ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เงินน้อยๆสมองเยอะๆ

เงินมักถูกใช้เป็นตัวแสดงฐานะทางสังคมของคน เพื่อจะได้รับการยอมรับ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่มีมาตั้งโบราณกาล ดูจะเป็นเรื่องปกติที่เราๆท่านๆยอมรับกันได้ ไม่เว้นแม้แต่ในสังคมนักลงทุน ที่หลายคนมักจะนำเอาขนาดของจำนวนเงินในพอร์ตมาบัฟใส่หน้ากันให้เห็นบ่อยๆ จนกลายเป็นว่าถ้าฉันเงินเยอะ สิ่งที่ฉันพูด สิ่งที่ฉันคิด สิ่งที่ฉันเชื่อต้องถูกเสมอ (ไม่เชื่อดูสิพอร์ตฉัน 7 หลักนะเงินเยอะนะ)
ผมพบเจอเรื่องแบบนี้ค่อนข้างบ่อยจนชินชา แมงเม่าขับเบนซ์คุยกับเพื่อนๆแมงเม่าขับวีออส บางคนก็บอกว่าวันนี้กำไรหลายแสน หลายล้าน ทั้งจริงๆอาจจะได้กำไรไม่กี่ % หรือได้แค่ 3 ช่อง 4 ช่อง แต่ด้วยเงินทุนที่มาก(รวยมาเป็นพื้นฐาน) เลยดูเหมือนผลตอบแทนที่เยอะ (เป็นความภาคภูมิใจของคนที่ได้) แต่ตอนที่เสียก็เก็บความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง เงียบๆคนเดียว

ในอีกมุมหนึ่งความแปลกของตลาดหุ้นก็คือ คนรวยบางคนมีเงินเยอะๆแยะแต่ขาดทุนจนหมดความมั่นใจ จนต้องไปหาที่พึงเช่นเรื่อง ดวง เรื่องโหรราศาสตร์ หุ้นตัวไหนจะมา หุ้นตัวไหนจะดี หุ้นตัวไหนชง มันแปลกถึงขนาดเอาชื่อย่อหุ้น มาผูกเรื่องรวมกับดวงดาวบนฟ้า และผูกโยงกับดวงวันเดือนปีเกิดของคนลงทุน บ๊ะเอาเข้านั้น สุดท้ายหาได้หุ้นเด็ดที่พ่อหมอบอกว่ามาแน่ 3 เด้ง 5เด้ง แต่ในอีกกีปีไม่มีใครรู้ อาจจะ 5 ปี หรือ 10 ปี ถ้าไปเจอวิกฤตการเงินโลก ก็ต้องรองเพลงรอต่อไป ส่วนมากคนที่เชื่อดวงในเรื่องนี้มันบอกถึงพื้นฐานจิตใจที่ไม่มั่นคงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นแค่ตลาดลงสัก 100 จุด 200 จุดก็คงเคาะซ้ายขายหมด ไม่สามารถถือทนถือยาวเพื่อรอถึงวันนั้นได้แน่นอน

คำพูดหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจเสมอคือ คำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จัก แกกว่าไว้ดีมากว่า "เล่นหุ้นต้องใช้เงินน้อยๆ แต่ใช้สมองเยอะๆ" ส่วนคนรวยมีเงินเยอะๆ ก็ควรใช้สมองเยอะๆเช่นกัน หรือพูดง่ายๆคือ คิด วางแผน วิเคราะห์ เยอะๆ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เงินมากเงินน้อยไม่สำคัญ ถ้าเรามีเงิน 1 หมื่นแต่ทำให้ได้กำไร 20% นั้นหมายความว่าอนาคตถ้าเราสามารถหาเงิน 1 ล้านมาเทรดด้วยระบบหรือวิธีการเดียวกัน เราก็มีผลตอบแทนที่ 20% ได้เช่นกัน 

ผมเองไม่อยากขัดเวลาที่ท่านดีใจ ว่าได้กำไร 2 หมื่น 3 หมื่น หรือแสน แต่สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือ อย่ามองเงินเป็นเงิน ตามค่าจริงใน money game แบบนี้ เพราะเราพยายามมองเงินที่ได้จากการลงทุน เป็นมูลค่าเมื่อเทียบกับโลกจริง เช่น กำไรแจ๊ส 1 คัน, กำไรไอโฟน 1 เครื่อง การไปติดกับตัวเงินมันทำให้เราพลาดและอ่อนแอในเรื่องของจิตใจ คนที่ยึดติดกับตัวเงิน พวกนี้พอหุ้นลงหรือตลาด crash  ปัญหาคือ คุณไม่กล้าตัดขาดทุนหรือ cutloss เพราะกลัวจะต้องเสียเงิน แสน เสียเงินล้าน ยอมกอดหุ้นอบอุ่นอยู่บนยอดดอย และปลอบใจตัวเองด้วยวลีที่ว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเน่าแค่ไหน หรือรายใหญ่จะขายมากเท่าไหร่ คุณก็ยังอยู่กับความกลัวที่จะเสียเงิน และเสพความหวังที่ยังมาไม่ถึง ว่าสักวันราคาจะกลับขึ้นมา(ถ้าหุ้นดี เศรษฐกิจดี มันมาแน่ๆไม่เถียงแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจจะ 1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปี)

เราควรมองกำไร ขาดทุนเป็นตัวเลข % มองให้เป็นเพียงเกมส์ที่มีแพ้ มีชนะ แบบยืดหยุ่น และคิดเป็นระบบ ไม่ว่าจะวางแผนลงทุนสั้นหรือยาว เพราะมันจะง่ายต่อการบริหารจัดการเงิน ยิ่งพอร์ตลงทุนของเราโตขึ้น การบริหารจัดการและการควบคุมอารมณ์ จะทำได้ง่ายและมีประสิทธธิ์ภาพกว่าการมองผลกำไรขาดทุนที่มีหน่วยเป็นบาท 

เราอาจจะทำใจไม่ได้ที่ต้อง cutloss 1 แสน แต่เราจะทำได้ง่ายกว่าถ้าคิดว่า เราตัดขาดทุน 2% ในกรณีเดียวกัน การที่เราขายหมูเพราะเราไปติดกับผลตอบแทนที่ได้ 1 แสนก็พอแล้ว 2 แสนก็เยอะแล้ว ทั้งจริงๆมันอาจจะแค่ 2% 3% และยังไปได้อีกมาก แมงเม่าไทยใจอ่อนก็ จำหน่ายสุกรกันแล้ว สิ่งที่สำคัญมันคือจิตใจ ยิ่งเราควบคุมจิตใจของตัวเราให้นิ่งได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะชนะมีมากเท่านั้นครับ...