สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ทำไม Over trading ถึงไม่ทำให้รวย

3 เดือนที่ผ่านมาทำ Project หนึ่งชื่อว่า Bot Over Trade คือสร้าง robot ให้มันเทรดแบบ Over trading ด้วย Leverage ระดับ 100:1 ในบัญชี standard โดยเป้าหมายจะพิสูจน์ประเด็น High Risk High Return มันไม่ work ระยะยาวให้น้องๆที่ร่วมฝึกเทรดด้วยกันดู
อีกประการส่วนตัวโดนถาม แนวถากถางบ่อยมากว่าเทรดทีละ 0.01 lot มันจะไปรวยได้ยังไง มันต้องกล้าได้กล้าเสีย ดังนั้นเลยทำการทดลองนี้มาให้ดูว่ามันไม่ได้จำเป็นว่าต้องเทรด lot เล็กเสมอไป มันขึ้นกับการออกแบบ Risk Management อีกประการอยากแสดงให้เห็นว่าทำไม ถึงไม่ใช้กลยุทธ์การเทรดแบบ Over trading (เพราะมันไม่ทำให้การเติบโตที่ยั่งยืนไง)


ผลการทดลองก็ง่ายๆ เทรด scalping ไปเรื่อยๆยิงเก็บ cash flow ไปโดยใช้เงินเริ่มต้น $30 เทรด ซึ่งเทรดไปตามภาวะ volatility ของตลาด ยิงเก็บ cash flow ไป มีโค้วต้าการเทรด 4 Unit เดือนแรกมัน flow ได้กำไรสูงถึง 63% ต่อเดือน เดือนสองยังแม่นยิงเก็บแต้มไปต่อได้อีก 16.5% เดือนสามประคองตัว มีติดบ้างแต่ปิดได้กำไร 5.4%
แต่เหมือนที่บอกครับ การเทรดแบบ Over trading มันไม่เคยทำให้ใครรวยระยะยาวเพราะ เมื่อประเด็นพิเศษเข้ามา ความผันผวนจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตรงนี้คือประเด็น ตรุกี มันก็ทำให้ Equity ที่มีหายหมด ระบบนี้มี stoploss ที่ -50% ของ Balance ทำให้เมื่อขาดทุนมาถึงระดับ มันปิด position(ไม่ได้ล้างพอร์ตนะ $30 อยู่ครบ) สิริรวมยิงไป 30 Order ทำ pip ไปราวๆ 320 pip
จบสุดท้ายเดือนที่ 4 เหลือกำไร = 0 เท่ากับเงินต้น ผลคือขาดทุนเวลาไป 3 เดือน เสียค่าไฟ ค่า server อีก
การทดลองนี้ ผลก็ออกมาตามสมมติฐาน เพราะ principle ส่วนตัวไม่ Over trading อยู่แล้ว แต่การทดลองนี้เป็นของจริงอีกอย่าง ที่สะท้อนปัญหาว่าทำไมเทรดเดอร์ ทั่วไปถึงไม่สำเร็จ ตลาดดีเข้าทางได้กำไรมาก พฤติกรรมราคาไม่ปกติขาดทุนหนัก สุดท้ายได้ๆเสียๆเท่าตัว เช่นนี้เอง
ย้ำนี้คือตัวอย่างที่ไม่ดีในการออกแบบกลยุทธ์การเทรด เพราะใช้ leverage ที่มากเกินไป ควรวางแผนทำ risk management ให้เหมาะสม รับมือภาวะความเสี่ยงที่จะเกิดเพื่อให้พอร์ตมันอยู่รอดได้ก่อน ที่วิ่งไปหากำไรปีละ 100% หรือ 1000%

ส่วนผลของระบบเทรดอีกตัว ที่ทำงานด้วย strategies เดียวกัน บนสินค้าตัวเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน แต่มี Risk Management ที่แตกต่างกัน ตัวนี้ robot รันบน leverage 5:1 เท่า ผลที่ออกมาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


การเทรดระยะเวลา 3 เดือน ของระบบนี้ผลตอบแทนเป็น บวกสิริรวม 2% กว่าๆ(ไม่เยอะใกล้เคียงระดับ 100% เลย) แต่ DD ต่ำเก็บ cash flow ได้ต่อเนื่อง และแน่นอนว่า ไม่มีการขาดทุนหนัก(Big Loss) แม้ตลาดจะโครตผันผวนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งจากประเด็น trade war , การปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ และประเด็นใหญ่อย่างวิกฤติตรุกี ผลกำไรที่ได้จำนวนเงิน แม้ไม่มาก แต่เก็บระยะ pip ได้ไม่น้อยเช่นกัน ราวๆ 312 pip จากการเทรด 29 ครั้ง

นี้คือตัวอย่างบางส่วนของงานวิจัย จะเห็นมีการทดลองทำทั้ง 2 ระบบ 2 โมเดลในการเปรียบเทียบ เพื่อเกิดการสังเคราะห์องค์ความรู้จากการเทรดจริง ตลาดจริง มาใช้ในการพัฒนาต่อยอด แนวคิดการพัฒนาระบบเทรดต่อไป 


Salman Khan อดีตเฮ็ดฟันด์ผู้หันมาเปลี่ยนโลก

บทความนี้ขอมาเล่าเรื่องของ khan academy ต่อให้ฟัง ส่วนตัวผมชอบแนวคิดของการรู้และบอกต่อ เข้าใจแล้วถ่ายทอด ของคุณ คาน มาก ตามสโลแกน free world-class education for anyone anywhere เนื้อหาคุณภาพดีๆ เข้าใจง่าย มันถูกแจกจ่ายให้คนทั่วโลก นำไปใช้ ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย

ประวัติของคุณ Salman Khan ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ khanacademy นี้คืออดีต นักกลยุทธ์ ของ hedge fund ชื่อ Wohl Capital Management เขาจบคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์จาก MIT และมีปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก Harvard Business School เมื่อตอนปี 2009 คุณSalman Khan เริ่มต้นทำ เนื้อหา ในรูปแบบ vdo ง่ายๆ เพื่อสอน mathematics และ sciences แก่ญาติๆ คนเด็กๆละแวกบ้าน เพื่อติวการสอบให้กับพวกเขาเหล่านั้น ผ่าน YouTube channel บนอินเตอร์เน็ต


ทำไปทำมา จากงาน vdo หลัก 100 กลายเป็นหลักพัน หลายพัน รวมเรื่องราวหลายหลายวิชา จากทำอดิเรก กลายเป็นงานประจำ จากทำคนเดียวก็กลายมามีทีมงาน หลายสิบชีวิติ ปัจจุบัน มี vdo มากกว่า 5000 ตอนที่เผยแพร่ หลากหลายสาขาวิชา และได้รับการแปล เป็นภาษาต่างๆมากมาย มีคนเข้า ไปดูและใช้งานหลายล้านวิวต่อเดือน ขยายมาเป็น 355 million วิวในไม่กี่ปี ล่าสุดมีผู้ร่วมอุดมการณ์มา่กมาย แถมมีแบคอัพทุนหนา ทีเ่ห็นประโยขน์ ของสิ่งที่เขาทำอย่าง Bill Gates และ Carlos Slim.


ผมชอบบทสัมภาษณ์นี้ของ khan มากตอนออกจาก hedge fund มาทำ khan academy เต็มตัวเปลี่ยนความคิดจะนั่งหาเงิน มาทำประโยชน์ให้สังคมแทน ลาออกจากงานมาสร้างคลังปัญญาของโลก  ขอตัดเอาไฮไลท์สำคัญมาให้ดู

So in the back of my mind, I thought I would become a portfolio manager, have my own fund, and maybe 15 or 20 years in the future, on my own terms,fund a school.
As anyone in investments will tell you, you have bad days, and you think maybe you should do your hobby full-time. But then you remember you don’t own a house, you have a baby on the way, and you haven’t paid off your or your wife’s student loans, so you stop dreaming.
I’d been part of the dot-com bubble, and I found it so exhausting emotionally that I told myself entrepreneurship was not for me. So when I started Khan Academy, I said, “This is a hobby. This is a passion. This is fun.”

ความรู้ถ้าเราเรียนรู้อย่างเข้าใจ และถ่ายทอดออกไป ไม่ต้องกลัวหรอกครับว่ามันจะสูญหายไปไหน มันจะคงอยู่และส่งต่อในจักรวาล สร้างประโยชน์ ต่อคนอื่นๆ ต่อสังคมและพัฒนาโลกให้ดียิ่งขึ้นไป

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ความแข็งแกร่งของสหรัฐปี 2018(ด้านเศรษฐกิจ&การเงิน)

กระแสเงินพุ่งเข้าสู่สหรัฐ ทั้งตลาดหุ้น พันธ์บัตรและค่าเงิน รับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และ Benjamin Jone นวค.จาก State Street ให้ความเห็นด้านปัจจัยบวกพื้นฐานที่ดึงดูดเงินเข้าตลาดสหรัฐจาก Fundametal ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ จะเห็นจากปีนี้แม้จบปัจจัยบวกจากนโยบายลดภาษี ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ ต่างมีตัวเลขการเติบโตที่เป็นบวก
จากภาพแรกจะเห็น asset ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ เช่น S&P500 และค่าเงิน USD บวกต่อเนื่องตลอดปี เอาชนะกลุ่มตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่(EM equity และ EM debt)ที่ปีนี้ อาการค่อนข้างไม่สู้ดีไปตามๆกัน

ส่วนภาพที่สอง แสดงความผิดปกติ ที่เกิดช่วงกลางปี 2018 ทิศทางลักษณะของตลาดหุ้นสหรัฐ bullish ขยายตัวโดดเด่นแตกต่างจาก ดัชนีตลาดประเทศอื่นๆ และการ divergence มีขนาดและระยะห่างออกไปเรื่อยๆในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา


stress testing

ได้อธิบาย แนวคิดการทดสอบระบบเทรด ในภาวะไม่ปกติ คล้ายกับการทำ stress test ให้กับระบบเทรดของเรา โดยในภาพนี้ผมเอาตัวข้อมูลจากคุณ charlie bilello ที่รวบรวมการทำ valuation ตลาดหมีไว้มาให้ดู ซึ่งข้อมูลแสดงพฤติกรรมตลาดในอดีตช่วง 1929 -2018 ที่เคยเกิดวิกฤติ มาให้ดู

การใช้งานเราก็ลองพิจารณาช่วงเวลาที่เกิดในแต่ละรอบ ออกแบบการจัดการเงินให้รองรับ volatility ที่เกิดแล้วลองรันข้อมูลทำการ Back testing กับ asset ที่เราสนใจเลือกเฉพาะช่วงปีที่เกิดวิกฤตินั้นๆ(Overlap +/-2 ปีก็ได้)แทนการรันทดสอบย้อนหลังยาวๆ เพื่อทดสอบผลการทำงานในภาวะไม่ปกติดู ตรงนี้จะ testing แผนการจัดการเงินและการจัดการความเสี่ยงของระบบเราได้ดี มาก ยิ่งถ้าระบบไหนไม่แข็งแรง เรียกว่าไม่พังล้างพอร์ต หรือไม่ก็ Drawdown 80-90% ได้แน่นอน



ปล. เพิ่มเติมถ้าพวกเราลองรัน data analysis ของ S&P500 ดูจะพบความน่าสนใจเยอะมาก ในภาพอดีตเราจะเห็นการถดถอยของดัชนี -50% ซึ่งหุ้นบางตัวในตลาดอาจจะลงไปมากกว่า -100% ก็เป็นได้ อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของขาขึ้นหรือตลาดกระทิง ยิ่งขึ้นเยอะขึ้นแรงต่อเนื่องหลายปี การถดถอยที่เกิดยิ่งหนักแต่ระยะ 20 ปีหลังการถดถอยของ S&P500 และดัชนีตลาดหุ้นโลก ไม่ได้ถอยกลับที่เดิม ลงหนักลงแรงจริงแต่อยู่ระยะ -60% จากจุดสูงสุด

แนะนำรายการ The Curious Investor

นั่งเทรดรอบดึกตลาดทองคำตึงๆไม่มีรอบให้เล่นเท่าไหร่ เลยมานั่งฟัง Podcast หาความรู้เพิ่มเติม ไปเจอ podcast ใหม่ที่มี เพื่อนนักลงทุนต่างชาติเขาแนะนำไว้บนทวิตเตอร์เป็น ช่องของ AQR capital ชื่อ The Curious Investor เพิ่งเปิดตัวเดือน สค.นี้เอง

หัวข้อน่าสนใจไม่ได้มานั่งพูดนั่งบ่นเอามันส์เอาสนุกอย่างเดียว สาระเนื้อหาแน่นมาก มีทั้งจับประเด็นมาพูดโดยสอง DJ คือคุณ Dan Villalon คนนี้เป็น MD ของ North America portfolio อดีตนักวิเคราะห์และนักเขียนที่มีประสบการณ์ด้านการเงินการลงทุนสูง อีกท่านคือคุณ Gabe Feghali คนนี้เป็น VP ของ AQR’s Business Development team อดีตทำงานเป็นทีม Quant research ใน AQR’s Equity portfolio


สองคนนี้จัดรายการกันสนุกดี เข้าขากัน ผมเพิ่งฟัง ได้ 2 ตอนถึงตอน Face the Factors เรียกว่าชอบมาก เพราะเขาอธิบายเข้าใจง่าย ไม่ใช่ภาษาวิชาการยากและยกตัวอย่างได้ดีนำเอาทีมงาน นักวิเคราะห์ ผู้บริหารพอร์ตมาร่วมช่วยอธิบายประกอบด้วย รายการยาวประมาณ 22 นาที ไม่มากไปและไม่สั้นไป
รถติดๆในช่วงนี้ นั่งฟังเพลินและได้เปิดโลก เปิดความรู้ดีจริงๆ แนะนำลองเข้าไปฟังได้ที่

Gold Demand Trends Q2 2018

ช่วงนี้ราคาทองคำกำลังอยู่โซนค่อนข้างต่ำปัจจุบัน 1211 (52 week range 1,365.4 -1,205.1) เมื่อเทียบกับปลายปี 2017 ที่ผ่านมา ท่ามกลาง story ช่วงนี้จะเห็นมีการยิงข่าวเชิงบวกออกมาเรื่อยๆทั้งยอดการสะสมทองคำของ Fund ,การซื้อทองคำของธนาคารกลางบางประเทศ ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวอีกชิ้นที่น่าสนใจ เป็นตัวเลข Gold Demand ไตรมาส 2 ของปี 2018
รายงานโดย World Gold Council ซึ่งตัวเลข demand ของ Q2 ที่ออกมายังต่ำและอ่อนตัว 964.3t ทั้งความต้องการทองคำในกลุ่มต่างๆ ETF ,เครื่องประดับ(-2%), central bank(-7%) ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีความต้องการทองคำปรับเพิ่ม +2% เทียบจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า
ด้านตัวเลข Gold supply ไตรมาส 2 รายงานระบุปรับเพิ่ม +3% การเพิ่มติดต่อกัน 2 ไตรมาสปริมาณ supply เข้าแตะระดับ 1,120.2t.
พิจารณาเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการเทรดต่อไปครับ


ทำไมหยวนอ่อนถึงกระทบค่าเงิน AUD

สัปดาห์ที่แล้วลองนำข้อมูลค่าเงินหยวนของจีนมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับค่าเงิน AUD ให้ดู อธิบายเรื่องความเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ออสเตเรียพึ่งพาจีน ดังนั้นเมื่อจีนเล่นเกมส์ค่าเงินอ่อน เพื่อสู้กับสหรัฐ ค่าเงิน Australia ก็เจอแรงกดดันตามไปในภาพใหญ่ปีนี้ลงไป -4.95% โดยเฉพาะช่วงระยะเวลานี้(ลองดูตัวเลขเศรษฐกิจออสเตเรียไตรมาส 1 และ2 ประกอบ) ขณะที่ปีนี้ค่าเงินหยวน CNY ลดลง -5.01% เทียบกับ usd
ลองอ่านบทความ why falling yuan raises economic jitters Australia นี้เพื่อดูรายละเอียดตัวเลขในหมวดต่างๆได้ มันอาจจะไม่ใช่บทสรุปหรือความสัมพันธ์แบบสมบูรณ์ 100% ตลอดเวลา แต่เรื่องพวกนี้เรานำมาใช้ประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือได้ครับ

ศึกษาเพิ่มเติมจาก link 
https://m.scmp.com/week-asia/geopolitics/article/2158248/why-falling-yuan-raises-economic-jitters-australia?amp=1

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

บทความวิจัยพัฒนา กลยุทธ์การ Stop loss

Stop loss หรือการ Limit loss คือกลยุทธ์การจำกัดผลกระทบจากการขาดทุนที่มาจากความเสี่ยงในการเทรดแบบหนึ่งที่ถูกนำมาใช้แพร่หลาย เรื่องนี้เราสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบเทรดได้
เมื่อวันจันทร์พูดเรื่องการทดลองใช้ stop loss กับ leverage ไป มีคนถามถึง paper การทดลองอยากเอาไปศึกษาต่อ ผมเลยนำ link ที่บันทึกไว้มาแชร์ ย้ำว่าเป็นแค่บางส่วนนะครับ มีอีกหลายแหล่งที่เราสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ ถ้าสนใจลองศึกษาดูมีคนวิจัยพัฒนาเทคนิคต่างๆไว้เยอะเลย ซึ่งเราจะได้เห็นข้อเด่น และข้อจำกัด รวมถึงการ optimize โมเดลในการจัดการความเสี่ยง ถือเป็นการเปิดโลก เพิ่มเติมความรู้ไปในตัวครับ
ปล. จะใช้หรือไม่ใช้ stop loss ไม่ใช่ประเด็นนะครับเพราะมันเป็นแค่หนึ่งทางเลือกในการจัดการการขาดทุน แต่สำคัญคือถ้าเลือกจะใช้ ต้องใช้มันอย่างเข้าใจ ใช้ให้ถูกเหมาะสมกับพฤติกรรมของ asset และอย่าไปใช้มันเป็นแพะรับบาปหรือข้ออ้างในการล้างพอร์ต
-Assessing Stop-Loss and Re-Entry Strategies
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2277722
-Taming Momentum Crashes: A Simple Stop-Loss Strategy
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2407199
-The Value of Stop Loss Strategies
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1214737
-Probability Weighting, Stop-Loss and the Disposition Effect
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2823449
-'Stop-Loss' Strategies: Theory and Application to the Matif Bond Future Contract
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1734757
-Stop-Loss Strategies with Serial Correlation, Regime Switching, and Transactions Costs
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2695383
-The Value of Stop-Losses and Stop-Gains in Enhancing Risk-Adjusted Return
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2285222
-Optimal Trading with a Trailing Stop
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2895437
-Double-Sort Trading Strategy on Commodity Futures: Performance Evaluation and Stop-Loss Implementation
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2614241
-When Do Stop-Loss Rules Stop Losses?
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=968338
-The Significance of Trading Frequency and Stop Loss in Trend Following Strategies
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2349848
- Stop-Loss Orders and Price Cascades in Currency Markets
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=920687
-Stop-Loss Strategies and Derivatives Portfolios
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1197002
-Determining Optimal Stop-Loss Thresholds via Bayesian Analysis of Drawdown Distributions
https://arxiv.org/pdf/1609.00869.pdf



Gold Demand Trends Q2 2018

ช่วงนี้ราคาทองคำกำลังอยู่โซนค่อนข้างต่ำปัจจุบัน 1211 (52 week range 1,365.4 -1,205.1) เมื่อเทียบกับปลายปี 2017 ที่ผ่านมา ท่ามกลาง story ช่วงนี้จะเห็นมีการยิงข่าวเชิงบวกออกมาเรื่อยๆทั้งยอดการสะสมทองคำของ Fund ,การซื้อทองคำของธนาคารกลางบางประเทศ ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวอีกชิ้นที่น่าสนใจ เป็นตัวเลข Gold Demand ไตรมาส 2 ของปี 2018
รายงานโดย World Gold Council ซึ่งตัวเลข demand ของ Q2 ที่ออกมายังต่ำและอ่อนตัว 964.3t ทั้งความต้องการทองคำในกลุ่มต่างๆ ETF ,เครื่องประดับ(-2%), central bank(-7%) ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีความต้องการทองคำปรับเพิ่ม +2% เทียบจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า


ด้านตัวเลข Gold supply ไตรมาส 2 รายงานระบุปรับเพิ่ม +3% การเพิ่มติดต่อกัน 2 ไตรมาสปริมาณ supply เข้าแตะระดับ 1,120.2t.
พิจารณาเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการเทรดต่อไปครับ

ทำไมหยวนอ่อนถึงกระทบค่าเงิน AUD

สัปดาห์ที่แล้วลองนำข้อมูลค่าเงินหยวนของจีนมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับค่าเงิน AUD ให้ดู อธิบายเรื่องความเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ออสเตเรียพึ่งพาจีน ดังนั้นเมื่อจีนเล่นเกมส์ค่าเงินอ่อน เพื่อสู้กับสหรัฐ ค่าเงิน Australia ก็เจอแรงกดดันตามไปในภาพใหญ่ปีนี้ลงไป -4.95% โดยเฉพาะช่วงระยะเวลานี้(ลองดูตัวเลขเศรษฐกิจออสเตเรียไตรมาส 1 และ2 ประกอบ) ขณะที่ปีนี้ค่าเงินหยวน CNY ลดลง -5.01% เทียบกับ USD


ลองอ่านบทความ why falling yuan raises economic jitters Australia นี้เพื่อดูรายละเอียดตัวเลขในหมวดต่างๆได้ มันอาจจะไม่ใช่บทสรุปหรือความสัมพันธ์แบบสมบูรณ์ 100% ตลอดเวลา แต่เรื่องพวกนี้เรานำมาใช้ประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือได้ครับ

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกการเติบโตยังแข็งแรง(Robust) แต่ต้องระวังปัจจัยเชิงลบและความเสี่ยง ซึ่งยังคงเพิ่มระดับความร้อนแรงขึ้น จากภาพสรุปของ Deutsche Bank Securities จะพบประเด็นมาแรงและน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประเทศคือ Trade War ของโดนัล ทรัมป์ นั้นเอง
ส่วนเศรษฐกิจกลุ่ม EM ผลงานล่าสุดยังดูดีอยู่ อีกประเด็นปัจจัยเสี่ยงที่ตอนนี้พูดกันหนา คือเรื่องการถดถอย การปรับฐานใหญ่ของตลาดหุ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการลงทุน อันนี้ต้องจับตามองต่อ


อ้างอิงจาก
http://ritholtz.com/2018/07/growth-robust-but/

อีกด้านหนึ่งของ การใช้ชีวิต Slow Life

เจอมาเยอะมากกับประเภทที่ตัดสินคนกลุ่มวิถีชีวิตแบบ slowlife จากมุมมองความเชื่อเฉพาะบุคคล ไปติดภาพของการทำอะไรช้าๆ การนั่งกินกาแฟ แต่ถ้าเราได้พบได้รู้จักคนที่ยึดวิธีชีวิตของ slow life เข้าใจ principle ในการดำเนินชีวิตของเขา เราจะเข้าใจคนกลุ่มนี้มากขึ้น
มันไม่ได้ง่ายกับการต้องใช้ชีวิตแบบการมีทรัพยากรที่จำกัด ต้องพึ่งพาตัวเอง ซึ่งอาศัยทั้งวินัยและความรับผิดชอบอะไรหลายอย่าง ต้องคิดต้องวางแผนเยอะมาก ในสิ่งที่จะทำ(ไม่ใช่จะทำอะไรก็ทำตามใจหรือใช้เงินไปตามอารมณ์) แต่สิ่งสำคัญมันเป็นเรื่องของการให้ค่าความสำคัญในชีวิตกับสิ่งที่จะต้องยึดติดและสิ่งที่ควรปล่อยวาง
ผมเองยังไม่ได้ slow life มากถึง 50% แต่รู้จักพี่ๆหลายคนที่ใช้ชีวิตแบบนี้ ทั้ง slow life ทั้ง minimalism ไม่ได้ร่ำรวยไม่มีเงินหลายร้อยล้าน แต่ด้วยความที่พอประมาณ ไม่ได้คาดหวังอะไรเกินตัวมันทำให้ความสุขในแต่ละวันของพวกเขาเรียกว่าเต็มเปี่ยมเลย(นั้นคือเป้าหมายและรางวัลของการใช้ชีวิตแบบ slow life)


ที่น่าสนใจหลายคนที่ผมรู้จักหันไป slowlife หลังจากผ่านจุดที่ได้มาซึ่งความสำเร็จระดับหนึ่งแล้วทั้งนั้น แต่พอได้ชื่อเสียงมาเยอะมีรายได้เงินทองมาก มีลูกน้องบริวารมาก มันก็ทำให้ทุกข์มากตามไป ต้องคิดทุกวัน เครียดกับปัญหาทุกวัน จนต้นทุนของการได้มาซึ่งความสำเร็จ มันอาจจะมากไปกว่าสิ่งที่ได้รับ
คงไม่ได้ไปตัดสินใจว่า การใช้ชีวิตแบบไหนดี เพราะสุดท้ายเป้าหมาย ความต้องการในแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญสำหรับตัวเราคือ อย่ารีบมีอคติ ด่วนตัดสิน เปิดใจทำความเข้าใจ ทดลองให้เยอะ ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองหาให้เหมาะ เลือกให้เจอ ในรูปแบบวิถีชีวิตที่เราอยากมีในอนาคต
ปล. อยากให้ลองอ่านบทความที่แชร์ น่าจะเห็นภาพมาขึ้น

Jerry Seinfeld ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดในข้ามคืน

Jerry Seinfeld เกิดในครอบครัวชาวยิว ขั้นกลาง เขาชอบเล่าเรื่องตลกมาตั้งแต่เด็ก สนใจอยากเป็น stand-up comedian และเริ่มฝึกจริงจัง ตอนเรียนมหาวิทยาลัยจากการแสดงในชมรมละคร บวกกับการใช้เวลากลางคืนเดินสายแสดงฟรีตามคลับในคืน open-mic nights หลังเรียนจบปริญญาตรี เขาไม่ได้ทำงานประจำตามแบบสังคมชาวยิว Jerry Seinfeld เลือกเดินตามฝัน ออกหางานแสดงตลก ตามคลับและเข้าคัดเลือกบทในรายการตลกทางทีวี เริ่มต้นฝีมือไม่ดี ชื่อชั้นไม่มี ทำให้ต้องแสดงฟรีตามคลับเปิดไมค์ เพื่อหาประสบการณ์ ส่วนกลางวันใช้เวลาทำงานหาเงินจากการเป็นเด็กเสริ๋ฟในร้านอาหาร


 เขาใช้เวลา 2-3 ปีอยู่อย่างยากลำบาก ทำงานอย่างหนักในเมืองนิวยอร์ค กว่าจะได้โอกาสแสดงในรายการทีวีในบทเล็กๆ และมีโอกาสได้ขึ้นไปเล่ามุขตลกในรายการ talk show หลังข่าวดังอย่าง The Tonight Show ของ Johnny Carson แค่ 5 นาที เขาซ้อมหนักและทำมันได้ดี จนสามารถแจ้งเกิดได้ เส้นทางอาชีพเขาก็เริ่มต้นขึ้นมีงานเข้ามาและได้ทำรายการโชว์ทางทีวีของตัวเองอย่าง "Seinfeld" ทางช่อง NBC จนเป็นที่รู้จักโด่งดัง ได้รับรางวัลและเงินทองมากมาย(รายได้ต่อปีช่วง 2017 ที่ $69 million)

ความสำเร็จมันไม่ได้มาง่ายๆจริงๆ ลองชมคลิปเส้นทางเริ่มต้นของเขาได้

บทเรียนความผิดพลาดของ Soros

วันนี้ไปเจอโพสหนึ่งที่อ้างอิงบทความข่าวย้อนอดีตปี 1998 ของ independent ที่เล่าถึงการขาดทุนใหญ่ และเรียกว่าเป็นอีกปีที่ย่ำแย่ของคุณ George Soros
โดยปี 1998 โซรอสมองว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ จะปรับตัวลงและลงหนักทำให้เขา betting ทางนั้น ปรากฏว่าช่วงปลายปีนั้น ดัชนี DJ30 บวกเพิ่มกว่า 13% หรือ 1000 จุด ทำให้ soros ขาดทุนจากการ short positions ในตลาดฟิวเจอร์ (ตลาดมันถล่มหลัง bullish เพียงแต่มันเกิดปี2000 หลังจาก soros ทำนายและ Short 2 ปีถัดมา) เช่นเดียวกันมีการขาดทุนจากตลาด Hong Kong (รวมถึงมีข่าวว่าขาดทุนหนักอื่นๆระดับ 2 พันล้านเหรียญ แต่ตัวเลขนี้ไม่มีการออกมายืนยัน)
ปีนั้นเรียกว่าเป็นปีที่ยากลำบากของ soros fund ซึ่งมีการชี้แจงในจดหมายถึงผู้ร่วมลงทุน soros ยังมีการแจ้งพิเศษกับนักลงทุนรายใหญ่ของฟันด์ว่า ลาพักชั่วคราว ("taking a temporary medical leave of absence") แหล่งข่าวอย่างคุณ Nicholas Roditi ผู้ลงทุนในกองทุน Quantum Fund ออกมายืนยันโดยระบุว่าปีนั้นผลตอบแทน -14% หลังได้ผลตอบแทน +50% จากปีก่อนหน้า


เนื้อหาเพิ่มเติมยังค้นหาจากเว็บอื่นๆได้อีก ช่วงนั้นจะมีประเด็นของ Druckenmiller และ Quantum Fund กับการขาดทุนค่าเงิน ruble ที่ Russia ก่อนจะมาขาดทุนในช่วงฟองสบู่ดอทคอม ด้วย
ปกติเราพูดถึงเซียนกูรูตามหน้าสื่อมักจะพบแต่เรื่องของความเทพความสุดยอด แท้จริงแล้วทุกคนย่อมเคยผิดพลาด เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อจะเตือนตัวเองให้ไม่ประมาท แล้วทำให้ตระหนักว่าเราทุกคนล้วนย่อมผิดพลาดได้ แต่การเรียนรู้และไม่ยอมแพ้ จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ในสักวัน