สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

ขาดทุนไม่ใช่เรื่องแปลก

ช่วงนี้ถ้าพูดเรื่องขาดทุน คงจะเป็นของแสลงของใครหลายคน อันด้วยมาจากดัชนีที่ดิ่งตกลงเหวแบบไม่มีใครขาดคิด ผมไม่เห็นใครที่ไหนมาเตือนเลยว่าระวัง SET จะย่อตัวนะ จนกระทั้งมาเจอเหตุการณ์ ช๊อคชินิม่า ทำเอาหลายคนอึ้งกิมกี่ ไปตามๆกัน



สิ่งที่ทำได้คงไม่ใช่การไปโทษฟ้า โทษดิน โทษฝรั่งว่าขายได้ยังไงกัน ไม่บอกกันล่วงหน้า (เอ้า ถ้าบอกกันล่วงหน้าจะขายได้ ราคาไหมอ่ะครับ) ผมเองคิดว่าเราควรโทษตัวเองมากกว่าที่ไม่ได้มีแผนสำรองรับมือเหตุการณ์แบบนี้ มันขายกับน้ำท่วมที่ผ่านมา เราไม่คิดว่ามันจะท่วม เลยไม่ได้รับมือเมื่อภัยมาถึงตัวก็สายเสียแล้ว


การขาดทุน ไม่ใช้เรื่องแปลกครับ ตลอดการลงทุนมาคนที่ไม่เคยขาดทุน ไม่มีหรอกแม้แต่นักลงทุนระดับโลก ก็ยังขาดทุน สิ่งสำคัญไม่ใช่การหลีกเลี่ยงขาดทุน คนที่กลัวขาดทุน ควรเอาเงินไปฝังดินหรือฝากธนาคาร(จริงๆก็ขาดทุน เงินเฟ้อนะ) การลงทุนในหุ้น ยังไงก็มีโอกาสขาดทุน สิ่งสำคัญคือการจำกัดความเสียหายและ จำกัดโอกาสการขาดทุนต่างหาก


จำกัดโอกาสการขาดทุน
การจำกัดโอกาสการขาดทุนทำได้โดย การเลือกลงทุนในเกมส์ที่เรามีโอกาสชนะสูงมากกว่าแพ้ มี win/lose ratio มากกว่าหรือเท่ากับ 1 เช่นโอกาสชนะ 50% โอกาสแพ้ 50% แบบนี้พอรับได้ แต่การที่เราเล่นในเกมส์ที่เราไม่ถนัด เกมส์ที่เวลาและทรัยากรไม่พร้อม โอกาสแพ้ย่อมมากกว่าชนะ ถ้าไม่ชอบอ่านกราฟ ไม่ชอบเฝ้าตามราคาทุกวัน คุณก็ควรเป็น VI หรือลงทุนระยะยาว หรือถ้าชอบความเสี่ยง ปานกลาง มีเวลาดูหุ้นไม่มากก็ลงทุนระยะกลางรายไตรมาสอ่าน บทวิเคราะห์และซื้อหุ้นแบบ DCA ก็ได้


ยกตัวอย่างชัดๆเช่น คนที่ไม่มีเวลาตามหุ้น แต่ชอบเล่นหุ้นรายวัน กลางวันทำงาน ฝากมาร์ดู(ลืมไปนึกว่ามาร์มีลูกค้าคนเดียว) แบบนี้ win/lose ratio น้อยกว่า 1 เพราะเวลาคุณไม่อำนวย แต่ดันไปเล่นในเกมส์ที่ซื้อขายเร็ว หรืออีกกรณีคนที่ชอบเล่นหุ้นตามข่าว ข่าวลือข่าวปล่อย ถ้าคุณไม่ได้เป็นเมียหรือญาติผู้บริหาร คุณรู้ข่าวพร้อมคนอีกเป็นพันจากหนังสือพิมพ์หรืออินเตอร์เน็ต แบบนี้อย่าได้ไปเล่นเชียว เพราะไม่ต่างอะไรกับหมูที่วิ่งเข้าชนปังตอ เล่นยังไงก็ขาดทุน


การประเมินตัวเองเป็นกลยุทธสำคัญในการลงทุนครับ รวมถึงการประเมินความสามารถของระบบการเทรด ด้วยการทำ Back Test และ Forward Test เพื่อหา %Win โดยค่าความน่าจะเป็นที่จะชนะก็สามารถนำมาคำนวณ Win/Lose Ratio เพื่อช่วยตัดสินใจในการลงทุนแต่ละครั้งได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าระบบดีๆที่ตัดเรื่องอารมณ์ออกจากเกมส์ โอกาสที่จะ win ถึง 70% ก็มีสูง


จำกัดความเสียหายจากการขาดทุน
มันไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการขาดทุน แล้วไม่จำกัดการขาดทุนปล่อยให้เงินทุน ค่อยหายไปหรือเน่าเสียไป หลายคนอาจจะเถี่ยงว่า ไม่มีทางเป็นไปได้เพราะหุ้นไม่ขายไม่ขาดทุน วลีที่ใช้หลอกแมงเม่าหน้าใหม่ ผมเองไม่เคยเชื่อในคำนี้ เพราะว่าการไม่ขายหุ้น นั้นไม่ได้แปลว่าไม่ขาดทุน แท้จริงแล้วคุณขาดทุนทางโอกาส มีค่าเสียโอกาสของเงิน แทนที่จะนำไปลงทุนในครั้งใหม่ให้ได้กำไรเพิ่ม ถ้าคุณคิดว่าหุ้นดีไม่ขายไม่ขาดทุน อาจจะลองไปคุยกับคนที่มี PTT ตอนปี 2007 ที่ราคา 400 กว่าบาท หรือไปคุยกับคนที่ถือ TTA ตอนปี 2008 ที่ราคา 40 บาท โอกาสที่จะกลับไปอาจจะมี แต่ค่าเสียโอกาสของเงินก้อนนั้นที่เสียไปล่ะครับ ??? ยิ่งบางคนกู้เงินจากแหล่งเงินที่อื่นมาเล่น ดอกเบี้ยย่อมต้องเสียไปอยู่ดี


เทคนิคการจำกัดขาดทุนง่ายๆที่คลาสิกคือการ Cutloss หรือที่เรียกง่ายๆว่าการตัดขาดทุน มันเปรียบเสมือนการตัดนิ้วรักษาชีวิต มันไม่ได้น่ากลัว หรือเลวร้ายจนเรารับไม่ได้ แต่คนทั่วไปที่ทำไม่ได้เพราะขาดระบบที่ดี คือชอบมาตัดขาดทุนตอนเสียไปแล้ว 20% - 50% แล้วพอตัดหุ้นก็เด้งขึ้นทำให้เสียความมั่นใจและเซ็งตัวเอง ปัญหาไม่ได้เกิดจากการ Cutloss แต่มันเกิดจากคุณ cutloss ช้าเกินไป


เทคนิคการ Cutloss
ฟังเหมือนง่าย แต่ทำยากสิ่งที่ยากคือเรื่องของ "จิตใจ" โดยเฉพาะคุณผู้หญิง มีคนบอกผมว่าผู้หญิง Cutloss ยากกว่าผู้ชาย ไม่รู้จริงไหม คงต้องสำรวจกันต่อไปเรื่องความสามารถในการรับการขาดทุน แต่ผมมีวิธีคิดง่ายๆของการตัดขาดทุนมาแนะนำ


1. ประเมินความสามารถของการรับการขาดทุน
วิธีประเมินการรับการขาดทุนง่ายๆคือ คิดจากเงินจำนวนหนึ่งที่ เราซื้อของแล้ว รู้สึกไม่เสียดาย???
เช่น ถ้าผมซื้อ โทรศัพท์มือถือ Iphone 4G ราคา 30000 ผมไม่เสียดายเลย หรือผมซื้อจักรยานยี่ห้อดาฮ่อนราคา 25000 ผมรู้สึกว่าไม่เสียดาย ให้เอาเลขนั้นเป็นตัวตั้ง แล้วคำนวณหา ต้นทุนในการลงทุนแต่ละครั้งของคุณ เช่น
ผมสามารถตัดขาดทุนได้ 30000 บาท ดังนั้น
-ลงทุน 300,000 บาทโดย Cutloss ที่ 10%
-ลงทุน 600,000 บาทโดย Cutloss ที่ 5%
-ลงทุน 1,000,000 บาทโดย Cutloss ที่ 3%


โดยทั่วไปการตั้ง Cutloss ความเหมาะสมขึ้นกับเทคนิคการเข้าซื้อ อย่าเช่นหุ้นเก็งกำไร ระยะสั้น ถ้าซื้อแล้ว ราคาลดลงเกิน 5% ก็ควรออกมาดูทิศทางลม หรือทบทวนเหตุผลได้แล้วเพราะโดยทั่วไปหุ้นเก็งกำไรซื้อแล้วไม่ขึ้นแปลว่ามีปัญหา หรือข้อผิดพลาด(ยกเว้นไปซื้อตอนขาลงนะครับ)


การ Cutloss นอกจากจะกำหนดในรูปแบบ % ที่ตายตัวแล้วเรายังสามารถสร้างจุด Cutloss หรือ Trilling Stop จากเครื่องมือทางเทคนิคเช่น ATR ได้อีกด้วย โดยจะยืดหยุ่นและสอดคล้องกับเทรนด์ของราคามากกว่า โอกาสหน้าจะเอามาแนะนำกันครับ




2. แก้ที่จิตใจ
โดยพื้นฐานธรรมชาติของมนุษย์คือ จะไม่ยอมรับหรือยากที่จะยอมรับความล้มเหลว หรือการขาดทุน ดังนั้นการแก้ในส่วนนี้เพื่อให้ง่ายต่อการคิด คือเราต้องใช้ระบบตระกร้าเงิน


ระบบนี้ผมเองคิดขึ้นมาเพื่อใช้กับตัวเองสมัยลงทุนแรกๆที่ทำใจได้ยากจะยอมรับการตัดขาดทุน ดังนั้นจึงแก้ด้วยการสร้างตะกร้าเงินสำรองขาดทุนขึ้นมา หลักการง่ายๆให้ใช้เงินที่กำไรสร้างเป็นตะกร้าเงินสำรอง เน้นนะครับว่าต้องกำไร เพราะมันจะได้ผลทางจิตวิทยาว่า นำกำไรมาลงทุน ดังนั้นเมื่อ ขาดทุนหรือต้องตัดขาดทุนจะเป็นการขาดทุนกำไร การสร้างตะกร้าเงิน วงเงินอาจจะมากว่า จำนวนเงินที่จะตัดขาดทุน นิดหน่อย เช่น ผมรับการตัดขาดทุนได้ 30000 ตะกร้าเงินก็จะมีขนาด 30000 + 10000 เอาไว้เผื่อขาด เป็นต้น


คนส่วนใหญ่ได้กำไรแล้ว มักจะไม่เก็บอาจจะนำไปลงทุนต่อ หรือนำไปใช้จ่าย ซื้อของ ให้รางวัลกับตัวเอง แต่การที่เราสร้างตะกร้าเงินด้วยกำไร มันจะช่วยสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้กับมือใหม่ๆ มากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการเข้าไปลงทุน โดยที่ไม่ต้องกังวลกับความกลัวที่จะขาดทุนจนหมดตัว หรือหมดเงินเก็บสะสมที่สร้างมา (นั้นคือเหตุปั่นทอนจิตใจมากที่สุด และเป็นสาเหตุที่ทำให้คนมักไม่ประสบผลสำเร็จในการลงทุน)


Risk Reward Ratio
หลายคนมักยังมีความลังเลใจว่า เอ๊ะ ถ้าต้องตัดขาดทุนบ่อยๆไม่เจ๊งตายหรือ??? คำตอบคือก็อาจจะเจ๊ง แต่ไม่ถึงตาย ลองคำนวณหา risk reward ratio ให้ดูเพื่อจะได้เห็นว่าการ Cutloss ไม่ได้เลวร้ายยังที่คิด มีขั้นตอนดังนี้
1. กำหนดราคาเป้าหมายหุ้น (แนวต้าน หรือหาจาก Fibonacci)
2. กำหนดราคาซื้อที่ต้องการ(ตำแหน่งเข้าบนสัญญาณซื้อจากระบบ)
3. กำหนดจุด ตัดขาดทุน  


ตัวอย่าง ซื้อหุ้น S11 ที่ 10 บาท จำนวน 100,000 หุ้น มีกำหนดราคาเป้าหมายที่แนวต้าน 15 บาท กำหนดจุดตัดขาดทุน ที่ 5% หรือ ที่ราคา 9.5 บาท ดังนั้น ค่า risk reward ratio เท่ากับ
(15-10)/(10-9.5) = 10 เท่า


โดยหมายถึง เรามีโอกาสที่จะได้ 5 บาทต่อการสูญเสีย 0.5 บาท ต่อหุ้น กรณีนี้
-ถ้าลงทุนแล้วชนะ 1 ครั้งคุณจะได้ 5 บาทต่อหุ้น
-ถ้าลงทุนแล้วแพ้ 1 ครั้งคุณจะขาดทุน 0.5 บาทต่อหุ้น


ดังนั้นโอกาสที่คุณจะเสียเงินถึง 5 บาทต่อหุ้น(เท่ากับกำไรหนึ่งครั้ง) คุณต้องขาดทุนแล้วตัดขาดทุนถึง 10 ครั้ง แน่นอนว่าถ้าคุณขาดทุน 10 ครั้งติดก็ควรจะหยุดลงทุนเพื่อทบทวนแผนการลงทุนก่อนแล้ว


และถ้าราคาทะลุผ่านแนวรับที่เราวางไว้ก็ปล่อยให้ Let profit Run ไปได้เลยแบบสบายใจ


รู้จัก Protect Profit
บางครั้ง การที่ราคาวิ่งไปเรื่อยๆแบบ Let Profit Run สบายๆใจ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะวางใจได้เสมอไป เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือตลาด Crash แบบที่ผ่านมา กำไรที่ได้อยู่ดีๆก็พลันหายไป โดยเครื่องมือทางเทคนิคอลยังไม่ทันได้เตือน เนื่องจากแรงเทขายที่มากและรวดเร็วในช่วงวันไม่กี่วัน(TF=Day) ดังนั้นเราควรวางกลยุทธ Protect Profit ไว้คราวๆ เช่น ถ้ากำไรมันลดลง 5% โดยที่ไม่มีสัญญาณขายจากระบบ แปลว่ามีปัญหา ควรจะทยอยรับรู้กำไร หรือขายออกมาก่อน ดีกว่าปล่อยให้กำไรสูญหายไป หรือมาขายตอนมีสัญญาณขายทางเทคนิค ซึ่งนั้นอาจจะไม่ทันการณ์แล้ว


บางคนอาจจะใช้ ATR ช่วย โดยสังเคราะห์การผันผวนของราคาระยะสั้นเทียบกับ พฤติกรรมการเคลื่อนตัวของราคาตอนตลาดปกติ ถ้าราคาเกิดลดลงเร็ว เกินจุดขาย เพื่อ Protect Profit ก็ควรขายหรือทยอยขายออกมาก่อนเพื่อป้องกันความเสี่ยง



สรุป
การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ หัวใจสำคัญคือการจำกัดความเสี่ยง การตัดขาดทุน(Cutloss) ช่วยลดความเสี่ยงในการติดหุ้น การเสียค่าเสียโอกาสจากการที่ต้องถูกแช่งแข็งนานๆ และเพิ่มโอกาสการเข้าลงทุนในหุ้น ทำให้เราลดความกังวลในการสูญเสีย ที่สำคัญ เราต้องรู้จักวางแผนในการตัดขาดทุนให้เหมาะสมกับต้นทุนและจิตใจของเรา ไม่ควรตัดขาดทุนเมื่อเห็นว่าขาดทุนลึกเกินไปและเวลาผ่านไปนานแล้ว เพราะวิธีการตัดขาดทุนนั้นไม่ได้ช่วยให้แก้ไขสถานะการณ์ให้ดีขึ้นได้

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

เมื่อเทคนิคคอลไม่ง่ายอย่างที่คุณคิด!!!!

ช่วงนี้สินธรกลับมาคึกคักกันอีกรอบ จากการเปิดประเด็นถกเถียงทางวิชาการ เกี่ยวกับ การวิเคราะห์ราคาหุ้นทางเทคนิค(TA) ทำเอากระทบกระเทือนหลายคนที่ใช้กราฟราคาและการวิเคราะห์ทางเทคนิคในการลงทุน ต้องร้อนๆหนาวๆ เพราะเซียนระดับอาจารย์หลายคน ออกมาตั้งประเด็นถกกันอย่างสนุก (แต่หลังๆเริ่มออกแนวใช้อารมณ์แล้ว)

กลุ่มฝ่ายที่สนับสนุน แนวคิดการหาสัญญาณซื้อขายจากดัชนีแบบที่ คุณหมอทั้งสอง(ขออนุญาติไม่เอ่ยนาม) ต่างยกเหตุผลสนับสนุนของการตัดสินใจซื้อขายตามสัญญาณจากเครื่องมือเช่น Stochastic,EMA,RSI MACD ส่วนอีกกลุ่มฝ่ายค้านนำทีมโดยอาจารย์ ป. ที่ยกเหตุผลที่น่าสนใจมาถกเรื่องของกราฟ เป็นเพียงการนำข้อมูลในอดีตมาคำนวณมันไม่สามารถใช้นำทางในอนาคตได้ และมีอีกหลายท่านที่หาตัวอย่างมาอภิปรายได้อย่าน่าสนใจ พร้อมอธิบายเหตุผลที่ว่า กราฟของคุณหมอที่สามารถบอกได้ว่า หุ้นจะขึ้นหรือลงนั้นเพราะ ตัดเอามาเฉพาะ case ที่ชัดเจน บางกรณีเป็นตัวอย่าง ซึ่งบางกรณีก็จะไม่เป็นจริง


ลองไล่เรียงไปอ่านได้จากกระทู้ต่างๆดังนี้
1. เริ่มต้นการอภิปราย
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10144400/I10144400.html
2. แตกประเด็น
-http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10154348/I10154348.html
-http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10158031/I10158031.html
-http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10166486/I10166486.html

เมื่อมันไม่ง่ายอย่างที่คิด
เนื่องจากผมเองก็เป็นอีกคนที่ใช้ Technical analysis เป็นส่วนหนึ่งในการลงทุน จึงคิดว่า ประเด็นที่ยกมาถกนี้น่าสนใจและเป็นประโยชน์มากสำหรับนักลงทุน หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าการรู้ว่ากราฟเทคนิคใช้ยังไง แล้วจะรวยกลายเป็นผู้หยั่งรู้อนาคต รู้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง หลายคนพยายามไปท่องจำว่าเส้นนี้ตัดขึ้นซื้อ ตัดลงขาย(ง่ายมาก ไม่ต้องดูอะไรมาก โปรแกรมหาราคา ซื้อ ขายให้เลย) เล่นไปตามกราฟตามสัญญาณ ทั้งทีหลายครั้งก็ไม่ถูกต้อง ตามนั้นแต่เราเลือกที่จะลืมมันหรือหาเหตุผลมาแก้ต่าง


บ่อยครั้งที่เห็นกลายเป็นว่านักเทคนิคพยายามออกมาโชว์การทำนายว่าหุ้นจะขึ้นไปเท่านั้นเท่านี้ หรือบอกได้เลยว่าซื้อตัวนี้เก็บไว้ อนาคตขึ้นแน่ๆไม่ผิดหวังเพราะแนวโน้มมันมาแล้ว คำถามคือเราจะแน่ใจได้ยังไง รู้ได้ยังไง?? ในเมื่ออนาคตมันยังไม่เกิดขึ้น


เราลืมอะไรไปไหม
ที่ผมเขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เครื่องมือ indicator ต่างๆไม่ดี เพราะเครื่องมือเหล่านี้พัฒนามาจากสมการคณิตศาสตร์ ที่มีการทดลองอย่างเป็นระบบ โดยนำข้อมูลในอดีตมาทำนายอนาคต แต่สิ่งที่เรานำมาใช้แบบมาม่า แกะซองชงกินมันไม่ถูกเพราะเราละเลยความจริงที่มาพร้อม สมการคณิตศาสตร์เหล่านั้น....


1. ค่าความถูกต้อง(accuracy) เราไม่ได้ทดสอบว่า indicator ตัวนั้นมีความถูกต้องกี่ % ทั้งในรูปแบบ Back test และ Forward Test กับข้อมูลราคาหุ้นที่เราสนใจลงทุน ซึ่งย่อมแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมของข้อมูลราคา


สมมติว่าถ้า indicator นั้นมีความถูกต้อง 60% ดังนั้น 40% คือการสังเกต(ดูมันทำ)การเคลื่อนไหวราคาปัจจุบัน แล้วแก้ไข กลยุทธการเทรดเฉพาะหน้า (กังวลอะไรถ้าขายหุ้นตามกราฟแล้ว ราคาพุ่งขึ้น ถ้าผ่านแนวต้านก็ซื้อตามใหม่สิครับ ยากอะไร)


2. การปรับตั้ง(configure) และวัดสอบ(Calibrate) เครื่องมือดัชนีเหล่านั้น กับข้อมูลราคาหุ้น(Observation Data) ตัวที่เราสนใจลงทุน เพราะเครื่องมือเหล่านี้คิดโดยฝรั่ง(ไม่ใช่ว่า RSI 14 จะดีเสมอไป) การวัดสอบหาพารามิเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับหุ้นแต่ละตัวแต่ละกลุ่ม การคำนวณ Time Frame ที่เหมาะสมสำหรับหุ้น ในแต่ละ indicator เป็นสิ่งที่จำเป็น


3.การ Re Sampling การสุ่มเลือกข้อมูลมาคำนวณ หรือพูดภาษาชาวบ้านง่ายคือการ ใช้ Time Frame ต่างๆนั้นเอง ในแต่ละ Time Frame ที่เรานำข้อมูลมาคำนวณ ระดับความเชื่อมั่นของ indicator ใน Time Frame ต่างๆย่อมไม่เท่ากัน ไม่แปลว่าใช้ข้อมูลที่ละเอียดระดับนาที จะดีกว่าข้อมูลหยาบระดับวัน เสมอไปสิ่งเหล่านี้ต้องผ่านการทดสอบกับกลุ่มข้อมูล (Data Set) ถึงจะสามารถระบุค่าความเชื่อมั่นได้

ทั้งสองสิ่งเป็นขั้นตอนที่จำเป็นของการนำ indicator มาใช้งาน แต่คนส่วนมากไม่นิยมทำ เพราะการทำ Back test และ Forward Test กับ ระบบเทรด หรือ indicator เฉพาะที่เราปรับแต่งขึ้น มันใช้เวลาและต้องใช้จำนวนข้อมูลที่มากพอสมควรถึงจะยอมรับได้ทางสถิติ ที่สำคัญเรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะในการทำวิจัย ซึ่งคนที่ไม่ได้เรียนมาอาจจะไม่นิยม


โอ๊ยยุ่งยากจัง
ยุ่งยากจัง แบบนี้จะทำได้ยังไงหุ้นมีตั้ง 500 ตัว มีข่าวให้เล่นทุกวัน จะทำยังไงไหว?? เป็นคำถามที่หลายคนคิด และเป็นคำถามที่ดี ที่แสดงอะไรบางอย่างในตัวเอง มันบอกเราว่า เงินไม่ได้หามาง่ายๆแบบที่เค้าว่ากัน มันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆครับ ตลาดหุ้นไม่ใช่ตู้ ATM ที่ท่านจะเข้ามาอบรมครอส สองครอสแล้วเชื่อว่าจะทำกำไรได้เลย มันไม่ง่ายขนาดนั้น !!! แรกๆผมก็เชื่อแบบนั้น แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง 


เราต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เล่นหุ้นแค่ 3-5 ตัวที่เราถนัด ติดตามสังเกตและศึกษาพฤติกรรมของหุ้นอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็นำเอา indicator หรือเทคนิคที่เหมาะสมไปใช้ในการกำหนดจังหวะซื้อ ขาย


กราฟเทคนิคดาบสองคม
ต้องไม่ลืมเสมอว่าการที่เราใช้ indicator เป็นคนอีก 100 1000 คนก็ใช้เป็น รายย่อยใช้เป็น รายใหญ่ก็ใช้เป็น เมื่อนั้น indicator สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่กลับมาทำร้ายเรา เพราะรายใหญ่ที่มีอำนาจเงิน ก็ย่อมสามารถคุมเกมส์สร้างรูปแบบ ราคา กำหนดสัญญาณซื้อขายจาก indicator ต่างๆเช่น EMA ,MACD ,STO ได้ โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กที่มีคนดูแลสภาพคล่อง และทิศทางของราคา  


ดังนั้นถ้าเราใช้แค่ indicator พื้นฐานและไม่เข้าใจพฤติกรรมของหุ้น เราเองก็จะตกเป็นฝ่ายโดนหลอกได้เสมอ


ดูราคาแต่อย่าลืมดูปริมาณ
ปกติเรามักจะเน้นที่การดูแนวโน้ม การเคลื่อนตัวของราคาหุ้น ดูสัญญาณ ซื้อ ขายจาก indicator ต่างๆซื้อล้วนนำเอาข้อมูลราคาในอดีตมาคิดทั้งนั้น เมื่อราคา สามารถสร้างกันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่หลอกกันได้ยากคือ volume หรือปริมาณการซื้อขาย 
การที่แนวโน้มราคาจะชัดเจน แข็งแรงและเป็นจริง ย่อมต้องมี Volume สนับสนุนด้วยเสมอ แต่เทคนิค Volume Analysis ยังไม่มีการสอนหรือการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แน่นอนว่าส่วนหนึ่งย่อมต้องใช้ประสบการณ์การวิเคราะห์ เป็นหลักและที่สำคัญบางครั้งอาจจะต้องละเอียดถึงการนับ Volume โดยดูจาก Bid offer แต่ละช่อง 
สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำคือ การดูสัญญาณซื้อขาย จาก indicator หรือการอ่านเทรนด์อย่างเดียวอาจจะไม่พอ ย่อมจำเป็นต้องดูปริมาณการซื้อขายใน time frame นั้นประกอบด้วย ก่อนจะเชื่อมั่นในสัญญาณที่เราเห็น


รู้จริงป๊ะ
สิ่งหนึ่งที่แยกนักลงทุนแนว TA ตัวจริงออกจากมือสมัครเล่นได้คือ ตัวจริงนั้นจะพูดแค่แนวโน้ม แนวรับ แนวต้าน และโอกาสความน่าจะเป็น(ซึ่งเท่าที่ผมดู%ความน่าจะเป็น เขาจะพูดในใจ) ส่วนมือสมัครเล่นหรือตัวปลอมจะพูดแนวมั่นใจฟันธง อ้าง indicator ตัวนั้นตัดตัวนี้ตัด ขึ้น 


สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า indicator นั้นไม่ได้พยากรณ์อนาคตได้แบบหมอดูเทวดา ก็คือ เมื่อต้นสัปดาห์นี้(16-01-2011) มีหลายเซียนตามเว็บมาฝันธงถึงหุ้นหลายตัวว่าจะขึ้น ทั้ง TMB TTA KTB PTL CPF แต่พอวันพุธยาวจนมาถึงวันศุกร์ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ฝรั่งขนเงินออกจากตลาดหุ้นไทย ทำเอาดัชนีล่วงกราวรูด หุ้นที่ทำนายทายทัก หุ้นที่มีสัญญาณซื้อ ก็หักลงดิ่งตามตลาด บางตัวหนักหน่อยก็แสดงสัญญาณขายทันที หุ้นมีสัญญาณก็กลายเป็นหุ้นเน่าคามือใครหลายคน 





สรุป
ผมมองว่า ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลที่น่่ารับฟัง การใช้กราฟราคา ใช้ indicator ต่างๆไม่ใช้เรื่องผิด หรือไม่ดี แต่การใช้ควรลึกซึ้งถึง สมการที่มา คุณลักษณะของข้อมูล (เช่นไปใช้ RSI ในกราฟ TF 5 นาที มี null Data เพียบ ผลที่ได้ก็ย่อมไม่แน่นอน) ที่สำคัญผู้ใช้ต้องประเมินความถูกต้องของเครื่องมือ indicator ที่ใช้ให้ได้ และเตรียมแผนกลยุทธการแก้ปัญหาที่ผิดพลาดเฉพาะหน้า ณ ขณะเวลาปัจจุบัน ไว้เสมอ ควรพัฒนาระบบเทรดเฉพาะตัว มีการนำจุดเด่นของ indicator และเทคนิคต่างๆมาใช้ในการลงทุน ให้เหมาะสมกับจริตของตัวเอง


กราฟเทคนิค หรือ indicator ประเภท trend มักทำงานได้ดีในช่วยเทรนด์ขาขึ้น/ขาลง ที่ชัดเจน(ซึ่งแน่นอนว่าขาขึ้น ไม่ใช้ indicator คุณก็ชนะได้) เพราะบอกจุดซื้อได้แม่นยำ และให้จุดขายที่สูงกว่าจุดซื้อเสมอ แต่ถ้าเรานำ indicator ไปใช้ในช่วง Sideway แล้วโอกาสที่จะเกิดสัญญาณซื้อ ขายเกินจริงมีสูง เพราะอะไรหรือครับ เพราะเมื่อ Sideway ข้อมูลราคาจะแกว่งตัวในกรอบแคบแบบไร้ทิศทาง วันหนึ่งขึ้น วันหนึ่งลง เมื่อมันกระเจิง การใช้สมการเชิงเลขธรรมดาไปโมเดล จึงไม่ได้ผลที่ดี เพราะทิศทางของข้อมูลไม่แน่นอน ดังนั้นเมื่อ Sidewayตัว indicator จะมีสัญญาณลวงมาก ซื้อ ขายบ่อย โอกาสขาดทุนก็จะสูง 


จากประสบการณ์ผมพบว่าที่สำคัญการทำกำไรที่ดี คือการทำกำไรแบบพอเพียง หลายคนไปผิดพลาดเพราะการไปหาจุดทำกำไรที่ดีที่สุด สูงที่สุด ซึ่งยิ่งพยายามเข้าหามันเท่าไหร่ โอกาสที่จะพลาดก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นนักลงทุนสายเทคนิคอล ควรลดละอัตตา เข้าใจและยอมรับความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นจากการเทรดให้ได้ สนุกไปกับเกมส์ พยายามแก้ไขและก้าวเดินต่อไป
ปิดท้ายด้วย Clip Vdo ดีๆเกี่ยวกับ TA จากแมงเม่าคลับครับ


DCA (Dollar Cost Averaging)

เปิดต้นปีกระต่ายมาเกือบจะเดือนแล้ว ตลาดหุ้นปีกระต่ายเริ่มส่อแววไม่หมูสนามเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะความผันผวนของดัชนีที่มีทั้งบวกแรง ลบแรงสลับกันไป คนที่ลงทุนใน Future ก็คงยิ้มได้เพราะที่ผ่านมาสองสัปดาห์มีทั้งขึ้นลงสลับกัน ซึ่งสามารถทำกำไรในขาลงได้ด้วย ต่างจากนักลงทุนหุ้น ที่ขาลงทีไรก็นั่งเซ็งเป็ดเซ็งห่านกันไปตามๆกัน ที่น่าสงสารสุดๆน่าจะเป็นมือใหม่หัดลงทุน นี่ละครับที่มาเจอตลาด sideway ที่ซื้อตัวไหน เป็นลงทุกทีไป อุตสาห์ตื่นเช้ามาฟังนักวิเคราะห์ อ่านบทวิเคราะห์สารพัดหุ้นเด็ดที่เขาว่าจะมา ซื้อทีไรก็ดอยทุกที 



ปัญหานี้มีทางแก้ครับ คือเลิกเล่นหุ้นตามข่าว ตามกระแส หันมาติดอาวุธทางปัญญาใช้ปัญญาวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยตัวเอง ดีกว่าลงทุนไปตามๆกัน เพราะสัจธรรมของตลาดหุ้นคือ ถ้าลงทุนตามคนส่วนใหญ่มักจะไม่รอดครับ

อีกทางในการแก้ปัญหาตลาด sideway แบบนี้คือการใช้วิธีการลงทุนแบบคลาสสิกง่ายๆคือ DCA (Dollar Cost Averaging) นั้นเป็นวิธีการแรกที่ผมศึกษาตอนที่เริ่มลงทุน เพราะเหมาะกับการลงทุนสำหรับมือใหม่ ไม่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการไปเล่นหุ้นตามข่าว หรือการลงทุนครั้งละมากๆ ที่สำคัญมันสามารถแก้ปัญหาเรื่อง Timing ในการซื้อหุ้นของมือใหม่ได้เป็นอย่างดี

DCA (Dollar Cost Averaging) คืออะไร
DCA (Dollar Cost Averaging) คือหลักการซื้อหุ้นแบบเฉลี่ยต่อเนื่อง ในปริมาณที่เท่าๆกัน บนกรอบการลงทุนระยะยาว เป้าหมายเพื่อลดการผันผวนของราคาหุ้น เพราะการซื้อหุ้นต่อเนื่องกระจายกัน ทำให้เรามีโอกาสจะสามารถซื้อได้ทั้งเวลาที่หุ้นราคาถูกและเวลาที่หุ้นราคาแพง เมื่อนำมาเฉลี่ยกันแล้ว ราคาหุ้นที่ได้ก็จะไม่แพงหรือถูกมากจนเกินไป

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
อย่างที่ได้บอกไปว่า DCA เหมาะที่สุดคือตลาด sideway หรือ Non trend เพราะราคาที่เราจะได้จะเป็นการซื้อที่ค่ากลาง(ค่าเฉลี่ย) โดยปัจจัยที่จะทำให้สำเร็จนั้นได้แก่
- เวลา
ต้องใช้เวลาการลงทุนที่ยาวมากพอ ไม่ใช่ DCA แค่สามครั้ง มันสั้นไปครับที่จะเห็นผล
- ต้องเลือกหุ้นพื้นฐานดี
ถ้าหุ้นแบบทั้งปี วิ่งรอบเดียว หุ้นตัวเล็กมาเพราะเจ้า มาเพราะข่าว ไป DCA ก็ได้ราคาที่ไม่ได้เปรียบสักเท่าไหร่ ควรลงทุนในหุ้นที่พื้นฐานดี มีสภาพคล่องและมีการเติบโตของกิจการต่อเนื่อง ถ้าคิดไม่ออกก็เลือกหุ้น BigCap ไปเลยก็ได้ครับ เพราะคุณสมบัติครบ หรือถ้าจะลงทุนยาวจนลูกบวช ก็อาจจะหาหุ้นที่ปันผลเป็นเลิศด้วยก็ได้ครับ เพราะสิ้นปีเราก็จะได้ผลตอบแทนจากปันผลและมีโอกาสได้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น
- มีวินัย
ข้อนี้สำคัญ มากสำหรับนักลงทุน เพราะถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จต้องมีวินัย เหมือนตอนเรียน รด.นั้นแหละ แต่ตอนนี้วินัยจะเกิดกับตัวเราไม่ต้องมีใครมาบังคับ โดยเฉพาะการซื้อหุ้น ต้องต่อเนื่องและมีจำนวนเงินที่คงที่ สม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เกิด Bias ในแต่ละครั้งที่ลงทุน
- อย่าซื้อหุ้นขาลง
ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มใหญ่ขาลง ลงรุนแรง หรือพวกที่ลงแบบไม่มีอนาคต หรือพวกวัฏจักรขาลง การไปถั่วเฉลี่ยหุ้นมีแต่ลง จะทำให้หมดเงินมาก และถูกดึงไปจนมีแต่ขาดทุนเติบโต และหุ้นแนวโน้มใหญ่ลง ต่อเนื่องกินเวลาระยะยาว นั้นแปลว่ามีปัญหาหนัก ปัญหายังไม่จบ ถ้าคิดจะซื้อให้รอจนกว่ามัน เลิกลงและกลับตัวขึ้น หรือยืนนิ่งอยู่ได้ค่อยเข้าซื้อสะสมอีกครั้ง จะเป็นการทำ smart dca คือไม่ต้องเสียส่วนของทุนไป สวนแรงขาย

ตัวอย่างการลงทุน
หลักการลงทุนคือการซื้อหุ้นพื้นฐานดี แบบต่อเนื่องด้วยปริมาณเงินคงที่ทุกเดือน ในตัวอย่างมีเงื่อนไขดังนี้
1. เลือกช่วงเวลากลางเดือนคือวันที่ 15 16 17 ของทุกเดือน เพื่อทำการซื้อหุ้น
2.กระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้น 3 ตัว(มากกว่านั้นก็ได้ ตามแต่ท่านชอบ แต่ยิ่งมาก ผลตอบแทนก็อาจจะไม่เป็นกอบเป็นกำนัก แต่ความเสี่ยงก็จะลดลง) แยกคนละกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้เงื่อนไขเป็นหุ้นที่พื้นฐานดี มีสภาพคล่องพอประมาณ ราคาไม่แพงมากนัก ประมาณ 10-100 บาท(ถ้ามีเงินเก็บต่อเดือนมาก ก็สามารถซื้อหุ้นแพงๆได้ครับ)
- อาจจะเลือกซื้อหุ้นที่มีปันผลด้วยก็ได้ โดยดูจาก Dividend Yield ที่ดีเพื่อ รับผลตอบแทนจากปันผลเพิ่มอีกทาง
3. ซื้อหุ้นต่อเนื่อง เป็นเวลา 1 ปี(ทดสอบ) โดยจะขายหุ้นเมื่อสิ้นปี

ผมเลือกหุ้น 3 ตัวที่ผมคิดว่าพื้นฐานดี และรู้จักสินค้าและธุรกิจของบริษัทนี้ ได้แก่
- BGH :โรงพยาบาลกรุงเทพ เศรษฐกิจะแย่ยังไงคนรวยก็ต้องรักษาโรค
- ADVANC : ผู้บริการมือถือ ยักษ์ใหญ่มี position ทางธุรกิจดี ฐานลูกค้าเยอะ โอกาสล้มยากเพราะคนไทยยังไงก็ต้องใช้โทรศัพท์มือถือ มีโอกาสเติบต่อเนื่องมีปันผลดี
- KBANK : ธนาคารอันดับต้นของประเทศ มีลูกค้ามากพอสมควร มีโอกาสทางธุรกิจที่ดี จากการปล่อยสินเชื่อให้ SME และลูกค้ารายย่อยระดับ กลางและล่าง โตต่อเนื่อง เจ๊งยากเพราะคนจะเดือดร้อนมาก รัฐบาลไม่น่าจะยอมให้เจ๊งล้มละลาย

ทำการทดสอบ ผมจะเลือกใช้ข้อมูลย้อนหลังปี 2009 เพื่อทดสอบกับสภาวะเศรษฐกิจแบบธรรมดา ช่วงหลังวิกฤตการเงิน ไม่ใช่ช่วง Peak และเป็นช่วงที่ลงทุนในหุ้นได้ยากลำบากพอสมควร เนื่องจากมีข่าวลบทางเศรษฐกิจ มีเรื่องวิกฤตการเมือง เพื่อจะได้เห็นประโยชน์ของ DCA ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน



ผลการทดลอง ผลตอบแทนในหุ้นแต่ละตัวมีทั้งบวกและลบ ตามความผันผวนตลาดโดยผลตอบแทนการลงทุนรวมของพอร์ตลงทุนยังเป็นบวก เท่ากับ 11.27% ประเด็นที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ
1.เราจะเห็นได้ว่าในแต่ละเดือนราคาหุ้นมีการขึ้น ลงสลับกัน กรณีที่เราจะรอดพ้นจากการขาดทุนด้วยการลงทุนแบบปกติ(คือซื้อๆขายๆ)  อาจจะทำได้ยากในกรณีที่ไม่มีเวลาติดตามราคาหุ้น และกรณีที่ไม่ได้ชำนาญจังหวะซื้อ-ขายด้วยการวิเคราะห์เชิงเทคนิค ท่านอาจจะติดดอยหรือขายหมู ได้ตลอดเวลา แต่การลงทุนแบบ DCA ช่วยกระจายความเสี่ยงในการขาดทุนได้ เพราะเราจะมีโอกาสได้ซื้อทั้งช่วงที่หุ้นถูกและแพง
2. พอร์ตการลงทุนแบบซื้อต้นปี ขายปลายปี แน่นอนว่าในตลาดขาขึ้นแบบปี 2009 โอกาสชนะวิธี DCA มีมากเพราะต้นปีหุ้นราคาถูก ปลายปีหุ้นแพง แต่ในความเป็นจริง ท่านต้องไม่ลืมว่าเราไม่รู้ผลเฉลย และความผันผวนก็มีโอกาสเกิดได้ตลอดเวลา

ข้อเด่นของ DCA
1. กระจายความเสี่ยงในการลงทุน
2. เป็นการลงทุนในรูปแบบการออมระยะยาว ในหุ้นเติบโต หรือมีแนวโน้มราคาทิศขาขึ้นโดยใช้จำนวนเงินทีละน้อยๆ ซื้อหุ้นประจำสม่ำเสมอ
3. เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ ลดผลกระทบทางจิตวิทยา การไม่ต้องสนใจภาวะตลาดมากนัก จะทำให้มีสมาธิกับการโฟกัสที่ตัวหุ้น ไม่ต้องเล่นไปตามข่าว หรือตามคนส่วนมาก
4. เพิ่มโอกาสชนะในยามตลาด sideway
5. ไม่ต้องใช้เวลาติดตามหุ้นมาก เหมาะกับคนที่ทำงานประจำ
6. ไม่จำเป็นที่ต้องศึกษา และเรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์หุุ้นทั้งทางเทคนิคและพื้นฐานขั้งสูง

สรุป
DCA เป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนทีดีวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดจังหวะซื้อ ขาย ที่มีผลต่อการขาดทุนของนักลงทุนจำนวนมาก ที่สำคัญมันเป็นการลดการลงทุนด้วยเงินจำนวนมากๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจในการซื้อขาย และค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพมากในช่วงตลาด sideway แน่นอนว่าถ้าเราสามารถดูแนวโน้มของตลาดที่ชัดเจนได้ว่าเป็น ขาขึ้นหรือขาลง เราก็คงเลือกจุดการลงทุนได้โดยที่ไม่ต้องใช้ DCA แต่ในความเป็นจริงถ้าไม่ได้ ศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็จะทำได้ยากครับ ประกอบกับการต้องใช้เวลาในการติดตามการเคลื่อนตัวของราคาหุ้นแบบใกล้ชิด

ดังนั้นวิธี DCA จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลามากนัก แต่ต้องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในธนาคาร โดยเราสามารถได้รับผลตอบแทนทั้งจาก ส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้น และจากผลตอบแทนในรูปเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทที่เราลงทุน โดยทำการจำกัดความเสี่ยงด้วยการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีและมีความมั่นคง 

แต่ DCA ไม่เหมาะกับการเข้าซื้อในหุ้นขาลง หรือทิศทางแนวโน้มใหญ่ขาลง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น โอกาสที่สูญเสียส่วนของทุนจำนวนมากจะมีสูง การซื้อต่อเนื่องในทิศทางแนวโน้มใหญ่ขาลงจึงไม่เป็นที่นิยมทำกัน

วิธี DCA ที่ใช้เรื่องของ Time มาเป็นตัวกำหนดเป็นเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งเท่านั้น เราสามารถประยุกต์ใช้ DCA กับการซื้อสะสมเฉลี่ย ด้วย RSI MACD หรือ Stochastic ได้ โดยเข้าซื้อสะสมในช่วงที่ราคา เข้าสู่ Oversold Area วิธีนี้จะทำให้ได้หุ้นที่ต้องการใน ราคาถูก แต่ต้องใช้เวลาในการติดตามหุ้นทุกวัน และจะเหมาะกับช่วยตลาด sideway มากที่สุดครับ

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

siam chart: on-line technical chart

ปัญหาใหญ่ของผมคือเรื่อง กราฟเทคนิคที่ส่วนมากมักจะใช้งานได้แต่บนระบบปฏิบัติการ windows OS ทั้ง efinace smart portal และ metastock แน่นอนว่าถ้าเป็นเครื่อง Linux ก็หมดสิทธิ และถ้าเป็น MAC ก็ต้องลง BootCamp หรือ VMWare นั้นก็ทำให้เครื่องช้าลงไปอีก และก็มีการค้างในบางครั้ง




ดังนั้นเมื่อผมมาเจอ siamchart ออนไลน์เทคนิคคอลชาร์ตทำให้ค่อนข้างโดนใจมาก เพราะเป็น web application ที่ทำงานได้บน web browser ได้เลยไม่ต้องติดตั้ง activex หรือโปรแกรมอื่นๆ วันนี้มีเวลาของนำมา review ให้เพื่อนๆนักลงทุนได้อ่านดู ที่สำคัญท่านที่เป็น VI หรือนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการใช้กราฟ real-time ท่านก็สามารถใช้ siamchart  ในการกำหนดจุดซื้อ จุดขายคราวๆได้



siamchart
เริ่มต้นการใช้งาน ก็สามารถใช้งานได้ฟรี ผ่านทางเว็บบราว์เซอร์ทั่วไป ผมทดสอบกับ IE Chrome และ FF ผลปรากฏว่าทำงานได้ดี โดยเราสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ http://siamchart.com/


หน้าแรกแสดงดัชนีตลาดต่างๆ

ฟีเจอร์หลัก
- Quote
ฟีเจอร์ Quote นั้น เป็นตารางดัชนีของตลาดต่างๆแบบ Real time แสดงการเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาดัชนีตลาดทั่วโลก


- Fund
ฟีเจอร์นี้ ผมชอบมากคือมันช่วยให้เราวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา หน่วยลงทุน ของกองทุนต่างๆได้แบบสบายๆ ด้วยดัชนีทางเทคนิค ทำให้กำหนดจุดซื้อ ขาย ได้ง่ายกว่าเดิมที่ต้อง copy ราคามาสร้างกราฟใน excel เอง ที่สำคัญยังสามารถเปรียบเทียบ ผลตอบแทนของแต่ละกองทุนได้ด้วยครับ

ข้อมูลรายละเอียดของแต่ละกองทุน

 ความสามารถในการเปรียบเทียบผลตอบแทนของแต่ละกองทุน


เมื่อ click ไปที่ชื่อกองทุนก็สามารถแสดง ราคาของหน่วยลงทุน พร้อมเครื่องมือดัชนีสำหรับวิเคราะห์แนวโน้มของราคาหน่วยลงทุน


รายการข้อมูลราคาหน่วยลงทุนแต่ละวัน

ตัวอย่างการเปรียบเทียบผลตอบแทนของกองทุน 

- STOCK
ฟีเจอร์ส่วนของหุ้น ส่วนนี้เป็นฟังก์ชั่นการวิเคราะห์เชิงเทคนิค เพื่อดูแนวโน้มของราคา ปริมาณการซื้อ-ขาย สัญญาณซื้อขาย จากดัชนีต่างๆเช่น RSI, MACD, EMA,STO, PSAR และ BB ที่สำคัญเวอร์ชั่นล่าสุดมีข้อมูลพื้นฐานของหุ้นให้อีกด้วย (โอ้สุดยอด) รวมถึงใจดี จัดข้อมูล EOD แบบที่สามารถใช้กับ Metastock ให้ไปใช้ที่บ้านอีกด้วยครับ

กราฟราคาและปริมาณการซื้อ-ขาย พร้อมเครื่องมือดัชนีสำหรับการวิเคราะห์เชิงเทคนิค
แถบเครื่องมือควบคุม

ข้อมูลพื้นฐานและงบการเงินย้อนหลัง

ความสามารถในการปรับแต่ง เพิ่มลดดัชนี และการปรับค่าพารามิเตอร์สำหรับการคำนวณได้

กราฟราคาแบบแท่งเทียน+EMA

- Forum
ส่วนของเว็บบอร์ดสำหรับตอบคำถาม แจ้งปัญหาการใช้งาน และอื่นๆ 


สรุป
จากที่ลองใช้งาน ก็น่าพอใจครับ ไม่เลยทีเดียว สำหรับการวิเคราะห์กราฟเบื้องต้น แต่มีข้อสงสัยที่ยังไม่พบคือที่มาของแหล่งข้อมูล ไม่ได้ระบุไว้ หรือผมอาจจะยังหาไม่เจอก็เป็นได้ 

ส่วนเรื่อง URL แบบ beautiful url อันนี้ชอบมาก เพราะมันทำให้สร้าง link แล้วเอาไปใช้งานต่อค่อนข้างง่ายครับ อันนี้ต้องขอชม 

อีกประเด็นที่อยากได้คือ กราฟิค การลากเส้นแนวโน้ม กับการคำนวณ ค่า Fibonacci สำหรับกำหนดแนวรับแนวต้าน  แต่โดยรวมของฟรีที่มีประสิทธิภาพระดับนี้ถือว่าน่าพอใจ แต่ดูจากความยากของการพัฒนา คิดว่าอนาคตอาจจะมีค่าสนับสนุนหรือเปล่า?? คงต้องรอดูกันต่อไปครับ


มือใหม่ download คู่มือได้ที่
http://www.ebooks.in.th/ebook/5469/siamchart_manual/


วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วย P/E

P/E เป็นอัตราส่วนทางการเงิน ยอดนิยมและสำคัญที่เราควรทำความรู้จักไว้ เพราะค่านี้เป็นค่าที่บ่งบอกความถูกและแพงของหุ้น หลายคนใช้เป็นเงื่อนไขในการซื้อ ขาย หุ้นอีกด้วย สืบเนื่องจากอารมณ์ค้างจากเมื่อวานที่คุณเรื่อง P/E กับพี่คนหนึ่ง ระหว่างนั่งซุ่มหัวกันล้วงแคะแกะเกางบการเงินของบริษัทหนึ่งในร้านอาหาร มันมีประเด็นเรื่อง P/E ที่ผมยังไม่เคลียร์เลยใช้เวลาทั้งวันทำการบ้านเพิ่ม ผลก็คือ อินเตอร์เน็ตช่วยได้ กระจ่างศาสตร์ขึ้นมาก ตอนนี้เลยอยากเขียนถึง P/E เพื่อแชร์ความรู้ไว้บนบล็อคสำหรับท่านอื่นๆที่ผ่านเข้ามา เผื่อว่าจะได้เก็บนำไปใช้ประโยชน์กัน





P/E คืออะไร
P/E หรือ PER คือ Price/Earning per Share (EPS) เป็นอัตราส่วนที่ใช้อนุมานความถูกและแพงของตัวหุ้น(กิจการของบริษัท) โดยใช้ราคา หารด้วย EPS(กำไรสุทธิต่อหุ้น) ค่าที่ได้เป็นจำนวนเท่า โดยถ้ามองการเติบโตที่คงที่ ก็จะทำให้ทราบปีที่จะคุ้มทุน

ตัว EPS นี่ละครับ เป็นเหมือนหัวใจของ P/E อีกตัว ถ้าดูข้อมูล P/E ที่ใช้กัน EPS อาจจะใช้ข้อมูลผลประกอบการในอดีต 4Q ย้อนหลังมาคิด หรืออาจจะใช้ข้อมูลการประมาณการผลประกอบการ(เดา)ในอนาคตมาร่วมด้วย

P/E ไม่คงที่แปรผันตามเวลา
เนื่องจาก P/E มันมีการคำนวณอ้างอิงข้อมูล ณ เวลาในขณะใด ขณะหนึ่งเพราะฉนั้น การที่หุ้นมี P/E สูงในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าจะแพงและมีค่าสูงตลอดไป เพราะอนาคตถ้า บริษัททำผลประกอบการได้ดี EPS สูง ค่า P/E ก็จะลดลง แต่แน่นอนว่าการที่ P/E ในปัจจุบันสูงอาจเพราะ ราคาสะท้อนความคาดหวังต่อผลประกอบการไปแล้ว ถ้าอนาคตผลประกอบการออกมาดี ก็ดีไป แต่ถ้าออกมาเน่า ค่า EPS ต่ำละก็ หุหุหุ

หุ้นวัฎจักรไม่ควรใช้ค่า P/E แต่อย่างเดียว
ธรกิจที่เป็นวัฏจักรมีขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจ และตามอุปสงค์อุปทานของวัตถุดิบ เช่น เหล็ก เดินเรือ อสังหาริมทรัพย์ แร่ธาตุ ถ่านหิน การใช้ P/E เพื่อตัดสินใจว่าควรจะซื้อหุ้นตัวนั้นหรือไม่ ก็อาจจะไม่เหมาะสมนัก เพราะถ้าช่วงวิกฤตขาลงของธุรกิจ ค่า P/E ของหุ้นอาจถูก แต่ถ้าผ่านพ้นไปสู่จุดขาขึ้นได้ค่า P/E ก็จะปรับตัวสูงขึ้นตาม

การประมาณแบบอ้างอิง(Relative)
สิ่งหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกหุ้นลงทุนนั้นคือการใช้ P/E ของหุ้นเปรียบเทียบกับ P/E ของหุ้นตัวอื่นๆในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงการเทียบ P/E ของหุ้นกับ P/E ของกลุ่มอุตสาหกรรม ก็จะทำให้ทราบความถูกแพงของหุ้นได้ เช่น หุ้น S มี P/E = 16 ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทอนิคมีค่า P/E ประมาณ 8 นั้นหมายความว่าราคาหุ้น S ในตลาด ได้สะท้อนความคาดหวังของกิจการไปค่อนข้างมากถ้าเทียบกับตัวอื่นในกลุ่มอุตสาหกรรม

การใช้ P/E เปรียบเทียบระหว่างหุ้นควรเทียบระหว่างหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มากกว่าการเทียบข้ามกับหุ้นคนละกลุ่ม เพราะจะได้ค่าสัมพัทธที่มีประสิทธิภาพและสะท้อนความเป็นจริงมากกว่า หัวใจสำคัญของการจะใช้ค่า P/E ที่เหมาะสมนั้นเราควรจะเข้าใจธุรกิจและกิจการนั้นก่อนเสมอ

คุณภาพของ P/E
เนื่องจาก ค่า P/E มีการนำเอากำไรต่อหุ้นมาคำนวณด้วย ดังนั้นหุ้นที่ค่า P/E ต่ำบางครั้งก็อาจจะดีไม่เท่ากับหุ้น P/E สูงเสมอไป ถ้ากรณีความสามารถในการทำกำไรที่ไม่สูง และสม่ำเสมอ บางครั้ง P/E ที่ต่ำอาจจะเกิดจากกำไรจากรายได้ชั่วคราวเช่นการขายทรัพย์สิน ไม่ได้เกิดจาก กำไรจากตัวธุรกิจจริงๆ

หุ้นที่ผลกำไรไม่แน่นอน เช่นกลุ่มเกษตรที่มีปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมมาเกี่ยว ทำให้ต้นทุนสูงในขณะที่ไม่สามารถขยับราคาขายตามต้นทุนได้ทัน ซึ่งอาจจะทำให้ค่า EPS ไม่สม่ำเสมอ หรือหุ้นบางกลุ่มสร้างกำไรด้วยการขยายกิจการ ใช้การกู้เงินเพิ่มเพื่อสร้างผลกำไรจากการขายสินค้า เช่นการลงทุนเรื่องเทคโนโลยี การขยายกำลังการผลิต ซึ่งในปีแรกอาจจะมีกำไรเพิ่ม แต่เมื่อต้องมีการปรับปรุงหรือลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มก็ต้องกู้เพิ่มอีก ลงทุนเพิ่มซึ่ง สังเกตุได้จากค่า ROA และค่า D/E

ดังนั้นการหาคุณภาพของ P/E จึงจำเป็นต้องมีการเอาข้อมูลอัตราส่วนการเงินอื่นๆมาร่วมพิจรณาและใช้ข้อมูลย้อนหลังประกอบ รวมถึงการทำความเข้าใจกิจการเพื่อคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคต

การวัดมูลค่าหุ้นด้วย P/E
ผมชอบ P/E ตรงที่คิดคำนวณง่ายไม่ซับซ้อน และที่สำคัญคือการประมาณ(เดา) มูลค่าของหุ้นในอนาคตได้ โดยหลักการณ์คือ คาดการณ์การเติบโตของ EPS ในอนาคต เพื่อนำมาคูณกับค่า P/E ที่เหมาะสม

การอนุมานค่า EPS
สิ่งที่จะทำให้คาดการณ์ EPS ได้แม่นยำคือต้องศึกษาธุรกิจ และดูโครงการการลงทุน ประเมินรายได้สุทธิและกำไรสุทธิ การอ่านงบการเงินย้อนหลัง เพื่อดูค่าใช้จ่ายและต้นทุนขั้นต้นว่าจะมีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงไหม? ดูความสามารถในการแข่งขัน แนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรม เป็นต้น

เพื่อคำนวณค่า EPS บางครั้งเราสามารถใช้ข้อมูลการคาดการณ์การเติบโตของบริษัทจากนักวิเคราะห์ หรือจากการให้ข้อมูลจากผู้บริหาร มาคำนวณหา EPS ในอนาคตได้ แบบหยาบๆโดยทำบนสมมติฐานที่ว่า EPS จะไม่ลดต่ำลงกว่าปีก่อน วิธีคิด
EPSอนาคต = EPS ปีก่อน + %Growth
แต่การประมาณอีกวิธีที่จะแม่นยำมากกว่าคือการประมาณในระยะเวลาสั้นๆ เช่นทราบค่า EPS ของ 2 Q แล้วประมาณค่า EPS อีก 2 Qที่เหลือ แบบนี้จะแม่นยำกว่าการประมาณข้ามปี

การอนุมานค่า P/E
การอนุมาณค่า P/E ค่อนข้างจะยาก แต่ผมชอบใช้เทคนิคของคุณ สันติ สิงหวังชา ที่ใช้ปัจจัยต่างๆเช่น
- การเติบโตของรายได้ : แนวโน้มอุตสาหกรรม , ความสามารถของคู่แข่ง , ความสามารถในการเพิ่มยอดขายของบริษัท
-ความสามารถในการควบคุมต้นทุน : อำนาจต่อรองเทียบกับ supplier , ความสามารถในการผลักภาระไปให้ลูกค้า
-ความผันผวนของรายได้และกำไร : ยิ่งผันผวนมาก ผมมองว่าคุณภาพจะค่อนข้างต่ำ
-ผู้บริหาร : ความซื่อสัตย์ , ความขยัน , ความเก่ง (ต้องระวังผู้บริหารที่ขี้โม้เก่งนิดนึง เพราะเราอาจจะคิดว่าฝีมือดีทั้งที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เรื่องเลยก็ได้)
-โครงสร้างการเงินของบริษัท : หนี้สินเทียบกับส่วนทุน , หนี้สินเทียบกับกำไร , เงินสดที่เหลืออยู่หักด้วยหนี้สิน

แล้วนำปัจจัย เป็นตัวคุณภาพมาสรุปเป็นเงื่อนไข เพื่อจัดกลุ่มคราวๆ สำหรับการประมาณค่า P/E ที่เหมาะสม

หุ้นที่มีคุณภาพแย่ (หุ้นเกรด F) กิจการที่ขาดทุน หนี้สินเยอะๆ หรือกำไรเอาแน่เอานอนไม่ได้ ปีนึงกำไร ปีนึงขาดทุน หรือพวกที่ผู้บริหารไว้ใจไม่ได้ พวกนี้ไม่ต้องประเมิน pe หรอกครับอย่าไปซื้อมันเลยดีกว่า

หุ้นที่มีคุณภาพกลางๆ (หุ้นเกรด C) หนี้สินกลางๆ รายได้และกำไรไม่ค่อยเติบโต หรือเติบโตช้าไม่เกิน 5% ต่อปี pe ควรจะอยู่แถวๆ 5-6

หุ้นคุณภาพดีพอใช้ (หุ้นเกรด B) หนี้ไม่มาก รายได้ไม่ผันผวนโตอย่างสม่ำเสมอ กำไรในอนาคตเติบโตระดับ 5-15% ต่อปี pe น่าจะประมาณ 6-9


หุ้นคุณภาพดี (เกรด A) หนี้น้อย หรือไม่มีเลย รายได้โตอย่างต่อเนื่อง กำไรในอนาคตคาดว่าจะโตในระดับ 15% ขึ้นไป pe เหมาะสมประมาณ 9-12หุ้นสุดยอด (Super stock) หนี้น้อยหรือไม่มี รายได้มั่นคงมากและโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ กำไรโตขึ้นในระดับ 20-30% ผู้บริหารเก่ง ขยัน ซื่อสัตย์ แนวโน้มธุรกิจดี มีอำนาจในการต่อรองต่อ supplier สูง อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แข่งขันกันเรื่องราคาเป็นหลัก สามารถผลักภาระให้ลูกค้าได้ ฯลฯ พวกหุ้นชั้นยอดพวกนี้ pe ตั้งแต่ 12 ขึ้นไปจนถึง 20

แต่บางครั้งกว่าจะได้ข้อมูลการประมาณค่า P/E ที่เหมาะสมอาจจะต้องใช้เวลาในการอ่านงบการเงิน เพื่อศึกษาถึงคุณภาพของบริษัท ตรงนี้ต้องใช้ประสบการณ์ในการประเมิน

ก่อนจะตีเป็นค่า P/E ของหุ้น โดยส่วนตัวผมถ้าไม่มีเวลา ผมก็จะใช้ค่า P/E ของปีหรือ Q ก่อนหน้าที่มีข้อมูล โดยคิดในสมมติฐานว่า บริษัท P/E จะไม่แพงไปมากกว่านี้(หมายความว่า ผลประกอบการไม่แย่ลงไป) หรืออาจจะพิจารณาการโตของธุรกิจในปีหน้าร่วมด้วย ถ้าแย่มากอาจจะใช้ค่า P/E ของอุตสาหกรรม ในการคำนวณ

โดยค่า P(ราคาอนาคต) = P/Eคาดการณ์ * EPSคาดการณ์

ราคาในอนาคต ก็ทำให้เราทราบได้ว่า การซื้อหุ้นของปัจจบันนี้มันคุ้นค่าหรือไม่ ถ้าได้ราคาหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าในอนาคตมากๆ ย่อมเป็นการดีในการลงทุน
แต่ การเลือกหุ้น P/E อาจจะไม่ใช่ค่าตัวเดียวที่เราพิจารณา แล้วจบเพราะบางครั้งของถูกอาจจะไม่ใช่ของดี เราจึงจำเป็นต้องดูค่าอัตราส่วนการเงินอื่นๆประกอบการตัดสินใจ รวมถึงต้องวิเคราะห์คุณภาพกิจการ เข้าใจถึง Business model ให้ดีก่อนลงทุนด้วย

PEG สักนิด
ก่อนจะจบเรื่อง P/E ของพูดถึงญาติผู้น้องคือ PEG หรือ PE Growth สักนิด เจ้าตัวนี้ช่วยบ่งบอก คุณภาพเบื้องต้นของ P/E ได้ว่า ที่ว่ามากตอนนี้มันแพงจริงไหมถ้าเทียบกับอัตราการเติบโตในอนาคต
PEG = P/E / %Growth

เช่น ถ้าหุ้น B มี P/E = 10 แต่บทวิเคราะห์ ผู้บริหารคาดการณ์ว่า Growth 20% ค่า PEG = 0.5
หุ้น A มี P/E = 5 ,ค่า Growth = 5% ดังนั้น PEG = 1

หุ้นที่ค่า PEG มากกว่า 1 ก็จัดว่าแพง ,หุ้นที่ PEG น้อยกว่า 1 ยิ่ง PEG น้อยกว่า 1 ยิ่งดีครับ แสดงว่าไม่แพงไปเมื่อเทียบกับการโตอนาคต


สรุป
การเป็นนักเก็งกำไร ก็ไม่ควรมองข้ามความรู้ความเข้าใจพื้นฐานนะครับ เพราะหุ้นนั้นมีบริษัท มีผลประกอบการเป็นตัวรองรับ Demand supply ของราคา แม้บางครั้งมันจะไม่สมเหตุผลก็ตาม แต่การรู้พื้นฐานช่วยให้เราเก็งกำไรบนหุ้นที่ดีและปลอดภัยได้มากขึ้น

ที่สำคัญการเก็งกำไร บางครั้งวิ่งตามข่าวผลประกอบการ การรู้การวิเคราะห์พื้นฐานทำให้ เก็งค่า EPS รายไตรมาสได้ถูก และใช้ตัวนี้เป็นช่องในการทำกำไรรายรอบ (เคล็ดลับการเทรดของผม) ได้ดีทีเดียว ค่า P/E ที่เราฟังนักวิเคราะห์พูดก็ควรลึกซึ้งกับมันด้วย อย่างฟังอย่าเดียว อย่าไปจำว่า P/E มากไม่ดี หรือ P/E ต่ำแล้วดี เพราะมันไม่ง่ายแบบนั้นเสมอไป จงเข้าใจและเรียนรู้ ดีที่สุดครับ


อ้างอิง