สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อยากรวยต้องเริ่มจากการออมเงิน

บ่อยครั้งที่ผมเห็นหลายคนมักกล่าววจีเอื้อนเอ่ยออกมาว่า "อยากเล่นหุ้น", "อยากลงทุน" แท้จริงแล้ว คำเหล่านั้นมันห่อหุ้มนัยยะที่แท้จริงคือคำว่า "อยากรวย" ซึ่งคนส่วนมากอยากรวย แต่ไม่ค่อยยอมจ่ายต้นทุนของความรวย นั้นก็คือการลงแรงศึกษา และสร้างหนทางที่ไปสู่ความรวยอย่างแท้จริง แทนที่จะมุ่งหาแต่ทางลัด ซึ่งล้วนแต่จะพาท่านไปเข้ารกเข้าพง




ออกจากรูกันเถอะ
อยากรวยไม่ใช้เรื่องผิดสำหรับมนุษย์ที่มีกิเลสหนาเกิน ห้าเซนติเมตร ผมเชื่อว่าทุกคนคงคิดเช่นนั้น โดยเฉพาะมนุษย์รูแบบเราๆท่านๆ ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น รูที่ว่าไม่ใช้รูในดินนะครับ แต่ผมหมายถึงรูทีน(routine) แบบตื่นเช้ารถติด เข้างาน นั่งหน้าคอม ประชุม พักกลางวัน กลับมานั่งหน้าคอมทำงานจนดึกอีก ชีวิตแบบนี้ไม่ใช่ชีวิตที่น่าอภิรมณ์เท่าไหร่ แต่เป็นชีวิตที่เราต้องดำเนิน เพราะด้วยเราเป็นชิ้นส่วนเล็กๆตัวหนึ่งของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ต้องทำงานแลกเงิน และก็ต้องโดนหลอกดึงเงินออกจากกระเป๋าด้วยความอยาก ความฟุ้งเฟ้อ กับกระแสสังคมและค่านิยมเชิงวัตถุที่เกินจำเป็น ผ่านบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรเงินผ่อน ต่างๆ ประเด็นเหล่านี้มันทำให้มนุษย์เงินเดือนก็ต้องเป็นมนุษย์เงินเดือนวันยันค่ำ ต้องทำงานหนักเป็นแรงงานรับใช้นายจ้างในระบอบทุนนิยมต่อไป


อิสระภาพทางการเงิน
การจะหลุดพ้น จากวัฏจักรนี้ทำได้โดยการลงทุนระยะยาว และใช้ความสามารถของผลตอบแทนแบบทบต้น ผ่านเงินปันผลเพื่อสร้างความยั่งยืนและงอกเงยของเงินออม แน่นอนว่าเป้าหมายปลายทางคืออิสระภาพทางการเงิน ผมชอบคำว่าอิสระภาพทางการเงิน เพราะคำนี้มันอิสระ ไม่ตายตัวสมชื่อ ผมเชื่อว่าหลายคนยังตีความหมายคำนี้ว่า มันคือ "ความร่ำรวย"


แท้จริงอาจจะถูกเพียงบางส่วนเพราะคำว่าอิสระภาพทางการเงิน นั้นมันขึ้นอยู่กับความพอเพียงของเรา บางคนพอเพียงผลตอบแทนหลังหักภาษีแค่ไม่กี่แสนบาทต่อปี เขาก็อยู่ได้แล้ว แต่บางคนมองไปไกลถึง หลักล้าน หลักสิบล้าน นั้นก็ไม่ผิดแต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนที่มากกว่า ดังนั้นความรวยของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นกับต่อมผลิตความพอเพียงของแต่ละบุคคลนั้นเอง


การลงทุนระยะยาวจะทำให้เราสามารถไปสู่อิสระภาพทางการเงินได้อย่างแท้จริง เพราะว่าเงินนั้นทำงานแทนเราอย่างเต็มที่ ต่างจากนักเก็งกำไรระยะสั้นที่อาจจะรวยได้ผลตอบแทนมาก แต่เรายังต้องทำงานร่วมกับเงิน ยังต้องเฝ้าจอ ดูกราฟทุกวัน สรุปคือยังต้องทำงานหนักทุกวันอยู่ดี ต่างจากการลงทุนระยะยาวที่เน้นปันผลในกิจการที่เติบโตและพื้นฐานดี ทำให้เรามีเวลาเหลือออกไปสูดดมอากาศที่บริสุทธิ ไปทำงาน ทำกิจกรรมที่เราชื่นชอบได้ เห็นไหมครับว่าผลตอบแทนอีกอย่างที่เราได้นอกจากความมั่นคงทางการเงินนั้นก็คือ "เวลาว่าง"


การออม ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ
แน่นอนว่าการเริ่มเดินย่อมต้องมี ก้าวแรก ก่อนที่จะไปถึงจุดที่มีอิสระภาพทางการเงินนั้น มนุษย์เงินเดือนที่บ้านไม่รวย พ่อแม่ไม่ทิ้งมรดกเงินล้านไว้ให้ต้องทำ นั้นก็คือ "การออม" การออมนี้ละครับคือรากฐานของความสำเร็จ ดังนั้นถ้าท่านอยากรวย อยากหลุดพ้นจากรู สิ่งที่ต้องทำมีสองอย่างคือ ออมให้เต็มที่ และ ลงทุนให้ถูกทาง


ออมให้เต็มที่
การออมให้เต็มที่คือการลดจากรายจ่ายต่างๆที่มีให้น้อยลงที่สุด แต่การจะลดได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการติดตามการใช้จ่ายเงินเสียก่อน ดังนั้นการทำบัญชีครัวเรื่อนหรือบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนบุคคล สามารถช่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ประเภทวัตถุนิยม เช่น กระเป๋ารุ่นใหม่ เสื้อผ้าแบรนด์เนม โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา ค่าอาหารแพงๆ ค่าเหล้า ค่าสังสรรค์กิจกรรมสังคม เป็นต้น การลด(หรือละเลิกได้) จะทำให้มีเงินออมมากขึ้น แบบที่คุณคิดไม่ถึง เมื่อมีเงินออมมาก ก็สามารถนำไปลงทุนได้มากด้วยเช่นกัน


ลงทุนให้ถูกทาง
การออมเงินในหุ้นปันผล คือ การลงทุนระยะยาวที่ถูกทาง เพราะหุ้นปันผลให้ผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากเงินในธนาคารเป็นไหนๆ และยังสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้อีกด้วย การลงทุนในหุ้น ยังสร้างโอกาสที่ทำให้เงินออมเรางอกเงยได้จากยิ่งขึ้น แต่การลงทุนให้ถูกทางนอกจากจะมุ่งเน้นไปที่หุ้นซึ่งปันผลสูงแล้ว เรายังต้องพิจรณาถึงความต่อเนื่องของการปันผล และโอกาสในการเติบโตของกิจการอีกด้วย นี้แหละครับ คือการศึกษา มันต้นทุนที่เราต้องจ่ายให้กับความรวยที่จะได้มา



ภาพตัวอย่าง ผลตอบแทนแบบมหัศจรรย์ดอกเบี้ยทบต้นของการออมเงินในหุ้นปันผล เงินต้น 100000 โตเกือบเป็น 1 เท่าใน 10 ปี 


สรุป
อยากรวย ต้องเริ่มจากการออม และลงทุน ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี พื้นฐานที่สำคัญของการลงทุน(สำหรับมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลาง) นั้นคือการออม บางค้นเน้นไปที่การลงทุน พยายามหาทางลัด(รวยเร็ว) เทคนิคการลงทุนต่างๆ ถึงได้มาแต่ไม่ประหยัดอดออมได้มาก็ใช้ไปแบบนี้โอกาสสำเร็จก็ยาก


ผมเองไม่ได้เน้นที่รายรับ เพราะเชื่อว่า การเพิ่มรายรับไปตามเวลาและความเหมาะสมเป็นเรื่องที่ดีแล้ว อีกประการ รายรับบางครั้งยิ่งดิ้นรนยิ่งสูญเสีย บางคนไปลงทุนขายของ ทำร้านอาหาร จับปลาสองมือไปคู่กับงานประจำ สุดท้ายก็ไปไม่รอดเจ๊ง สูญทั้งเงินออมที่นำไปลงทุนในธุรกิจ และสูญเสียโอกาสในการก้าวหน้าในหน้าที่การงาน(เพราะเอาเวลางานไปทำอย่างอื่น) การทำงานประจำให้เต็มที่ก้าวหน้าตามสายอาชีพ แล้วประหยัดอดออมดูจะเป็นสิ่งที่เราควบคุมและทำได้ง่ายที่สุด  


ดังนั้น ถ้าเราสามารถออมเงินได้มาก เพื่อเป็นเงินต้นทุนในการซื้อหุ้น ย่อมจะทำให้เราได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยการเลือกซื้อหุ้นปันผลต้องดูอัตราปันผลที่สูงกว่าเงินเฟ้อ มีนโยบายปันผลดี ประวัติการปันผลต่อเนื่อง และกิจการเติบโตได้ในอนาคต แล้วรอคอยปล่อยให้เงินทำงาน จนไปถึงวันที่เรามีอิสระภาพทางการเงินต่อไปครับ 

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความเข้าใจผิด NAV

ช่วงนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงกังวลกับเรื่องของเงินเฟ้อพอสมควร เพราะด้วยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนผู้ใช้บริการแต่เงินฝากอัตราดอกเบี้ยต่ำเตี้ยติดดิน จึงควรระมัดระวังในจุดนี้ไว้บ้าง เพราะบางครั้งการขยันทำงานเก็บเงินฝากธนาคารอย่างเดียว อาจจะไม่พอ ถ้าอนาคตอัตราเงินเฟ้อมันสูงกว่า


ดังนั้นดอกเบี้ยเงินฝาก ย่อมไม่ใช้ทางเลือกที่ดีในการออมเงินระยะยาว เมื่อนั้นการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำน่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบ


ผมเองเลือกการลงทุนในหุ้นทั้งแบบระยะยาว และแบบเน้นปันผล เพื่อใช้ในการออมเงินเก็บที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงในการทำงาน และได้เขียนถึงหุ้นปันผล หรือการลงทุนระยะยาวเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อมาพอสมควรแล้ว จุดที่ต้องเน้นถ้าจะลงทุนในหุ้นเพื่อชนะเงินเฟ้อคือ การเลือกหุ้นที่ปันผลสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ มีประวัติปันผลดีต่อเนื่อง หรืออีกทางคือเลือกหุ้นที่มีสินทรัพย์เยอะๆ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อและได้รับประโยชน์จากการเกิดเงินเฟ้อ  (สินค้าเกษตร, พลังงาน,สาธารณูปโภค) แต่ต้องพิจารณาความสามารถจัดการต้นทุนที่มาพร้อมเงินเฟ้อของแต่ละบริษัทไปได้ด้วยนะครับ


แต่สำหรับท่านที่ยังไม่พร้อมจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งเนื่องจากความเสี่ยง และความกลัวยังไม่แน่ใจในการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตนเอง กองทุนรวมก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ถึงผลตอบแทนจะไม่ได้มากมายเป็นกอบเป็นกำแต่ส่วนมาก ถ้าทิศทางเศรษฐกิจเป็นบวกไม่เลวร้าย ผลตอยแทนย่อมดีกว่าการฝากเงินเป็นไหนๆ เมื่อพูดถึงกองทุน ย่อมต้องมีการพูดถึง NAV

Net Asset Value (NAV) คือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวม ณ ขณะเวลาหนึ่ง นับตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินการมา มีการคำนวณราคา มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยลงทุน ได้เป็น ราคาต่อหน่วย ออกมา เพื่อจัดสรรและซื้อ ขาย หน่วยลงทุนต่อไป

ที่ผมยก NAV มาพูดเพราะปัจจุบันคนที่ลงทุนในกองทุน มีการนำ NAV ต่อหน่วยมาเปรียบเทียบความถูกแพงของ กองทุน เพื่อเลือกหน่วยที่ลงทุน โดยบางคนเน้นที่ ราคาสินทรัพย์รวมต่อหน่วย ที่ต่ำเพื่อ จะได้หน่วยลงทุนมากๆ ผลกำไรต่อหน่วยก็จะมาก ซึ่งผมมองว่าไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะการจะเปรียบเทียบ NAV ได้นั้นย่อมต้องเลือกกองทุนที่มีระยะเวลาเริ่มดำเนินการใกล้กันมีเงื่อนไข นโยบายการลงทุนที่คล้ายกัน ที่สำคัญ NAV แต่ละปีที่ผ่านมายังใช้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนได้อีกด้วย บางกองทรัพย์สินน้อย NAV น้อย ราคาสินทรัพย์ต่อหน่วยต่ำ นั้นก็ไม่ได้ความว่าถูกและจะดี เพราะการเติบโตของ NAV หรือสินทรัพย์อาจจะต่ำกว่ากองทุนอื่นที่มีราคาแพงกว่า 

เห็นไหมครับเรื่องของ NAV มันมีอะไรมากกว่าที่เราคิด การเอา NAV ของกองทุนหรือราคาต่อหน่วยมาตัดสินใจลงทุนเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่พอ วันนี้ผมมี clip ดีๆดูเข้าใจง่ายจาก A-Academy.Net อีกแหล่งการเรียนรู้ดีๆบนโลกออนไลน์ โดยคุณเอมาแนะนำ ผมว่าเป็นการทดลองที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับนักลงทุนที่สนใจการลงทุนในกองทุนทุกประเภท แวะไปดูได้ที่ http://a-academy.net/2010/07/29/nav-misconception/ หรือดูจาก Vdo clip ด้านล่างนี้นะครับ






วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

MT4: Update EOD

ขอเขียนถึงการใช้งานโปรแกรม Meta stock สักหน่อย เพราะผมว่าบางครั้งเรื่องราว พื้นฐานของการใช้งานโปรแกรมยังไม่ค่อยมีการเขียนถึง ในภาษาไทยให้อ่านได้อย่างง่ายๆ ด้วยเหตุที่ผมจำเป็นต้องใช้งานโปรแกรม เลยอยากจัดทำคู่มือฟังก์ชั่นการทำงานง่ายๆขึ้นมาเพื่อให้ท่านที่สนใจได้ศึกษาต่อไป
ผมเองปกติต้องบอกว่าไม่ค่อยได้ใช้ Meta Stock สักเท่าไหร่ เพราะด้วยที่ชอบใช้ข้อมูล Real-time จึงใช้งาน Efinance ซะมากกว่า แต่ด้วยเหตุที่ว่าต้องทำการทดสอบ Trading Model ของระบบเทรดใหม่ ซึ่งปกติการทดสอบโมเดลแบบ Back Test และ Forward Test ผมจะเขียนโปรแกรมมาทดสอบกับข้อมูลเอง แต่ด้วยความลำบากและเสียเวลาในการ implement บาง indicator ที่ยุ่งยาก เลยคิดว่าใช้ Meta Stock จะดีกว่า ด้วย Meta Stock มีโมดูลที่สามารถให้ผู้ใช้งานเขียน script ด้วยภาษาที่มีไวยกรณ์เฉพาะ เพื่อเรียกใช้งานฟังก์ชั่นและเครื่องมือดัชนีต่างๆได้ง่าย ทำให้สะดวกมากในการทดสอบระบบเทรดที่ซับซ้อน โดยสามารถสร้างระบบเทรดผ่าน expert advisor ได้และทดสอบผ่าน enhanced system tester


วันนี้จะเริ่มมาอัพเดตกระบวนท่าพื้นฐานที่ต้องใช้ใน Metastock นั้นคือการ Update ฐานข้อมูลราคาด้วย EOD โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ


1. ดาวน์โหลด EOD จาก ASP
2. แตกไฟล์ข้อมูลออก เพื่อนำไฟล์ .prn มาใช้งาน




3. เปิดโปรแกรม The Downloader เพื่อทำการ convert ข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูล



- กำหนด ไฟล์ EOD ในรูปแบบ prn ที่ดาว์โหลดมา
- กำหนดไดเรกทอรีของโฟลเดอร์เก็บข้อมูลราคา
- Click ปุ่ม Option เพื่อ กำหนดวันที่สุดท้ายเพื่อทำการ Update ไฟล์เข้าสู่ฐานข้อมูล รวมถึงกำหนดคาบช่วงเวลา ของข้อมูลที่นำเข้า


4. กดปุ่ม OK เพื่อทำการ Process ข้อมูลจากนั้นตรวจสอบ Error และลองเปิดดูข้อมูลที่นำเข้า

ตัวอย่างข้อมูลราคา ที่ทดลองเปิดดู

5. ตรวจสอบข้อมูลราคาที่ทำการ Update ผ่านกราฟจากโปรแกรม

ผลลัพธ์ข้อมูลราคาแบบ EOD ที่นำเข้าในรูปแบบกราฟ


วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

รู้ไหมคุณกำลังแข่งกับใคร???

การใช้ชีวิตในโลกนี้แน่นอนว่าเรามักจะหนีไม่พ้นการแข่งขัน ตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องความรัก การแข่งขันดูเหมือนจะเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ไปแล้ว แน่นอนว่าทุกครั้งย่อมมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะได้ในสิ่งที่ดี ที่เป็นรางวัลไปครอบครอง ผู้แพ้ก็ย่อมไม่ได้สิ่งที่หวัง ว่างเปล่า บางคนที่แพ้มากๆหมดไฟก็กลายเป็น Mean ของสังคมและระบบนิเวศไป เป็นมนุษย์คนที่ธรรมดาทั้ง รูปร่าง หน้าตา ความสามารถ และฐานะ และดำรงอยู่ในสังคมร่วมกับผู้ชนะ







แต่ประเด็นที่ผมจะชี้ให้เห็นคือ ไม่ใช้ผู้แพ้ในเกมส์การแข่งขันทางสังคมจะไม่มีความสุขเสมอไป ผู้แพ้ทางสังคมมีโอกาสครอบครองความสุขได้ เพราะความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในจิตใจ เกิดขึ้นจากการแข่งขันกับตัวเอง ถ้าชนะใจตัวเองได้ ความสุข ความสมหวังก็ย่อมจะเกิดตาม 

ดังนั้นการแข่งขันกับจิตใจตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่เว้นแม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้น

เก่า(ตาย)ไปใหม่ก็มา
คนเก่าที่ล้มหายตายจากไป ไม่เจ๊งขาดทุนโดน Force sell กันไป ก็ติดดอยกลายเป็น VI จำเป็น แต่กระแสเงินก็ไหลเข้ามาจากแมงเม่าหน้าใหม่ ยิ่งมีคนเข้ามาลงทุนมากเท่าไหร่ ตลาดยิ่งหอมหวานเพราะ ร้อยละ 90 คนที่เข้ามาตลาดหุ้นย่อมมาเก็งกำไร อยากได้ อยากรวยเร็ว เพราะความเชื่อและภาพที่สวยงามที่คนภายนอกมองว่าที่นี้คือแหล่งเงิน บ่อทอง ที่เข้ามาสูบได้ มีหลายคนนั่งก๊อกๆแก๊กๆ ไม่ถึงสัปดาห์ได้ไปเป็นหมื่น เป็นแสน (คนที่ไปพูดมันเล่าแต่ตอนที่ได้ ตอนที่เสียไม่เล่า) แมงเม่าหน้าผู้ร้อนวิชาก็เข้ามาสู่สนามประลอง ลองผิดลองทุก ได้บ้างเสียบ้าง จนผ่านวันเวลาถ้าได้อัพเกรดผ่าน อยู่รอดก็ไปต่อ ถ้าท้อแท้หมดแรงหมดหวัง ก็จากไป วัฏจักรก็เป็นเช่นนี้ครับ

วัฏจักรแมงเม่า
แมงเม่า คือกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรที่ชื่นชอบความเสี่ยง เล่นหุ้นตามข่าว ตามกระแส หรือบ้างก็ใช้เรียกนักลงทุนรายย่อยทั่วไป แน่นอนว่านักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาในสมรภูมิเก็งกำไรเริ่มต้นย่อมเป็นแมงเม่ากันทั้งนั้น แต่เวลาจะสร้างภูมิต้านทานและพัฒนาทักษะให้แข็งแกร่งขึ้น เพียงแต่ว่าแมงเม่าอย่างเราจะอยู่รอดจนบรรลุขั้นสูงของวัฏจักรแมงเม่าได้หรือเปล่า

แมงเม่า 1.0 (เม่าละอ่อนน้อย)
เป็นแมงเม่าขั้นปฐม ละอ่อนน้อยที่เข้ามาเผชิญโลกกว้าง ยังมองโลกในแง่ดีหวังรวยรวดเร็ว เชื่อคนง่าย ลองผิด ลองถูก เล่นหุ้นตามข่าว เล่นหุ้นตามกระแสที่เขาว่าดี มีคนเชียร์ ชอบตั้งคำถามว่า ทำไมหุ้นตัวนี้ราคาตกลง ทำไมตัวนี้ไม่วิ่ง ทำไม ทำไม ทำไม!!!

แมงเม่า 2.0 (เม่าเกรียน)
แมงเม่าที่เริ่ม ผ่านการขาดทุน เริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี รู้จักความเสี่ยงและความเจ็บปวด จนมีการหาความรู้เพิ่มเติม เข้าอบรม หรือเรียนรู้กราฟเทคนิค ,ดูสัญญาณซื้อขาย ,นับคลื่น 1 2 3 ร้อนวิชาชอบโชว์เพาว์ มีอีโก้ชอบเสี่ยง นิยมเกรียนตามเว็บบอร์ด แต่สุดท้ายก็ยังขาดทุนและพาเพื่อนไปขาดทุน ส่วนมากเพราะมั่นใจมากเกินไป + ตัดขาดทุนไม่เป็น

แมงเม่า 3.0 (เม่านักทำนาย)
พัฒนาเรื่องเทคนิค รู้จักจับอินดิเคเตอร์มาทำระบบเทรด หรือเรียนรู้ระบบเทรดจากที่ต่างๆ เริ่มรู้จักการจัดการเงินลงทุน มีกลยุทธ ได้กำไร บ้าง สลับขาดทุนบ้าง เพราะติดนิสัยชอบเดาอนาคต ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป

แม่งเม่า 4.0 (เม่าเทพ)
แมงเม่าปีเหล็กทนไฟ ใกล้หลุดพ้น เทพไปเลยอยู่ในตลาดมาหลายปี ผ่านวิกฤตการเงิน เข้าใจสัจธรรม ไม่ยึดติดกับราคา ลึกซึ้งในเทคนิค มั่นคงในระบบเทรดของตน มีวินัยในการเล่นสูง อยู่กับปัจจุบัน ไม่คาดเดาอนาคต เก็บตัวไม่ชอบโชว์ เล่นไปบนกระแสของราคาตามแนวโน้ม ถนอมตัวต่อยแบบสมรักษ์ คำสิงห์ เล่นในเกมส์ที่คิดว่ามีโอกาสชนะมากกว่าแพ้


นำวัฏจักรของแมงเม่ามาให้ดูคราวๆ อยากให้ท่านได้เรียนรู้ เพราะการจะไปถึงขั้นสูงนั้นต้องใช้เวลา หลายปี ฝึกฝนจนชำนาญ ไม่มีใครเก่งได้ในเวลาอันสั้น ถ้ามองในเวลา 1 ปี นักลงทุนที่ดูกราฟวันละครั้ง ย่อมชำนาญไม่เท่าคนที่ดูกราฟ ติดตามราคาทุกชั่วโมง เพราะเขาเหล่านั้นผ่านการเรียนรู้ และมีสิ่งที่เรียกว่าทักษะ ทักษะการลงทุน ไม่มีการสอน ต้องเรียนรู้และซึมซับด้วยตนเอง แต่ถ้าเป็นแล้ว เข้าใจแล้วก็ติดตัวไปจนตาย ใช้หากินได้ตลอดไป เหมือนดังการว่ายน้ำ เมื่อท่านว่ายเป็นแล้ว ก็ย่อมสามารถว่ายน้ำได้ตลอดไป

เราสู้อยู่กับใคร
เรามักจะเชื่อเสมอว่า เราสู้กับรายใหญ่ ผู้มีอำนาจเงิน และมีอำนาจในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆได้เร็วกว่า เราพยายามหาวิธีการในการจะแข่งขันกับคนกลุ่มนี้ และพยายามเฝ้ามอง เฝ้าดูว่าเขาทำอะไร ปลอบใจรายย่อยพวกเดียวกันเอง เพราะคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็สู้ไม่ได้แพ้เหมือนกัน เน้นไปที่หาทางกิน ช่องทางเล็กๆ เท่าที่จะเจอ สุดแท้แต่โชคลางจะอำนวย แต่สุดท้ายก็แพ้ขาดทุน แล้วก็กลับมาปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลเดิมๆว่าสู้ไม่ได้

ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า แท้จริงแล้วเราไม่ได้แข่งกับรายใหญ่ เราไม่ได้แข่งกับเจ้ามือ แต่เราแข่งกับตนเอง การเล่นหุ้น หรือการลงทุนระยะสั้นคล้ายกับการเล่นกอล์ฟ นั้นคือเราแข่งกับตัวเอง แม้จะตีออกรอบกับหลายคน เราไม่ได้นำพละกำลัง หรือทักษะไปแข่งขันโดยตรงกับคู่แข่ง แต่กอล์ฟเน้นไปที่การตีให้ดีที่สุด ชนะความกดดัน ทำทุกช็อตให้สมบูรณ์แบบที่วางแผนไว้ แตกต่างจากมวย ที่เน้นการประหัดหาร เอาชนะกับแบบหมัดต่อหมัด เพราะฉนั้นเมื่อการเล่นหุ้น คล้ายการเล่นกอล์ฟ คุณจะไปกังวลทำไมว่าคู่ต่อสู้จะตัวใหญ่ ตีไกล หรือแข็งแรงแค่ไหน เพียงแค่ทำให้ดีที่สุด เล่นในเกมส์ที่เราวางแผนไว้ก็เพียงพอแล้ว

ตลาดหุ้น เงินทุกบาทที่กำไร จากการเล่นเก็งกำไรของเรา ย่อมมีคนอีกฝั่งที่ขาดทุน หรือขายหมูส่งมาให้ แท้จริงแล้ว เรากำลังกินกันเอง คนที่แข็งแกร่งกว่าในระบบนิเวศ เราจะอยู่รอด(ผ่านการตัดตัว เข้ารอบต่อไป) แมงเม่าหน้าใหม่ล้วนต้องผ่านการซื้อวิชาด้วยการขาดทุน แถบทั้งสิ้น ในขณะที่แมงเม่าเวอร์ชั่นสูงกว่า ก็จะเริ่มหากินตามจังหวะกระแสของทิศทางราคา ไม่ฝืนเทรนด์ผิดบ้างถูกบ้างก็เรียนรู้กันไป

ระดับเทพนั้น นั่งศึกษาพฤติกรรมราคาหุ้น เพื่อดูถึงจิตวิทยาของคนที่สะท้อนกับราคา นั่งดูการวาง Bid Offer เพื่อเดาเกมส์ของรายใหญ่ ทำตัวเป็นเหาฉลามกินพอดีคำ เกาะไปตามเกมส์ของรายใหญ่ ร่วมกินเงินของแมงเม่าระดับต่ำกว่า หรือผู้เล่นรายใหญ่ที่พลาดท่า ผ่ายแพ้ 

เห็นไหมครับว่าเกมส์เก็งกำไรมันโหดร้าย ไม่ได้สวยงามตรงไปตรงมาและเป็นเหตุเป็นผลแบบที่เราคิด ดังนั้นจงเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมที่เล่นในเกมส์นี้


เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ขอยกตัวอย่าง PTL หุ้นเก็งกำไรยอดนิยม เพื่อให้เห็นภาพ ว่าการเก็งกำไรแท้จริงแล้ว เรากำลังอยู่เกมส์ ที่มีผู้ล่าและผู้ถูกล่า ทุกคนต้องการกำไร แต่ถ้าไม่มีคนขาดทุนใครจะได้กำไรเหล่า??? จริงไหมครับ เพราะฉนั้น การแข่งขันชิงจังหวะจึงเกิดขึ้น ถ้าเราหลงไปในเกมส์หรือหลงไปตามความโลภแพ้ใจตัวเอง สุดท้ายเราก็ต้องกลายเป็นเหยื่ออันโอชะอยู่ดี

สรุป
การเล่นหุ้นเก็งกำไรไม่ได้ง่ายและขนมแบบที่หลายคนคิด การที่ท่านเพิ่งเริ่มลงทุนจงอย่าเปรี้ยวมาโลภในเกมส์ที่ท่านไม่รู้จังหวะ หรือตามไม่ทัน เพียงเพราะได้กลิ่นเงินที่วางล่อไว้ 

การเล่นหุ้นคือการแข่งขันกับตัวเอง แข่งขันกับจิตใจ การจะเอาชนะ ย่อมเกิดจากการฝึกจิตการมีสติ อยู่กับปัจจุบัน ไม่โลภ ไม่กลัว มีวินัยและมั่นคงในระบบเทรดของตนเอง ละทิ้งอัตตาและความมั่นใจที่หลอกตัวเอง ที่สำคัญต้องขยันมองหาโอกาส จดจำ เรียนรู้จากความผิดพลาด อ่านเกมส์ให้ออกแล้วเกาะไปกับกระแสราคาหุ้น เพียงแค่หมั่นฝึกฝนเท่านี้ ท่านก็เป็นผู้ชนะได้แล้วครับ 

อีกทางที่จะหลุดพ้นจากวงจรแมงเม่าก็คือการหันมาลงทุนระยะยาว เน้นที่ตัวพื้นฐานของธุรกิจเป็นหลัก ลดความผันผวนจากการเก็งกำไรระยะสั้น เท่านี้เราก็สามารถมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะในเกมส์ของเราได้แล้วครับ เอาใจช่วยทุกท่านที่ชื่อชอบเกมส์การแข่งขันให้ไปให้ถึงเส้นชัยครับ ทักษะนี้ไม่มีทางลัดต้องลงมือฝึกฝนด้วยตนเอง ดังคำพูดของพี่เสกโลโซที่กล่าวไว้ว่า "คนแน่แน่วเท่านั้น ผู้ชนะ..." 

รูปจาก
stockfreeimages.com

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ลงทุนเก็งกำไรระยะยาว สไตล์ Cway

ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของนักลงทุนที่เริ่มมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีน้อยลงเรื่อยๆ ผมมีโอกาสได้คุยกับบางท่านทางเว็บบอร์ด พบว่าหลายคนอายุแค่ 17-18 ปี ก็เริ่มลงทุนแล้ว สำหรับผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีและน่าอิจฉา เพราะถ้าเกิดคนเหล่านี้สามารถลงทุนในรูปแบบที่ถูกทางและ อยู่รอดในตลาดเกิน 10 ปี โอกาสจะเป็นเศรษฐีก็มีไม่น้อย แต่ถ้าพลาดไปเป็นขาซิ่งแบบผิดๆ ติดในวังวงเก็งกำไรรายวันแล้วละก็คาดว่าไม่ถึง 1 ปีคงได้น้ำตาตกกลับออกไปจากตลาดหุ้นแน่นอน



คนอายุน้อยก็มีข้อจำกัดเรื่องวุฒิภาวะ การควบคุมอารมณืและข้อสำคัญถ้ายังไม่เคยทำงานหรือประกอบอาชีพมาก่อน อาจจะมองไม่เห็นคุณค่าของเงินมากพอ ทำให้เกิดการลงทุนแบบเสี่ยงๆ และพยายามใช้ความกล้าได้กล้าเสียมาวัดดวง จนสุดท้ายก็กลายเป็นการพนันไป ยิ่งลูกผู้ดีมีเงินที่หาเงินได้ง่ายจากทรัพย์ของพ่อแม่แล้วนั้น การลงทุนแบบเกินตัว ขาดการจัดการด้านเงินทุนที่ดี โอกาสหมดตัวก็สูง

ตลาดหุ้น แท้จริงก็คือสนามรบสำหรับนักเก็งกำไร ทุกบาทที่ท่านได้มา นั้นย่อมมาจากเงินของผู้อื่นที่เสียไป แต่การสู้รบในสนามแห่งนี้ไม่ได้เกิดจากการสู้กับผู้อื่น แต่มันมาจากการสู้รบกับตัวเอง สู้กับจิตใจของตนเอง โดยส่วนตัวผมสนับสนุนให้คนมาลงทุนตั้งแต่อายุไม่มาก ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ ยิ่งเงินน้อยยิ่งได้เปรียบ มาเรียนรู้จากการลงทุนจริง เจ็บจริงแล้วเก็บบทเรียนไปเป็นภูมิคุ้มกัน ผ่านไปนานปี ความเก๋าก็จะมากพอ ถึงท่านจะไม่มีฝีมือเก็งขั้นเทพ แต่รับรองว่า ท่านจะไม่โง่ทำอะไรผิดซ้ำ แยกแยะได้ว่าลงทุนแบบไหนจะขาดทุน แบบไหนจะไม่ขาดทุน

การลงทุนระยะยาว
การลงทุนแบบเก็งกำไร ระยะยาวเป็นอีกรูปแบบการลงทุนที่ผมคิดว่ามันเหมาะกับรูปแบบการออมเงินในตลาดหุ้น โดยมีคาบเวลาการลงทุนระยะ 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป ซึ่งใช้เวลาในการติดตามหุ้นไม่มากนัก จะเหมาะสมกับ นักลงทุนที่ทำงานประจำหรือมีไม่มีเวลาติดตามราคาหุ้นทุกวัน


หลักการคือนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นในขณะที่มีราคาต่ำ แล้วไปขายเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น คำถามคือเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันจะปรับตัวสูงขึ้น??? คำตอบคือ เราต้องดูถึงปัจจัยที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวบอกโอกาสและความน่าจะเป็นในการเติบโตของผลกำไรในอนาคต

การวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ
การลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ถึงโอกาสการเติบโตทางธุรกิจของบริษัท ภายใต้แนวคิดว่า ผลประกอบการที่ดี นั้นจะสะท้อนออกมาในรูปแบบราคาหุ้น การมองหาโอกาสนั้นดูได้จาก 

1. การวิเคราะห์เศรษฐกิจ
การวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของตัวบริษัทในอนาคต โดยต้องวิเคราะห์หาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เป็นบวกและปัจจัยที่เป็นลบ ต่อตัวบริษัท และทำการหาข้อมูล ศึกษาบทวิเคราะห์ เพื่อดูถึงการคาดการณ์สภาพเศรษฐกิจที่จะเกิด เช่น อัตราดอกเบี้ย ,นโยบายของรัฐบาล ,GDP , รายได้บุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, อัตราแลกเปลี่ยน และดัชนีราคาผู้บริโภค เป็นต้น

ข้อมูลและการวิเคราะห์ตัวเลขเหล่านี้สามารถหาอ่านได้จาก บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ หรือของนักเศรษฐศาสตร์ สำนักต่างๆที่ออกมา เราควรนำมาประมวลผล หาปัจจัยบวก ต่อหุ้นตัวที่เราสนใจ

2. การวิเคราะห์อุตสาหกรรม
เป็นการวิเคราะห์ภาพรวมของอุตสาหกรรม เพื่อดูวัฏจักรของอุตสาหกรรมนั้นๆ ก่อนที่จะทำการลงทุน การที่เราสามารถลงทุนในหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงระยะเจริญเติบโต โอกาสที่จะได้กำไรย่อมมีมากและสูงไปด้วย 
นอกจากนี้ยังต้องประเมินปัจจัยที่เป็นบวกต่อกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ราคาวัตถุดิบ, การสนับสนุนจากภาครัฐ, มาตรการทางภาษี และเรื่องการแข่งขันภายในกลุ่มอุตสาหกรรม

3. การวิเคราะห์ตัวบริษัท 
เป็นการมุ่งวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัท เข้าไปศึกษางบการเงิน หรือพิจารณาที่ผลประกอบการเบื้องต้น เช่น กำไรสุทธิ , ยอดขาย และสภาพคล่อง โดยการพิจารณามุ่งเน้นไปเพื่อหาหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ 
- เลือกหุ้นที่กำไรสุทธิที่เติบโตดีเด่น เช่นกำไรโตเป็นสองเท่าของไตรมาสก่อน
- เลือกหุ้นที่กำไรสุทธิที่เติบโตต่อเนื่อง หลายไตรมาสติดต่อ
- เลือกหุ้นที่พลิกจากขาดทุนเป็นกำไร เช่นพวกขาดทุนหลายปี แล้วกลับพลิกเป็นกำไรได้ หรือกลุ่มพวก Turn around
- เลือกหุ้นวัฏจักร  ในช่วงระยะขาขึ้น เช่นกลุ่ม commodity cyclical พวก เหล็ก ปิโตรเคมี ถ่ายหิน น้ำมัน เดินเรือ และ แร่ธาตุต่างๆ หุ้นกลุ่มพวกนี้ที่เริ่มฟื้นคืนชีพจากขาลงจะ มีการเติบโตที่ดีและต่อเนื่อง เพราะเป็นบริษัทที่แข่งแกร่ง ซึ่งผ่านจุดต่ำสุดมาได้ บวกกับคู่แข็งมีการล้มตายไปบางส่วน ทำให้ดีมานด์ในตัวสินค้าที่จำหน่ายมีมากขึ้น ผลประกอบการก็จะเติบโตขึ้นตาม

การวิเคราะห์ทิศทางราคาหุ้น
การลงทุนระยะยาว ก็ยังคงมีความเสี่ยงแต่ย่อมน้อยกว่าการลงทุนระยะสั้น ที่มีความผันผวนสูง การลงทุนระยะยาว เป้าหมายคือการลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตของราคาในอนาคต ดังนั้นจังหวะการเข้าซื้อ และขายหุ้น จึงเป็น หัวใจสำคัญของการลงทุนลักษณะนี้ 

การที่เลือกหุ้นที่มีแนวโน้มขาขึ้น ย่อมทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนที่สูง ย่อระยะเวลาในการได้รับผลตอบแทน และปิดช่องการขาดทุนเนื่องจากการปรับตัวลงขอราคา การวิเคราะห์ทางเทคนิค สามารถช่วยในการหาจังหวะลงทุนระยะยาวได้อย่างแม่นยำ ผมเองใช้ indicator และเครื่องมือทางเทคนิคเบื้องต้น ดังนี้เพื่อกำหนดจังหวะลงทุน

1. Time Frame
กรอบเวลาของกราฟราคา ที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุนระยะยาว ตัวผมเองใช้ระยะเดือน (Month) โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์แบบกลยุทธการลงทุนระยะยาว 6 เดือนขึ้นไป การใช้ข้อมูลระดับเดือน จะช่วยลดการผันผวนจากการเก็งกำไรระยะสั้น และปัจจัยผลกระทบระยะสั้น เช่น ข่าว ต่อราคา ทำให้เราไม่สับสน และหวั่นไหวต่อการเคลื่อนไหวของราคา ตามตลาด

2. Exponential Moving Average (EMA) 
EMA เป็นเครื่องมือพื้นฐาน การคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของราคาหุ้น โดยในระบบการลงทุนระยะยาว ท่านสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ แต่โดยทั่วไปค่าที่เป็นกลางได้แก่ EMA6 หรือคือการพิจารณาการเคลื่อนตัวของข้อมูลราคาระดับ 6 เดือน 

3. Keltner Channel 
Keltner Channel เป็นเครื่องมือประเภท Band Indicator ที่เราสามารถใช้ในการหา turning point หรือจุดกลับตัวของกราฟราคาได้ แน่นอนว่าการลงทุนระยะยาว หัวใจสำคัญคือการเข้าซื้อหุ้นในช่วงกราฟขาขึ้น (Uptrend) การมองหา turning point ได้เร็ว ก็จะเป็นการหาตำแหน่งเข้าซื้อได้เร็วด้วย เช่นกัน โดย truning Point สามารถหาได้จาก กลุ่มแท่งเทียนที่เบียดตัวแตะหรือทะลุออกนอกกรอบของ Keltner Channel กรณีขอบบนก็จะเป็น จุดกลับตัวของ ขาลง ส่วนขอบล่างจะเป็นจุดกลับตัวขาขึ้น
โดยจุด TP ทั่วไปความชันของทิศทางราคาจะเข้าใกล้ 0

นอกจากนี้ Keltner Channel  ยังใช้ในการระบุ แนวโน้มของราคาได้ด้วย โดยเส้นขอบบน และ เส้นขอบล่างจะ ครอบความกว้างของช่วงราคา กรณีขนาด Bandwidth กว้าง ก็จะบ่งบอกถึง ความรุนแรงและชัดเจนของแนวโน้ม ส่วนเส้นกลาง KC AVG เส้นนี้บ่งบอกแนวโน้มของราคา ว่าเป็นขาขึ้นหรือลง


กรณี sideway แบนด์จะบีบตัวแคบและเป็นแนวตรงนอนยาวไปตลอด


4. Raff Regression 
Raff Regression คือเครื่องมือในการดูแนวโน้ม ทิศทางของราคาหุ้น เนื่องจากการลงทุนระยะยาวตามกลยุทธของผม เราจะหมอบ(ไม่ทำอะไร) ในช่วงราคา sideway โดยจะรอให้ผ่าน non trend ไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ซื้อ-ขายหุ้นต่อไป ดังนั้นการใช้ Raff Regression ยืนยันการออกข้างของราคาหุ้นได้ 




กลยุทธการลงทุน
1. การเลือกหุ้นด้วยการวิเคราะห์พื้นฐาน บวกกับการดูทิศทางลมและปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจ ที่จะเอื้อต่อธุรกิจในอนาคต
2. การหาจังหวะการลงทุน จะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยเครื่องมือทางเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นบนกราฟข้อมูลราคา ช่วง TF ระดับเดือน โดยมีขั้นตอนดังนี้


สัญญาณซื้อ
- ราคาเคลื่อนตัวจาก KC Bottom เข้าสู่ KC AVG มีทิศทางขาขึ้น Uptrend โดยดูจาก Raff Regression ลากจากจุด turning point ความชันเป็น + เท่านั้น
- EMA6 ตัดกับ KC AVG โดย EMA6 มากกว่า KC AVG


สัญญาณขาย
- ราคาเคลื่อนตัวจาก KC Top เข้าสู่ KC AVG มีทิศทางขาขึ้น Downtrend โดยดูจาก Raff Regression ความชันเป็น - เท่านั้น
- EMA6 ตัดกับ KC AVG โดย EMA6 น้อยกว่า KC AVG




*** กรณีราคา ออกข้างหรือ Sideway ให้จำแนกแนวโน้มโดย Raff Regression ความชันเป็น 0 ให้ถือหุ้นอยู่เฉยๆ ไม่ต้องซื้อตามสัญญาณ แม้ว่า EMA6 จะตัดกับ KC AVG ก็ตาม


*** กรณีต้องการซื้อสะสมแบบ DCA สามารถเริ่มซื้อสะสมได้จากจุด TP ในช่วงขาขึ้น จนถึงจุดตัดของ EMA6 ถึง KC AVG


ตัวอย่างจุด TP และสัญญาณซื้อ-ขาย

กรณีที่ Sideway ก็รอดูมันทำ จนกว่าจะเกิดเทรนด์ที่ชัดเจน เข้าเงื่อนไข การซื้อ ขาย ก็เดินต่อไป เราใช้ Raff Regression ในการวัดแนวโน้ม กรณีที่มือใหม่ไม่ถนัดลากเส้นแนวโน้มเอง


สรุป
1. หัวใจการลงทุนระยะยาวคือการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นทางธุรกิจ ที่เป็นมีโอกาสจะเติบโต โดยต้องทำการหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งระดับ เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และข้อมูลของบริษัท เพื่อจะได้เลือกหุ้นที่มีอนาคต สว่างสดใส รุ่งโรจน์ ชัชวาลได้ถูกต้อง


2. ความรู้การวิเคราะห์พื้นฐาน เป็นหัวใจในความสำเร็จ โดยต้องหาข้อมูลและอ่านรายงานของนักวิเคราะห์ เพื่อประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจ การเลือกหุ้นที่ดี มีโอกาสเติบโตก็เท่ากับเข้าใกล้ความสำเร็จเกือบ 60% แล้ว ดังนั้นการใช้เวลาว่าง วันหยุดในการศึกษาหาข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็น อ่านบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ ดูเหตุผลการให้ราคาเป้าหมายในอนาคต ดูข้อมูลและโอกาสทางธุรกิจที่นักวิเคราะห์สรุปไว้


3. ซื้อหุ้นดี แต่ไม่ถูกจังหวะ ก็อาจจะทำให้เราสูญเสียโอกาสได้ เครื่องมือทางเทคนิค สามารถช่วยให้เราทราบแนวโน้มราคาหุ้น ที่เริ่มเข้าสู่ขาขึ้น เพื่อกำหนดจังหวะการลงทุน เปรียบดังการขึ้นรถเมล์ ที่ถูกคัน และถูกเวลาขึ้นปุ๊บ รถก็ออกทันทีไม่ต้องนั่งรอให้เสียอารมณ์ บางครั้งถ้าจิตใจไม่แน่วแน่เราอาจจะทิ้งโอกาสไป หรือบางครั้งอาจจะซื้อหุ้นดีที่ปลายดอย ต้องทนเห็นราคาหุ้นไหลลง แบบนั้นก็ยากที่จะทำใจให้ถือยาวได้ ไม่ใช่บอกว่าพลังงานจะมาในอนาคต PTT ดี ก็แห่ไปซื้อตอน 340 - 350 แบบนี้ก็รอกันเหงือกบานกว่าจะได้เห็นผลกำไร หรือถ้าได้เห็นจริง Upside ก็อาจจะไม่มากซะใจเท่าที่หวังไว้


การเปิดใจยอมรับ การวิเคราะห์ทางเทคนิค ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เสียหาย ไม่มีใครบัญญัติว่า VI หรือนักลงทุนระยะยาวห้ามใช้กราฟ การเข้าใจสถิติจะทำให้เรามองอะไรเป็นวิทยาศาตร์ และเป็นปัจจุบันมากขึ้น ดีกว่าไปยึดในสิ่งที่เราจินตนาการแล้วนำมาโมเดลภาพในอนาคตอย่างเดียว


การใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะทำให้เราง่ายต่อการติดตามและ กำหนดการเข้าซื้อ ขายหุ้นในราคาที่เหมาะสมได้ด้วย ที่สำคัญเรื่องการวิเคราะห์เทคนิคที่ผมนำมาเสนอก็เป็นพื้นฐาน ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน แบบนับเวฟ หรือการจดจำ รูปแบบแท่งเทียนอะไร


4. ควรรู้จัก Mega trend ถ้าคิดจะลงทุนระยะยาวให้เข้าวิน ต้องรู้จักกับ Mega Trend ที่กำลังจะมา บทความเหล่านี้สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ พิมพ์หรือการจัดสัมนา ถึงเรื่องธุรกิจที่เกาะกระแส Mega Trend หลายบริษัทก็มีอยู่ในตลาดหุ้น เช่นเรื่องของ Health Care มีทั้งบริษัทประกัน, โรงพยาบาล หรือ เรื่องพลังงานทดแทน เป็นต้น


5. การลงทุนระยะยาว นั้นเหมาะกับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเวลามาติดตามหุ้นรายวัน แค่ใช้เวลาว่างเสาร์ อาทิตย์ในการหาข้อมูลและดูราคาบ้างพอประมาณ ที่สำคัญวิธีนี้ทำให้ไม่ต้องไปกังวลกับความผันผวนของตลาดมากนัก กรณีตลาดมีแรงผันผวนมากเกิด Sideway เราก็รอเฉยๆหรือหมอบไว้ก่อน รอจนแนวโน้มชัด แล้วค่อยตัวสินใจซื้อ หรือ ขายต่อไป


วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมใช้มาแล้ว หลายปี คิดว่าดีจึงนำมาถ่ายทอดและแนะนำกัน ศึกษาให้เข้าใจและลองนำไปผลิกแพง แล้วปรับปรุงใช้ หุ้นหลายตัวพื้นฐานเลิศ แต่สภาพคล่องน้อย นอนนิ่งออกข้างเป็นคานทางด่วน เราก็รอจนกว่าจะมีคนมาสนใจและมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น จนเป็นขาขึ้นแล้วค่อยเริ่มสะสม แน่นอนว่า เคล็ดลับคือการหมั่นติดตามดูหุ้นที่เราสนใจ ติดตามการเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ หรือ รายเดือนเพื่อให้เห็นแนวโน้มของราคา ว่ามันสอดคล้องกับแนวโน้มผลประกอบการที่เราคาดไว้หรือไม่ ถ้าสองแนวโน้มมาบรรจบกันก็โป๊ะเช๊ะ เตรียมเฮได้เลยครับ


ผลประกอบการที่คาดไว้และราคามาบรรจบกัน ก็ถึงเวลาเฮได้เลยครับ เข้าเก็บปี ปลายปี 2009 มีทิศทางชัดเจน ขายต้นปี 2011 



วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เล่นหุ้นตามข่าว รวยเร็วจริงหรือ???

ต้องยอมรับว่าข่าวนั้นมีผลโดยตรงต่อตลาดหุ้นเสมอมา โดยตลาดหุ้นจัดเป็นที่หนึ่งที่มีความอ่อนไหวและไวต่อข่าวต่างๆที่มากระทบ เนื่องจากข่าวนั้นย่อมมีผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุน 






ผลก็คือทำให้ราคาหุ้นนั้นอ่อนไหวไปตามทิศทางของข่าว ซึ่งมีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ดังจากที่เราเห็นกันมาก่อนหน้ามากมายเช่น ทั้งช่วงที่มีการปล่อยข่าวอัปมงคลในเดือน ตุลาคมปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ดัชนีรูดไปเกือบ 16% ในสองวันทำการ หรือช่วงที่มีการตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ และข่าวที่คลาสสิกสุดๆของตลาดหุ้นไทยคือ ข่าวลือเรื่องปฏิวัติ




วันนี้จะนำประเด็นเรื่องของข่าวมาเล่าให้ฟัง แต่ผมไม่ได้เน้นไปที่ข่าวลือ ข่าวปล่อย ที่มีผลทำให้ตลาด Panic แต่ผมจะขอมุ่งไปที่ข่าวสารทั่วไปที่เราชอบอ่านกันทุกวันนี้แหละ ประเภทข่าวดีทางบวก สืบเนื่องจากประเด็นที่ผมพูดคุยกับเพื่อนๆหลายคน มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนคิดเหมือนกันคือ "การเล่นหุ้นตามข่าว" แนวคิดง่ายๆคือเมื่อบริษัทมีข่าวดี ราคาหุ้นต้องเพิ่มขึ้น ดังนั้นนักลงทุนจึงชอบเข้าไปเก็งกำไร หรือซื้อหุ้นตามข่าวที่ออกมา ข่าวประเภทนี้ ได้แก่ ข่าวผลประกอบการดีขึ้น, ข่าวการขยายธุรกิจ, ข่าวเรื่องราคาสินค้าและบริการปรับขึ้น, ข่าวการสนใจร่วมลงทุนจากต่างชาติ, ข่าวการควบรวมกิจการ เป็นต้น


เล่นหุ้นตามข่าว
แนวคิดการลงทุนในหุ้นที่มีข่าวดีเป็นเรื่องที่มีมานานแล้วครับ ผมเองก็เคยถูกเป่าหูจาก รุ่นพี่และมาร์ ว่าถ้าหุ้นมีข่าวดี มันจะวิ่งรับข่าว การซื้อหุ้นตามข่าวจะทำให้รวย แต่ความเป็นจริงกับตรงข้าม หุ้นรายตัวที่มีข่าว่าดี กูรูก็เชียร์ มีแต่คนพูดถึง จนเรารู้สึกมั่นใจ(เห็นมั๊ย มีผลต่อจิตวิทยาแล้ว) พอซื้อปุ๊บวิ่งได้ไม่นาน วันสองวัน บวกซะ 2-3% ก็วิ่งลงแบบชนิดที่เรียกว่าใจหาย หรือไม่ก็จอดนิ่งค้างปีสีกะชาติ 


เอ๊ะแล้วไอ้ข่าวที่ว่ามันไม่จริงหรือ??? นั้นเป็นคำถามแรกที่ผมคิด แต่เมื่อลองหาข้อมูลสอบถามจาก คนที่รู้จักหลายคนก็บอกว่าเป็นจริง เพราะมีการตีข่าวลงหนังสือพิมพ์และออกโทรทัศน์ด้วย แล้วทำไมเราซื้อหุ้นตามข่าวแล้วถึงขาดทุน


เจาะกระแสข่าวเด่น
ถ้าพิจารณาดีๆแยก สาเหตุของการซื้อหุ้นตามข่าวแล้วขาดทุนได้สองประเด็นคือ
1. ข่าวนั้นออกมาช้ากว่าราคา ราคาหุ้นได้สนองตอบกับข่าวดีไปมากแล้ว มีคนคาดเดาทางหรือรู้ข่าวได้ซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรไว้แล้ว (โอ้แม่เจ้า ทำไมมันไม่มีหมายเหตุบอกตูก่อนฟ่ะ ) ดังนั้นเมื่อข่าวลงหนังสือพิมพ์ หรือเมื่อมีการเผยแพร่สู่วงนอก เมื่อมีแมงเม่าวงนอกแห่มาซื้อ หุ้นเลยถูกรินขายทำกำไร ส่งผลให้เกิดการปรับตัวลดลงของราคา จนทำให้แมงเม่าแบบเราๆท่านๆขาดทุนกันไป ส่วนรายใหญ่ที่สะสมหุ้นก็อ้วนพี


2. ข่าวนั้นมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนน้อยเกินไปจน ไม่มีผลทางบวกตามที่เราคาดหวัง หรือเรียกอีกอย่างว่า นักลงทุนคาดหวังกับข่าวมากจนเกินไป แต่รายใหญ่ หรือคนส่วนน้อยที่มีทุนมาก นั้นไม่ได้ให้น้ำหนักมากด้วย


3. ข่าวนั้นเป็นข่าวดี ที่เป็นเหตุเป็นผลที่กูรูหรือเซียนแนะนำให้เก็บสะสม แต่มันจะเห็นผล หรือส่งผลเป็นบวกในระยะยาวนะ ไม่ใช้สองสามเดือนนี้ พอเชียร์พอปรับราคาเป้าหมาย แมงเม่าก็ไปตีความกันว่าราคาจะต้องขึ้น ต้องวิ่งทันทีทันใด


ดังนั้นการตื่นเช้า มารีบเปิดหนังสือพิมพ์เพื่อ จดรายชื่อหุ้นไปซื้อ หรือการโทรเช็คข่าวจากมาร์เรื่องหุ้นเด็ด หุ้นกระแสนิยม หุ้นเล่นข่าว อาจจะไม่ได้ทำให้เรารวยเพราะการเกาะกระแสไม่ตกรถอย่างที่เข้าใจกันมาก็เป็นได้ ตัวอย่างที่ผมเจอประจำ มีอาแปะชอบจดรายชื่อหุ้นที่มีข่าว ตามแพงหนังสือพิมพ์ ไปซื้อ เทพมากไม่อ่านเนื้อหาด้วย ดูแต่พาดหัวเรื่อง ที่สำคัญลดต้นทุนด้วยการอ่านอย่างเดียว ไม่ซื้อหนังสือพิมพ์อีกต่างหาก ถ้าแกประสบความสำเร็จสักครึ่งที่แกใช้วิธีนี้ ผมว่าแกคงจะอุดหนุนหนังสือพิมพ์ไปนั่งอ่านที่บ้านสบายๆไปแล้ว


การทดลอง
รูปแบบและเงื่อนไข
ผมเองมีตัวอย่างการทดลองมาฝากเพื่อนๆนักลงทุนด้วย เพื่อให้เห็นว่าแนวคิดการซื้อหุ้นตามข่าว ถ้าทำจริงจะรวยได้ไหม โดยผมได้ทดลองดังนี้
- ทำการซื้อหุ้น ทุกวันจันทร์ จำนวน 10 ตัวจำนวนเท่ากันคือ 5000 หุ้น
เงื่อนไขเลือกหุ้น : หุ้นทั้ง 10 ตัวนั้นจะเป็นหุ้นที่มีข่าวดีและลงพาดหัวในคอลัมภ์ข่าวหุ้นบนหนังสือพิมพ์อย่างน้อยจำนวน 2 ฉบับ
- ขายหุ้น เมื่อสิ้นสัปดาห์ ระยะเวลาถือครอง 5 วัน เพื่อดูผลกำไรขาดทุน


โดยผมได้ทดลองเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในช่วงเดือน มค. ที่ผ่านมา โดยผลทดลองเป็นดังนี้ครับ


1. จันทร์ที่ 17-01-2554
ตัวอย่างข่าวหุ้น 17-01-2554 จาก S2M

รูปการทดลองเทรด ซื้อหุ้น 10 ตัวและขายตอนเย็นวันศุกร์ที่ 21-01-2554

กรณีที่ Buy&Hold  จาก 17-01-2554 ถึง 07-01-2554(12.30)


2. จันทร์ที่ 24-01-2554
ตัวอย่างข่าวหุ้น 24-01-2554 จาก S2M

รูปการทดลองเทรด ซื้อหุ้น 10 ตัวและขายตอนเย็นวันศุกร์ที่ 28-01-2554

กรณีที่ Buy&Hold  จาก 24-01-2554 ถึง 07-01-2554(12.30)

3. จันทร์ที่ 31-01-2554


ตัวอย่างข่าวหุ้น 31-01-2554 จาก S2M

รูปการทดลองเทรด ซื้อหุ้น 10 ตัวและขายตอนเย็นวันศุกร์ที่ 04-02-2554


กรณีที่ Buy&Hold  จาก 31-01-2554 ถึง 07-01-2554(12.30)

สรุปผลการทดลอง
จากผลการทดลองจะพบว่า 
ครั้งที่ 1 วันที่ 17-01-2554 
- กรณีขายวันที่ 21-01-2554 ผลปรากฏว่า ขาดทุน 5.50% (กำไร 3 ตัวขาดทุน 7 ตัว)
- กรณีถือยาวมาถึง 07-02-2554 ผลปรากฏว่า ขาดทุน 9.86% (กำไร 1 ตัวขาดทุน 9 ตัว)

ครั้งที่ 2 วันที่ 24-01-2554
- กรณีขายวันที่ 28-01-2554 ผลปรากฏว่า ขาดทุน 1.46% (กำไร 2 ตัวขาดทุน 8 ตัว)
- กรณีถือยาวมาถึง 07-02-2554 ผลปรากฏว่า กำไร 2.07% (กำไร 1 ตัวขาดทุน 9 ตัว) จาก PTTEP ตัวเดียวเท่านั้น

ครั้งที่ 3 วันที่ 31-01-2554
- กรณีขายวันที่ 04-02-2554 ผลปรากฏว่า ขาดทุน 0.94% (กำไร 3 ตัวขาดทุน 7 ตัว)
- กรณีถือยาวมาถึง 07-02-2554 ผลปรากฏว่า ขาดทุน 1.49% (กำไร 2 ตัวขาดทุน 8 ตัว) 



จากการทดลองจะพบว่าจำนวนที่ขาดทุนมากกว่ากำไร เกินกว่า 60% มีครั้งที่สองที่ Buy and Hold ชนะเพราะ PTTEP ที่มีข่าวการอนุญาติให้ดำเนินกิจการต่อ ทำให้ระยะเวลา 3 สัปดาห์ราคาบวกขึ้นถึง 10% 

สรุป
1. ผมไม่ได้แนะนำว่า เราควรเลิกอ่านข่าวหรือติดตามข่าวนะครับ(เดี่ยวเว็บไซต์หรือหนังสือพิมพ์จะมาด่าผม) แต่ใจความที่จะบอกคือ เราไม่ควรนำข่าวมาเป็นเงื่อนไขหลักในการตัดสินใจ ซื้อ หรือขายหุ้น เราสามารถใช้ข่าวประกอบได้ แต่แน่นอนว่าเงื่อนไขหลัก ควรมาจากการวิเคราะห์ทางพื้นฐาน หรือการวิเคราะห์ทางเทคนิค การเล่นหุ้นตามกระแส win/loss ratio นั้นต่ำมากโอกาสแพ้ ขาดทุนมีมากกว่าชนะ 

แม้แต่การเก็งกำไร สายเทคนิคอล ยังไม่ให้ความสำคัญเรื่องของข่าวมากนัก โดยเฉพาะข่าววงนอกจากหนังสือพิมพ์ เพราะถือว่าค่อนข้างช้า ราคาได้ตอบสนองไปแล้ว การกำหนดสัญญาณซื้อ ขายจะไม่นำเอาข่าวมาร่วมตัดสินใจ แต่ข่าวสามารถใช้ยืนยัน คุณภาพของเทรนด์ หรือยืนยันการทำงานของระบบเทรดได้

ทุกวันนี้ผมยังอ่านข่าว แต่ไม่รีบร้อนต้องอ่านก่อนตลาดเปิดเพราะไม่ได้มีผลอะไร ผมอ่านข่าวเพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์โอกาส ทางธุรกิจของบริษัทมากกว่าจะนำมาเก็งกำไร

2. เมื่ออ่านข่าวต้องเข้าใจ และอย่าดูแต่ชื่อหุ้นเท่านั้น ควรอ่านรายละเอียดให้ครบแยกให้ออกว่าข่าวนั้น เป็นข่าวประเภทใด เพราะข่าวแต่ละประเภทมีผลต่อราคาหุ้นที่ต่างกัน เช่น
ข่าวเศรษฐกิจ>>ข่าวระดับอุตสาหกรรม>>ข่าวระดับบริษัท 

นอกจากนี้ควรประเมิน ระยะเวลาที่ข่าวจะมีผลทั้งด้านดี ด้านร้ายกับตัวบริษัทให้ออก ว่าเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนการลงทุน

3. ข่าวมันมีผลต่อจิตวิทยา บางครั้งมีการใช้ข่าวเป็นเครื่องในการสร้างราคา หรือกำหนดทิศทางราคาได้ ดังนั้น อ่านข่าวต้องคิดและใช้วิจารณญาณ อย่ารีบตัดสินใจซื้อ ขายจากข่าวที่ได้อ่านเพียงอย่างเดียว


4. อย่าเล่นหุ้น ตามข่าว ตามกระแส เพราะมันไม่สามารถทำให้เรารวยแบบยั่งยืน ท่านอาจจะโชคดีบางครั้ง แต่โอกาสจะขาดทุนนั้นมีมาก ข่าวที่เรารู้พร้อมนักลงทุนคนอื่นๆ นั้น เป็นข่าวทั่วไปที่มีผลต่อราคาไปแล้ว ไม่มากก็น้อย ดังนั้นการหวังว่าเมื่อซื้อแล้วหุ้นจะขึ้น สนองตอบกับข่าว อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป 

แมงเม่าชอบเล่นหุ้นตามข่าวเพราะความคิดผิดๆที่ว่า 
1. ถ้าขาดทุนแล้วมีเพื่อนขาดทุนไม่เป็นไร ปกติ
2. ถ้าไม่ซื้อ แล้วตกขบวนรถ ตกกระแส ถือว่าโง่อายเพื่อน อายมาร์ ขาดทุนไม่ว่า ขออย่าตกเทรนด์
3. หนูบอกพี่แล้ว พี่ไม่เชื่อ รีบซื้อ ขายตามมาร์แนะนำ โทรไปอ้อน โทรไปชวน

ถ้าอยากไม่ขาดทุนและอยู่ในตลาดหุ้นแบบยั่งยืน เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและทรรศนคติใหม่ครับ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ท่านตาสว่าง และร่ำรวยในอนาคตนะครับ