สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

หนังสือหุ้นที่ผมแนะนำ(Trading system book)

ขอนำเอา หนังสือที่เกี่ยวกับการเทรดหุ้น เทรดสินค้าเก็งกำไรมา รีวิวบ้าง 

จริงๆชอบเยอะมีเยอะมา่ก แต่เป็น หนังสือ ต่างประเทศเกือบหมดเลย เพราะ หลายเรื่องมันค่อนข้างเฉพาะ บางเรื่องซื้อเพราะคนเขียน เขาเทพ

แต่ทั้งหมดทั้งหมด เงินหลายหมื่นที่จ่ายไป ไม่เคยมีคำว่าไม่คุ้มค่า เพราะหนังสือ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็ฯ จิตวิทยา เทคนิควิธีการทำระบบเทรด บริหารจัดการเงิน พออ่านเข้าใจ ตกผลึก เอามาต่อยอดใช้ได้ มันสร้างมูลค่า มากกว่าหลาย สิบ หลายร้อยเท่า 

ผมเองเลยไม่เคย งกกับการซื้อหนังสือดีๆ อ่านสารบัญ ดู content แล้วโดนก็สั่งซื้อทันทีเลย

ตอนแนะนำที่ชอบ นี้ยากเพราะผมชอบเยอะ บางเล่มก็ advance ไปเลยออกแนว จินตนาการ กลัวเขียนไปพอหลายคนไปอ่านอาจจะไม่ชอบไม่เก็ต เลยขอเลือกเล่มมีประโยชน์ อ่านเข้าใจง่าย ใช้ได้จริง มารีวิวจะมีประโยชน์มากกว่า ขอเน้นเรื่องเกี่ยวกับ trading system เยอะหน่อยนะ เพราะเทคนิคอลทั่วๆไป คงมีคนรู้จักเยอะแล้ว


----------------------------------------

1.  Trading in the zone ของ Mark Douglas 

จะเป็นเทรดเดอร์ ต้องอ่านเล่มนี้ งานของ  Mark Douglas  ผมแนะนำเพื่อนๆ น้องที่เริ่มเทรด เริ่มลงทุนอ่านเกือบทุกคน
เพราะปรับ mindset ดี เพียงแต่เล่มนี้ผมชอบสุด เลยเลือกมา การโฟกัส การมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อให้เกิดผล เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเทรด

เป็นสิ่งสำคัญ อยากรู้จัก ปรับแนวคิดเรื่องนี้แนะนำครับ


2.  Smarter Trading: Improving Performance in Changing Markets ของ Perry Kaufman 

ถ้าให้เป็นบิดาสายเทคนิคอล คนหนึ่งต้อง Perry Kaufman เขาเป็นเทรดเดอร์ที่ เป็นนักวิจัยต้นแบบของผมเลย คิดพัฒนาโมเดลระบบเทรด และเทคนิคต่างๆเพียบ ผมเองเอา Adaptive moving average มาเขียนให้อ่านก็จากตรงนี้

Adaptive Moving Average (AMA) มีคนใช้ไม่มาก แต่พอได้อ่านเล่มนี้แล้ว ผมถึงกับได้หัวข้อ วิจัยใหม่เลย เพราะ Perry ชี้ประเด็นปัญหาของ moving average กับ trend following ไว้ได้ชัดเจน มา โดยเฉพาะจุดบอด ที่ ควรตระหนัก เรื่อง noise เรื่อง lag ไม่ได้เอาแต่เชื่อหรือใช้ไปอย่างเดียว อ่านจบได้ลองทำวิจัย ต่อ เปิดมุมมองและได้กลยุทธ์ที่ดีมาใช้กันเลย


3. The Mental Strategies of Top Traders ของ Ari Kiev 

เล่มนี้อ่านเอง แล้วให้น้องๆในไทยเทรดได้อ่าน พูดเป็นเสียงเดียวกันคือ ชอบ และมีประโยชน์ หลายเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ มันมีผลต่อ การเทรดของเราอย่าง มาก เล่มนี้สอนการรับมือกับอารมณ์ และเรื่องอื่นๆเยอะ โดยเฉพาะพฤติกรรมบางสิ่งที่เราทำอาจจะคิดปกติ ยามภาวะวิกฤติ ขาดทุนหนัก ขาดทุนต่อเนื่อง มันจะยิ่งทำให้ ผลร้ายเกิดรุนแรง ดังนั้นการมองให้เห็นปัญหา ยอมรับ และแก้ไขได้ เป็นหนทางที่ดี ในการพัฒนาตัวเราในอนาคตครับ


4. Quantitative Trading system ของ Howard Bandy 
คนนี้ยกให้เป็น อาจารย์ผมเลย ชอบวิธิคิด และการอธิบาย ในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับการทำระบบเทรด เป็นคนที่มีของ เก่งจริงๆ ทำเยอะจริงๆจนแกเข้าใจกระจ่าง เขียนออกมา มันเลยไม่มั่วๆ งงๆ หรือวนไปวนมาเหมือนเล่มอื่นๆ เล่มนี้อ่านง่าย มีตัวอย่าง และครอบจักรวาลเรื่องการทำระบบเทรดมาก เสียอย่างเดียวอาจจะเก่าไปนิด ถ้าใครเขียน code ของ ami เป็นจะสนุกเพราะมีตัวอย่างให้



5. The Evaluation and Optimization of Trading Strategies ของ Robert Pardo
เล่มนี้อ่านง่าย เขาพูดการทำระบบภาพกว้างๆ และการเน้นจุดสำคัญ ไล่กันตั้งแต่กระบวนการพัฒนา , การออกแบบระบบ , การทดสอบ , การ optimization, WFA, รวมไปถึงการบริหารพอร์ตรวม เป็นต้น มีอะไรอีกเยอะเลยในเล่มนี้ ข้อเสียคือหลายเรื่องมันหยาบ คงต้องไปแกะ ไป google เพิ่มเอาในเชิงลึก



6. Quantitative Trading Strategies ของ Lars
 เล่มนี้อธิบายชัดอ่านง่าย และมีการทดลองในโมเดลต่างๆ ให้เห็นผลทั้งในรูปแบบกราฟและตาราง และทดสอบกับ ตลาดเก็งกำไรหลายตลาดทั้งหุ้น ทองคำ forex และ commodity ครอบจักรวาล เน้นทำระบบเทรดสาย quant มีหลายเรื่องเช่น math model เบี้องต้น, trading strategies, porfalio management , optimization parameter และอื่นๆ แต่ถ้าจะอ่านเข้าใจ อาจจะมีพื้นฐานคณิตศาสตร์หน่อย หลายเรื่องเขาเขียนดิบๆแบบงานวิจัยก็มีเช่นกัน 



7. "My Life as a Quant" ของ Emanuel Derman
เล่มนี้อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ของคนประสบความสำเร็จด้านนี้ บางทีคำดูถูกก็เยอะ การเข้าใจวิธีคิด การมองของคนที่สำเร็จระดับโลกได้แล้ว มันก็ทำให้เรา มีแรงบันดาลใจ มีไฟ ให้ไม่หยุดพัฒนาตัวเองเช่นกัน 

เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวของนักฟิสิกส์ที่เปลี่ยนสายนำความรู้ทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์มาใช้ใน wallstreet เขาทำงานให้กับ Goldman, Sachs & Co ตำแหน่ง Financial Engineer ตลอดช่วงปี 1985 ถึง 2003 โดยเขาทำงานเกี่ยวกับ equity derivatives , risk management หนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นบันทึกการเดินทางสายอาชีพแต่มีประเด็นน่าสนใจเยอะโดยเฉพาะการพูดถึงเรื่องการใช้คณิตศาสตร์และตรรกะในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเขาเชื่อในการคำนวณมากกว่า การเดาสุ่ม หรือการเชื่อในดวงชะตา

เขายกข้อดีของการใช้โมเดลและระบบการลงทุนแบบคณิตศาสตร์มาแสดงให้เห็น มีหลายบทในหนังสือที่อ่านแล้วก็งงๆเพราะเขายกเขาทฤษฏีทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน เช่น Muon Colliders and Neutrino มาประยุกต์กับการลงทุนในพวก Options หรือตลาดล่วงหน้า

รวมๆแล้วสนุกครับ แนะนำให้ลองดูสำหรับคนสนใจด้านนี้



หนังสือดีๆ มีเยอะ หนังสือเหล่านี้ที่ผมยกมา เนื้อหาส่วนใหญ่ค่อนข้างยากพอควร และไม่จบแค่อ่าน
แต่ต้องลงมือทดลองทำต่อให้เข้าใจ หลายคนอาจจะซื้อมาแล้ว หรือแสวงหา download มาครองกันแล้วทั้งนั้น

สาระไม่ใช่การมีเท่ห์ๆ มีให้อุ่นใจ แต่ต้องทำความเข้าใจ คิดตาม ลงมือทำ ตกผลึก พัฒนาต่อยอด
เพื่อนำไปใช้สร้างเงิน สร้างกำไรให้ได้ ใช้ได้จริงๆ  





Sujata Burla เทรดเดอร์ผู้พิการ

เขียนบทความนี้เพราะได้ยินโครงการ On the Job Training for Disability by Mudley 

ผมชอบไอเดียและแนวคิด ของโครงการนี้ ที่เราสามารถนำโมเดลการเทรด ไปฝึกหัดให้กับ ผู้พิการ ที่ร่างกายสามารถสนับสนุนเงินและทีมงานฝึกสอน ในการเทรดด้วยคอมพิวเตอร์ได้ 

ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ปัจจุบันทำให้ การเทรด เป็นเรื่องสะดวกและง่ายในทุกที่ทุกเวลา เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด กับผู้พิการมากยิ่้งขึ้นไปอีก 

ผมเองเคยทำงานช่วยเหลือคนพิการ มาช่วงหนึ่ง แม้จะไม่ได้เป็นงานอะไรมากมาย แต่ช่วงเวลาสั้นๆที่ผมได้สัมผัสกับ บุคคลเหล่านี้

ทำให้ผมมองเห็น ศักยภาพ และความตั้งใจ ของคนเหล่านี้ที่มีไม่แพ้ หรืออาจจะมีมากกว่า คนปกติธรรมดา ด้วยซ้ำ โครงการดีๆแบบนี้แหละครับ

ที่จะช่วยเปิดโอกาส เปิดโลกให้กับคนพิการ ในการประกอบอาชีพ ที่แลกมาด้วย ความรู้ ความสามารถและความพยายาม แทนการรอคอย ความช่วยเหลือจากสังคม และคนรอบข้างในการหาเลี้ยงชีพเพื่อดำรงชีวิต อย่างเดียวแม้มันจะไม่ง่าย และจะต้องทำงานหนักกว่า คนทั่วไป แต่ผมเชื่อว่ามันคงไม่ยากอะไรเกินกว่าความพยายาม


มาถึงตรงนี้ เพื่อนๆหลายคนอาจจะสงสัยแบบผมว่า แล้วโลกนี้มันมี คนพิการ ที่เข้ามาเทรด เขามาหาผลตอบแทน จากการเก็งกำไรในตลาดหุ้น ตลาดสินค้าต่างๆ บ้างหรือไม่ ???

ผมเองก็สงสัย ด้วยความอยากรู้ ความเป้นไปได้ ลองใช้ google ค้นหา ปรากฏว่าหายากมากครับ แถบจะไม่เจอ ที่เป็นข่าวหรือออกสื่อเลย 

แต่โชคดีไปเจอมาหนึ่งแหล่งอ้างอิง เป็นเทรดเดอร์ผู้พิการ หญิง!! ใช่ครับเธอเป็นผู้หญิง อีกด้วย เลยนำเรื่องของ Sujata Burla มาฝากกัน




Sujata Burla เธอเป็นหญิงพิการที่สู้ชีวิต ไม่ยอมแพ้ เธอประสบอุบัติเหตุตอนปี 2004 ในวัย 21 ปี
เธอใช่เวลารักษาพยายาบาล และทำกายภาพบำบัดถึง 4 เดือน กว่าจะออกจากโรงพยาบาล อุบัติเหตุทางรถยนต์รุนแรงครั้งนั่น ทำให้เธอ เป็นอัมพาต ครึ่งร่างของเธอไม่มีความรู้สึก และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนปกติ 

ชีวิตเธอจาก สาววัย 20 กลายมาเป็นคนพิการ ที่ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เหมือนปกติ เธอใช้ชีวิตบนรถเข็น ตลอดมา และโชคชะตาก็มาซ้ำเติมเธออีก เมื่อคุณพ่อที่ดูแลเธอต้องมาเสียชีวิตในปี 2004 สามปีหลังจากเธอพิการ และต้องใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ ทำอาชีพเสริมต่างๆมากมายเพื่อสร้างรายได้และใช้เลี้ยงชีพ 

ก่อนหนัานั้นเธอรับจ้าง ทำธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ด้วยข้อจำกัด ในปี 2004 เธอมองเห็นโอกาสในตลาดหุ้น เธอต้องการสร้างผลตอบแทนเหมือนเป็นรายได้ประจำ เพื่อเลี้ยงชีพ พึ่งพาตัวเองให้ได้ เธอจึง สนใจที่จะใช้การซื้อขายหุ้น เพื่อสร้างรายได้เลี้ยงตัวเธอ ด้วยมุ่งมั่น เธอฝึกฝนความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ และมุ่งมั่นเรียนรู้ เรื่องการเก็งกำไร การลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งจากหนังสือ ทีวี หนังสือพิมพ์ ปีกว่าๆ จนปี 2005 เธอถึงได้ลงมือเทรดจริงในตลาด

เธอบอกว่าสภาพของเธอ และข้อจำกัดของร่างกาย บวกกับเงินทุน ไม่ใช่เรื่องง่าย ในการเริ่มต้น แต่เธอก็ฝ่าฟัน ทุกปัญหา ทุกอุปสรรค์จน อยู่รอด และสร้าง ผลตอบแทน จากการเป็นเทรดเดอร์ ได้ 

เธอเทรดหุ้น จนทำให้เธอมีรายได้ประจำ ไม่ต่างกับเงินเดือน บางเดือน เธอสามารถทำผลตอบแทนจากการเทรดในตลาดหุ้นได้ถึง 10-15% จากการกลยุทธ์การเทรดที่เน้นสร้างกระแสเงินสด  

นอกจากนี้เธอยังใช้ Options เสริมในการเทรดของพอร์ตด้วยเธอทำงานเทรดเหมือน คนปกติทั่วไป ทั้งการอ่าน ศึกษาตลอดเวลา การหาข้อมูล ติดตามข่าวต่างๆ รวมถึงการเข้ากลุ่มแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆเทรดเดอร์ใน อินเตอร์เน็ต  


ทุกวันนี้ Sujata Burla นิยามตัวเองเป็นเทรดเดอร์ เต็มตัว ทำงานที่บ้าน ด้วย laptop บนวิลแชร์คู่ใจ แม้เธอจะไม่เหมือนปกติ แต่เธอก็ดีใจ ที่สามารถใช้ชีวิต เลี้ยงชีพได้โดยไม่เป็นภาระของใคร เธอเลี้ยงชีพด้วยการเทรด เธอใช้เงินที่ได้ในการเลี้ยงตัวเองและยังช่วยเหลือ ครอบครัว ดูแลแม่และน้องของเธอ รวมไปถึงให้คำปรึกษาและคำแนะนำ พูดสร้างแรงบันดาลใจ คนพิการที่ต้องการเข้ามาเป็นเทรดเดอร์เหมือนเธอ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปอีกด้วย 


อ่านมาตรงนี้จะพบ ผมไม่บอกนะครับการเป็นเทรดเดอร์ การเก็งกำไรมันง่าย ไม่ใช่ประเด็น แต่สิ่งผมจะบอกคือ มันทำได้ครับ จะคนปกติ หรือคนพิการ ถ้ามี คนช่วยเหลือ มีความตั้งใจ มีความพยายาม มี mindset ที่ถูกโดยเฉพาะเรื่อง บริหารความเสี่ยง มันทำได้ และเลี้ยงชีพได้เช่นกัน

เรื่องราว ของ  Sujata Burla มันทำให้ผม เชื่อว่า ถ้าเรามอบโอกาสดีๆให้กับคนพิการ มีการให่้ความรู้ดีๆที่ถูกทาง ให้ทุนทรัพย์ ให้ทีมงานดูแล ใกล้ชิด โอกาส ที่คนพิการ จะสามารถอยู่รอด และยืนหยัด ในสังคมได้เหมือนคนปกติ ย่อมมีครับ ฝากประชาสัมพันธ์ โครงการดีๆ ของ Mudley Foundation ด้วยนะครับ 


ขอบคุณพี่ต้าน Mudley และทีมงานที่ทำประโยชน์ให้สังคม หวังว่าสักวันมันจะสำเร็จ และงอกงาม เติบโต จนเราเห็นการเปลี่ยนแปลง 
เอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้ ครับ

Mr chaipat

อ้างอิง

Paul Tudor Jones

เมื่อวานผมยกเรื่องของ สุดยอดเทรดเดอร์ที่อยากให้น้องๆ ได้เอาตัวอย่าง ในความสำเร็จจากฝีมือที่แท้จริงของเขา 

ชายคนนี้คือตำนานของ wallstreet คุณ Paul Tudor Jones  ชายคนนี้ประสบความสำเร็จจากการเป็นเทรดเดอร์ในตลาดอนุพันธ์ 

ก่อนผันตัวไปเป็น hedgefund manage บริหารเงินทุนขนาดหลายพันล้านจนประสบความสำเร็จ 

----

Paul Tudor Jones ปัจจุบันอายุ 60 ปี เป็น hedgefund อันดับ top ของโลก เศรษฐีพันล้านอันดับที่ 108 ของอเมริกา มีทรัพย์สิน $4.3 billion โลดแล่นในตลาดเก็งกำไรมาตั้งแต่ก่อนยุค 1980 เขาเป็นชาวสหรัฐ เกิดโตในเมือง Memphis รัฐ Tennessee จบมหาวิทยาลัยด้าน economic จาก  University of Virginia

ปี 1976 เรียนจบมายังนิวยอร์คมาทำงานที่  E. F. Hutton & Co. บริษัท Investment banking  ในตำแหน่งสเมียนและขยับมาเป็น โบรกเกอร์ดูแลลูกค้ารายสิบราย เขาทำงานเป็นโบรกเกอร์อยู่สองปี ด้วยความเก่ง ทำให้สามารถสร้างเงินในปีที่สองได้ถึง ล้านเหรียญ จากค่าคอมมิชั่น ก่อนจะอิ่มตัว เลยสมัครเข้าเรียนต่อบริหารธุรกิจที่  Harvard Business School ต่อมาเขาได้ลาออกเพราะไม่รู้สึกว่ าสิ่งที่เรียน มันตอบโจทย์ความต้องการของชีวิตเขา 

หลังจากนั้น  Paul มุ่งมั่นเดินหน้าสายเทรดเดอร์เต็มตัว ปี 1980 เขาเริ่มต้นจากการไปทำงานกับ Eli Tullis ที่   New Orleans เพื่อให้เป็น mentor สอนการเทรดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ในตลาด New York Cotton Exchange  ไม่กี่ปีต่อมาเขาทำเงินได้หลายล้านเหรียญจากตลาดอนุพันธ์ ผลการเทรดของเขามีความสม่ำเสมอและสามารถชนะตลาดได้ต่อเนื่อง ตลอด 3 ปีครึ่ง 



ปี 1984 เขาเปิดบริษัท hedgefund ของตัวเองชื่อ Tudor Investment Corporation กองทุนป้องกันความเสี่ยง รับบริหารเงิน ให้กับลูกค้า Paul ในวัย 30 เขากำลังมีไฟ และเป็นดาวเด่นของวงการ โดยเฉพาะตลาดอนุพันธ์

เขาเริ่มต้นทุน 1.5 ล้านเหรียญ ก่อนทำผลงานที่สวยหรูจนมีลูกค้า รายใหญ่ รายย่อยต่างเข้ามาร่วมลงทุนในกองทุนของเขา โดยเงินทุนได้เพิ่มสูงขึ้นหลักหลายร้อยล้านเหรียญในเวลาต่อมา ผลงานที่หลายคนพูดถึงคือการสร้างกำไร 99 % ต่อกันได้ถึง 5 ปี และสามารถทำผลตอบแทนได้ในทุกสภาวะตลาดทั้งกระทิงและหมี 

Paul เป็นคนที่ดูเรียบง่าย ถ่อมตัว แต่ยามเทรดใน floor หรือที่ทำงานเข้าจะเป็นคนเอาจริง ก้าวร้าว ดุดัน ตัดสินใจเร็ว เขามีมือขวาคู่ใจคือ Peter Borish ที่ทำงานคู้กันมาหลายสิบปี โดยเฉพาะวีรกรรมสำคัญในตอน  Black Monday ตอน 1987 

ผมชอบ Paul เพราะจากที่ศึกษางานเขียน บทความ หรือคำสัมภาษณ์มา เขาเป็นคนที่ค่อนข้างหยืดหยุ่น กลยุทธ์การเทรด ของเขาหลากหลาย มาก เราจะเห็นผลงานหลายครั้ง ทำได้ดีในหลายกลยุทธ์เช่น Trendflowing ในตอนทำเงินจาก S&P500 หรือการเทรดแบบ Contrian หรือแม้แต้การเทรด Swing trade ในตลาดฟิวเจอร์  


Paul Tudor Jones เป็นเทคนิคอลตัวพ่อ เขาศึกษาพฤติกรรมราคา เขาเชื่อรูปแบบ การเกิดซ้ำ เขาวิเคราะห์วัฏจักรของราคา ศึกษาทฤษฏีของ Elliot wave แต่สิ่งที่เขา focus และให้ความสำคัญมากคือ การบริหารความเสี่ยง และการบริหารเงินทุน Paul ใช้เทคนิคการหยุดขาดทุนเสมอ เมื่อผิดทาง เขาเคยกล่าวไว้ว่า เราไม่สามารถเดาอนาคตได้แน่นอน 

ดังนั้นการรับมือความผิดพลาด ต้องมี Paul จึงยึดถือเรื่องนี้มาก และหลายครั้งทำให้เขารอดจากการเสียงเงินครั้งใหญ่ ตรงนี้ถ้าจำกันได้ ในรอบของ gold ที่ร่วงมาในปีที่แล้ว paul ยอมหยุดขาดทุนไปหลายล้านเหรียญเพื่อลด ความเสี่ยงของพอร์ต เราอาจจะดูว่าเยอะ แต่ถ้าเทียบกับกำไรที่เขาทำได้ หรือเงินที่เขาบริหาร มันเป็นอัตราที่ปกติมากที่เขาต้องจ่ายเพื่อ รักษาระบบ 

อีกด้านที่ผมมองว่าทำให้เขาโดดเด่นคือการมองภาพกว้างภาพรวม การหาความสัมพันธ์ของตลาดต่างๆ เขาเองเทรดทั้งค่าเงิน ทองคำ น้ำมัน สินค้าเกษตร และตลาดหุ้น ตรงนี้การมองการอ่านเกมส์การเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินยิ่งทำให้เขาแม่นมากไปอีก จะเห็นจากหลายครั้งในการออกมาให้สัมภาษณ์

มาถึงตรงนี้ผมคงไม่ลงรายละเอียด ประวัติและวีรกรรมเข้าทั้งหมด เพราะคงยาวมาก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากแนะนำให้เพื่อนไปดูคือ vdo หายาก มันเคยมีแล้วหายไปทีหนึ่งแล้ว ไม่แน่ใจเพราะเหตุใด บ้างก็ว่าเพราะ Paul ไม่ต้องการให้เผยแพร่ แต่เชื่อผมเถอะ ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ ดูอันนี้แล้วคุม คุณดูความสุดยอดของ Paul Tudor Jones ในวัย 30 ต้นๆ ตอนโครตสด จะเห็นไฟและพลังของเขามาก

ใน vdo สารคดีนี้มีคนลงใน youtube จริงๆเก่ามากๆ เป็น VHS ผมนำ link มาให้ดู เป็น vdo ทำตอน 1987 ตัวของ Paul Tudor Jones เป็นคนทำ vdo สารคดีนี้เองเข้าใจจะโปรโมทบริษัทของเขา แต่ที่น่าในใจ มันไปบันทึก เหตุการณ์ตอนที่ Paul Tudor Jones กับ  Peter Borish ทำการวางแผน short ตลาดตอนปี 1987 ก่อนเกิด Black Monday ตอนนั้นพอล ศึกษาเรื่องทฤษฏีของคลื่น และพฤติกรรมราคาในอดีต อย่างยิ่งยวด



คุณจะเห็นใน clip นะตอนนั้นไม่มีโปรแกรม ใช้กระดาษกราฟ พิมพ์มานั่งดูกัน ผู้ช่วยคุณ Peter นำเรื่องนี้มาปรึกษากับ พอล เขามองค่า correlation ที่เกิดกับตลาดหุ้น ตอนนั้น เทียย้อนกับทรงพฤติกรรมราคา ในตอนปี  1920 ปรากฏว่าเขาเห็น ความคล้ายคลึงและเห็นโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ รวมไปถึงการติดตามภาวะของหนี้(Debt) ที่เขาเชื่อว่าจะเป็นตัวหลักในการขับดันวัฏจักรของเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นตามมา 


ซ๊อตนี้สนุกครับ ลองดูในสารคดี นี้กันเอาเอง คุณจะเห็นความเจ๋งของ พอล ในตอนนั้น ซึ่งเขาเองก็ยืนหยัด แล้วสร้างความมั่นคงจากการระบบเทรดและเทคนิคการเก็งกำไรจน ร่ำรวย มาถึงปัจจุบัน ยาวนานเกือบ 40 ปี ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจหลายรอบ นอกจากรอดแล้วยังสร้างกำไรได้อีก 



Mr chaipat  
เข้าไปดูได้ที่ 




วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

Timothy Sykes : Penny Stock Trader

Timothy Sykes เทรดเดอร์ ชาวอเมริกา ที่มีชื่อเสียง และชำนาญด้านการเทรดหุ้นเล็ก ประเภทต่ำกว่าหรือใกล้กับ $1 ที่เรียกว่า Penny Stock 

หุ้นเหล่านี้หลายคนมองว่ามันคือ หุ้นปั่น หุ้นขยะ แต่ Sykes มองว่ามันคือโอกาส และมันมี Pattern รูปแบบที่สามารถนำมาใช้ในการหาจังหวะเข้าออกเพื่อทำเงินได้ เขาเองใช้เทคนิคในการเทรดหุ้น penny stock พวกนี้แบบ Pump and Dump



ประวัติ
-Timothy Sykes เริ่มเทรดเดอร์ตั้งแต่ เรียนมหาวิทยาลัย เขาเรียนที่ Tulane University.
- เขาเป็นนักกีฬา เป็นนักเทนนิสตั้งแต่เรียนไฮสกุล เข้ามหาวิทยาลัยได้จาก โค้วต้านักกีฬา
- ปีหนึ่งเกิดบาดเจ็บรุนแรงจากการแข่งขัน ต้องผ่านตัดศอก และทำให้ไม่สามารถเล่นเทนนิสได้อีก 
- เขา สิ้นหวัง แต่ไม่ท้อ นำเงิน$12,415  จากครอบครัว ซึ่งเป็นเงินของขวัญ ฺBar mitzvah มาเทรดหุ้น
- เขาเริ่มเทรดหุ้น ในหอพัก เรียนรู้ และเทรดในหุ้นเล็ก หุ้นใช้เงินไม่มาก เคลื่อนไหว สร้างกำไรเร็ว  เขาจับจังหวะได้ดี เขาทำเงินได้  $1.65 million ก่อนอายุ 21 ปี เขามองว่าเป็นช่วงที่ดี เขาอยู่ถูกที่ถูกเวลา





- ถนัดการเล่นหุ้นเล็ก ใช้เทคนิค Pump and Dump เทคขาขึ้นและลง ผลงานการ  short sell ในปี 2003 จบมหาวิทยาลัย เขามีเงินประมาณ $2 million ก่อตั้ง Cilantro Fund Management LLC เป็นเฮดฟันด์สาย short bias ที่ทำผลงานได้ดีในปี 2003-2006
- เริ่มมีชื่อเสียง มากจากการเข้าร่วมการ reality tv รายการ wallstreet worrier ในปี 2006
- ปัจจุบัน เป็นเทรนเนอร์ผู้ฝึกสอน มีเป้าหมาย ปั่น million dollar trader ให้ได้มากๆ
- เป็น CNBC commentators กูรูหุ้น Penny Stock
-มีรายการโชว์ ทำรายการประกวดนางงาม Miss Penny Stock



-ท่องเที่ยวรอบโลก เดินสายบรรยาย สอนการเทรด ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเทรดเดอร์ต่างๆ




วิธีคิด/กลยุทธ์
- focus ใน pattern รูปแบบเฉพาะของหุ้นกลุ่ม Penny stock 
- เข้าใจในหุ้นในพฤติกรรมหุ้นที่เทรด เขาไม่สามารถไปเทรดหุ้นใหญ่ หุ้นที่ไม่รู้จักได้
- day trade ไม่ถือยาว แต่ไม่เทรดมั่ว ไม่เทรดบ่อย ไม่มั่นใจอย่าเสี่ยง
- เทรดแบบ snipper เน้นการเฝ้ารอ ติดตาม และแม่นยำ 
- ผิดทางตัดขาดทุน ให้เร็ว 
-วางแผนรับมือความเสี่ยง ประเมิน Risk reward ไว้ล่วงหน้าเสมอ
-มีวินัย ทำตามแผนตามระบบ
- พอใจในกำไร เน้นความแน่นอน
- เรียนรู้จากความผิดพลาด เคยขาดทุนครั้งใหญ่ 500000 ขาดทุนไป 36% ในหนึ่งวัน ในตอนปี 2005 จากการมั่นใจ ในหุ้นตัวหนึ่งมากไป เขาบอกว่าเป็นบริษัทของพ่อเพื่อน และเชื่อว่าราคาจะโต สุดท้ายมันแท๊ง ทำให้ขาดทุนหนักมาก จนเสียสูญ ไป 1 ปี เครียด ดื่มจัด เสี่ยเงิน เสี่ยชื่อ เสียเครดิต 
สุดท้ายกลับมาได้ และได้่เรียนรู้จากการขาดทุนครั้งนั้น คือ การบริหารความเสี่ยง การกระจายความเสี่ยง 
- ไม่ Over trade ไม่เทรดเกินตัว เกินความเสี่ยงที่รับได้ ต้องเพื่อเงินไว้ในการเดิมพันหลายครั้งเพื่อกระจายการขาดทุน
-เทรดให้ละเอียด คิดความเสี่ยง เน้นการอยู่รอด เทรดให้เหมือนการทำธุรกิจ
- ลดละ การเดา การตีความจากข่าว หรือ คำแนะนำ โคมลอยต่างๆ 
- อย่าฟังคนอื่น เทรดด้วยตัวเอง เชื่อมั่นใน แผน ในการทำงานของตน
- ทำงานหนัก work hard อยากประสบความสำเร็จ ต้องทำมากกว่าคนอื่นๆ อย่าเอาแต่ฝัน แล้วไม่ลงมือทำอะไร
- enjoy กับความสุข ใช้ชีวิต พอใจกำไรที่ได้
- อย่าวางเป้าหมายที่เงิน ไม่ต้องมีพันล้าน ก็มีความสุขได้ มีชีวิตอยู่ด้วย การได้ทำอะไรที่ดีๆ ที่ช่วยคนอื่น


สรุป 

วิธีของ Timothy Sykes ก็ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าใช้ได้จริงหรือไม่ จำนวนไม่น้อยก็รอ จับผิดแกอยู่ เพราะสไตล์ล่อเป้าสายล่อฟ้า ทำให้มีคนไม่ชอบพี่แกพอควร แต่หลายเรื่องพูดมา ก็ดูใช้ได้ อีกประการคือ แกอยู่มานานพอควร ถ้าไม่ดีพอ คงไม่สามารถโด่งดังได้ขนาดนี้ 

แต่เรื่องการสุดโต่ง การเสี่ยง การทำเงิน การใช้ชีวิต อันนี้คงขึ้นกับวิจารณญาณของเรา ว่าเหมาะกับเราหรือไม่ ผมเองเชื่อว่า ความเสี่ยงสำคัญกว่ากำไร แต่การทำกำไร ที่ดี ที่อยู่บนความเสี่ยงที่เหมาะนี้แหละคือ Key  สำคัญแห่งความสำเร็จ 

ก่อนจบ ลองดู vdo ที่ Timothy Sykes ไปบรรยายที่ Harvard ผมว่าเป็นอีกอันที่ดีมาก ในสิ่งที่เขาแชร์ วิธีคิด มุมมองที่ไม่มีการตลาด ของเขา ดูได้จาก link นี้นะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=48-_p3W4iXI



อ้างอิงจาก
https://www.facebook.com/timsykesfans
http://www.youtube.com/watch?v=gaW_ZNEzNMk


วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

Mean reversion

มีคนถามถึงกลยุทธ์นี้ บวกกับอีกข้อความมาปรึกษาการทำระบบด้วย Mean reversion 
มันสะท้อนให้เห็นว่า หลายคนเริ่มสนใจอะไรใหม่ๆมาขึ้นแล้ว 

วันนี้เลยตั้งใจเขียนอธิบายเรื่องนี้สักหน่อย เอาแบบย่อๆไม่ลง math มากเดี่ยวยากไปจะปวดหัว

 Mean reversion  เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันมาสาย Quant หรือการนำมาทำ algorithm trade เหมาะมากกับการเทรดแบบ ไม่ต้องเดาทิศทาง
เพราะมันไม่สนใจทิศทาง แต่สนใจ ความไม่ปกติของพฤติกรรมราคา เข้ากับแนวคิดของทฤษฏีสะท้อนกลับ หรือ แนวคิดทฤษฏีความไม่ปกติและการไม่มีประสิทธิภาพตลาด การตีความของผู้เล่นในตลาด ที่แตกต่างกันทำให้ การสะท้อนของราคา มันออกมาไม่ปกติ เกินจริง (Over/Under) ไปมาก ตรงนี้เป็น Key

เหล่านักพัฒนาหรือผู้วิจัยก็พยายามจะหาโมเดล คณิตศาสตร์มาจับ เพื่อให้อธิบายพฤติกรรมราคาสินค้าที่เทรด รวมถึงการสร้างสมการค่าปกติ

ค่ากลาง
ตรงนี้แหละยาก การหา Mean หรือหาค่า Equilibrium ที่เป็นเรื่องต้องวิจัยทดลอง โดยเฉพาะสินค้าในตลาดเก็งกำไร มันมีปัจจัยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบ Dynamic ไม่คงรูปได้

แต่โดยทั่วไป ภาวะปกติ ใน pattern เดิมก็ยังคงพอหาได้ถ้าไม่คิดมาก ใช้แบบธรรมดาก็ใช้ค่า Mean ปกติ เช่นค่า Moving average ก็พอทำเนาไปได้ แต่บอกตามตรงว่าอาจจะไม่ work เท่าไหร่ในสินค้าที่ความผันผวนสูง

จุดเข้าทำ
 พอได้ค่า กลางก็เป็นการหาจุดเข้า Buy / Sell จุดนั้นเป็นจุด Yield หรือ Elastic Point โดยประมาณ ส่วนมากการหาจุดนี้ได้ดี มีโอกาสเก็บ Return ได้มาก แต่เข้าผิด เข้าช้าไป เร็วไป ไปเจอจุด ultimate ที่ถูกลาก หรือ กระชากต่อ ก็เป็นอัน ขาดทุน 

การประเมินขนาดของ TP จุดนี้ก็สำคัญส่วนใหญ่ มีการเอาค่า Volatility มาใช้ในจุด high และคิดค่าต่าง จากจุดนั้น มายัง Mean แต่ในทางปฏิบัติ มีเรื่องของความเร่งมาเกี่ยวด้วย เพราะถ้ากำลังมาก ค่า Mean มีการ devlop เข้าหาจุด High ตรงนี้ ขนาดกำไร ก็จะลดลง


การเทรด Mean Reversion ไม่ยาก ไม่ง่าย หลักการง่าย แต่การทำจริงให้ work ค่อนข้างยาก

แต่ข้อดีคือไม่ขึ้นกับทิศทาง และการเคลื่อนตาม direction เพราะเป้นการเล่นกันภาวะไม่ปกติของพฤติกรรมราคา แต่ตรงนี้คือจุดต่างตรงที่ว่ามันไม่มีการโหน ไม่มีการสวนแบบพวก contrarian จบสัันๆง่ายๆพอประมาณ ไม่ลงลึกอะไรยากมาก

MeanReversion นี้  Implement ได้หลายหลายนะครับ ศึกษาเยอะอย่าไปยึดติด บางกลุ่มใช้ Sto โมเดลในการทำก็มี เช่นกัน ส่วนของผม ใช้เทคนิคของ Regession Model แบบ Dynamic range มาทดลองทำ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ใช้งานได้ ธรรมชาติของระบบแบบนี้คือต้องเทรดบน High Volatility ได้ดี เพื่อสร้าง Cashflow ได้ต่อเนื่อง

อีกประเด็นคือเรื่องของ ปัจจัย ที่มากระทบ ทำให้เกิดความผันผวน หรือเกิดภาวะไม่ปกติ เทรดเดอร์หรือนักพัฒนาต้อง ให้ความสัมพันธ์ มากระดับหนึ่ง  

Mr chaipat

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

Skill Controls Luck

เอาคลิป  Skill Controls Luck ของ  Vanessa Rousso มาสรุปเขียนบันทึกเก็บไว้เพราะประเด็นนี้น่าสนใจดี
อันนี้เอามาจากคุณ @Ladtanan Santanakanit  แชร์ไว้

Vanessa Rousso  เป็นโปรสาววัย 31 เจ้าของฉายา  Lady Maverick เป็นนักโป๊กเกอร์อาชีพ ในปี 2013 เธอทำเงินได้ $3,475,000 และจบรายการ  World Series of Poker ในอันดับที่ 14 

เธอพูดถึงเรื่องการควบคุมผลงาน ไม่ให้ติดกับดวงมากเกินไป เพราะสิ่งที่นักโป๊กเกอร์มืออาชีพ หรือเทรดเดอร์เองต้องการ ไม่ใช่ผลการชนะ หรือกำไร ครั้งสองครั้งจากดวง แต่มันต้องมาจาก ความแน่นอน อันเกิดจาก skill ของตัวเราจริงๆ



บางทีกำไรที่ได้จากความโชคดี จากจังหวะบังเอิญ จากตลาดช่วย อาจจะทำให้เรามีความสุข รับสมอ้างอวดโอ้ กันไปตามจริตคน 
แต่ถ้า มันเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ไม่ถาวร ไม่สามารถได้ต่อเนื่อง แน่นอน อนาคตมันย่อมไม่ได้เกิดประโยชน์ไม่ทำให้ เงินในพอร์ตของเราเติบโต

ดังนั้นมืออาชีพ จึงพยายามลดบทบาทของ luck หรือโชคช่วยลงไป ให้เหลือเฉพาะฝีมือล้วนๆ แม้จะมีจิ้งจก100 ตัวทัก หรือจะเป็นศุกร์ 13 ตูก็สามารถออกไป ทำเงินได้ ตลอด


ในคลิปนี้ Vanessa Rousso คนสวยพูดถึง การลด variance หรือค่าการแกว่ง หรือความผันผวนของกำไร/ขาดทุน ซึ่งเธอบอกว่าเป็นสิ่งที่มืออาชีพต้องทำ


ยิ่งแกว่งมาก ยิ่งเหวี่ยงมากยิ่งทำให้ ความแน่นอนของ expected payoff ลดลง จากรูปกราฟบน เราเทรด หรือ เล่นเกมส์ ให้ฐานแคบมากที่สุด เพราะในความเป็นจริง

มืออาชีพต้องควบคุม ให้เกิดความแน่นอนให้ outcome ที่ออกมาอยู่ในค่าเฉลี่ยมาตรฐาน
ตามที่ตัวเองคำนวณไว้มากที่สุด [กำไรเยอะ จากการ betting เทเงินมากๆ อาจจะไม่ใช่คำตอบเสมอไป]



key ตรงนี้ก็คือ การคุม pot size หรือการวางเดิมพัน (เรื่องของ money management) นี้แหละครับ เพราะถ้าใส่เงินไปมาก โอกาสผลกำไรขาดทุนยิ่งมาก ขนาดของ variance ก็จะยิ่งแกว่งมากไปอีก ระยะยาวผลของ Balance curve ที่ได้ก็จะไม่ smooth 

การเดิมพันมาก ใส่ pot size ที่มาก ยิ่งทำให้ ภาวะทางอารมณ์เราไม่นิ่งอีกด้วย โอกาสที่ทำให้เกิด การเสียจริต หรือ ตัดสินใจพลาด ในกรณีที่ขาดทุน หรือยามขาดทุนต่อเนือง สุดท้ายการ recover แก้ไข loss ยิ่งทำได้ยาก และทำได้แย่ไปอีก กลายเป็นล้มเหลว ล้างพอร์ตไป  

ถ้าควบคุมได้ เข้าใจหลักความน่าจะเป็น การเดิมพันเหมาะกับโอกาสชนะ โอกาสชนะยิ่งมีมาก เมื่อ accuracy มากก็ทำให้ค่า variance นัั้นลดลงได้อีกทางหนึ่ง



ดังนั้น การชนะอย่างยั่งยืน เป็นเทรดเดอร์ที่เก่งและโป๊กเกอร์ที่เก่ง ย่อมเกิดขึ้นได้ครับ

ชมคลิปได้ที่


Mr chaipat 

How to setup MT4 on Linux

คุณ K'aen Classic ถามไว้ ว่าจะใช้ MT4 บน Linux หรือ Mac ยังไง คิดว่ามีประโยขน์และหลายคนคงอยากรู้เลยมาเขียนบทความให้ 
ส่วนตัวผมใช้ Ubuntu นะ กับ Mt4 ไม่มีปัญหา การใช้งาน ผมใช้ผ่าน WINE เป็นตัว app ที่รัน eviroment ของ Microsoft Windows systems อยู่แล้ว

ง่ายๆเลย คือ ติดตั้ง WINE ลงไปก่อน ล่าสุดคือ 1.7 จากนั้นก็ ติดตั้ง Meta trader4 หรือ Meta trader5 ลงไป 



1. ใช้ APT Add ตัว  WineHQ PPA repository เพื่อเตรียมโหลดมาติดตั้ง 

sudo add-apt-repository ppa:ubuntu-wine/ppa

2 . เรียก update

sudo apt-get update



3. จากนั้นติดตั้ง WINE ผมใช้ 1.6 

sudo apt-get install wine1.6




4. ติดตั้ง MT4 ก็โหลดไฟล์ mt4.exe ปกติมา ลงใน directory แล้ว รันผ่าน WINE 




** Tip อันนี้ผม set up บน vps server(Linux server) ผมใช้ Copy Floder ไปเลย ลงใน WINE ไดเรกทอรี่ ปกติของผมก็ประมาณ Home\.wine\win_c\Program Files\MetaTrader 4 


 เวลาใช้ก็ รัน  terminal.exe ปกติ ง่ายๆแค่นี้เองครับ ลองทำดูได้ 




อ้างอิงจาก



Anti Grid(2)

จากประเด็นสองขั่ว ของฝั่งนักพัฒนาที่เถียงกันเรื่องของ Grid และระบบแบบ Anti Grid  เขาถกประเด็นนีัมาก โดยเฉพาะเรื่อง Quadratic กับ linear growing profits นี้สองสายคุยกันไม่รู้จบ กินกันไม่ลง  

ส่วนตัวผ่านอ่าน เสพทั้งสองฝั่งแบบไม่มีอคติ เพราะพอร์ตที่บริหาร ปัจจุบันก็พัฒนาโมเดลระบบเทรด แบบทั้งสองอย่าง และพบทั้งข้อดีและข้อเสีย ผมเลยมองว่า ทำไมไม่ลองหาตรงกลาง ลองออกแบบระบบ จับ Grid(Volatility grid / non martingale) มารวมกับ anti grid 

ถามรวมกันยังไง ก็รวมแบบ closure system คือ ทำ loop ปิดเพื่อบริหารพอร์ตไปเลย เรากำหนดค่า Risk level เอาไว้เพื่อบริหาร Equity

ผมใช้ +(USDJPY)+EURUSD-EURJPY
ให้เกิด Balance ใน USD JPY และ EUR [ทดลองหน้าเดียว] จากนั้นจัดกอง 2 กอง 
กองแรกเป็น Grid ปกติ [USDJPY,EURUSD]  และอีกกองเป็น Anti grid คือ EURJPY




ตามธรรมเนียมของ  closure system คือเราจะสมานฉันไม่ให้มันเกิด การลดลงของ equity เยอะ ต้องคิดค่าคุณสมบัติ คือ volatility และ Correlation ไว้ก่อน


พอ check ค่าได้ก็พยายามเอาไว้ track เพื่อบริหารการสะสม Order ของพอร์ต 2  กอง



ผลการประสาน ก็คือปล่อยมันรันไป ผลออกมา ยัง ง่อยๆ ไม่โตแต่ดีหน่อยตรงอัตรา DD ไม่เยอะ แต่ Payoff ratio ก็ยังไม่แจ่ม

แต่อันหนึ่งที่ผมปิดงานนี้ได้คือ ผลออกมามันสามารถทำงาน ร่วมกันได้นะ ส่วน Performance คงไป optimize กันต่อ ส่วนใครจะจับคู่ 2 ชนกัน เอา negative correlation ของสองตัว ทำสองกองก็ได้เช่นกัน
แต่สำหรับผมมองว่า มันไม่ปิด ไม่ diversify  ทำให้เกิดช่องโหว่ของระบบได้




สรุปคือ มันใช้ด้วยกันได้นะ แม้จะไม่ดีมากมาย แต่มันกระจาย risk ลดความผันผวนของ equity ไปได้เยอะ จบแล้วครับ คราวๆ 


Mr chaipat