สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Trader & Financial Freedom

เมื่อวานมีน้องท่านหนึ่งถามว่าถ้าเป็นเทรดเดอร์จะมีอิสรภาพทางการเงิน แบบไม่ต้องทำงานได้อย่างไร เพราะต้องนั้งเทรดตลอดเวลา ไม่เทรดก็ไม่ได้เงิน ??

เป็นคำถามที่ดีเพราะมันเป็นคำถามที่ผมถามตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเดินทางนี้ละ สิ่งที่เรียนรู้ Key คือเรื่องการ management ตัวทรัพยากร เวลา(Time) และเงิน( Money)

สำหรับส่วนตัวผม จำแนกโหมดการเทรดของตัวเองเป็น 3 แบบ ผสมกันคือ
1. Passive trading
: ใช้เวลาเทรดติดตามต่อวันน้อย+จำนวนการเทรดน้อย (time horizon ยาว)+ payoff สองทาง(ํYiled +Capital gain) เงื่อนไขพวกนี้เราจะใช้การเลือก asset และ strategies ต่อไป
2. Active trading
: ใช้เวลาเทรด/ติดตามต่อวันมาก(อายุมากๆ สุขภาพไม่อำนวยหรือมีครอบครัว เริ่มทำให้ work ยากละ) + รอบการเทรดสูง + ระยะการเทรดสั้น + time horizon สั้นปรับตามสถานการณ์ตลาด
3. Automatic/Robot trading
: ใช้เวลาติดตามต่อวันน้อย + จำนวนการเทรดสูง + ระยะการเทรดสั้น + payoff สองทาง(ํYiled +Capital gain) + time horizon สั้นปรับตาม risk factor ปัจจุบัน

ดังนั้นในพอร์ตที่บริหาร จะจัดสัดส่วนเงินกระจายไปทั้ง 3 โหมด(สัดส่วนแตกต่างกันตามช่วงเวลา) แต่ Key คือ สร้างผลตอบแทนเหมาะสม และความเสี่ยงให้จำกัด แต่เป้าหมายสำคัญ คือ เรื่องเวลา เพราะทั้ง Passive trading และ Robot trading เราไม่จำเป็นต้องสร้างให้ Maximum return เพราะ return ที่เหมาะสม + เวลา เพิ่มส่วนเกิน ก็เป็นผลตอบแทน ที่สามารถนำเวลา ไปใช้สร้างมูลค่าอื่นให้ตัวเองได้มากมายแล้ว(ขณะเดียวกันลดการเสียสุขภาพและการใช้แรงงานตัวเองลง)

จุดนี้ทำให้แยกความสัมพันธ์ ของ เงิน และเวลา ออกมาจากกันได้(ไม่ต้องใช้ "เวลา" มากเพื่อสร้าง "เงิน") ซึ่งตอบสนองชีวิต หลังเกษียณ หรือ ไปสู่จุด อิสรภาพทางการเงิน ได้

ปล. ส่วนตัวผมไม่ได้เลือก ทุกวันนี้ยังทำ 3 แบบผสมกัน เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของทั้งสามโหมด คุมน้ำหนักของแต่ละโหมด ไม่เท่ากันแปรผันไปตามแผนกลยุทธ์ภาพรวม
ปล. การมี portfolio ที่ดีมี framework ที่ชัดช่วย mindset ของเทรดเดอร์ด้วย ไม่ให้ over trading หวังรวยเร็ว สบายเร็ว แบบเสี่ยงโชคเล่นพนัน





อิสรภาพทางการเงิน

กระทู้นี้ถามถึงจำนวนเงินเท่าไหร่ถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องทำงาน มีหลายคอมเมนต์ที่น่าสนใจ แบ่ง 2 แบบหลักๆ
1-ใช้เท่าไหร่เก็บเท่านั้น
ถ้าใช้เงินปีละ 500k ประเมินว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อหลังหยุดทำงานสัก 20 ปี ก็ต้องมีเงินก้อนสัก 500k*20 = 10 ล้าน
>วิธีคิดนี้ตรงไปตรงมาแต่ อันตรายเพราะ ถ้าครบ 20 ปี เงินหมดนี้ปัญหา , อีกประการคือการเก็บเงินก้อนขนาด 10 ล้านด้วยเงินเดือนระดับพนักงานทั่วไป โอกาสเกิดจริงไม่ง่าย
2-ใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ย
ความคิดเห็นแบบนี้ สไตล์ให้เงินทำงานแทนเรา แนะนำให้คิดรายจ่ายอนาคต และประเมินย้อนจาก ผลตอบแทนความเสี่ยงต่ำที่ไม่ทำให้ เงินทุน เงินออมหาย เช่น ถ้าจะใช้ชีวิตปีละ 500k บาท, จากอัตราดอกเบี้ยความเสี่ยงต่ำ(Risk free rate) 2% จะต้องออมเงินให้ได้ 500k*(100/2) = 25 ล้าน
> วิธีนี้ถ้าออมเงินได้ก็สบาย จะอยู่ต่อไปกี่ปีก็ได้ เพราะเงินจะงอกไปเอง แต่ข้อจำกัด การหาเงินก้อนใหญ่ไม่ง่าย + อัตราดอกเบี้ยต่ำ ถ้าอนาคตเงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพแพง โอกาสจะมีเงินพอใช้ก็จะยากขึ้น



สรุป จากผมไล่อ่าน ทั้งสองประเภทขึ้นกับ 4 ปัจจัย ได้แก่ = {รายได้ ,เงินออม ,ค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนจากเงินออม}
ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเราจะวางแผนการเงินให้กับตัวเราลองเอา 4 factor มา hack จะพบว่าเราก็สร้างแนวทางของเราเองได้ เช่น
1. หารายได้หลายทาง เพิ่มเงินออม เช่นใช้ประโยชน์จาก internet หรือจะเป็น Weekend Entrepreneur
2. ทำงานที่ได้รายได้เป็น usd หรืออัตราค่าจ้างสูงแบบต่างประเทศ
3. ลดค่าใช้จ่าย อันนี้ Key สำคัญถ้า พอเพียงใช้จ่ายเหมาะสม ชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินจำนวนมาก แต่จุดนี้เป็น life style และ principle ที่แต่ละคนต้องใช้เวลาฝึก ให้ละกิเลส วัตถุนิยมและสู้กับโฆษณาการตลาดปัจจุบัน
4. หาความรู้ด้านการเงิน การลงทุน สร้าง return พัฒนาระบบให้มีผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดี ระดับ 5-7% นี้ก็สร้างความแตกต่างได้เยอะแล้ว ถ้าสามารถจำกัดค่าใช้จ่าย 400k กรณีพอร์ตทำผลตอบแทนเฉลี่ย 7%(ค่าเฉลี่ย 20ปี return ของ DJ30,) มีเงินออม 6 ล้านก็พอสร้างอิสรภาพทางการเงินในแบบพอเพียงได้แล้ว(คนเก่งๆอาจจะสร้าง avg return 10-15% จุดนี้ยิ่งมีประสิทธิภาพไปใหญ่)
แต่ Key ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ปัจจุบันพบเยอะเลย ที่อายุ 55-60 แล้วเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ไม่มีทักษะไม่มีความรู้ ซื้อขายตามโพยตามคำชวนเชื่อ ก็ติดดอย ถั่วเฉลี่ยจนหมดตัว หมดเงินกันไป



ยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ และทำไม่ยาก ซึ่งถ้าจริงจังจะทำ มันสร้าง อิสรภาพทางการเงินแบบพอเพียง เหมาะสมกับฐานนะให้ตัวเราได้จริงๆ

https://pantip.com/topic/40028997


How (NOT) To Predict Stock Prices

การวิเคราะห์ข้อมูล มันมีประโยชน์เสมอ ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่ทำ ลองมองกลับมุม แทนจะใช้ Deep learning แบบ LSTM หรือ Variational autoencoder LSTM ไป ทำนายอนาคต ทำนายราคาหุ้น ราคา asset ในภาวะที่เราควบคุมไม่ได้ เพื่อหา upside เปลี่ยนไปใช้ทำนาย / ประเมิน anomaly ใน P/L Timeseries ประเมินระบบ ประเมิน performance ของพอร์ตเพื่อป้องกัน down side แทน (เพราะถ้าถูกเราป้องกันผลกระทบการขาดทุนได้ แต่ถ้าโมเดลผิด เราก็เสมอตัวไม่เสี่ยงเกิน)



บทความนี้สรุปดี แทนที่จะไป prediction ค่า value ก็เปลี่ยนไปจำแนก movement แทน(binary classification problem) หรือไม่ก็ทำ ensemble of models แบบหลายโมเดล หลายกลยุทธ์ปรับไปตาม market behavior




วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

New Normal ในยุคอัตราดอกเบี้ยติด 0

อ่านกระทู้นี้แล้ว มีหลายคอมเมนต์น่าสนใจ จนอยากเขียนบันทึกเก็บไว้

โดยเฉพาะมุมมองของคนทั้งใช้เวลาทั้งชีวิต ใกล้เกษียณ ทำงานเก็บเงิน 10 ล้าน หวังใช้ชีวิตอยู่จาก fix income ฝากธนาคารรอกินดอกจากเงินก้อนนี้ มาเจอภาวะปัจจุบัน ดอกเบี้ย 0-0.5% (เงินเฟ้อ 2%) ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยบนเงินทั้งก้อน 10 ล้าน ยังเท่ากับ ค่าแรงขั้นต่ำรายปี และไม่พอค่าครองชีพในเมืองใหญ่+ค่าหมอค่ายา

สรุปคือ มีเงินสด 10 ล้าน ถ้าไม่มี "ระบบ/ความรู้" ที่ขยายให้เงินทำงาน สร้างผลตอบแทนเพื่อเติบโต ไม่นานก็หมดจากการใช้จ่าย(แน่นอนว่ามี service บริการแต่ก็ต้องมีความรู้จะเลือกใช้เช่นกัน เพราะบางโปรดักซ์ผลตอบแทนก็ไม่คุ้มกับค่า fee ที่จ่ายไป)

จะเรียกว่า New Normal ในยุคอัตราดอกเบี้ยติด 0 ต่ำเป็นประวัติการณ์ บวกกับเงินเฟ้อก็จะมาเงินฝืดก็น่ากลัว(นักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน ประเมินความน่าจะเป็น 1-2 ปีว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะเกิดได้ทั้ง inflation และ deflation) การเงินเก็บ อย่างเดียวไม่พอละ ต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการเงิน เบื้องต้นด้วย

อาจจะไม่ต้องเป็น active trader หรือซีเรียสติดตามข้อมูลข่าวสารทุกวัน แต่อย่างน้อยต้องรู้จักลงทุนเป็น เห็น "โอกาส" และ "ความเสี่ยง" ไม่ปฏิเสธเรื่องของ "เงิน" และกล้าจะเสี่ยงแบบฉลาด เลือกลงทุนในหุ้นที่เหมาะสม เลือกซื้อกองทุน ถือ asset ที่ดี




แน่นอนว่ามันไม่ง่าย อย่าคาดหวังมากในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอหนักอย่างปัจจุบัน + ราคาสินทรัพย์เช่น หุ้นที่มีราคาแพง ผลที่ออกมามันอาจจะไม่สูง สวยหรูแบบโฆษณาก็ได้ แต่อย่างน้อยผลตอบแทนที่สร้างได้อันเหมาะสมกับความเสี่ยง เมื่อคูณกับเงินออมที่เรามี ย่อมสร้างความแตกต่าง และมีโอกาสสร้างการเติบโตของทรัพย์สิน สร้าง Wealth ในอนาคตให้เราได้


สรุป นอกจากมีเงิน ต้องมีความรู้ในการบริหารเงินร่วมด้วย

ปล. มีไม่ถึง 10 ล้าน แต่มีแผนบริหารเงินที่ดี ใช้จ่ายพอเพียง ก็ใช้ชีวิตสบายๆได้เช่นกัน

อ่านต่อ
https://pantip.com/topic/40021218



strategic thinking

strategic thinking คือกระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์ เพื่อการวางแผนดำเนินงานหรือแก้ปัญหาให้บรรลุไปตามเป้าหมายบนแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด

พอดีอ่านเรื่องนี้ "How To Master Strategic Thinking Skills" มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาปัจจุบัน การหัดตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อการวางแผนในอนาคต เช่น "ตอนนี้สิ่งที่เราทำ มัน work กับตัวเราหรือไม่" โดยเอา strategic thinking มาประยุกต์ใช้

ถ้าเรากำลังรู้สึก ติดหล่ม หรือ หนักใจไปต่อไม่ถูก เช่น อยากเป็นเทรดเดอร์ เทรดทุกวัน ได้กำไรสลับขาดทุนแต่รู้สึกพอร์ตยังไม่โต กำไรสุทธิต่อปียังไม่พอ ค่าไฟ ลองใช้แนวทาง strategic cycle มาวิเคราะห์ดู เริ่มจาก
1. What : ลอง list สิ่งที่กำลังทำประจำ 5 งานหลัก เพื่อรีวิวแนวทางและกระบวนการที่เราใช้
2. Why : เขียนลงกระดาษ อธิบายสิ่งที่เราทำด้วยประโยคสั้นๆ Key คือ หาสิ่งที่เราทำแต่ไม่รู้ทำไปทำไม เพราะหลายอย่างเราทำตามคนอื่น โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำไปทำไม สิ่งพวกนี้อันตรายต้องระวัง
3. Way : ทบทวนสิ่งที่เราทำและแนวทางปฏิบัติว่า มันเป็นทางที่ดีจริงๆหรือไม่ ,ด้านผลดีและผลลบที่เกิดจากการทำมันเหมาะสมหรือไม่ ขั้นนี้ใช้เวลา แต่เป็นการวิเคราะห์ที่เกิดประโยชน์มาก
4. Work : ประเมินสิ่งที่เราทำ กับ เป้าหมายที่เราต้องการ เพื่อหาคำตอบว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มันใช่ หรือมันตอบโจทย์เป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า



ผลที่ได้จากการประเมิน อย่างซื่อสัตย์ มันช่วยให้มีข้อมูลในการวางแผน หรือปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับตัวเรามากขึ้นครับ

อ่านต่อ
https://www.fraserdove.com/master-strategic-thinking/


Two Sigma Financial Modeling Code Competition

เช้านี้นั่งอ่านบทความหนึ่ง ชื่อ "Two Sigma Financial Modeling Code Competition, 5th Place Winners’ Interview" เขาสัมภาษณ์ผู้ชนะอันดับ 5 ในการแข่งขันรายการ Two Sigma Financial Modeling Challenge รายการนี้แข่งขันปี 2016 -2017 ระยะยาวและ Two Sigma ซึ่งเป็น Quant Fund อันดับต้นของโลกก็จัดรางวัลให้เต็ม รวม $100,000 พร้อมโอกาสร่วมธุรกิจ ทำให้มีคนสนใจแข่งรายการนี้มากพอควรกว่า 2000 ทีม



บทความนี้ยาว ผมขอสรุป key สำคัญสั้น สำหรับผมสิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ชนะอันดับ 5 ทีม Bestfitting เขาใช้เทคนิค lag-N features ในการทำ Feature Engineering ของข้อมูล Time Series , การทำ Quant โมเดล เขาเริ่มจากการทดลองสร้าง weak model ออกมาก่อน จากนั้นปรับปรุงเรื่อยๆ ให้ดีขึ้น level ต่อมาเป็น stable model แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้ปรับแบบเปลี่ยนใหม่ แต่เป็นการทำ Ensemble model ซึ่งรองรับความเป็น dynamic ของตลาดไม่ใช่การ prediction แบบโมเดลเดียว fit all , พัฒนา self-adaptive strategy สร้างตัวแปรใช้ปรับการโมเดลแปรผันตาม ค่า market volatile (volatility data) ออกแนวคล้าย reinforcement learning (แต่ไม่ได้สร้างโมเดลแบบ RL เต็มรูปแบบ)



บทความไม่ได้เจาะสูตรลับ แต่ถ้าอ่านให้จบ เข้าใจการทำ Quant โมเดลมากขึ้นครับ