สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

My Reading List :Week1-09-2015

list บทความที่น่าสนใจของสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ
--------------------------------
1. Practical Gamma Scalping

2. TRADER'S STATISTICAL COOKBOOK: HYPOTHESES

3.HOW TO DEVELOP AN EXPERT ADVISOR USING UML TOOLS

4.RACTAL ANALYSIS OF JOINT CURRENCY MOVEMENTS

5.Nassim Taleb: my rules for life

6.The Roots of Unfairness: the BlackSwan in Arts and Literature 

7.revenge-of-the-gold-bugs

8.THE ART OFREBALANCING

9.Portfolio optimization 


 10. Its-time-to-hold-physical-cash-says-one-of-Britains-most-senior-fund-managers

 11.Stocks-bonds-housing-near-peak-valuation

12.genetic-algorithms(GA)


13.Trading Strategy Performance when Using Value at Risk 

14.Optimal Dynamic TradingStrategies with Risk Limits

15.flash_crash

 16. BRIC 

17.Fed-rate-increase

18.RiskParity

 19.Is Risk Parity Deleveraging Driving Market Reversals?

20. Ray Dalio On Deleveraging


วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

5 คำแนะนำรับมือตลาดขาลง

ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้น ไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด อย่างที่หลายคนหวัง
ถ้าจำอารมณ์ตอนต้นปีกันได้ คือ บิ้ว กันมาสุดๆ มาถึงเดือน 9 อาการเริ่มออกชัด
โดยเฉพาะแรงขายจากต่างชาติ ที่พบยอดสะสมในปีนี้เรียกว่า ดึงออกไปอย่างน่าใจหาย
สอดรับกับค่าเงินบาทที่ช่วงนี้เข้าสู่โซนอ่อน แบบต้องจับตาคือแนว 36 บาทต่อเหรียญ
เราไม่รู้ ว่าต่างชาติจะหยุดขายเมื่อไหร่ หรือจะมีประเด็นร้อนมาขย่มตลาดทั้งจากภายในภายนอกอีกหรือไม่
ผมเองไม่รู้อนาคต แต่คำแนะนำคือการรักษาตัวให้รอดเป็นเรื่องดี อย่าไปเร่งรีบทำกำไร ในยามภาวะแบบนี้
เพราะถ้าพลาดไป มันอาจจะทำให้เราเสียหาย ได้มาก 

ด้วยภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง ความคาดหวังอนาคตของคนต่ำ บวกกับ player ใหญ่พร้อมจะลดความเสี่ยงถือเงินสดกันได้ตลอด
ดังนั้น การเตรียมตัวรับมือ ตลาดหุ้น ร่วงลงเป็นเรื่องสำคัญ ผมเอา Tip ง่ายๆ 5 ข้อมาแนะนำกัน 

1. วางแผนฉุกเฉิน
หัดวางแนวรับแนวต้าน ของราคาหุ้นหรือดัชนี เอาไว้และคิด ออกแบบแผนการณ์ล่วงหน้า เพื่อรับมือ
เช่น ลากเป้า low ที่เป็นไปได้ SET 1200,1100 ลองสร้าง senrio ว่าถ้ามันไปตรงนั้นจริงๆ
หุ้นแต่ละตัวของเราจะไปอยู้ราคาตรงไหน

จะเกิด loss เท่าไหร่ในพอร์ตของเรา เราจะต้อง action ยังไง คิดไปให้ถึงว่า เรารับมือตรงนั้นได้หรือไม่ ต้อง stoploss หรือต้องเพิ่มเงิน เท่าไหร่ 

พวกนี้ คุณคำนวณด้วยโมเดลคณิตศาสตร์ได้ ผมถึงได้บอก นักเก็งกำไรไม่ใช่นักพนัน มันคือเรื่องของ
คณิตศาตร์และสถิติ ถ้ารันตัวเลขพวก risk นี้ได้ ล่วงหน้า โอกาสรอดก็มีสูง เมื่อทุกอย่างถูกคำนวณไว้หมดจิตใจเราจะดี ไม่เครียด

ปล. ถ้าไม่หัดทำการบ้านข้อนี้เอาแต่มโน หรือโลกสวย หรือเชื่อตามคนอื่นอย่างเดียว พอเหตุการณ์มันเกิด หายนะจะมาเยือน


2. สำรวจจิตใจตัวเอง

ผมเคยเขียนบทความ เล่าให้ฟังแล้วว่าการเก็งกำไร มันคือ mental game ดังนั้นถ้าจะชนะในเกมส์นี้แบบยั่งยืน
ไม่ใช่ โชคดี ไม่ใช่เรื่องของดวง มันคือเรื่องของการเตรียมตัว เรื่องของการสร้างความพร้อมให้ตัวเองโดยเฉพาะ ด้านจิตใจ
หมั่นสร้าง ความแข็งแกร่งทางจิต สร้างพลังการโฟกัส และการรับมือกับอารมณ์ให้ได้ 
เพราะ ตลาดหุ้นขาลง ดราม่ามันเยอะ ความผันผวนสูง ความโลภอยากซื้อเพราะคิดว่าถูกก็มี ความกลัวจากหุ้นตัวแดงๆ
บางทีขาดทุนโทสะเกิดอยากสวนก็เกิดได้ โอกาส พลาด หมดเยอะ มีแน่นอนและจากประสบการณ์ผมเห็นคนหมดตัวมาเยอะแล้ว ช่วงนี้

ดังนั้น เตรียมใจให้ดี ทำให้นิ่ง ให้ได้มากที่สุด และทำความเข้าใจในสัจจะธรรมของความไม่แน่นอน 
ตลาดหุ้น คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ ความเสี่ยงที่เกิดในพอร์ตเราสามารถ ควบคุมได้ครับ

3. หาโอกาส สำรวจตลาด
ลองตั้งสติดีๆ อย่าใช้อารมณ์ สติมาปัญญาเกิด พอตลาดลงรุนแรง panic หรือ เกิดวิกฤติ ลองติดตามอย่างใกล้ชิด(อย่าไปปิดจอหนี) อดทนรอ
รอให้เกิดการทำ strees test ให้ดัชนี หรือ หุ้น ตัวเราสนใจ ผ่านจุดเครียด จุดวิกฤติจากแรงขาย ไปก่อน
แล้วลองประเมินค่าความแข็งแกร่งดู relative strength ดูพฤติกรรมราคา 

ถ้า ROC มันดี หุ้นมีความแข็งแกร่ง มีภูมิคุ้มกันด้านพื้นฐานเสริม
ตรงนี้ละโอกาส แต่ไม่ใช่ไปสวนรอให้มัน ยืนและคอนเฟริ์มให้ได้ก่อน จำไว้เสมอแบบผมสอน
จุดต่ำสุด มันไม่ได้เกิดจากแรงขาย(FS)มากจนหมดหรอก มันเกิดจากแรงซื้อ(FB) ที่เข้ามาเท่ากับหรือมากกว่าแรงขาย จนคนขายมันเปลี่ยนใจเลิกขาย

ดังนั้นเราสังเกตหาประโยชน์ได้ไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นไม้หนึ่ง แอ่นอกไปรับความเสี่ยงคนแรกเสมอไป อย่าไปโลภเกิดกำลัง หวังกำไรเยอะๆ
การเทรดสวนเพราะถ้า volatility ไม่หมด โอกาสโดน bear trap จะมีเยอะ สุดท้ายอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

4. สำรวจความผิดพลาดของตัวเอง
ขาดทุนอย่ารีบลืม มีปัญหาด้านจิตใจ ด้านอะไร ก็จดไว้ทำ trader diary เพื่อจะได้เรียนรู้และปรับปรุงตัว
การรีบลืม การหาข้ออ้าง โทษโน่นโทษนี่ มันไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น แต่มันจะยิ่งทำให้เราต่ำลง เพราะจมติดกับปัญหาเดิมๆ




5. ขจัดเสียงรบกวน
ปัญหาอย่างหนึ่ง ของการเทรดแล้วล้มเหลว คือใช้หู มากกว่าใช้สมอง
เราฟัง มากเกินไป ฟังคนโน้นคนนี้ ฟังเซียน ฟังๆๆๆ
สุดท้าย ทำให้สับสน พยายามเลิกฟัง หรือ เลือกฟัง เฉพาะคนที่เขารู้จริงๆ (หัดเก็บสถิติไว้ครับให้คะแนน ว่าใครเดาผิดเยอะๆ หรือมั่วบ่อยจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลา หรือเอาเข้ามารบกวนใจเรา)
ข้อนี้สำคัญนะ เพราะก่อนตลาดจะลงแรง มันมักจะมีความผันผวน ตรงนั้นถ้าคุณผิด ขาดทุนบางทีใจมันเสีย
เราขาดความมั่นใจ เรามักจะ วิตกจริตหรือกังวล พยายามหาที่พึ่ง ตรงนี้แหละจะคล้อยตามคำพูดคนอื่นได้ง่าย

ถ้าเราไม่หัด คัดกรอง หรือ จำกัด แหล่งที่เราจะรับข้อมูล รับความคิดเห็น หรือคนที่เราจะฟัง ปัญหาเดิมๆมันจะเกิด จำเอาไว้ครับ เก่งไม่เก่ง เขาไม่ได้วัดกันที่ตลาดขาขึ้น เขาวัดกันที่ตลาดขาลง 

------------

ผมเขียนบทความนี้จากประสบการณ์ตรง เอามาฝากน้องๆและเพื่อนๆเทรดเดอร์
ลองนำไปปรับใช้ดู จำไว้เสมอ การรักษาตัวรอดให้ได้ รักษาเงินทุนเราให้ได้ ต้องมาก่อนกำไร วันละแสน วันละล้านเสมอครับ  เพราะตลาดหุ้น ตลาดเก็งกำไร มันคือเครื่องมือของระบบทุนนิยม มันอยู่ตลอดไปอีกหลายสิบหลายร้อยปี

ดังนั้น โอกาสดี มันมาให้กอบโกยได้เรื่อยๆ สำคัญคือ เราอยู่ถึงตอนนั้นหรือเปล่า เท่านั้นเอง

Mr chaipat


แก้มลิงกับการบริหารพอร์ต

แก้มลิง คือ แนวทางการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของ ในหลวง ที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในหลายพื้นที่จำนวนมาก ทั้งแก้ปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง โดยใช้แนวคิดการหน่วงน้ำ 

ผมชอบคำบรรยาย ตอนที่มีโอกาสได้ดูงานในโครงการแก้มลิง ที่อธิบายแนวคิดแสนเรียบง่ายแต่มีประสิทธิ์ภาพ ด้วยพฤติกรรมการกินของลิง
ลิงพอได้รับกล้วยมา ถ้าเราสังเกตจะพบว่า มันจะรีบปลอกและกินกล้วยที่มี เกือบทั้งหวีในเวลาอันสั้น และพยายามจะเคี้ยวกินให้อิ่ม ได้มากที่สุด ถ้ายังไม่หมดมันก็จะเคี้ยวแล้วเก็บไว้ 

โดยมันเคี้ยวพอละเอียดแล้ว เก็บไว้ในกระพุ้งแก้ม จนเต็มกระพุ้งแก้ม มันเก็บอาหารของมันไว้อย่างนั้นได้ทั้งวัน จากนั้นมันก็จะค่อยๆคายออกมาเคี้ยวกินต่อและกลืนลงกระเพาะภายหลัง

แนวคิดนี้เหมือนการเก็บ และสำรองทรัพยากร ที่หามาได้ เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่นเดียวกันตอนมันมีมาก ก็ไม่จำเป็นต้องรีบบริโภค หรือใช้ให้หมดจนเกินความพอดี 

ผมนำเอาหลักคิดนี้มาสร้างตะกร้ากำไร สำหรับบริหารพอร์ตการเทรดของตัวเอง ใช้มาหลายปีแล้วพยายามถ่ายทอดต่อ 

การหากำไร มาได้ ในยามตลาดกระทิง ตลาดขาขึ้น มันเป็นเรื่องไม่ยาก หันไปทางไหนก็มีแต่คนได้กำไร มีแต่เซียน 

แต่แน่นอนว่าถ้าเราตระหนัก หรือคิดได้ว่า ตลาดหุ้น มันไม่ได้มีแต่ช่วงตลาดกระทิง ไม่มีแต่ขาขึ้น uptrend อย่างเดียวแต่ มันมีตลาดหมี
ตลาดไร้ทิศ ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งตรงนี้ ถ้านักเก็งกำไร ที่ไม่ได้คิด ไม่ได้วางแผน และยึดคิดกับอัตตาของตัวเอง สุดท้ายกำไรที่ได้มา ก็จะหาย
คืนตลาดไปหมด ตรงนี้ไงครับ เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ จึงไม่สามารถเป็นนักเก็งกำไรที่สร้างความมั่นคงระยะยาวจากตลาดหุ้นได้แบบที่เห็นตามที่โฆษณากัน

คนส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะอยู่รอดและสร้างความมั่นคง ได้ เพียงแต่ต้องมีหลักคิดและการบริหารความเสี่ยงที่ดี
โดยเฉพาะการรักษากำไร ยามมีกำไรมาก ไม่ควรรีบใช้กำไร ไปกับสิ่งของเพื่อสนองตอบความต้องการของตัวเอง
ควรรุ้จัก ที่จะรักษา หรือสงวนไว้ให้เป็น เงินสดสำรอง ที่ดึงกำไรเปลี่ยน beta ให้เป็น cash ออกมาเรื่อยๆ อย่างเป็นสัดส่วน(มันคือการรักษากำไร)แล้ว กันเงินนี้เพื่อใช้ ในการบริหารพอร์ต สำรองไว้ในอนาคต ไม่ปล่อยให้กำไร หายไปตามความผันผวนของตลาด

เมื่อตลาดผันผวน ตลาดยาก เราอาจจะไม่มีกำไร หรือ เงินสดออกมามากเหมือนยามตลาดกระทิง บางครั้งอาจจะน้อยจนแทบจะกินแกลบเลยก็ได้
แต่ ถ้าเรามี แก้มลิง หรือตะกร้ากำไร เราก็สามารถที่จะใช้เงินสดส่วนนี้ ในการใช้จ่ายเลี้ยงชีพ หรือบริหารพอร์ต แก้พอร์ต ตัดขาดทุน ในยามวิกฤติได้
ต่างจากคนที่ไม่มีเงินสดสำรอง เมื่อตลาดไม่ดี การต้องใช้เงิน ก็ทำให้พยายามต้องเข้าไปเทรด ไปเสี่ยงแบบหยุดไม่ได้ 
ขาดทุนหนัก ขาดทุนติดกัน จิตตก จริตเสีย แถมเงินก็หมด หุ้นก็ติดดอย ทำให้เสียโอกาส หรือถ้าเป็นตลาดอนุพันธ์อาจจะถึงขั้นล้างพอร์ตกันไปเลย

ถ้าเรามีระบบตะกร้ากำไรสำรองเงินดีพอ เราจะลดความกังวล ความเครียด ภาวะตลาดแบบนี้ไปในตัว
เราสามารถยืนระยะผ่านช่วงตลาดที่ไม่ดีไปได้ด้วย พอตลาดกระทิงกลับมา เราก็สามารถฉกฉวยโอกาส ในการสร้างผลตอบแทนต่อได้
โดยไม่ล้มหายตายจากไปเสียก่อน เห็นไหมครับ

รักษาแนวคิดง่ายๆ ถ้าเรามีวินัย ทำได้จริง มันก็ช่วยทำให้เรารอดปลอดภัย และเอาชนะตลาดในระยะยาวได้แล้ว


วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

My Reading List :Week4-08-2015

list ของบทความที่น่าสนใจซึ่ง ผมไปอ่าน และอยากแชร์ ให้น้องๆที่ฝึกเทรดได้ลองไปอ่านกัน




Quantitative Tightening

วันนี้นั่งอ่านเรื่องนี้ทั้งวันเอามาย่อให้ฟัง วันนี้มีคนพูดถึงพอควร ผมเองมองฐานเทรดเดอร์
คงไม่ได้ อธิบายในแบบ นักวิเคราะห์ หรือนักเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นผมจะไม่ใช่อะไรที่มัน ดูซับซ้อนหรือยากเกินไป

QT คือ  Quantitative Tightening คำนี้มาใหม่แต่ไม่ใหม่มาก มีพูดกันมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ตอนนี้ฮิตจัด ผมได้เห็นตอนแรกจากบทความของ Deutsche Bank  ก่อนหน้าก็มีคนพูดถึง ใช้ชื่อว่า reverse QE

อธิบายง่ายๆคือ ประเทศ emerging market เริ่มออกมาขาย พันธ์บัตร และเงินดอลลาร์สหรัฐ จากที่สะสมกันมานานตลอด 7ปี เช่นเดียวกับ พี่จีน กำลังทำ แต่เอาจริงๆ ผมมองว่า มันคงไม่ใช่การไป คุม flow ของเงินดอลลาร์ ให้หดหายได้ เพราะ ไม่ใช่การ action ของ Fed แต่มันน่าจะเกิดจาก เกมส์การเงินที่พยายาม หาทาง พยุงไม่ให้ ค่าเงินของประเทศตัวเองอ่อนไป มากกว่าที่เป็นอยู่

งานนี้ จีน เป็นคนเปิด เพราะจีนสะสม พันธ์บัตรสหรัฐจำนวนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขออกมา 1.27 ล้านๆดอลลาร์ มากกว่าญุี่ปุ่นไปเป็นที่เรียบร้อย การไหลออกของเงินทุนเดือน สค. ตอนที่ตลาดหุ้นจีนถล่มจีนพยายามเข้าไปแทรกด้วยการ พยุงค่าเงินหยวน โดยการขายเงินทุนสำรองของประเทศออกไป โดยเฉพาะการขายพันธ์บัตรและเงินดอลลาร์สหรัฐ(ถ้าดอลลาร์ยิ่งแข็ง จากประเด็นอัตราดอกเบี้ย ยิ่ง bullish จีนคงยิ่งขายเพราะได้เงินกลับมา) ประเด็นคือไม่รู้จีนจะทำไปอีกนาน แค่ไหน เพราะของในมือก็มีอยู่ไม่น้อย ยังไงหนีไม่พ้นผลกระทบที่ตามมา กับตลาดเงินและระบบเศรษฐกิจโลก


สำคัญ ต้องดูว่าใครจะตามบ้าง เพราะมันคือสงครามการเงิน ที่โดยเฉพาะประเทศ emerging market คงจะเอาด้วย เพราะตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ประเทศเหล่านี้เสริมทุนสำรองกันมาต่อเนื่องเรื่อยๆ ในรูปแบบ ดอลลาร์สหรัฐ จำนวนเพิ่มมากขึ้น การนำเงินนี้มาใช้เพื่อรักษาสมดุลของค่าเงินตัวเอง และพยายาม แก้ปัญหาการไหลออกของเงิน ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ว่ากันว่าช่วงเดือนที่ผ่านมาธนาคารกลางประเทศต่างๆ มีการขายทุนสำรองออกมาแล้วถึง 200,000 ล้านดอลลาร์(จำนวนมากๆน่าจะมาจากจีน)

ประเด็นคือต้องตามกันต่ออีกยาว ว่าจีนจะเดินหมากยังไง จะขายอีก หรือชายไปแล้วเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรู้ได้แน่นอน แต่ที่รู้แน่ๆคือ จีนมีทุนสำรอง มากอันดับต้นของโลก แทนทุนสำรองของจีน มากกว่าครึ่งน่าจะอยู่ในรูปแบบของ ดอลลาร์สหรัฐ

ต้องดูต่อไปว่าสงครามการเงินนี้จะจบยังไง เพราะทุกประเทศต่างต้องการที่จะไม่ตกเป็นผู้เสียเปรียบ ในเกมส์นี้ โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ที่ตอนนี้ถูกไล่บี้จนต้องออกมา แก้เกมส์อย่างหนัก เพื่อป้องกันการอ่อนค่าของค่าเงิน 


ลองจับตามมองสกุล หลักของโลกไว้ครับ JPY CHF USD และ GOLD ต่อจากนี้ไป สนุกแน่ๆ ยิ่งใกล้การประกาศการตัดสินใจของ Fed กับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย มันจะมีปรากฏการณ์ ที่เชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกันไปทั่วอย่างหนีไม้พ้น 
การเทรดค่าเงินหรือ fx มันคงไม่ง่าย และจะมีความผันผวน หนัก ยังไงลองหาทางหนีทีไล่ดีๆ ความผันผวนหรือ volatility ถ้ารับมือไม่เป็นนี่จะทำให้เกิดปัญหาต่อระบบเทรด ได้อย่างแน่นอน
ที่ผมเสียวๆคือ คำว่า black swan มันลอยมาลางๆยังไงไม่รู้ 




Risk Reward Ratio (VDO)

สัปดาห์นี้ cway channel นำเสนอเรื่องของ RRR เครื่องมือคลาสิก ที่เปรียบเหมือน GPS นำทางการเทรดให้กับเทรดเดอร

การใช้ Risk Reward Ratio
ประโยชน์ของ RRR
วิธีการคำนวณ การออกแบบ RRR 
การวาง Stoploss
การวาง Target price
การตีความาหมาย หาค่าที่เหมาะสม
dynamic RRR
RRR & %win

เข้าชมได้ฟรีที่
https://www.youtube.com/watch?v=QXy7txx36ts



ทำไมต้องอ่านหนังสือ

วันหนึ่งตอนผมหัดเทรดใหม่ๆ ผมเห็นกำไรที่เกิดในพอร์ต มันเข้ามาเยอะและเร็ว มันทำให้มีอัตตา จนให้ ตีค่า สิ่งที่ตัวเองรู้มากเกินจริง ที่สำคัญยังไปละเลย และลดค่า องค์ความรู้อื่นๆ ในสิ่งที่ตัวเราไม่รู้ ลงไปอีก
เมื่อวันหนึ่งผมคิดได้ ผมเลยเริ่มที่จะเปิดโลกด้วยการ อ่านและการหาความรู้ ใหม่ๆตลอดเวลา และถ่ายทอดความรู้เก่าๆที่ตกผลึกออกไป เพื่อระบายที่ว่าง
อันนี้เป็นคำตอบว่าทำไมผมชอบอ่านหนังสือ อ่านบทความใหม่ๆตลอด การอ่านมันทำให้เปิดโลกในการทำงานของเราไปในตัวเหมือนได้เห็นมุมมอง 

ได้ลองไปเดินในรองเท้าของคนอื่น ได้ไปฟังหรือสัมผัสแนวคิดของคนที่มีประสบความสำเร็จ แม้ไม่เห็นด้วยตามไปหมด แต่มันทำให้เราได้อะไรใหม่ที่นำมาปรับใช้ได้เสมอ

ตอนล่าสุดของ trader book club กับ one good trade
https://www.youtube.com/watch?v=hk9LYe8fn9E


Win Some, Lose Some

คิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือเปล่า รอบแรกไม่ได้เขียน รอบนี้เห็น Bloomberg เอามาเล่นอีกรอบและมีหลักฐาน
มากขึ้นเลยขอเขียน สักหน่อยดีกว่า อยากให้พวกเราดูแง่ อีกมุมหนึ่งของเกมส์ และหลักคิดของการเทรด
แต่ผลงานจะจริงเท็จ ยังไง ผมคงไม่สามารถพิสูจน์ให้ได้ 
------------

เรื่องที่จะเขียนคือ trader ชาวญุี่ปุ่นนามแฝงว่า CIS เขาเป็นที่โด่งดังในญุี่ปุ่นโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มีคนติดตาม 40000 กว่าคน
แต่ เนื้องจากการไม่ได้เปิดเผยตัวตน ทำให้ไม่มีการยืนยันเรื่องราวของเขาได้

แม้ Bloomberg เคยไปทำข่าวมาแล้ว 1 รอบทำให้ดังไปทั่วโลก แต่ในแวดวงเทรดเดอร์อาชีพญุี่ปุ่นเอง เขาก็ยังไม่ยืนยันอยู่ดี

CIS เป็น day trader วัย 35ปีที่อยู่ในตลาดมา 10 กว่าปี ที่โด่งดังเพราะลือกันว่าเขามี สินทรัพย์ที่ได้จากการเทรด
มากกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงตลาดกระทิงทำกำไรได้มากถึงปีละ 6 พันล้านเยน จากโต๊ะเทรด ที่อยู่ในห้องนอน บนอพาร์ทเมนต์เล็กๆของเขา

ที่ CIS กลับมาดังลงข่าวอีกรอบ เพราะวิกฤติที่เกิดในจีน รอบนี้ซึ่งพาเอาตลาดทั่วโลกลบลงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
สร้าง ความ panic ให้ตลาด NIKKEI จำนวนไม่น้อย แต่ CIS กลับทำกำไรจากความโกลาหลของตลาดครั้งนี้ได้ถึง 34 ล้านเหรียญ

ถ้าตาม CIS จะพบว่าเขาเหมือนวัยรุ่นญี่ปุ่นธรรดา ชอบสะสมการ์ตูน เล่นเกมส์ เล่นโป๊กเกอร์ แต่งานหลักตอนกลางวัน เช้า 8.00 -10.30 คือการเทรด
เขาเทรดทั้งหุ้นและ future ส่วนมากจะเป็นการเทรดแบบสั้นหรือ day trading ในวัน มีบ้างที่เทรดยาว 

สไตล์ของ CIS คือเทรดตามแนวโน้ม การอ่านการเคลื่อนของราคา การดูโมเมนตรัมและการดู volume ผมขออธิบายเท่าที่หามาได้ประมาณนี้
แต่ที่ไม่ธรรมดา คือการอ่านจังหวะ ที่ทำให้รอบนี้ เขากลับมาโด่งดังได้ 

จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา CIS ทำกำไรจากตลาด NIKKEI โดย เขาเริ่มมองเห็นการทรงตัว การอิ่มตัวของดัชนี ตกลงต่อเนื่องจากสุดสูงสุดและไม่มีทีท่าว่าจะดีดกลับตัวได้ โดยเขามองเห็นมันตั้งแต่คือวันศุกร์ การทรงตัวภาวะไม่แน่นอน นั้นเขาเริ่มสะสม สัญญา Short มาเรื่อยๆ

โดยเขาเริ่มสะสมทีละน้อย จาก 200 จนเมื่อมั่นใจถึงการอ่อนตัว ในวันจันทร์ที่ 24  เขาสะสมสัญญา Short มากถึง 1500 สัญญา มูลค่ามหาศาล คราวๆคือถ้า nikei ขยับ 100 จุดเขาจะได้กำไรหรือขาดทุน ถึง 1.25 ล้านเหรียญเลย

สิ่งทีเ่กิดคือเขาถูก NIKKEI ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ร่วงรุนแรงจากการ panic ต่อเนื่องประเด็นของจีน โดยลบไป 1000 จุด ทำ low รอบ 2 ปี
CIS ปิดสัญญา Short ของเขาในช่วง 10.30 กลางคืน เพราะราคา future ช่วงค่ำดิ่งแรงไปอีก จากการ panic ตกลงของตลาดสหรัฐ


ในคืนนั้น CIS ได้กำไรจากการ short ที่เก็บสะสมมาถึง 27 ล้านเหรียญ แต่ไม่พอ เขามองแนวรับและประเมิน ความน่าจะเป็นเขาเห็นโอกาส
จากการ pannic ของคนที่จะเกิด วันอังคาร จำนวนมากมีการ short หรือเก็บ put ใน options เพื่อทำกำไรป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต

CIS เข้าไปรับ options ตรงข้าม เพื่อทำกำไร เมื่อเห็น แนวรับแข็ง ราคาเริ่มหมดแรงกดลง ดัชนีลงถึง 40%  เขาก็เริ่มเข้่าไปไล่สะสม long position ตัว NIKKEI future ต่อ  อีก 970 สัญญา ถือข้ามคืน แล้วปิดเมื่อ future เพื่อทำกำไร ขึ้นมาระดับ 18000 ในช่วงวันต่อมา กลางวันของวันอังคาร  ปิดเก็บกำไร จบ 18410  ไป 13 ล้านเหรียญ 


สรุป 

ผมอยากเขียนเรื่องนี้ให้เห็นอีกมุมของคนที่ใช้ประโยชน์จาก volatility ของตลาด คนเล่นกับความ panic แต่สิ่งที่เราจะเห็นคือ จังหวะต้องแม่นและจิตใจต้องนิ่งมาก คงผ่านประสบการณ์มาเยอะ แม้ CIS ไม่ได้ แชร์อะไรมาก หรือ เหมือนดูจะ ดวงดี ใช่ไหมครับ


แต่ถ้าลองดู position เขาโพสในทวิตเตอร์ ผมมองว่าเขาคิดและทำกำไรบ้านมานะ อย่างการสะสม เขาไล่สะสมตาม momentum จริงๆ หรือแม้แต่การเล่นกับการ รีบาวน์ เขาเริ่มจาก options ผมเข้าใจว่าจะเป็นฝั่งขาย short put เพราะ ขาดทุนมันจำกัด(แต่ถ้าโดนกำไรก็เยอะ)  และมองโอกาสจากค่า premium ที่จะได้จากคนที่ต้องการ hedging พอร์ต 

พอ เห็นแรงซื้อกลับ เขาถึงมา follow ตามที่ future  สังเกตดีๆ เขา่ไม้ได้สวนตลาดมั่วนะครับ เพราะจุดเขาของเขา เขาวางไว้ดี โซนสุดกำลังและได้เปรียบ ไม่ใช่โดดไปซื้อ หรือไปเดา ว่าลงเยอะต้องขึ้น  

และปิดจุดออก ที่หมด volatility พอดีบริเวณโซน 18000 ซึ่งสำหรับเทรดเดอร์อาชีพ จุดออกสำคัญมาก เพราะถ้าหาไม่เป็นไปโหนหรือไม่มีกลยุทธ์
กำไรที่มีหาย กลายเป็นขาดทุนหมดแน่นอน ตรงนี้ CIS หาจุดได้ดี จริงๆ จะเห็นเขาปิด short ไม่ได้รอ low ของตลาดนะแต่ปิดในช่วง คนกำลังแห่ขายหรือยังคงกลัวอยู่ ทำให้ได้ ราคาดีผมไม่รู้เรื่องนี้จริง หรือเปล่า กำไรขนาด 34 ล้านเหรียญหรือไม่
แต่ถ้าจริง ถ้า order เทรดที่เขาโชว์จริง ก็แปลว่า เขาทำได้ perfect หมดจดจริงๆ step แบบนี้นักเก็งกำไรระยะสั้นถวิลหา   


ก็ดูเป็นแรงบันดาลใจ แล้วกัน ผมว่าถ้าเรื่องจริง เขามาวันนี้ได้ ถือว่าเขาทำงานหนักพอควร แต่ CIS ไม่ได้มีแต่กำไรหรอก ขาดทุนเขาก็มี เช่นตอนวิกฤติกรีซปีนี้ เขาขาดทุนไป 6 ล้านเหรียญดังนั้น อย่าไปมโน ว่าตลาดมันง่าย 
ชีวิตจริง ไม่มี miracle ไม่มีอะไร ง่ายๆหรอกครับ 

อ้างอิง




Volatility

ผมว่าช่วงนี้คงได้ยินคำนี้บ่อย บางคนก็ยังงง เข้าใจคำว่า volatiltiy ไม่ค่อยกระจ่างนัก
บ้างว่า volatility คือ risk บ้างละ 
บ้างว่า volatility คือ indicator บ้างละ 
บ้างว่า volatility คือ ATR บ้างละ 
บ้างว่า volatility ขึ้นกับ timeframe บ้างละ 

วันนี้ผมเอา link น่าสนใจมาแนะนำ อยากให้ลองไปศึกษาเพิ่ม เติม
บางทีผมสรุปเองพูดเอง เดี่ยวอา่จจะทำให้ ยังเชื่อได้ไม่สนิทใจ

ผมนำเอา บทความของคนสองคน ที่ชำนาญเรื่อง volatility อย่างมาก  
มาฝาก เพื่อให้พวกเราเห็นภาพ ว่ามันไม่เกี่ยวกับ สไตล์การทำเงินหรอก 
เพราะความรู้ สามัญในการ เข้าใจสภาวะของตลาด มันเป็นเรื่องที่
ถ้าจะอยู่รอด ต้องแตกฉานระดับหนึ่ง ถึงจะวางกลยุทธ์ สร้างผลตอบแทน หรือจำกัด ความเสี่ยง ได้ 

1. Warren Buffer
เป็นอีกคนที่ เขียนเรื่อง volatility กระจ่างศาสตร์มาก
ถ้าศึกษาจริงๆจะพบ ฺBuffet นี่ก็ใช้ประโยชน์จาก volatility เยอะ
ในการหาความได้เปรีบบในการเข้าสะสมหุ้น

Volatility is not the same thing as risk, and investors who think it is will cost themselves money

Market Volatility: How Warren Buffet Manages It

Volatility does not measure risk

 2. Jorge Soros
คนนี้เขาเก่งเรื่องของ มุมมองและสภาวะการณ์ อยู่แล้ว 
ดังนั้น การเล่นกับ volatility ผมว่าคือ ขนม ของปู่แกเลย 
ถ้าจำกัดได้ หลายวีรกรรมของปู่ payoff หนักๆนี่ก็มาจาก volatility ของตลาด

George Soros Has Great 2013 Returns, But Volatile Love Life

"Short term volatility is greatest at turning points and diminishes as a trend becomes established… By the time all the participants have adjusted the rules of the game will change again"



3. Ray dalio
 คนนี้ ใช้ volatility ของตลาดในการบริหาร cashflow โดยเล่นกับ asset class ต่างๆ

Interestingly, Dalio offers two explanations for these market risk premiums. First - and as we have seen, this seems to be the main theoretical basis for All Weather - he makes a duration argument: “If the income stream of an asset is longer then we assume that it will have structurally higher volatility.” In other words, because most bonds have a set maturity date but cash flows from equities are potentially perpetual, the risk (and therefore volatility) associated with equity cash flows is structurally higher.




ลองอ่านกันดูนะครับ ได้เปิดมิติ มุมมองการเทรดให้กว้างขึ้น ทำให้เข้าใจพฤติกรรมราคาได้ดี
วิธีคิด เราจะดีขึ้น อันนี้แค่พื้นฐานนะครับ ถ้าจะเอา advance แนะนำ Nassim Nicholas Taleb กับ stochastic volatility เลย
อันนี้ถ้าแกะได้ไปถึง นี่จะลึกสุดใจไปเลย 


My Reading List :Week3-08-2015

บทความน่าสนใจของสัปดาห์นี่ที่ผมไปอ่านมา 
ตามสัญญาจะเอา link มาแชร์ สำหรับเป็นแหล่งอ้างอิง

สัปดาห์นี้ ลองเพิ่มเนื่อหาเรื่องของ Quant trading ให้บ้าง แต่ไม่หมดเพราะเดียวจะอ่านกันไม่ทัน
หลักๆ เป็นมุมมองตลาด เนื้อหาทั่วไปจากเว็บข่าว