สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

จดหมายอำลานักลงทุนของ Andrew Lahde

บางครั้งมันเป็นเรื่องของเวลา ที่จะพิสูจน์ความเชื่อ ความเชื่อในการพึ่งพาตนเองและการลงทุนแบบพอเพียง ยั่งยืน การลงทุนที่ไม่ทำให้ชีวิตเรา เคร่งเครียดหรือเหนื่อยเกินไป การไม่วิ่งตามความโลภหรือเงาของชิ้นเนื้อในน้ำ แม้แต่ฝรั่งในโลกทุนนิยมยังเริ่มคิดได้ 

ขอนำบทความแปลดีๆของ คุณ Sarinee Achavanuntakul คนนี้ก็เป็นนักเขียนในดวงใจผมอีกคน ยังไงลองอ่านดูนะครับ 

Andrew Lahde ผู้ก่อตั้งและบริหาร Lahde Capital Management เป็นหนึ่งในผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) น้อยรายที่พยากรณ์วิกฤตซับไพรมถูกต้องก่อนเกิดเหตุ และทำไรมหาศาลจากการเก็งดังกล่าว (เช่น ด้วยการชอร์ตหลักทรัพย์ที่อิงซับไพรม) กองทุนของเขากองหนึ่งทำกำไรได้สูงถึง 870% ในปี 2007 – หนึ่งในอัตรากำไรสูงสุดตลอดกาลของธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ ในเดือนตุลาคม 2008 เขาได้ประกาศอำลาวงการ ยุบเลิกกองทุนทั้งหมดภายใต้การบริหารจัดการ คืนเงินให้กับนักลงทุน ต่อไปนี้เป็นจดหมายถึงนักลงทุนฉบับสุดท้ายของ Andrew Lahde ที่ตีพิมพ์ใน Financial Times:
Letter: Andrew Lahde, Lahde Capital Management

แปลจาก จดหมายของ Andrew Lahde

17 ตุลาคม 2551

วันนี้ผมไม่ได้เขียนมาเพื่อคุยทับ เมื่อคำนึงถึงความเจ็บปวดที่แทบทุกคนกำลังประสบ การคุยทับจะผิดกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เขียนเพื่อพยากรณ์อนาคตด้วย เพราะเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมพยากรณ์ในจดหมายฉบับก่อนๆ ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ก็กำลังเกิดขึ้น แทนที่จะทำอย่างนั้น ผมกำลังเขียนเพื่อจะเอ่ยคำลา

เมื่อไม่นานมานี้ หน้าหนึ่งของ Section C ใน Wall Street Journal ลงความเห็นของผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์คนหนึ่งที่กำลังปิดกองทุนเหมือนกัน (เขาบริหารกองทุนขนาด $300 ล้าน) ว่า “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ก็คือ ผมเกลียดมัน” ผมเห็นด้วยกับความเห็นนี้อย่างเต็มเปี่ยม ผมทำธุรกิจนี้เพื่อหาเงิน วิธีที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยก็คือหาเงินจากไอ้งั่งทั้งหลายที่ผู้ปกครองจ่ายเงินให้ไปเรียนไฮสกูลแพงๆ มหาวิทยาลัยเยล แล้วก็ต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ด คนพวกนี้ พวกที่(มักจะ)ไม่คู่ควรกับการศึกษาที่พวกเขาได้รับ (หรืออ้างว่าได้รับ) ได้เลื่อนตำแหน่งไปถึงจุดสูงสุดของบริษัทอย่าง AIG, Bear Stearns และ Lehman Brothers และรัฐบาลของเราทุกระดับ ท้ายที่สุดแล้ว พฤติกรรมทั้งหมดที่สนับสนุนเหล่าอภิสิทธิ์ชนนั้นทำให้ผมหาคนที่โง่พอที่จะอยู่อีกข้างหนึ่งของดีลผมได้ง่ายดายกว่าเดิม พระเจ้าคุ้มครองอเมริกาจริงๆ

มีคนมากเกินไปที่ผมควรขอบคุณสำหรับความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากฟังเหมือนนักแสดงฮอลลีวูดที่กำลังรับรางวัล เงินที่ได้ก็เป็นรางวัลมากพอแล้ว นอกจากนี้ คนที่อยู่บนรายชื่อยาวไม่สิ้นสุดล้วนรู้ตัวดีว่าพวกเขาสมควรได้รับคำขอบคุณจากผม

ผมจะไม่บริหารเงินให้กับคนอื่นๆ หรือสถาบันอีกแล้ว ผมมีความมั่งคั่งของตัวเองมากพอที่จะบริหาร บางคนที่คิดว่าคำนวณความร่ำรวยของผมได้อย่างน่าเชื่อถืออาจแปลกใจที่ผมเลิกทำงานนี้ด้วยหีบสมบัติที่เล็กขนาดนี้ ก็ไม่เป็นไร ผมพอใจแล้วกับรางวัลที่ได้รับ นอกจากนี้ ผมก็จะปล่อยให้คนอื่นสะสมตัวเลขความร่ำรวยเก้า สิบ หรือสิบเอ็ดหลัก ในระหว่างที่ชีวิตของพวกเขาจะเฮงซวยมาก มีนัดชนกันทุกวันไม่เว้นช่วงตลอดสามเดือนข้างหน้า พวกเขาจะตั้งหน้าตั้งตารอช่วงวันลาพักร้อนสองสัปดาห์ในเดือนมกราคม ช่วงเวลาที่พวกเขาคงจะตัวติดกับแบล็กเบอรี่หรือเครื่องอื่นๆ ที่คล้ายกัน ทำแบบนั้นไปทำไม? คนจะลืมพวกเขาภายในห้าสิบปีอยู่ดี Steve Balmer, Steven Cohen, และ Larry Ellison – คนเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกลืม ผมไม่เข้าใจเรื่องมรดกถึงคนรุ่นหลัง คนเราแทบทุกคนจะถูกลืม ลืมไปซะเถอะเรื่องที่จะทิ้งตำนานอะไรเอาไว้ โยนแบล็กเบอรี่ทิ้งไปซะ ไปสนุกกับชีวิตดีกว่า

ดังนั้น ที่นี่ ตรงนี้คือจุดจบ ผมขอออกจากวงการนี้ ด้วยความเคารพนะครับ อย่าคาดหวังว่าผมจะตอบอีเมล์หรือข้อความที่ฝากในโทรศัพท์ภายในเวลาที่สมเหตุสมผล หรือแม้แต่คาดว่าผมจะตอบมันเลย Andy Springer กับบริษัทของเขาจะจัดการเรื่องการยุบกองทุน และอย่าเป็นห่วงพนักงานของผม พวกเขาจะมีงานทำกับบริษัทของคุณ Springer เสมอ มีคนเดียว (ที่ได้รับค่าตอบแทนไปมากแล้ว) ที่จะตกงาน

ผมไม่สนใจดีลอะไรก็ตามที่ใครก็ตามอยากให้ผมมีส่วนร่วม ผมไม่มีความเห็นอะไรจริงจังเกี่ยวกับตลาดไหนก็ตามเลยตอนนี้ นอกจากจะบอกว่าสถานการณ์คงจะเลวร้ายลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้ บางทีอาจเลวลงอีกหลายปี ผมพอใจแล้วกับการนั่งดูบนขอบสนามและรอเวลา เพราะถึงที่สุดแล้ว การนั่งรอคอยเป็นวิธีที่เรารวยจากวิกฤตซับไพรม ตอนนี้ผมมีเวลาที่จะซ่อมแซมสุขภาพที่ถูกทำลายด้วยความเครียดที่ผมพอกให้กับตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา และซ่อมแซมชีวิตทั้งชีวิตของผมด้วย ชีวิตที่ผมต้องแข่งขันแย่งยื้อที่นั่งในมหาวิทยาลัยและโครงการปริญญาโท แย่งงานและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ แข่งกับคนที่มีความได้เปรียบทุกประการ (พ่อแม่รวยๆ) ที่ผมไม่มี ขอให้ระบบที่ให้คุณและโทษกับคนตามความสามารถของเขาเอง (meritocracy) เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลรูปแบบใหม่ที่จำเป็นจะต้องได้รับการจัดตั้ง

พูดถึงรัฐบาลอเมริกา ผมก็อยากจะเสนออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก่อนอื่น ผมอยากชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่ชัดเจนมากๆ นั่นคือ มีคนเสนอร่างกฎกติกาต่อสภาคองเกรสครั้งแล้วครั้งเล่าในรอบแปดปีที่ผ่านมา ร่างกฎหมายที่จะช่วยล้อมกรอบพฤติกรรมให้กู้โฉด (predatory lending) ของสถาบันการเงินที่ส่วนใหญ่ล้มละลายไปแล้ว สถาบันการเงินเหล่านี้หว่านเงินให้กับพรรคการเมืองทั้งสองพรรค แลกกับการโหวตคว่ำกฎหมายที่ถูกออกแบบมาคุ้มครองประชาชนคนเดินดิน นี่เป็นเรื่องที่น่าโมโหมากๆ แต่แล้วก็ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้เรื่องหรือแคร์อะไรกับมัน ตั้งแต่ Thomas Jefferson กับ Adam Smith ลาโลกไป ผมจะเถียงว่าเราแทบไม่มีนักปรัชญาที่สูงส่งในประเทศนี้เลย อย่างน้อยก็นักปรัชญาที่พุ่งความสนใจไปที่การปรับปรุงรัฐบาล

ระบบทุนนิยมทำงานมากว่าสองร้อยปี แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป และตอนนี้ระบบก็เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น George Soros เศรษฐีผู้ร่ำรวยมหาศาล ได้ประกาศว่าเขาอยากให้คนจดจำเขาในฐานะนักปรัชญา ข้อเสนอของผมคือ ชายผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ควรจะริเริ่มและอุดหนุนฟอรัม (forum หมายถึงพื้นที่ที่คนมารวมตัวกันทำงาน-ผู้แปล) ที่นักคิดผู้ปราดเปรื่องทั้งหลายจะได้มารวมตัวกันเพื่อสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนเดินดินจริงๆ ในขณะเดียวกันกับที่สร้างผลตอบแทนสูงพอที่จะดึงดูดให้มันสมองที่ดีที่สุดและฉลาดที่สุดเข้ารับใช้ชาติในระดับต่างๆ โดยไม่ต้องอาศัยการโกงกินเพื่อตอบสนองความต้องการหรือไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ฟอรัมนี้อาจคล้ายกันกับฟอรัมที่สร้างลินุกซ์ [ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์]ที่แข่งกับอำนาจผูกขาดแทบจะสมบูรณ์ของไมโครซอฟท์ ผมเชื่อว่ามีคำตอบ แต่ตอนนี้ระบบพังอย่างชัดเจน

สุดท้ายนี้ ระหว่างที่ผมยังมีผู้ฟัง ผมก็อยากจะเรียกร้องให้คนหันมาสนใจแหล่งอาหารและพลังงานทางเลือก คุณจะไม่เห็นมันบนโฆษณาทีวีของบีพี [British Petroleum] ที่บอกว่า “รู้สึกดีเถอะ เรากำลังหาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” (Feel good. We are working on sustainable solutions) หรือในโฆษณาคล้ายกันของเอดีเอ็ม แต่ผมจะบอกว่า มนุษย์ใช้ป่าน (hemp) มาอย่างน้อย 5,000 ปีแล้วในการทำเครื่องนุ่งห่มและอาหาร และแทบทุกอย่างที่ทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ป่านไม่ใช่กัญชา (marijuana) และมาริวานาก็ไม่ใช่ป่านนะครับ ป่านเป็นพืชเพศผู้ที่เติบโตขึ้นมาเหมือนกัญชา (weed) ก็เลยมีคนใช้คำนี้เป็นแสลงของกัญชา ธงชาติอเมริกาผืนแรกทอจากใยป่าน และรัฐธรรมนูญของเราก็พิมพ์บนกระดาษที่ทำจากป่าน รัฐบาลอเมริกันใช้ป่านจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังสงครามก็ประกาศให้มันเป็นพืชผิดกฎหมาย

ในห้วงเวลาที่เราได้ยินโวหารสวยหรูมากมายเกี่ยวกับการ “พึ่งตนเอง” ในแง่พลังงาน ทำไมการปลูกป่านถึงยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ในประเทศนี้? โอ้ มันเป็นเพราะเพศเมียของต้นนี้ เพศเมียชั่วช้าที่เรียกว่ากัญชา มันทำให้คุณรู้สึกเคลิ้ม ทำให้คุณหัวเราะ ไม่ทำให้คุณมีแฮงก์โอเวอร์ ไม่ทำให้ทะเลาะกันในบาร์หรือตบตีเมีย ไม่เหมือนกับเหล้า แล้วทำไมพืชที่ไม่มีอันตรายต้นนี้ถึงผิดกฎหมาย? มันเป็นยาที่สร้างนิสัยเสพติด (gateway drug) หรือเปล่า? เปล่าเลย ของที่ทำอย่างนั้นคือเหล้า ซึ่งโฆษณาหนักเหลือเกินในประเทศนี้ ข้อสรุปเดียวของผมที่อธิบายว่าทำไมป่านถึงได้ผิดกฎหมายคือ ภาคธุรกิจในอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของสภาคองเกรส อยากขายคุณ Paxil, Zoloft, Xanax และยาเสพติดอื่นๆ มากกว่าจะยอมให้คุณปลูกต้นไม้ในบ้านตัวเองโดยไม่แบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้กับพวกเขา นโยบายนี้ไร้สาระมาก มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานต่างชาติ นโยบายของเราทำให้ประเทศอื่นๆ หัวเราะเยาะความโง่เขลาของเรา โดยเฉพาะแคนาดาและหลายประเทศในยุโรป (ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก) คุณจะไม่ได้รู้เรื่องนี้จากสื่ออเมริกันหรอก เพราะพวกเขาไม่ค่อยอธิบายว่าอาทิตย์นี้ใครกำลังหัวเราะเยาะอเมริกาอยู่บ้าง ขอเถอะครับ ทุกคน เลิกใช้โวหารสวยหรู เริ่มคิดกันดีกว่าว่าเราจะพึ่งตัวเองจริงๆ ได้อย่างไร

ถึงจุดนี้ผมขอบอกว่า ลาก่อน และขอให้โชคดีครับ.

ด้วยความปรารถนาดี,

Andrew Lahde
อ้างอิงจาก
http://www.fringer.org/?p=389

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

น้ำผึ้งในช้อนกาแฟ

ผมมักเจอปัญหาแบบนี้บ่อยๆมากคือแยกไม่ออกระหว่างการเรื่องการขอคำปรึกษากับการขอหุ้นเด็ด หลายท่านเข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องการลงทุนในหุุ้น ผมก็พยายามแนะนำไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคนิคหรือเรื่องพื้นฐาน เท่าที่ตนเองจะรู้ ช่วยเต็มที่ แต่ที่หลายคนมักไม่เลือกที่จะขอความรู้ แต่เลือกที่จะขอหุ้น ราวกับผมเป็นอาจารย์ใบหวย คิดง่ายๆนะครับถ้าผมรู้ว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นเยอะๆผมคงรวยไปแล้ว ไม่ต้องมาทำงานให้ลำบาก คนอื่นๆก็เช่นกันถ้าเขารู้อนาคต รู้ในสิ่งที่ยังไม่เกิดเขาไม่มาลำบากทำงาน หาเงินหรือนั่งเล่นหุ้นหรอกครับ ดังนั้นส่วนมากที่ให้หุ้นก็คือเดาแบบมีหลักการนั้นแหละ ผิดบ้างถูกบ้าง พอผิดก็มีเหตุผลมาแก้ตัวต่างๆนานา ดังนั้นเล่นหุ้นหรือลงทุนอย่าไปเดา ทดลองทำตามระบบที่เราคิด และอยู่กับปัจจุบันดีที่สุด




แต่ประเด็นมันอยู่ที่ คนส่วนใหญ่มักคิดที่จะรวยแบบรวดเร็ว การได้หุ้นเด็ด หุ้นแรง ซื้อปุ๊บก็รวย แต่ถามว่าซื้อ 10 ครั้งจะแจ๊คพอต ได้ถึง 5 ครั้งหรือเปล่า ??? ที่สำคัญเมื่อเสียแล้ว เรามักจะเสียติดๆกัน เมื่อเสียแล้วแมงเม่ามักจะติดดอยไม่ค่อยคัดลอส ทำให้เงินทุนก็ลดลง โอกาสกลับมาก็ยาก 


การมีความรู้การเข้าใจวิธีคิดและความสามารถในการบริหารจัดการเงินทุน จึงมีความสำคัญมาก หลายบทความผมพยายามโฟกัสาและเน้นเรื่องพวกนี้มากกว่าเรื่องของการวิเคราะห์เทคนิคเสียอีก เพราะการจัดการเงิน (Money management) นั้นสำคัญมาก


การลงทุนมีความเสี่ยง เสี่ยงมากยิ่งได้รับผลตอบแทนมาก หัวใจสำคัญคือการเลือกความเสี่ยงที่เหมาะกับตัวเรา แล้วทดลองไปตามจังหวะของการลงทุน อย่าไปเก็ง อย่าไปเร่งจนเกินไป หลายคนไม่กล้าเสี่ยง เพราะความกลัว แล้วก็มานั่งรู้งี้ รู้งี้ แท้จริงแล้วมันคือการทดลอง ไม่มีใครรู้แนวโน้มที่ชัดเจน 100% หรอกครับ เรารู้จริงๆก็แค่ 70% อีก 30 % ก็ต้องทดลอง แต่การที่เรามีจุด cut loss มีการจัดการเงินทุนที่ดีทำให้โอกาสผิดพลาดขาดทุนก็จะมีน้อย หรือมีความสูญเสียที่ไม่มาก


ผมของยกตัวอย่างระบบการเทรดของผม ผมเทรดหุ้น 10 ครั้ง ถ้าแย่จริงๆ(มือตกหรือห่วยมากๆ) จะผิดได้ 5 ครั้ง (win/lose ที่ 50%) การขาดทุน 5 ครั้ง ถ้า cut loss ที่ 2% การขาดทุนรวม ก็จะเท่ากับ 10% แต่การกำไร 5 ครั้งถ้าเรานิ่งปล่อยให้ profit run โอกาสจะกำไรเกินครั้งละ 5 % ก็มีสูง ผลกำไรรวมก็เท่ากับ 25%


ดังนั้นภาพรวม ต่อให้วันที่เราแย่หรือฝีมือห่วยจริงๆ แต่มีระบบ MM ที่ดี ยังไงเราก็กำไรครับ นี้ยังไม่รวมกลไกการ hedging ที่สามารถทำป้องกันความเสี่ยงได้อีก ที่ผมเขียนมาเพราะอยากจะยืนยันแนวคิดที่ว่า "ถ้าท่านมีปัญญาเป็นอาวุธแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่มีทางขาดทุน" แต่ถ้าท่านยังคิดที่จะขอปลาเขากิน ท่านก็จะได้เศษปลาที่เขากินแล้ว ยังไงก็ไม่มีวันอิ่ม ไม่มีวันยั่งยืนได้ ก่อนจบของฝากกาตูนดีๆผมนำมาจากห้องสินธร เป็นการตูนที่สอนใจนักลงทุนได้ดีทีเดียวครับ












จาก

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

เมื่อ IDOL กลายมาเป็น CEO

ผมเชื่อเสมอว่าชีวิตหนึ่งของคนเราที่เกิดมา ย่อมต้องมีความฝัน ความฝันทำให้เรามีเป้าหมาย และที่สำคัญเราต้องมีต้นแบบหรือ IDOL ของตัวเอง จริงๆแล้ว IDOL ของเราก็ไม่ได้ต่างกับซีม่าโรชั่นที่คันก็ต้องทา มันมีความจำเป็นในช่วงเวลาชีวิตที่ท้าทาย ช่วงชีวิตที่เรากำลังค้นหาความหมาย ค้นหาเข็มทิศ สำหรับผมมันคือช่วงชีวิตที่ออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัย มาเจอกับโลกความจริง ถ้าเราไม่มีหลัก ไม่มีคนสอนวิธีคิดผมเชื่อว่าการเดินทางมาถึงวันนี้คงยาก


ถ้าท่านบ้านรวย พ่อแม่สปอยให้ได้ การที่ต้องขวนขวายหาอนาคตอาจจะไม่จำเป็น แต่ถ้าเป็นเพียงคนต่างจังหวัดธรรมดาที่เข้ามาหาโอกาสดีๆในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ การมีเป้าหมายและกลยุทธในการดำเนินชีวิตผมคิดว่าจำเป็น บางครั้งการตั้งเป้าหมายอาจจะไปไม่ถึงก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อมีเป้าหมายย่อมต้องมีเส้นทางที่ก้าวเดินไป เส้นทางนั้นจะทำไม่ให้เราหลงทาง หลงทางไปกับแสงสีและความสนุกกินไอของทุนนิยมที่ทำให้เราติดกับ ถ้านึกไม่ออกว่ามันเป็นยังไง ผมอยากให้ลองมองตัวละครที่สร้างความสุขหรรษาให้เราทุกวันพฤหัสในเรื่อง "เป็นต่อ"
ถ้ามองคนที่สนุกแต่ไม่มีการวางแผน ตัวละครที่สะท้อนได้เด่นชัดน่าจะเป็น ไอ้วอก พี่อู๊ด และพี่ยม สามตัวละครนี้มีความสุขสนุกสนาน ทำงานไปวันๆตกเย็นกินเหล้า เข้าพับ หลีหญิง ไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความมั่นคง เป็นโรคหนี้อุดตันในกระแสเลือด ถามว่ามันผิดไหมคำตอบคือไม่ผิดถ้าเราเลือกจะสนุก เพราะมันเป็นความสุขที่ฉกฉวยได้ง่ายเบื้องหน้า แต่เมื่อวันเวลาของมันผ่านไปแล้ว ความทุกข์ย่อมก่อตัวขึ้นมาแบบเมฆดำ ดังนั้นการใช้ชีวิตไปวันๆจึงถือว่าเป็นความเสี่ยงเพราะขาดหลักยึดในการดำเนินชีวิต



MY IDOL
ไอดอลคนหนึ่งของผมคือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ เรียกได้ว่าโตมากับผลงานของพี่จิก ตั้งแต่เพลงของเฉลี่ยง,สามโทน,ตัวละครแบบแม่เภา,สุธีและตัวหนังสือสนุกๆ มองโลกในด้านดีจากคอลัมภ์คุยกับประภาส ผมชอบวิธีคิดแบบพี่จิกที่นำมาปรับใช้ในชีวิตได้จริง แบบเป็นธรรมชาติมันเป็นการมองปัญหาในแง่ดี ใช้ความคิดสร้างสรรค์แบบไม่ยึดกับกรอบและทำให้เราก้าวข้ามอุปสรรค์ไปได้ ที่สำคัญผมชอบตรงที่พี่จิกมักสนับสนุนให้กล้าฝัน ความฝันเป็นสิ่งที่ไม่ตาย และพับเก็บได้เมื่อใดถึงเวลาของมันมันจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ผมมีโอกาสได้คุยกับพี่จิกตัวเป็นๆอยู่ 1 ครั้งในงานสัปดาห์หนังสือ ถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆไม่ถึง 10 นาทีแต่ผมว่ามันเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก สิ่งที่ผมคิดว่าคนทั่วไปในวัยเท่าพี่จิก ในวันที่ตีนกาพาดผ่านบนใบหน้าหลายริ้ว พลังและไฟในตัวถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ การรักษาพลังงานนั้นไว้ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ยาก โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้วน่าจะทราบ แต่พี่จิกทำได้และมีอยู่ 


วิธีคิด
ผมชอบอ่านคอลัมภ์คุยกับประภาส มากเรียกได้ว่าพยายามจะตามอ่านแทบทุกตอน เนื่องจากคำถามและปัญหาที่พี่จิกหยิบยกมา มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมและเรามีโอกาสต้องพบเจอ พอเจอแล้วสามารถกลับมาอ่านดูคำตอบที่พี่จิกตอบไว้ เราจะทราบถึงวิธีคิดในการแก้ปัญหาและมองปัญหานั้น แต่แน่นอนว่า Solution ไม่มีใครคิดให้เราได้ เราต้องคิดและตัดสินใจเองเสมอ แต่ถ้าเรามีวิธีคิดที่ดีแล้วปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ บางเรื่องเป็นคำถามพื้นฐานที่หลายคนอาจจะตั้งคำถามมาทั้งชีวิตเช่น มนุษย์เกิดมาทำไม? คำถามเหล่านี้แหละครับเป็นคำถามที่กำหนดชะตาชีวิตและเป้าหมายชีวิตของคนได้ แต่พี่จิกไม่ได้ตอบแล้วถูกหรือนำไปใช้ได้ แต่พี่จิกสอนให้คิด ถ้าเราเริ่มคิดและเริ่มหาคำตอบ วันหนึ่งคำตอบที่เหมาะสมกับตัวเรานั้นจะกลายเป็นตัวกำหนดกลยุทธในการดำเนินชีวิต จนพาเราไปสู่คำว่าประสบความสำเร็จตามที่เรานิยามไว้


ในการลงทุนก็เช่นกัน ก่อนจะเริ่มลงทุน ผมคิดว่าเราควรที่จะนิยามคำว่าประสบความสำเร็จในการลงทุนเสียก่อน เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดกลยุทธการลงทุนทั้งในเวลาระยะสั้นและระยะยาว ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ย่อมมุ่งหวังที่จะรวย แต่ผมก็เชื่อว่าบางครั้งถ้าเราลองถามตัวเองดีๆ คำว่ารวยอาจจะไม่ใช้คำตอบที่เราอยากได้ก็ได้ ผมเองคนหนึ่งแหละที่ไม่ได้อยากประสบความสำเร็จ หรือร่ำรวยหมื่นล้านแบบนักลงทุนท่านอื่นๆ ผมเองแค่อยากให้เงินมันงอกเงยบนการลงทุนแบบมีที่มีความสุขในชีวิตที่เป็นอยู่มากกว่า ดังนั้นตัวเงินจึงไม่ได้ทำให้ผมเกิดความโลภที่จะไป หรืออยากให้มันเป็น มากเท่ากับการได้เห็นพอร์ตลงทุนโตไปเรื่อยๆแบบยั่งยืนตามแผน โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับการลงทุน 



ผมเห็นเพื่อนนักลงทุนบางคน เล่นทั้งหุ้น ทั้ง future ตกกลางคืนเล่นทอง เล่น forex และเทรด commodity เรียกว่าอะไรที่มีคำทำแล้วว่ารวยเอาหมด วันทั้งวันแทบจะหมดเวลาไปกับการจ้องจอคอมพิวเตอร์แบบนี้ ก็สุดโต่งเกินไปถึงจะรวยจนประสบความสำเร็จด้านการลงทุนได้มีเงินพันล้าน แต่เชื่อผมเถอะว่า โอกาสที่จะล้มเหลวในชีวิตครอบครัว และสุขภาพ ก็มีสูง แทนที่จะมีเวลาได้อยู่ใช้เงินแบบยืนยาว อาจจะต้องเอาเงินที่หามาได้มาจ่ายค่าหมอรักษาโรคแทน


ชื่อ WORK ต้องน่าจะเวิร์ค สิ
พี่จิกเองนอกจากเป็นนักคิด นักเขียน ยังเป็น CEO ของบริษัทเวิร์ค พอร์ทอีกด้วยดังนั้นผมย่อมไม่รอช้าที่จะเลือก คนที่เป็น IDOL มาทำงานให้ตัวเอง (ฮ่า ฮ่า ฟังดูดีไหมครับ) ด้วยการซื้อหุ้น WORK ในครอบครอง โดยปล่อยให้ WORK นอนอ้อยอิ่งในพอร์ต VI มาเกือบสองปีแล้ว ยอมรับว่าผมเองมองพื้นฐานของ WORK แบบละเอียดตามประสายาจก ที่เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่า แถมซื้อหุ้นตอนราคาตก จนดีมานด์ต่ำแบบที่ไม่ต้องแย่งซื้อกับใคร ทำให้ผมได้หุ้น WORK สมใจแบบที่ไม่คิดจะขายทำกำไรตีหัวเข้าบ้าน ขอเลือกนอนกินปันผลยาวๆ แม้จะไม่มาก %yield แค่ 3.9% แต่เมื่อเทียบกับหนี้น้อย D/E = 0.18 และการค่อยๆโตไม่หวือหวาผมว่า ok เลย ส่วนหนึ่งคงเพราะผมเชื่อว่า ถ้า CEO ดีอนาคตบริษัทย่อมดี รายการดีๆที่ผลิตออกมาจากมันสมองของคนเก่งๆแบบไอดอลผมย่อมเติบโตและไม่มีการตกยุคตกสมัยอยู่แล้ว 


ผมขอยกตัวอย่างความละเมียดในการคิดทำรายการของพี่จิก จากบทสัมภาสของคุณหนุ่ม เมืองจันทร์ ที่ว่า 
รายการ "แฟนพันธุ์แท้" ที่มาแรงในวันนี้ "รู้ไหมว่าทำไมคนที่ตอบถูกบางคนจึงร้องไห้"
แน่นอน สำหรับ "ปราชญ์" อย่างผม คำตอบก็คือ "ส่ายหน้า"
"พี่จิก" บอกว่าในการแข่งขันจริง
คนนั้นใช้เวลาคิดนานกว่า 10 นาที
คิดแล้วคิดอีก พอเฉลยว่าถูกต้องจึงดีใจมากจนร้องไห้
"แต่ภาพที่ออกโทรทัศน์มันเพียงแค่นาทีเดียว"
หรือ "ชิงร้อยชิงล้าน" ที่เราเห็นตลก 3 ช่า
"หม่ำ-เท่ง-โหน่ง" ออกมาทีไร "ฮากลิ้ง" ทุกที

เคล็ดลับของทีมนี้ก็คือจะใส่มุขกันเต็มที่แบบไม่มียั้ง
เริ่มตั้งแต่มุข "คาเฟ่" เล่นเรื่องใต้สะดือและตีหัว
ที่ต้องเริ่มจากมุข "คาเฟ่" ก่อน
ก็เพราะเป็นมุขที่คุ้นเคย นำมาใช้เพื่อ "เผาหัว" ให้เครื่องร้อน
พออารมณ์ขำเริ่มมาจึงค่อยเข้ามุขจริง
เขาเล่นกันเต็มที่ยาวเหยียด
เพราะรู้ว่าเดี๋ยวจะมีทีมตัดต่อจัดการให้

หรืออย่างเรื่อง "มุมกล้อง" รายการ "เกมทศกัณฐ์-แฟนพันธุ์แท้"
จะใช้กล้องพิเศษตัวหนึ่งซูมใบหน้าผู้แข่งขันแบบใกล้ชิด
เพื่อให้ได้อารมณ์ของการแข่งขัน
มิน่า "เวิร์คพ้อยท์" จึงได้รับชื่อว่าเจ้าพ่อเกมโชว์
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ชนิดที่ไม่สังเกตหรือไม่มีใครบอกก็ไม่รู้



สรุป
บล็อกนี้เขียนยาวหน่อย แต่ไม่มีอะไรมาก ไม่ได้เชียร์หุ้น แค่อยากบอกว่า ผมโชคดีแค่ไหนที่ได้ IDOL มาทำงาน สร้างผลตอบแทนให้ คุณล่ะครับนอกจากจะวิเคราะห์ที่พื้นฐาน เพื่อการลงทุนระยะยาวลองทำความรู้จักกับ CEO คนที่กำหนดแนวทางของบริษัทไว้บ้างก็ดีนะครับ เพราะมุมมองและตัวตนของเขาย่อมมีส่วนสำคัญสำหรับบริษัทในอนาคต


อ้างอิงบทความ
http://teetwo.blogspot.com/2007/12/blog-post_22.html

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

ฝน ฟ้าและกาแฟ

เมื่อวานก่อนผมมีโอกาสได้นั่งกินเอรสเปรสโซ่ของร้านกาแฟเล็กๆร้านหนึ่งที่บังเอิญรู้จักกันตอนเมื่อตอนที่กำลังวิ่งหนีฝน ร้านเล็กๆไม่สะดุดตาที่ผมใช้นั่งหลบฝนนี้มีเจ้าของร้านน่ารักใจดี ยอมปิดร้านช้ากว่าทุกวันเพื่อให้ลูกค้าขาจรอย่างผมได้นั่งหลบฝน ด้วยความที่เป็นลูกค้าคนเดียวเลยมีเวลาได้สัมผัสบรรยากาศของร้านอย่างเต็มที่ 


ผมชอบความที่ร้านเป็นร้านเล็ก มันดูง่ายๆสบายๆดี ชอบความละเอียดและความใส่ใจของเจ้าของร้านที่ทำหน้าที่เป็นบาริสต้า และเด็กเสริฟด้วย เข้าตำราน้อยแต่มาก วันนั้นเลยได้กาแฟอุ่นๆช่วยบรรเทาความหนาวของอากาศ


กาแฟที่จะชงกาแฟที่อร่อยๆเหมือนการทำงานเป็นทีม กาแฟต้องดี คนคั่วต้องเก่งสามารถรู้ถึงวิธีการคั่วเม็ดกาแฟที่แตกต่างกันไปตามสภาวะอากาศและฤดูกาลปลูก กาแฟพันธุ์เดียวกันแต่อากาศต่างกัน รสชาติกาแฟก็ต่างไป ร้านนี้เป็นร้านที่แปลกดี ผมไม่ค่อยเห็นใครใช้กาแฟอิตาเลียนเบรนด์ทำกาแฟเอสเปรสโซ่แก้วละ 45 บาทขาย นับว่าเป็นลาภปากจริงๆ กาแฟดีต้องตั้งใจทำตั้งแต่ บด อัด ชง วันหลังจะมาโม้รายละเอียดให้ฟัง แต่ความน่าสนใจของพี่สาวบาริสต้าร้านนี้คือ พี่เค้ามีวิธีการอัดกาแฟแบบตั้งใจจริงๆ บ่งบอกได้ถึงความละเอียดและความใส่ใจในการชง การอัดผงกาแฟกับพอตตาฟิลเตอร์ ถ้าแน่นไปหรือไม่สม่ำเสมอเอียงไปข้างหนึ่ง รสชาติของกาแฟที่จะถูกสกัดออกมาก็จะไม่เต็มที่ พี่คนนี้ใช้แทมเปอร์เคาะพอตตาฟิลเตอร์ ค่อยๆกดลงไปแล้วค่อยบรรจงใส่กาแฟลงในหัวบนเครื่องชงแบบ 9 บาร์ไม่นานกาแฟเอรสเปรสโซ่หอมๆ 30 cc ก็ออกมา
ผลงานของพี่คนนี้ค่อนข้างดี ซึ่งเกิดจากการใส่ใจจริงๆ สังเกตได้จากเครม่าที่ลอยในแก้วเอรสเปรสโซ่ สีน้ำตาลทองสวยไม่ over หรือ under ไป 


ผมนั่งกินกาแฟหอมกับเค้กส้ม พร้อมนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับกาแฟที่มีมากมายบนชั้นหนังสือ ร้านนี้ถ้าไม่ขายกาแฟ อาจจะเปิดเป็นห้องสมุดกาแฟได้เลย ใครจะไปเชื่อว่าผมจะเจอหนังสือ Barista Book ของ จิฮิโร่ โยโกยาม่า บาริสต้าในตำนานของญี่ปุ่นที่เมืองไทยไม่น่าจะมีเกินร้อยเล่ม ร้านนี้มีดีอีกอย่างที่เพลงเพราะ โซฟานั่งสบายและมีพื้นไม้ปาเก้สีน้ำตาลนวล ถือว่าลงตัวมาก


ผมเองชอบที่จะมานั่งทำงานหรือเทรดหุ้นในร้านกาแฟอย่างนี้ เพราะว่าบรรยากาศแบบนี้แหละคือบรรยากาศแบบที่ส่งเสริมการใช้ความคิดและสมาธิ มันสามารถกระตุ้นต่อมคิดได้ดีกว่า การนั่งเงียบในห้องสมุด หรือจะนั่งจ้มปุกบนเก้าอี้ตัวเดิมในออฟฟิศพร้อมกับฟังเสียงนินทาพรางๆ ร้านกาแฟเป็นสถานที่ที่มี dynamic เหมาะกับการใช้ชีวิตช้าๆไม่รีบร้อน ไม่กดดันเกินไป ในขณะเดียวกันบรรยากาศสบายๆก็ช่วยให้เรามีสมาธิเพิ่มขึ้น หรือจะเลือกนั่งพักสมองด้วยการแอบฟังโต๊ะข้างๆคุยโทรศัพท์เม้าส์กับเพื่อน 


ว่างๆถ้าคิดอะไรไม่ออก ลองหอบงานแวะเข้าร้านกาแฟ สั่งอะไรร้อนมากินสักแก้ว รับรองหัวสมองวิ่งชิวเลยครับ

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

หนัก เบา ช้า เร็ว

ช่วงนี้มีแต่คนบ่นว่าขาดทุนบ้างล่ะ ตกรถบ้างล่ะ เพราะตลาดผันผวนมากมายไปตามปัจจัยต่างๆภายนอก นี้ยังไม่นับช่วงเดือนเม.ย วิปโยคที่มักจะมีหมู่มวลม๊อบออกมาชุมนุมอีก ไม่รู้ว่าอนาคตทิศทาง SET จะสดใสซาบซ่าอยู่หรือเปล่า


บวกกับมาเจอเรื่องร้ายๆแบบภัยพิบัติที่ญี่ปุ่น รวมถึงการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ามีโอกาสจะรุนแรงแบบ เชอร์โนบิล ที่สร้างความเสียหายระยะ 30 กิโลเมตรเกิดจากการรั่วไหลของกัมตภาพรังสี แต่ความเสียหายอาจจะบรรเทาได้จากการเตรียมรับมือและวินัยของคนญี่ปุ่น ที่มีความพร้อมและมีการปฏิบัติที่เป็นระเบียบ สิ่งที่หนีไม่ได้คือความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจจะมีมูลค่าสูง ยิ่งถ้าต้องมีการอพยบคนในเขตใหญ่แบบเมืองโตเกียว



นี้แหละครับสิ่งที่อนิจจัง ไม่เที่ยงใครจะเชื่อว่าประเทศของโดเรมอน ที่มีความพร้อมและความเจริญทางเทคโนโลยีระดับต้นๆของโลกต้องเผชิญกับการทดสอบจากธรรมชาติที่รุนแรงขนาดนี้ คนไทยอย่างผมคงได้แต่เอาใจช่วยให้ผ่านเรื่องร้ายๆนี้ไปได้ด้วยดี


อย่ารีบวิ่งเดี่ยวจะล้ม
ผมพบว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนมักจะพึงพอใจกับการได้กำไรก้อนใหญ่ หรือเศร้าเสียใจกับการขาดทุน ซึ่งในภาวะตลาดแบบ non trend หรือ side-way แบบนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงต้องรวนเร ขาดความมั่นใจไม่มากก็น้อย เพราะด้วยความคิดเดิมที่เคยทำกำไรกับตลาดหุ้นได้ กับไม่สามารถนำมาใช้ได้ผมในสภาวะตลาดแบบนี้ เพราะกราฟเทคนิคนั้นตามหลังราคา ยิ่งราคาขึ้นลงมากในหนึ่งวัน ย่อมก่อให้เกิดสัญญาณลวง ดังนั้นบางวันกำไร บางวันก็ขาดทุน


เทรดเดอร์มือใหม่หลายท่านพยายาม รีดฟอร์มทำกำไรให้ได้มากๆ เพื่อพิสูจน์ตัวและได้รับการยอมรับ จนมันทำให้ฝืนจังหวะตลาดไป ผลเสียก็จะมีมากคือขาดทุน และเสียความมั่นใจไป สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ ลองผ่อนคลายและหยุด ถอยออกมานอกเกมส์ เพื่อทบทวน บันทึกการเทรด(ถ้ารักจะสำเร็จ จะต้องมีเทรดไดอารี่ เพื่อบันทึกการตัดสินใจไว้ดูนะครับ) ก่อนเริ่มลงสนามต่อไป


จงก้าวเดินอย่างมีสติ
ผมขอนำปรัญชา ที่ผมเคยอ่านในหนังสือเล่มหนึ่ง(จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่คุณเก่งแนะนำว่าเป็นของ ดร.เทียม โชควัฒนา) มาแบ่งปัน 4 คำสั้นๆ "หนัก เบา ช้า เร็ว" ผมนำมาประยุกต์ใช้ทั้งด้านการทำงานและการลงทุน เพราะผมเชื่อในเรื่องขอความสมดุลของสรรพสิ่ง ผมขอยกตัวอย่างในเรื่องการลงทุนให้ดูนะครับ


หนัก : คือสิ่งที่ต้องเน้น ทำมากๆ สิ่งที่เราต้องทุ่มเท สำหรับผม การลงทุนคืออีกโลกที่ผมมาพบมัน ตอนโต(หรือแก่) ผมไม่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ไม่มีพ่อแม่เป็นนักลงทุน ไม่เคยเรียนมา ไม่คุ้นเคย ไม่รู้จัก เรียกว่า มานับจากศูนย์ และมาสนใจหัดเรียนรู้จริงๆเกี่ยวกับหุ้นเพราะ idol อย่างฟางซินเสียจากเกมส์เจ้าพ่อตลาดหุ้น ดังนั้น หนัก ของผมก็คือการศึกษาให้หนัก เรียนรู้ให้มาก เรียนรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้และเรียนรู้ในสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ นั้นคือสิ่งที่จำเป็นและต้องเน้นหนัก ทุ่มเทหาข้อมูลของหุ้นตัวที่เราสนใจ 


หลายคนชอบทางลัด โดยการถาม ถามและก็ถาม การถามไม่เสียหาย แต่ถ้าต้องถามไปเรื่อยๆโอกาสจะไปเจอคนที่ไม่ดี คนที่ไม่จริงใจหลอกเชียร์หุ้นที่เขาซื้อไว้ก็มีเยอะ อย่างไรเสียย่อมไม่ใครมาหวังดีกว่าตัวเรา ยิ่งกว่าตัวเรา ดังนั้นถ้าเราเข้าใจและวิเคราะห์เองได้ ก็คือการจับปลาเป็น เอาตัวรอดได้ดีกว่า ไปเที่ยวขอปลาเขากินตลอดไป ชิมิครับ



เบา : คือสิ่งที่ต้องตระหนักและคิดยั้ง ถ้าท่านบ้านไม่รวย ไม่ได้ขับเบนซ์ ยังต้องเป็นมนุษย์เงินเดือน จงอย่าทุ่มเทให้หุ้น จนเกินไป เพราะเวลาอีก 90% ของคุณต้องไปทุ่มเทให้การงาน และครอบครัวด้วย จงอย่าหมกมุ่นในการทำกำไร เอากลับไปคิดติดหัว หรือแม้แต่คอยกังวลเรื่องราคาหุ้นเกินไป เชื่อผมเถอะว่า ยิ่งเราคิดถึงมาก มันยิ่งทำให้เราเป็นกังวล ผลก็คือ ทุกอย่างจะแย่กว่าเดิม ปล่อยใจสบายๆครับ ทำทุกอย่างให้เต็มที่ตามแผนที่วางไว้เป็นพอ จบ 16.30 ปิดโปรแกรมเทรด เมื่อออกหน้าจอคอมทุกอย่างก็ควรจบ ออกไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และสิ่งที่สวยงามรอบข้าง


ช้า: คือ การรู้จักรอโอกาส ไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุน หรือซื้อหุ้นในทุกจังหวะ เพื่อจะสนองตอบความต้องการทางจิตใจ ที่อยากจะได้กำไร หลายคนยังนำเอาระบบคิดแบบงานประจำมาใช้อยู่ โดยเน้นไปที่การซื้อขายมากๆครั้งเพื่อ หวังโบนัสกำไรก้อนโต โดยลืมคิดถึง เงินที่ต้องขาดทุนและจ่ายค่าคอมไป แบบนี้ไม่ดีแน่ 


ควรหมั่นติดตามหุ้นที่เราสนใจ แบบช้าๆค่อยเป็นค่อยไป รอจังหวะที่ดี เมื่อหุ้นเริ่มมีสัญญาณซื้อแล้วค่อยเข้าซื้อ จงละเอียดกับการลงทุน ถ้าไม่มั่นใจอาจจะทะยอยเข้าเป็น step เช่น 3-4-4 ฝึกให้จิตใจเราสงบไม่รนรานไปตามความโลภและความกลัวนี้ต่างหากคือเคล็ดลับความสำเร็จครับ


การลงทุนก็เปรียบดังการปลูกต้นไม้มันจะค่อยๆงอกงาม เราเองเป็นคนปลูกย่อมต้องรู้จักอดทนรอ เอาใจใส่ติดตาม รดน้ำพรวนดิน จนวันที่ออกดอกออกผล ถึงแม้ท่านจะเป็นเทรดเดอร์นักเก็งกำไรระยะสั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเร็วไปซะทุกครั้ง การอดทนรอจังหวะที่ดีที่สุดก็เป็นสิ่งจำเป็น ที่สำคัญอย่าเร่งรัด รวยเร็ว ได้กำไรเร็ว


การทำกำไรได้เพียง ไม่กี่ครั้งไม่อาจจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ เพราะการวัดความสำเร็จต้องดูกันที่ระยะยาว ดูที่ความต่อเนื่องของผลกำไร กำไรในแต่ละครั้งที่เทรดนั้นเป็นแค่แต้มสะสมเท่านั้นอย่าไปยึดติดและจงช้ารีรอที่จะเสพความสำเร็จที่พบพาน ประเภทที่เอาพอร์ตเอากำไรโชว์เพื่อนฝูงตามเว็บบอร์ด ผมไม่เห็นด้วยไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อะไร เพราะการเล่นหุ้นเป็นการแข่งกับตัวเอง ยิ่งไปพยายามเปว่าตัวเองเก่ง อัตตาจะยิ่งมาก ตัวนี้แหละจะทำให้เราเขว 


หัวใจสำคัญไม่ใช่การได้กำไรมากๆ แต่เป็นการได้กำไรแบบสม่ำเสมอและยั่งยืนต่างหาก ถ้าท่านได้กำไร 20% จากหุ้นปั่นแปะเก็งกำไร แล้วอีก 2 ครั้งท่านขาดทุนแบบนั้น ก็ไม่สามารถอนุมานได้ว่าท่านเก่งกาจหรือประสบความสำเร็จแต่อย่างใด พยายามเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลาครับ


เร็ว: คือสิ่งที่เราต้องเร่งรีบทำ เร่งรีบพัฒนา สำหรับผมก็คือวิธีคิดและระบบเทรด ไม่ว่าจะลงทุนแนวไหน จะสั้นจะยาว จะลงทุนในตลาดไหน สิ่งที่ต้องมีคือระบบเทรด ระบบที่เป็นตรรกะในการซื้อ ขายหุ้น รวมถึงการจัดการเงินและแผนฉุกเฉิน เพื่อใช้ในการรับมือกับอารมณ์ของตนเอง สำหรับตัดสินใจลงทุน


การที่ท่านยังซื้อขาย ตามเพื่อน ตามข่าว ตามอารมณ์ตลาด แบบไม่สามารถอธิบายได้ว่าซื้อ ขายเพราะอะไรนั้น ระยะยาวเป็นสิ่งที่อันตราย โดยเฉพาะเมื่อตลาดผันผวน โอกาสที่จะขาดทุนมีสูง ผมเคยเน้นย้ำมาตลอด ในปี 53 ที่ผ่านมาอาจจะไม่ค่อยเห็นแค่ปี 54 ปีกระต่ายทองนี้แหละครับจะพิสูจน์ว่าใครของจริง ของปลอม ถ้าอยากพัฒาตนเองให้อยู่รอในตลาดนี้จงเร็วจงรีบที่จะเรียนรู้ตามแนวทางที่เหมาะกับตัวท่าน เพื่อให้ได้ระบบคิดหรือระบบเทรดในการลงทุนเร็วที่สุด 


อย่าผัดวันประกันพรุ่ง อย่าคิดว่ามีงานประจำมาก ไม่มีเวลาศึกษา ไม่มีเวลาวางแผน แต่กลับมีเวลา เร่งรีบซื้อขายหุ้นตามเพื่อน ตามข่าวเพราะกลัวตกรถ แบบนั้นเรียกว่า เร็วในสิ่งที่ไม่ควรเร็ว ผลก็จะเกิดแก่ตัวท่านเอง จนบางครั้งมันรุนแรงจนยากจะแก้ไข คนที่เข้ามาในตลาดหุ้นทุกคนอยากรวย ทุกคนมุ่งมั่นจะไปสู่อิสระภาพทางการเงิน แต่ผมกล้าบอกได้เลยว่ามีไม่กี่คนที่ไปถึง และมีอีกนับร้อย ที่ติดหุ้นอยู่บนดอยสูง หรือไม่ก็ถอดใจกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือน กินข้าวแกงเช่นเดิม  


สรุป
ชีวิตมันไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆครับ จงทุ่มเทให้หนัก รู้จักผ่อนหนัก เบา ช้า เร็ว รู้ในสิ่งที่ควรทำ และจัดลำดับเวลาในการทำให้ได้ นั้นคือสิ่งที่สำคัญ ถ้าทำได้สักวันความสำเร็จจะมาถึงทุกคนแน่นอน ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

การแก้ปัญหาอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็มี โทรศัพท์จากน้องสาวคนสวย มาขอคำปรึกษา ตอนแรกนึกจะถามเรื่องหุ้น แต่ที่ไหนได้คุณน้องถามเรื่องอินเตอร์เน็ต เพราะกำลังจะตั้ง Bid หุ้นห่านทองคำ แต่ที่ไหนได้ดันต้องนั่งมาเซ็งห่าน เพราะ อินเตอร์เน็ตไม่อำนวย กว่าจะโทรไปบอกมาร์ให้ตั้งซื้อให้ ราคาก็วิ่งไปแล้วหลายช่อง สุดท้ายต้องตัดใจเป็นอันชวดเก็บหุ้นในราคาที่ต้องการไปเลย



ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้หลายท่านที่เป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ใช้บริการเทรดหุ้นทางอินเตอร์เน็ตต้องเจอ ปัญหาแบบนี้ยียวนชวนเซ็งได้พอๆกับตอนแม่ข่ายของโบรกเกอร์ล่ม แต่ต่างกันตรงทีตอนนี้อาจจะไม่รู้ไปฟาดงวงฟาดงากับใคร แถมไม่มีเพื่อร่วมชะตากรรมอีก ยิ่งถ้าเป็นช่วงกำลังจะขายหุ้นในราคาที่ตั้งใจ แล้วดันพลาดช่วงสำคัญสัก 10 นาที ราคาอาจจะไหลลงไปแล้วหลายช่อง ทำให้กำไรลดลงได้มากโขทีเดียว วันนี้ผมมีเทคนิคการแก้ปัญหา และการตรวจสอบปัญหาเบื้องต้นง่ายๆมาฝากกัน


ตรวจสอบเบื้องต้นว่าปัญหาคืออะไร
สิ่งแรกที่ควรทำคือการตั้งสติ และพยายามหาปัญหาเบื้องต้นให้ได้ว่ามันมีปัญหาอะไรบ้าง และอะไรมันใช้ไม่ได้ อย่าไปร้องแร่แห่กระเชิงว่า "เน็ตเสีย เน็ตเสีย" ถึงท่านจะโทรไปถามช่าง ไปบอกเจ้าหน้าที่ เขาก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก ต้องรอมาตรวจอยู่ดี(ซึ่งใช้เวลา) ถ้าเรานิยามและกำหนดขอบเขตความเสียหายได้ มันจะง่ายและเร็วสำหรับการแก้ไข เบื้องต้นตรวจสอบความเสียหายจาก จุดใหญ่ๆดังนี้ครับ


1. การเชื่อมต่อของสาย
ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อระหว่าง สาย LAN กับ Router และสาย LAN กับคอมพิวเตอร์ บางกรณีอินเตอร์หลุดใช้งานไม่ได้ก็เกิดจากปัญหาง่ายๆแค่นี้ แต่เราแจ้งช่าง แล้วก็ต้องรอช่างมาซ่อมอีกเป็นวัน 


2. ตรวจสอบ Router
- ดูจากช่องไฟสัญญาณบนกล่อง Router ว่ามีแสงติดหรือไม่
- ตรวจสอบการโต้ตอบ โดยดูสัญญาณไฟสีส้ม ตรงเต้าเสียบบนช่องเสียบสาย LAN บนเครื่องคอมพิวเตอร์
- ตรวจสอบการทำงานของ Router โดยเปิด Web Browser เพื่อเรียกไปที่ http://192.168.1.1/ โดยตรวจดูสถานะการทำงานของระบบ ดังภาพ


สถานะ online โดยอินเตอร์เน็ตทำงานปกติ

3. ตรวจสอบการเชื่อมต่อและ IP Address
3.1 ใช้คำสั่งง่ายๆโดยไปที่ command prompt แล้วพิมพ์คำสั่ง ipconfig / release จากนั้นใช้คำสั่งipconfig / renew

หรือไปที่ icon การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต แล้วกด repair

3.2 ตัวสอบการได้รับ IP address (ถ้ามี IP แปลว่าเชื่อมต่อได้)
โดยพิมพ์คำสั่ง Ipconfig เพื่อดูค่า IP address ที่ได้รับ

กรณี Router มีการจ่ายเบอร์ IP address แปลว่าเครื่องมีการ Set IP เรียบร้อยแล้ว 

3.3 ทดสอบการเชื่อมต่อภายนอกผ่านอินเตอร์เน็ต
โดยพิมพ์คำสัง ping ตามด้วย IP ที่ทดสอบหรือ Url เช่น google.co.th เลือก url ที่ไม่มีวัน Fail

ping google.co.th


กรณีทำงานปกติ server ปลายทางจะตอบกลับมาแบบในภาพ ถ้าไม่มีการตอบกลับแปลว่าการเชื่อมต่อ ภายนอกมีปัญหา

กรณีที่ไม่พบปัญหาทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาให้ท่านทำการ restart เครื่องใหม่ แล้วทำลองเข้าโปรแกรมเทรด โดยถ้าเชื่อมต่อได้ก็แปลว่าทุกอย่างปกติ

จงมีระบบสำรองไว้เสมอ
ข้อสำคัญในการรับมือปัญหาที่เกิดได้อย่างประมาท จงเตรียมระบบสำรองไว้ยามฉุกเฉินเสมอ เช่น ปกติผมใช้ internet ADSL แต่ผมเองก็จะมี GPRS สำรองไว้สำหรับการเทรดหุ้นเสมอ คุณอาจจะมองหา Aircard หรือใช้จากโทรศัพท์มือถือ โดยอาจจะใช้โดยตรงผ่านโปรแกรมบนมือถือ หรือหาวิธีการเชื่อมต่อกับ GPRS Modem กับคอมพิวเตอร์ก็ได้ครับ 

ถ้าเกิดปัญหาที่ต้องใช้เวลาแก้ไขจริง ก็จะได้สามารถหยิบมาใช้งานได้เลย เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง จังหวะดีๆมีไม่บ่อยการพลาดไปย่อมมีผลต่อนักเก็งกำไรเสมอครับ

สรุป 
ตั้งสติและกำหนดขอบเขตปัญหาให้พบ เพื่อง่ายต่อการแจ้งช่างมาดำเนินงาน โดยดูสาเหตุหลักๆตามนี้ 

สาย LAN >> การทำงานของ Router >> การจ่าย IP address  >> การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสู่ภายนอก

เจอปัญหาตรงไหนก็แจ้ง ช่างไปตามนั้น เพื่อความรวดเร็วและง่ายในการแก้ไข จากเดิมต้องส่งช่างมาแก้ รอเป็นวัน เจ้าหน้าทีอาจจะบอกวิธีแก้ไข หรือตั้งค่าทางโทรศัพท์ให้คุณทำตามได้ในไม่กี่นาที แค่นี้ก็ลดเวลาไปได้มากโข 

จงอย่าหงุดหงิด มีโทษะ โทษดวงโทษฟ้า การลงทุนในตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องของดวงครับ มันคือเรื่องของความพร้อมและการเตรียมตัว ดังคำที่คุณบัณฑิต กล่าวไว้ โชค คือ "ความพร้อม" มาพบกับ "โอกาส" ดังนั้นจงเตรียมตัวเองให้พร้อม และมั่นอดทนรอโอกาส เพื่อเวลาที่โชคมาถึงมันจะได้ไม่หลุดลอยไปครับ


วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

คุณหมกมุ่นเกินไปหรือเปล่า???

บ่อยครั้งที่ผมมักเจอนักลงทุนรายย่อยหลายคน active กับการเล่นหุ้นมากจนรู้สึกว่ามันเยอะไป อันนี้ผมไม่ได้คิดจะตำหนิว่าไม่ดี แต่อยากนำมาตั้งคำถามและชวนให้คิดกัน ถ้าคุณเข้าข่าย ตั้งหน้าตั้งตาจะหาหุ้นเด็ดเพื่อซื้อมาครอบครองทุกวัน ลองมาปรับเปลี่ยนวิธีลงทุนดูหน่อยไหมครับ






เล็กสั้นขยัน Match
ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า อาการที่คนส่วนใหญ่เป็นมักจะเป็นการอยากทำกำไร อ๊ะ!! แล้วผมไม่เป็นหรือ ผมก็เป็นแต่โรคอยากทำกำไรมากจัด มันเหมือน การเสพติดความสำเร็จ ได้เท่าไหร่ไม่สำคัญขอให้ได้ก็ สุโค่ยแล้ว อิ่มเอิบใจเอาไปอวดเพื่อนๆได้ จะเสี่ยงแค่ไหนไม่เป็นไรขอแค่ไม่อยากตกรถก็พอ 


บ่อยครั้งเราจะเห็นคนที่พยายามหาหุ้นมาเล่นได้ตลอดเวลา ประมาณว่า พอร์ตไม่แห้งกันเลยทีเดียว ออกแนว money never sleep  อยากซื้อขายหุ้นทุกวัน ได้ match แล้วมีความสุข เหมือนประหนึ่งว่าฉันขยันทำงาน 


ผมเองกลับคิดว่ามันอันตรายนะ เพราะเมื่อเรามีความคิดแบบนี้ มันส่งผมให้เกิดการอยากซื้อหุ้นมาก จนเรามองข้ามความละเอียด และเกิดความประมาทไป ทำให้ไม่มีความอดทน ไม่รู้จักรอ จิตใจเราจะรวนเรเกตุง ไปตามคำชักชวน คำบอกเล่าของคนอื่นๆ ประมาณว่าตัวไหนดี พี่เอาหมด ซื้อไปแล้ว กำไรสี่ช่องแล้วก็ดอยกองเต็มพอร์ต 


เริ่มต้นจากการเปลี่ยนความคิ
การเล่นหุ้นแบบนี้มักจะเป็นหุ้นที่นักลงทุนชอบไปเก็งกำไร ทั้งที่ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอหุ้นตัวนั้นเลย เหมือนผู้หญิงที่ ยังไม่เคยคุยกันมาก่อน ท่านก็ชวนไปเที่ยวคอนโดซะแล้ว แบบนี้อันตรายนะครับ !!! เพราะการไปเล่นหุ้นตามข่าวหรือ ปัจจัยบวก ที่เราไม่รู้จัก เพียงเพื่อหวังว่าจะไม่ตกรถ มันทำให้คนชอกช้ำใจมานักต่อนักแล้ว ยิ่งประมาท ยิ่งคิดว่าดี จิตยิ่งปรุงแต่งไป ผลก็คือขาดทุน ติดดอย เสียเงินเปล่า หรือถ้าโชคดีก็ได้กินคำเล็ก แต่คนที่ได้ประโยชน์ตัวจริงก็คือมาร์เก็ตติ้ง เพราะยิ่งเราขยันซอย ออกแรงซื้อขาย มากเท่าไหร่ เขายิ่งได้ตังค์ ชิมิ ชิมิ 


ลองเปลี่ยนตัวเองเถอะครับ หันมาเล่นหุ้นเก็งกำไรแบบมีคุณภาพ(ฟังดูดี) อย่าไปเน้นปริมาณจำนวนครั้งที่ซื้อขาย มันคล้ายกับการเหวี่ยงแห เลิกสนใจความคิดคนอื่นๆที่จะมองว่าเราตกรถ ป๊อด ใจมด หัดปฏิเสธ ไม่ต้องเกรงใจคนที่เชียร์หุ้น ที่สำคัญต้องไม่หลงไปกับกระแสวูบวาบของหน้าจอโปรแกรมซื้อขายหุ้นที่ เล้าอารมณ์ทำให้เราอยากซื้อ อยากโดดไปมีส่วนร่วม โดยเฉพาะหุ้นที่บวกเยอะๆ ราคาวิ่งขึ้นรวดเร็วพวกนี้อันตรายดีนักแล


เลือกหุ้นที่คุณชอบ
แทนที่จะเป็นชาวไล่ ไล่ซื้อหุ้นเด็ดตามข่าวตามเพื่อน ตามฝูง ลองหันมาเปลี่ยนเป็นการเลือกหุ้นที่เรารู้จัก หรือหุ้นที่เหมาะกับเรา ถ้าไม่มีเวลาติดตามหุ้นมาก ก็เลือกหุ้นที่เบต้าน้อยๆ ไม่หวือหวา แต่ที่สำคัญ ลองหารายชื่อหุ้นที่นิยม ตัวเล็กตัวใหญ่ กระจายกลุ่มอุตสาหกรรมไป มาสัก 10 ตัว(อย่ามากไปเพราะท่านจะติดตาม ไม่ไหว) แล้วเริ่มจากตรงนั้นเป็น watch list สามารถปรับเปลี่ยนหุ้นใน watch list ได้แต่ไม่ควร เกินสัปดาห์ละครั้ง 


ทำความรู้จัก
ผมมองว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยที่เราจะนำเงินไปซื้อ ขายหุ้นที่เราไม่รู้จัก บ่อยครั้งมากแค่มีข่าวดีมาเราก็ซื้อหุ้นตามทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า บริษัทนั้นทำธุรกิจอะไร แล้วสิ่งที่บริษัทผลิตและขายมันคืออะไร เห็นแต่คนบอกว่าดี ว่าดีก็แห่ตามกันไป ดังนั้นจงอย่าละเลยที่จะทำความรู้จักกับบริษัท ที่เราจะเข้าไปซื้อหุ้น โดยเราสามารถจะรู้จักบริษัทนั้นได้จาก รายงานของนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่างๆ ,จากแบบ 56-1 ปีล่าสุดของบริษัท หรือจะลึกซึ้งไปเลยกับงบการเงิน(อันนี้นักเก็งกำไร ระยะสั้นอาจจะไม่เหมาะเพราะใช้เวลามากเกินไป)


รายงานของนักวิเคราะห์
รายงาน บทวิเคราะห์เหล่านี้ ไม่ใช้แค่เพียงไปเปิดดูว่าควรซื้อหรือขาย ราคาเป้าหมายแค่นั้น ผมว่าตรงนั้นมันเป็นกระพี้ แต่สิ่งที่ควรให้เวลาในการอ่านคือ การดูโอกาสทางธุรกิจของบริษัท การเติบโต การขยายงาน หรือแม้แต่ปัจจัยบวก ปัจจัยลบที่จะมาถึง นักวิเคราะห์มักจะมีโอกาสได้ข้อมูลเชิงลึก ได้ไปดูกิจการ หรือแม้แต่พูดคุยทำความรู้จัก ดูวิสัยทรรศของผู้บริหาร ดังนั้นการรายงานเหล่านี้จะทำให้ เราเห็นภาพและรู้จักบริษัทได้ดีมากขึ้น แต่แน่นอนว่าไม่ควรอ่านบทวิเคราะห์ที่มีการใส่ความคิดเห็นในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ประเภทที่เชียร์สุดใจ ก็ไม่ควร ควรเลือกอ่านเฉพาะ ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจะดีที่สุด


แบบรายงาน 56-1 
ผมเชื่อว่าหลายคนที่เล่นหุ้น ยังไม่รู้จักแบบ 56-1 เพราะเราไม่ได้ใส่ใจตัวกิจการ หรืออยากจะทำความรู้จักกับหุ้น รายงาน 56-1 เป็นรายงานรายปีที่สรุป รายละเอียดการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และอื่นๆไว้ ทำให้เราได้เข้าใจตัวธุรกิจมากยิ่งขึ้น 


ดาวน์โหลดแบบ 56-1 ได้จาก SET

บางท่านอาจจะคิดว่า เฮ้ยเรามันนักเก็งกำไรจะไปรู้ละเอียดทำไม แต่เชื่อผมเถอะครับ สิ่งที่ท่านต้องรู้คือ ต้องสังเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าอะไรมันเป็นปัจจัยบวก ปัจจัยลบต่อกิจการ ซึ่งจะมีผลต่อราคาหุ้น เช่น ราคาวัตถุดิบ, ราคาผลิตภัณฑ์, อัตราดอกเบี้ย, อัตราแลกเปลี่ยน, ราคาที่ดิน ราคาวัสดุก่อสร้าง, ภัยธรรมชาติ,โรคระบาด เป็นต้น 


การรู้ปัจจัยเรานี้ทำให้เราเก็งกำไร และวิเคราะห์หา คุณภาพของแนวโน้มราคาได้ดีมากขึ้น (มีโอกาสจะมาเขียนเรื่องคุณภาพของแนวโน้มให้ฟัง ) เช่นบริษัทก่อสร้าง ถ้าราคาเหล็กเส้นสูงขึ้น เนื่องจากเหล็กขาดแคลน แบบนี้ก็จะส่งผลลบต่อราคาหุ้น ด้านจิตวิทยาและต้นทุนที่สูงไปกดดันผลประกอบการ ราคาที่คาดหวังในอนาคตก็จะลดลง เห็นไหมครับว่ามันสัมพันธ์กัน ถ้าท่านรู้จะได้เปรียบ ยิ่งถ้าท่านอ่านข่าวทั่วไป ฟังคุณสรยุทธพูดหรือดูข่าวภาคค่ำมาก ก็ยิ่งทราบความเป็นไป หรือเกิดสะดุดใจกับเรื่องปัจจัยเหล่านี้ที่จะกระทบกับหุ้น ดังนั้นโอกาสเก็งกำไร หรือคาดการณ์อนาคตก็จะมากตาม 


ติตตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อได้เลือกดี และได้ทำรู้จักลึกซึ้งกันแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการ หาจังหวะซั่ม เอ้ย จังหวะซื้อ การจะรู้ว่าจะซื้อตอนไหนก็สามารถใช้กราฟราคา มาช่วยหาสัญญาณซื้อได้ อธิบายภาษาง่ายๆก็คือหาจังหวะที่ราคามันถูก และเริ่มจะขึ้นนั้นแหละครับ 


แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ ต้องรอ และติดตามอย่างใกล้ชิด จนโอกาสมาถึง เราต้องหมั่นดูกราฟ ติดตามราคา ที่สำคัญคืออย่าไปคล่อมจังหวะ หรือคล่อมรอบ ประเภทที่รีบเกินไป ติดดอยก็เยอะแล้ว โดยเฉพาะการโดดไปคล่อมในจังหวะ sideway แล้วเราติดไปตอนขาลง แบบหุ้นลงยังมีเรา นี้แหละน้ำตาตกมาเยอะแล้วจริงๆ

เริ่มจาก นิยามแนวโน้ม(Trend) ของราคาให้ได้ก่อน แล้วเราอาจจะใช้พวก indicator ในการติดตามจังหวะซื้อให้แน่ใจอีกสักครั้ง แต่ที่สำคัญคือ ความอดทน ไม่จำเป็นต้องรีบไล่ซื้อ เพราะราคาจะแกว่งตัวขึ้นลงเป็นรอบเสมอ  แต่ก็อย่าประมาท ควรมั่นดูราคาทุกวันนะครับ 


นอกจากนี้ต้องตามข่าว ที่จะมีผลต่อผลประกอบการและการดำเนินกิจการของหุ้นด้วยเสมอครับ เมื่อทุกอย่างลงตัวก็ซื้อ และก็ถือรอ let profit run ไปจนกว่าจะมีสัญญาณขาย ทำแบบนี้ การซื้อ ขายก็จะมีคุณภาพ แบบที่เรียกว่าน้อยแต่มากครับ


โปรแกรม Stock Bookmark เครื่องมือช่วยติดตามราคาและข่าวของหุ้นที่เราสนใจ

ตัวอย่างการใช้งานโปรแกรมในการติดตามหุ้น

สรุป 
การซื้อขายหุ้น ไม่จำเป็นต้องทำบ่อย หรือซื้อทุกขาย ทุกวัน หาหุ้นที่เราถนัดและสามารถติดตามได้อย่างเหมาะสม ทำความรู้จักมัน อ่านข่าว หาข้อมูลปัจจัยที่จะมีผลต่อราคา อดทนรอ แล้วเลือกจังหวะที่ดี เพื่อได้โอกาสซื้อขายที่ได้กำไรมากที่สุด แน่นอนว่าการติดตามอย่างใกล้ชิดเท่านั้นที่จะช่วยให้เราได้โอกาสดีๆมาครองครับ และจะเป็นการซื้อ ขายหุ้นแบบมีเหตุมีผล รู้ว่าซื้อทำไม และขายทำไม ทำแบบนี้ประจำ เราก็จะสามารถเรียนรู้และพัฒนาฝีมือได้เองครับ