกเกอร์มาร่วมกับเทรดเดอร์หรือ Money manager ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีอีกแบบเรียกว่า LAMM( Lot Allocated Management Module )คือใช้ lot หรือการกำหนดขนาดของสัญญา จาก client เป็นตัวแบ่งผลกำไร หรือพูดง่ายๆคือ ลูกค้าเจ้าของบัญชีย่อยเป็นคนคุม ขนาดเงินจะลงผ่านจำนวนสัญญา ลองศึกษาเพิ่มเติมได้

อ่านเพิ่มเติม
https://www.100forexbrokers.com/mam-pamm-lamm

One of the Oldest Quants Is Going All-In With Robots

Millburn Ridgefield Corporation เป็นฟันด์ใหญ่ AUM $7.5 billion และเก่าแก่ยุค 1970s สาย quant-investing & trend following อีกแห่งที่ปีนี้ยังไม่ยอมแพ้ตลาดออกมาเดินหน้าลุย AI & Robot trading เต็มสูบ นำ AI มาใช่ร่วมกับการพัฒนาระบบ robot trading ในทุกsystematic strategies แทนการเทรดด้วยคน หลังการทดสอบและพัฒนามา 6 ปีพบว่า แนวทางนี้สามารถทำผลงานได้ดี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรด/ลงทุนตามโมเมนตรัมในแบบ global macro และหมุน cross-asset ต่างๆ

“The machine-learning approaches in a broad sense allow us to adapt relatively quickly to environments where alpha gets arbitraged away, or where the structure of the markets themselves changes,” , Barry Goodman



อ่านเพิ่มเติม

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ความคาดหวัง(expectation)

ความคาดหวัง(expectation) มีทั้งด้านบวกและลบ
ด้านบวกในดีกรีระดับที่พอเหมาะก็สามารถใช้เป็นแรงขับดันให้เราอยากก้าวหน้า อยากเรียนรู้ อยากฝึกฝนพัฒนาตัวเอง เพราะเราคาดหวังในผลของความสำเร็จที่เกิด
ด้านลบ เจ้าความคาดหวัง นี้เป็นแรงกดดัน มหาศาลชั้นดีที่ทำให้ หลายต่อหลายคนต้องล้มเลิก หรือยอมแพ้ไป ทั้งความคาดหวังจากตัวเอง จากครอบครัว จากคนรอบข้าง
การเป็นเทรดเดอร์ นั้นไม่ง่ายเหมือนที่นิยมโฆษณากัน ถ้ามีความคาดหวังที่กอบโกย ที่ทำเงินง่ายๆเร็วๆ ตั้งความคาดหวังไว้สูง สุดท้ายเจอกับโลกแห่งความจริง(Reality) เมื่อไม่ได้ตามหวัง ความผิดหวังนี้แหละครับ จะเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจ และความมุ่งมั่นที่เดินไปยังเป้าหมาย


ดังนั้นถ้าเข้ามาเป็นเทรดเดอร์ เริ่มต้นอย่าไปตั้งความคาดหวังสูงเกินจริง อย่าไปคิดว่าเราจะเก่งสุดชนะตลาดได้เสมอ บางจังหวะต้องหมอบ ต้องรอก็ต้องทน จะฝันทำกำไร 100% ต่อปีทำกำไรทุกวันมันก็เกินไป เพราะโลกความจริง มันไม่มีใครแจกเงินฟรีๆในตลาด ร้อยแปดพันเก้าที่เราควบคุมและคาดเดาไม่ได้ (สิ่งที่เราทำได้คือควบคุมความเสี่ยงของเราและรักษาตัวให้รอด)
ที่สำคัญอย่าไปสร้างความคาดหวังให้กับคนรอบข้างหรือครอบครัวเกินจริง เพราะสุดท้ายภาพและความคาดหวังที่เราสร้าง มันกลับมาทำร้ายเรา มันทำให้เกิดเป็นความเครียดและความกดดัน ที่มีผลต่อการตัดสินใจและผลการเทรด ของตัวเรา

Managing Asia's interview with Ray Dalio

สัมภาษณ์ Ray Dalio พูดหลายเรื่องในสัมภาษณ์กับ CNBC นี้ยาวพอควรเรื่องที่น่าสนใจคือ ปมความขัดแย้งสหรัฐ และจีน ประเด็นหนึ่งที่ แกบอกเรื่องสงครามการค้า(trade war) ไม่ใช่ปมความขัดแย้งที่น่ากลัวที่สุด(สุดท้ายมันก็ต้องอยู่บนระบบผลประโยชน์ของสองฝ่าย) แต่ 2 ประเด็นความขัดแย้งที่จะทวีขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ประเด็นเรื่องของ Technology ด้านธุรกิจเอกชนและด้านการทหาร (ก่อนนี้ได้เห็นกรณีบริษัท Huawei ของจีน) คุณ ray dalio บอกว่า Tech กลายเป็นตัวขับดันเศรษฐกิจและความได้เปรียบในการแข่งขันอุตสาหกรรมต่างๆ รวมไปถึงประเด็นที่สามด้าน Geopolitical การขยายอิทธิพลในภูมิภาคต่างๆที่จะชนกันระหว่างจีน สหรัฐ



นอกจากนี้ยังมีการแสดงความคิดเห็นเรื่องอื่นๆ แต่ก็คล้ายๆเดิมที่ ray dalio ออกสื่อก่อนหน้า แกยังมองเรื่อง recession ทางเศรษฐกิจ, ความขัดแย้งทางสัมคมและการเมืองที่อาจจะเกิด รวมไปถึงความกังวลภาวะไม่ปกติทางเศรษฐกิจที่เกิดช่วง ธนาคารกลางหมดเครื่องมือ หลังอัด QE และกดลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ แล้วไม่สามารถพยุงเศรษฐกิจให้ไปต่อได้ รวมไปถึงการนำมาซึ่ง สงครามค่าเงิน หรือ currency war (การแข่งกันกดค่าเงินของประเทศให้อ่อน เพื่อความได้เปรียบ รวมถึงนโยบายส่งเสริมนำเงินลงทุนต่างประเทศ)
ฟังฉบับเต็ม มีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจได้จาก
https://www.youtube.com/watch?v=wpvezfxQnTo

Top 5 Reasons You're Losing at Poker

ทบทวนที่อาจารย์ Daniel สอนใหม่อีกรอบ แปะโน๊ตย่อสรุปเอาไว้

1. Tilt
อารมณ์ ต้องจัดการ บริหารและรู้จุดควร cut loss เลิกเล่นแล้วถอยออกมา เมื่อไม่สามารถ focus ในเกมส์ได้ ใจนิ่งไม่พอติดกับผลการแพ้ก่อนหน้า จนไม่สามารถเอาชนะอารมณ์ แรงกดดัน ความเครียดทำให้เกิด bias
ภาวะนั้นทำให้ตัดสินใจได้แย่
2. Poor Fundamental
บางเรื่องมันต้องใช้ความรู้ เรียนรู้ทักษะ วิธีการ แทคติกต่างๆ ดู youtube เยอะๆ
3. The Games are too tough
ผลงานดีแค่ไหน บางทีก็เจอผู้เล่น เก่งกว่าเราได้เสมอ พยายามเต็มที่แต่ก็ยังแพ้ บางทีเราก็ต้องยอมรับกับมัน
4. You have become too predictable
ทำเหมือนเดิม กระบวนท่าเดิมอาจจะเคยชนะ ยิ่งเล่นแข่งกับผู้เล่นเดิม ที่เคยเล่นกันมาก่อนบ่อยเข้าก็แพ้ได้ ย่อมเสียเปรียบโดนจับทางได้
5. Bad luck
เกิดได้ระยะสั้น ถ้าเล่นติดกันนานเกิน 1000 hr ยังขาดทุน ยังแพ้อยู่นั้นเกิดจากสาเหตุความผิดพลาดอื่นแล้ว



ฟังฉบับเต็มจาก
https://www.youtube.com/watch?v=QTMhuD0XEcY