สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Can Money Buy Happiness?

 เมื่อวานเป็น meeting แรกของกลุ่ม Happy trader พยายามจะลองทำโครงการนี้ เพื่อสร้าง framework ง่ายๆ สำหรับคนคอเดียวกัน คำถามหนึ่งที่ติดใจ คือ เราเทรดได้เงินแล้วเงินมันซื้อความสุขได้ไหม ผมตอบประเด็นนี้ไปโดยอิงจาก คลิปนี้ วันนี้ผมจะมาย่อยให้น้องๆได้อ่านอีกรอบ




คลิปนี้คุณ Henry Baker เอาปัญหาอย่าง เงินซื้อความสุขได้ไหมมาเจาะลึก สัมภาษณ์ทั้งนักวิจัยและผู้เชืยวชาญที่ทำงานวิจัยและได้บรรยายแนวคิดบน Ted talk เช่น Dr. robert woldinger, Sandra Matz และ Michael Norton สรุปคือ มีเงินดีกว่าไม่มีเงิน และเงินสามารถซื้อความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยมีหลักดังนี้
- รู้จักตัวเองเป็น Introvert หรือ Extrovert ชอบมี enjoy คนเดียว หรือชอบออกสังคม เพราะถ้าใช้เงินไม่เหมาะสมกับจริตของเราใช้มากแค่ไหนก็ไม่ทางมีความสุขได้
- ใช้เงินเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม เช่นการบริจาคเงิน การช่วยเหลือคนอื่น การเลี้ยงอาหารเพื่อน และอื่นๆ ทำให้เราอิ่มใจ และรู้สึกมีคุณค่า ขณะเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ ก็สุขได้
- ใช้เงิน เพื่อซื้อประสบการณ์ แทนการซื้อของไม่จำเป็น: นักวิจัยระบุการใช้เงินแบบนี้จะทำให้เรามีความพึงพอใจและมีความสุขยาวนานกว่าการใช้เงินซื้อของสะสมวัตถุราคาแพง

ส่วนตัวผมค่อนข้างเห็นด้วยกับบทสรุปนี้ ซึ่งเนื้อหาคลิปนี้ มีหลายประเด็นผมว่าน่าสนใจ มีโอกาสลองเข้าไปฟังได้จาก

Investing Lessons From the Top of a Quant Fund

 สัปดาห์นี้ได้อ่านบทความ Investing Lessons From the Top of a $7.3 Billion Quant Fund ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ของคุณ Igor Tulchinsky CEO และผู้ก่อตั้ง WorldQuant LLC (quantitative hedge fund , $7.3 billion) ออกมาในช่วงโปรโมทหนังสือเล่มใหม่ The UnRules: Man, Machines and the Quest to Master Markets

ผมเป็นแฟนหนังสือของคุณ Igor Tulchinsky ตั้งแต่เล่มแรก พอได้อ่านบทความนี้จบคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์เลยอยากสรุปประเด็นสำคัญแชร์เก็บไว้

1. Take risks and to remain an optimist
- คุณ Tulchinsky อพยพหลบหนีจากโซเวียตมาใช้ชีวิตในสหรัฐตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เริ่มต้นจาก 0 ใช้ชีวิตในห้องเช่าเล็กๆ ประสบการณ์สอนเขาว่าคงมีไม่กี่สิ่งที่เสี่ยงมากไปกว่านี้แล้ว ทำให้ เขากล้าเสี่ยง มองมุมบวก มุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรค ผ่านช่วงที่เลวร้ายและความไม่แน่นอนไปได้

2. Simulation
อายุ 17 ปีเขาได้เริ่มเป็น video-game programmer สิ่งที่ได้เรียนรู้คือเรื่องของการคิดสร้างสรรอย่างเป็นระบบ การหาคำตอบบนความไม่แน่นอนด้วยการโมเดลปัญหาแล้วสร้าง simulation เพื่อหาผลลัพธ์หรือทางแก้ปัญหาที่เป็นได้มากที่สุด

3. Cutting losses and moving on
ช่วงวิกฤติการเงินรัสเซีย(Russia defaulted) เขาทำงานให้กับ Millennium ปีนั้นพอร์ตของเขาบริหาร ต้องขาดทุนหนักแต่ก็ไม่โดนไล่ออก เพราะเขามีกลยุทธ์สำรองเสมอ แม้กลยุทธ์แรก จะขาดทุนอย่างหนักจากวิกฤติเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ กลยุทธ์ที่สอง ไม่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่เขาทำคือ การหยุดการขาดทุนในกลยุทธ์ที่สูญเสียหนัก และมุ่งมั่นโฟกัสไปที่กลยุทธ์ที่อยู่รอด ความเสี่ยง เป็นสิ่งที่เกิดได้เสมอ คาดเดายาก แต่การเตรียมแผนรับมือจะช่วยทำให้อยู่รอดได้

4.Diversification
การกระจายความเสี่ยงสำคัญ แต่ต้องทำให้เหมาะสมในขณะเดียวกันไม่ใช่แค่การกระจายความเสี่ยงด้าน asset แต่หมายถึงการกระจายความเสี่ยงไปยัง alpha model ที่แตกต่างแนวทาง วิเคราะห์หาโอกาสจากแง่มุมต่างกัน
รวมถึงจากนักพัฒนาที่แตกต่าง(มาจากหลายประเทศ หลายพื้นฐานการศึกษา) เพื่อสร้าง alpha signal แนวคิดพื้นฐานของ alpha factory ที่เขาใช้บริหารพอร์ตของ WorldQuant

5. All theories and methods are flawed
ไม่มีกลยุทธ์หรือโมเดลอะไร perfect ดังนั้นคนที่ยึดติดอยู่บนกลยุทธ์เดียวตลอด ย่อมเจอช่วงที่ดีและเลวร้าย ทำให้พอร์ตโฟริโอเกิดผันผวนและเผชิญกับ Drawdown ขนาดใหญ่ในช่วงตลาดวิกฤติ ควรแผนรับมือและยึดติดกับแผนจนถึงที่สุด แต่แน่นอนว่าถ้าเกิดการขาดทุนที่มากผิดปกติ ควรพิจารณา ผลการเทรดที่เกิดเพื่อปรับปรุงและแก้ไข adapt ให้เหมาะกับสถานการณ์และความเสี่ยง
ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ และมีบทเรียนดีๆหลายแง่มุมจาก Quant Fund ตัวจริงระดับโลกอีกท่าน ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ท่านที่สนใจเข้าไปอ่านได้จาก



What I Learned Losing a Million Dollars

 ผมหยิบหนังสือเก่ามาปัดฝุ่นอ่านเล่นอีกรอบ What I Learned Losing a Million Dollars เป็นหนังสือโปรดอีกเล่ม ที่ผมมักแนะนำให้น้องๆเทรดเดอร์ ลองหามาอ่าน สาระในเล่มไม่หนัก ไม่ได้มีอะไรมาก แต่มันน่าสนใจเพราะเป็นหนังสือ ที่แตกต่างจากหนังสือส่วนใหญ่ที่มักพูดแต่เรื่อง เส้นทางความสำเร็จ (สไตล์ How To Be Successful) ซึ่งในด้านการเงิน หรือการลงทุนบางทีมันไม่สรณะ หรือไม่อาจจะทำตามกันแล้วสำเร็จ เป็นจริงทุกประการ เพราะมีปัจจัยเฉพาะหลายอย่างมาประกอบ(หลายอย่างมันเคยใช้ได้ในอดีตแต่ปัจจุบันวิธีการเดียวกันอาจจะใช้ไม่ดีอีกต่อไป)


แต่เรื่องความล้มเหลว หรือการขาดทุน นี้สิ ส่วนใหญ่ ไม่ต่างกัน 80% เกิดจากสาเหตุคล้ายกัน เคยล้มเหลวเหมือนกัน จุดนี้เราเรียนรู้ได้นำไปใช้ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ เล่มนี้ก็ไฮไลท์ไปที่ปมใหญ่ คือเรื่อง จิตวิทยา เช่น ego หรืออัตตา ที่ทุกคนล้วนมีเสมอ โดยหนังสือเล่มนี้เล่าตัวอย่างผ่านเรื่องราวของ Jim Paul ผู้ขาดทุน $1 million จากการตัดสินใจผิดพลาดจากการเทรดในตลาดเก็งกำไร(ตลาดหุ้นและคอมโมดิตี้ฟิวเจอร์) ทั้งเรื่องการลงทุนแบบขาดแผน เล่นตามอารมณ์ , ซื้อขายตามคำแนะนำของฝูงชน หรือพยายามยึดมั่นกับความเชื่อ ที่คิดว่ามันเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด (ขาดทุนผิดทางหนักแต่ยังไม่ยอม stoploss)




สุดท้ายที่น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คือ เรื่องการมีระบบแผนมีระบบเทรด, รู้จักทำความเข้าใจการขาดทุน และการรับมือกับการขาดทุนที่เกิด เช่น ทิศทางราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง เราควบคุมไม่ได้ แต่ผลการขาดทุนจะมากหรือน้อย เราสามารถควบคุมได้ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเทรดเสมอ

มีโอกาสลองหามาอ่านกันครับดีงามจริงๆ

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Hot Hand fallacy อคติที่เทรดเดอร์ควรระวัง

 เมื่อวานไปช่วยวิเคราะห์ผลการเทรดให้รุ่นน้องเทรดเดอร์มือใหม่คนหนึ่ง สิ่งที่พบจากการวิเคราะห์ pattern ผลการเทรดด้วยการทำ data analysis คือพบปัญหาจากอคติ แบบ Hot Hand fallacy

เทรดเดอร์มักมีความย่ามใจ ว่าเทรดได้ดี ได้กำไรติดกัน ก็อยากจะรีบกอบโกย บางทีเราไม่ได้อ่านสถานการณ์ หรือ วิเคราะห์พฤติกรรมราคาให้ดีพอ เทรดแบบเดิม แต่เพิ่มขนาด position size เพียงคิดว่าจะต้องได้มากกว่า ถ้ามือขึ้น จุดจบคือ กำไรที่ได้มา หายหมดในไม้เดียว



ความเสี่ยง(risk) มันคือสิ่งที่เทรดเดอร์ ควรตระหนักก่อนกำไร(profit)เพราะสุดท้ายราคาสินทรัพย์ที่เราเทรด ล้วนมีความเป็น Random walk ได้เสมอ นั้นหมายความว่าอิทธิพลจากการ random ย่อมมีผลต่อ performance ของเรา ดังนั้นโอกาสจะถูกทุกครั้ง ถูกต่อไปต่อเนื่อง นั้นเป็นไปได้ยาก ถ้าคิดได้แบบนี้ เราจะมีสติในการจัดการความเสี่ยง ทำตามระบบ รู้จักหยุด รู้จักรอและรู้จักมีจุดที่พึงพอใจ กับผลกำไรภาพรวมที่ได้ ในระยะยาวมากกว่า การรีบกอบโกยระยะสั้น
ฟังเรื่อง Hot Hand fallacy เพิ่มเติมได้จาก คลิปนี้ครับ