ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โพสต์

กำลังแสดงโพสต์จาก กันยายน, 2018

Digital nomad & Travel Trader

เดินทางท่องเที่ยวและผจญภัยรอบโลก นี้มันเหมือนเป็นความฝันของหลายๆคน เมื่อวานมีน้องคนหนึ่งชวนคุยประเด็นนี้ และถามว่าเราจะวางแผนแบบเทรดไปเดินทางท่องเที่ยวและไปใช้ชีวิตในประเทศต่างๆอย่างไร "Digital Nomad" เป็นสไตล์การทำงานยุคใหม่ที่เพิ่งเกิดและดูเหมือนจะบูมในช่วง 2-3 ปีนี้ เทคโนโลยีและธุรกิจ startup ไม่ว่าจะเป็น airbnb , coworking space และอื่นๆอำนวยเหล่า digital nomad มากประมาณกันว่าปัจจุบันมีจำนวน "Digital Nomad" มากกว่า 62,637 แล ะประเทศไทยก็หนึ่งเป็น Hub ของเอเซีย แนวคิดไม่ซับซ้อนมันคือการทำงานแบบไม่มี office ขอแค่มี wifi หรืออินเตอร์เน็ตดีๆ ก็เรียกว่าเริ่มต้นได้แล้ว สำคัญคือคุณมีอิสระในการออกแบบเวลาในการทำงานและใช้ชีวิต(แน่นอนว่าก็ต้องมีวินัยและความรับผิดชอบในงานด้วย) Digital Nomad มีหลายอาชีพมากโดยเฉพาะสายโปรแกรมเมอร์หรือนักพัฒนาและอื่นๆ ที่เดินทางไปทำงานในประเทศต่างๆ(3-4 วันต่อสัปดาห์) จากนั้นใช้เวลาว่างที่เหลือ Backpacking ท่องเที่ยวเรียนรู้วัฒนธรรมไปในตัว นอกจากประสบการณ์ชีวิต ยังได้เปรียบด้านค่าครองชีพที่ถูก ในหลายเมือง ย้อนกลับมาที่ Trader นิด

เตรียมแผนรับมือกับความเสี่ยง1: Gary Shilling

วันนี้ชื่อของ Gary Shilling กลับมาบนหน้าสื่อหลักอีกครั้ง เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้จักไม่คุ้นหูกับชื่อนี้ แต่ถ้าเทรดเดอร์หรือนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมาก่อนซับไพร์ม น่าจะพอจำแกได้ Gary Shilling เป็นนักเศรษฐศาสตร์(phd)และเป็นนักวิเคราะห์ ชายที่ออกมาเตือนเรื่องวิกฤติฟองสบู่ในซับไพร์มคนแรกๆ เขียนรายงานเตือนปัญหาและความไม่ปกติที่เกิดตั้งแต่ช่วงปี 2004 จนทำให้ Greg Lippmann เทรดเดอร์(ตัวละครเด่นเล่นโดย Ryan Gosling ใ น Big Short) หลังอ่านรายงานและได้คุยกับ Gary Shilling ออกมา short โปรดักซ์อนุพันธ์ subprime mortgages ทำกำไรจากฟองสบู่ที่เกิดมหาศาล $1.5 billion ให้กับ Deutsche Bank ช่วยให้ธนาคารไม่ต้องรับการขาดทุนหนักจากวิกฤติครั้งนั้น เช่นเดียวกันคุณ Shilling ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณ John Paulson ผู้จัดการกองทุนเฮ็ดฟันด์ทำการเทรด credit default swaps ในปี 2006-2007 เมื่อ debt default ฟันด์ทำกำไรไป $4 billion ในปี 2007 คุณ Paulson กล่าวว่านี้คือการเทรดที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา ตอนนั้นในปี 2006 ตอนที่ Gary Shilling พยายามนำเสนอแนวคิดและผลการวิเคราะห์ข้อมูลของแกเกี่ยวกับ ซับไพร์มว่าจ

10 Things I've Learned from Meb Faber - "Just Survive"

ใช้เวลาว่างยามเช้านั่งฟัง podcast ในร้านกาแฟ Flirting with Models รายการโปรดสัมภาษณ์แขกรับเชิญผบห.กองทุนสาย Quant คนดังคุณ Meb Faber แห่ง Cambria Investments ผู้ตีพิมพ์บทความวิจัยQuantitative Approach to Tactical Asset Allocation ที่มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 200000 ครั้ง คุณ Corey Hoffstein สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวต่างๆหลายเรื่องที่น่าสนใจ ผมสรุปโน๊ตประเด็นหลักไว้ ประมาณนี้ 1. Trend following ยังไม่ตาย อันนี้คุยกันถึง paper ที่ Faber เขียนเน้นการทดสอบตัวกลยุทธ์แบบ TSMOM ผสมกับการจัดการความเสี่ยงและทำ TAA บน 5 asset calss หลัก ทำการทดสอบและตีพิมพ์ จากนั้นตอนปี 2012 กลับมา revise เอาข้อมูลใหม่(OSS) มาทดสอบกับระบบเทรดเดิม ผลก็ยังออกมาว่าการเทรดสไตล์ TSMOM ระยะยาวบน Global asset ยังเอาชนะตัวอ้างอิงได้ 2. ไม่มีใครซื้อจุดต่ำสุดหรือขายจุดสูงสุดได้ นั้นคือประเด็นสำคัญที่ Faber ย้ำเรื่อง Trend Following มันเป็นการจับโอกาสจากการเคลื่อนตัวส่วนใหญ่ของ asset การเปลี่ยนแปลงตาม Fundflow ไม่ใช่การพยายาม outperform ตลาดจากโมเดลการพยากรณ์หรือหาจุดเปลี่ยนแปลงเฉพาะเช่น สัญญาณซื้อขายจากจุดกลับตัวสูงสุดต

The next financial crisis ,Ray Dalio

บทความนี้อ้างสัมภาษณ์ความคิดเห็นของ Ray dalio เกี่ยวกับวิกฤติการเงินรอบใหม่ โดยสรุปอาจจะเกิดในอนาคตอันไกล(ไม่น่าจะเกิน 2 ปี) ซึ่งจะเกิดแตกต่างจากวิกฤติการเงินอดีต ปัญหาจะซับซ้อนและยากที่จะแก้หรือกระตุ้นให้ กลับมาเหมือนเดิม อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจพักตัวยาว(slow growth) มีผลกระทบรุนแรงมากต่อสังคม เกิดปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ray dalio มอ งว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต และให้ความเห็นว่า Fed ไม่ควรรีบเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินตลาดคาดหวัง ตบท้ายด้วยประโยคสั้นๆ “I’d be more defensive rather than more aggressive,” สถานการณ์ตอนนี้คำว่า crisis กลายเป็นประเด็นที่สื่อต่างๆนำมาถกเถียงและพูดถึงถี่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันออกไปทางคล้ายๆกันคือ ทุกคนรับว่า asset มันราคาสูง(บางตัว over value) บวกกับอนาคตไปข้างหน้ามันมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐโดยโดนัล ทรัมป์จะมาเปิด trade war ทั้งกับจีน ญี่ปุ่น ยุโรป กดดันเศรษฐกิจโลกเข้าไปอีก สุดท้ายเมื่อของกินของใช้แพง มันย้อนไปกระทบเศรษฐกิจของอเมริกา ซึ่งมีทั้งฝ่ายเชื่อว่ามีโอกาสจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดวิกฤติในเวลาอันใกล้ และบางฝ่

สุขภาพ ต้นทุนสำคัญของเทรดเดอร์

เทรดเดอร์คืออาชีพ ที่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดันสูง ยิ่งไปกว่านั้น คือเรื่องของความผันผวนไม่แน่นอน ของตลาดที่เราไม่สามารถควบคุม คาดเดาได้ ส่วนใหญ่ผลกระทบของการขาดทุน มันจะไม่ใช่แค่เสียเงิน อย่างเดียว มันมีเรื่องของสุขภาพ(จิตใจ+ร่างกาย)อีกด้วย ทั้งเรื่องสุขภาพจิตจากความเครียด ความวิตกกังวล จากความทุกข์ ความผิดหวัง รวมไปถึงสุขภาพกายจากการต้องทำงานหนัก ต้องใช้เวลาในการเทรด ในการศึกษาเตรียมตัว ดังนั้นพออายุเข้าเกินหลัก 30 สุขภา พจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามาก และถ้าดูแลรักษาไม่ดี หรือใช้สุขภาพแลกเงินแบบไม่สมดุล โอกาสเสียหรือขาดทุนในระยะยาวก็จะมีสูง บทความ businessinsider อ้างอิงคำบอกเล่าของ Dr. Arjun Ghosh ตำแหน่ง consultant cardiologist จาก Barts Heart Centre ถึงการเก็บสถิติของการป่วยต้องเข้ารักษาตัวของเหล่า Bankers และ finance professional อายุ 20-30 ปีใน UK มีการเข้ารักษาตัวโรคหัวใจสูงเพิ่ม 10% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้กลุ่มอาชีพด้านการเงินการลงทุนช่วงอายุ 20s ,30s มีสถิติการป่วยเป็นโรคหัวใจ หัวใจวาย เพิ่มและมีความถี่การเข้ารักษาตัวฉุกเฉินกับแพทย์หัวใจที่สูงขึ้น(เฉลี่ย3-4

How To Really Tell If a Recession is Coming

คลิปรายการ At what Cost ตอนนี้น่าสนใจ เนื่องจากช่วงปี 2018 นี้ มีการพูดถึง recession กันบ่อยขึ้นหลังเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นมาต่อเนื่องปีที่ 9 จากวิกฤติการเงิน บลูมเบริกนำเสนอตัวชี้วัดการเกิด economic recession จาก 3 expert  1. yield curve  - Lisa abramowisz นักข่าวผู้เชี่ยวชาญด้าน fix income พูดถึง yield curve เป็น indicator สำคัญที่มีความน่าเชื่อถือในการระบุการเกิด recession(จากอดีต 7 ครั้งที่ผ่าน) ปัจจุบัน yie ild curve ต้องจับตาแม้จะยังไม่ invert แต่ก็ flat ระดับต่ำกว่า 1% เข้าใกล้ 0% 2. consumer confidence - Matthew Boesler พูดถึงตัวชี้วัดเศรษฐกิจอย่าง consumer confidence ที่ปัจจุบันจากการสำรวจล่าสุด ออกมาไม่สดใจ มีการชะลอตัวโดยเกิดปัจจัยของราคาที่เพิ่มสูงต่อเนื่อง ทั้งบ้าน อสังหาริมทรัพย์ และรถยนต์  3. stock market - Peter coy บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจการเงิน พูดถึง stock market แม้จะไม่ใช้ดัชนีชี้วัดที่น่าเชื่อถือมากนัก แต่ดัชนีตลาดหุ้นมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจของประเทศ ยิ่งภาพเศรษฐกิจดี ส่งผลให้กิจการดี ดัชนีตลาดหุ้นเติบโต เข้าอ้างความคิดเห็นของ paul samuelson ระบุจาก 5

History of Money Management

วันนี้ผมได้อ่าน paper หนึ่งน่าสนใจมากเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน(Money Management) ศาสตร์และกลยุทธ์ด้านนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อเทรดเดอร์ โดยเฉพาะการอยู่รอดและการใช้ทรัพยากรเงินที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพ คุณ Martin Sewell จาก University College London เรียบเรียงบทความวิชาการเกี่ยวกับ Money Management ไว้ได้น่าสนใจมากโดยเฉพาะส่วนของประวิติศาสตร์สะท้อน timeline ด้านองค์ความรู้ตลอดหลายสิบปี มีนักวิชาการและนักคณิตศาสตร์อีกหลายท่าน  ที่นำเสนอบทความ เทคนิคและกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการเงิน ขอยกตัวอย่างเบื้องต้นมาให้ดู Bernoulli (1938) ใช้ geometric mean การคำนวณ value of risky ตามมาด้วย Latan´e(1959) นำเอา Kelly criterion มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการพอร์ตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทน Edward O. Thorp(1962) ตีพิมพิ์บทความวิชาการการใช้ Kelly criterion สำหรับหาขนาดของการเดิมพัน(bet sizes) นอกจากนี้ Thorp ยังได้ทดลองใช้ Kelly criterion แทน Markowitz model ใน portfolio Management  ในปี  Edward O. Thorp( 1980)   ออกบทความ ‘The Kelly money management system’ Ralph Vince 1990 ออกหน

The Outsiders :อ่านแล้วมาบอกต่อ

เดือนนี้ค่อนข้างยุ่ง เพิ่งจะมีเวลาอ่านหนังสือจบไป 1 เล่มแต่เป็นอีกเล่มที่ต้องบอกว่า อ่านแล้วประทับใจได้แง่คิดมุมมองค่อนข้างเยอะเลย จึงอยากมารีวิวให้ฟังกัน The Outsiders: Eight Unconventional CEOs and Their Radically Rational Blueprint for Success เป็นหนังสือที่เก่าแล้ว ออกตั้งแต่ปี 2012 เขียนโดย William Thorndike หนังสือเล่าเรื่องราว วิธีคิด วิธีการบริหารงาน ของ 8 CEO ผู้ที่บริหารธุรกิจ จนเติบโตอันดับต้นขอ งสหรัฐผลงานยอดเยี่ยมตลอด 50 ปี เช่น Tom Murphy (Capital Cities Broadcasting),Henry Singleton(Teledyne),Bill Anders(General Dynamics),Katharine Graham (The Washington Post),Warren Buffett(Berkshire Hathaway) หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นว่าแต่ละธุรกิจล้วนมีโจทย์ มีความท้าทายที่แตกต่างกัน CEO แต่ละคนล้วนมีจุดเด่นและต้องมีการทำงานหนักร่วมประกอบเสมอ บางคนไต่เต้ามาจากสายปฏิบัติขึ้นมาบริหารธุรกิจ , บางคนอาจจะมาจากสายบริหารธุรกิจ แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ความสามารถในการรับมือกับปัญหา การคิดแบบเป็นระบบ การวางกลยุทธ์ในการแข่งขัน และวิสัยทรรศน์ใช้การขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต อีกด้

Bear Market Checklist

ออกตัวก่อน ผมไม่ได้เน้นการคาดเดาทิศทางตลาดนะ ที่โพสนี้แค่นำเสนอข้อมูล ข่าวและบทวิเคราะห์ ไม่อยากให้เข้าใจผิด และที่สำคัญคืออยากให้พวกเราอ่านแล้วคิด วิเคราะห์ ด้วยตัวเอง บทความนี้เป็นข้อมูลจาก Steve Einhorn มือขวาของคุณ Lee Cooperman ปัจจุบัน Einhorn เขาเป็นผู้บริหารของ Omega Advisors(family office AUM $3.8 billion) เป็นนักวิเคราะห์เจ้าของเว็บ Disciplined Systematic Global Macro Views เขารวบรวมข้อมูล ปัจจัยที่ต้องติดตาม  สำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ตลาดหมี (Bear Market) แบ่งปันไว้ โดยการวิเคราะห์ก็ไม่ใช้ Bias หรือพยากรณ์มั่วๆอย่างเดียว เขามีกระบวนการ มีปัจจัยที่ติดตามและทำการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงข้อมูลมาตลอดปี ได้แก่ Problematic Inflation ,Hostile Fed ,Prospects of recession ,Investor sentiment และ Valuation ล่าสุดข้อมูลเป็นไปตามภาพที่เห็นปัจจัยต้องตระหนัก ติดตามอย่างใกล้ชิดคือ Hostile Fed และ Prospects of recession แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรุนแรง ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดู global macro view ได้จาก link ด้านล่าง ปล. ส่วนตลาดหมีจะมาเมื่อไหร่ อันนี้ไม่มีใครบอกได้ แต่ติดตามรั

Top 10 Hedge Funds in the World 2018

เมื่อวานบรรยายเรื่องการทำ Exploratory Data Analysis ให้กับกลุ่มเทรดเดอร์และนักลงทุนสาย Quant ฟัง ผมนำตัวอย่าง data เกี่ยวกับการจัดอันดับ Top Hedgefund ล่าสุดปี 2018(ครึ่งปี) ไปบรรยาย โดยนำข้อมูลจากเว็บ relbanks และข้อมูลรายละเอียดของ CEO / Fund manager ของเหล่าสุดยอดเฮ็ดฟันด์ ในรูปแบบตารางมาทำ EDA เพื่อย่อยข้อมูล ทำให้เกิดการวิเคราะห์และสกัด value ในมุมมองต่างๆที่กว้างขึ้น จากภาพเราจะเห็นประเด็นที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่การจัดอันดับขนาดการเติบโตของ AUM อย่างเดียว กระบวนการวิเ คราะห์และประมวลผลข้อมูล ผมเลือกใช้ Tableau เพื่อความสะดวกและง่ายสำหรับมือใหม่ ที่ไม่ถนัดการเขียนโปรแกรม สรุปล่าสุดครึ่งปี 2018 ไล่เรียงตาม AUM มีรายการดังนี้ 1.Bridgewater Associates 1975 123 2. AQR Capital Management 1998 77 3. Man Group 1987 53 4. Renaissance Technologies 1982 50 5. Two Sigma Investments 2001 50 6. Millennium Management 1989 36 7. Elliott Management Corp 1977 34 8. The Baupost Group

"Everything Is Adding Up To A Sizable Gold Rally"

เจอบทความของ Tyler Durden จาก zerohedge เขารวบรวมข้อมูล อธิบายพฤติกรรมราคาทองคำเอาไว้ โดยเริ่มต้นอ้างอิงจาก Mark Cudmore ที่ให้ความคิดเห็นว่าทองคำมีแนวโน้มจะวิ่งขึ้น หลังลงมาทำจุดต่ำสุด 19-month ลดลงจากจุด Peak ของปีช่วงเดือน เมย. ถึง -15% จุดน่าสังเกตคือเขาอิงเรื่องพฤติกรรมความสัมพันธ์ของ Gold และค่าเงิน Yuan ของจีน ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน โดยบทความระบุว่ามีโอกาสว่า  Yuan จะกลับมากระชาก(spike)แข็งค่า และมีโอกาสที่เกิดแรงซื้อไล่ทองคำกลับตามกันขึ้นมา หลังผ่านช่วงแรงกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน นวค.มองว่า ส่วนทองคำดีดขึ้นรอบล่าสุดจากประเด็นการเมืองสหรัฐ ปมการสอบสวนการแทรงแซงเลือกตั้ง บวกกับการวิจารณ์ของ โดนัลทรัมป์ ต่อเรื่อง Fed policy และการแทรกแซงค่าเงินใน currency markets ของจีนและ EU ข้อมูลประกอบในบทความนำเสนอข้อมูล COT report แสดง short position จำนวนมหาศาลในตลาด Bond Futures เช่นเดียวกับยอด net short position ใน gold future ของ hedgefund ปล1. อย่าพึ่งประมาทหรือคาดเดาว่าทองคำจะขึ้น นำข้อมูลมาให้ติดตาม วิเคราะห์ประกอบไปเท่านั้น

MT4 DDE Real-time Feed

กลุ่ม  trader เขาเชิญไปแชร์ประสบการณ์ ผมเลยนำเรื่องการวิเคราะห์ market activity ด้วย tick data (ไม่ขึ้นกับ time series model)ไปเล่าให้ฟัง ส่วนตรงนี้คือตัวอย่างเรื่อง MT4 DDE Real time feed ช่องทางการเชื่อม real-time data จาก Metatrader 4 ที่บริการข้อมูล crypto currency เข้าไปวิเคราะห์ ในโปรแกรม amibroker ที่เราจะใช้สร้าง algorithm เพื่อทดสอบระบบเทรดต่อไป ปล1. วิธีนี้ง่ายสะดวก แต่อาจจะมีประสิทธิภาพไม่มากเท่าการเขียน python เชื่อมผ่าน API เหมาะกับมือใหม่ที่ไม่ต้องการทำอะไรมาก ปล2. ใครอยากจะดึงข้อมูล forex เรียลไทม์ก็ทำได้เช่นกัน แต่ระวังเรื่อง error กรณีดึงข้อมูล tick จำนวนมากพร้อมๆกัน

บันทึกตลาดพันธ์บัตรสหรัฐ

ปีนี้ตลาดพันธบัตรสหรัฐกลับมาคึกคัก และค่อนข้างร้อนแรงมีประเด็นให้น่าติดตามตลอดปี ล่าสุดคุณ Jeff Gundlach คนนี้เป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร DoubleLine Funds (Hedgefund , AUM $150 billion) ออกมาแสดงความคิดเห็นปนเตือน ระบุความกังวลในตลาด Bond ที่เหล่านักลงทุนรายใหญ่ กลุ่ม Hedgefund ที่เข้าไป short ฟิวเจอร์อิงกับพันธ์บัตรสหรัฐอายุยาว(10 ปีและ 30ปี) จำนวนมากเกือบสูงสุดรอบ 20 ปี ให้ระมัดระวังการระเบิดของรา คาทิศตรงข้ามหรือโดน short squeeze บทความนำเสนอข้อมูล COT ช่วงกลางปีที่ผ่านมา เห็นการสะสม short position จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ได้กำไร จาก yield ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาของบอนด์อายุยาวปรับลดลงต่อเนื่อง ราคาปรับลงมาจากจุดสูงสุดปี 2014 ที่ระดับ 3% แต่คุณ Jeff Gundlach เตือนว่าให้ระวังเพราะระยะห่างํ yield curve ระหว่าง Short และ Long Term มันใกล้กันมาก(อาจจะลงไปติดลบได้) อาจจะเร่งทำให้เกิดการ reverse ของ Yield กลับไปสู่ทิศทางถดถอยลง  ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้นักลงทุนที่เปิด short position จำนวนมากต้องขาดทุนหนักและอาจจะโดนบังคับปิดสถานะพร้อมๆกัน ซึ่งจะทำให้ตลาดบอนด์วิกฤติและย่ำแย่ล

The American Dream Project

ทุกคนเกิดมาล้วนมีความฝัน แต่ template พื้นฐานของชาวอเมริกันก็คือ "อเมริกันดรีม" งานประจำที่มั่นคง, ครอบครัว (ลูก), บ้าน และรถยนต์ ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติ แต่ในยุคที่สังคมเปลี่ยน ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยน อเมริกันดรีมในแบบความเชื่อสมัยยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 จะยังคงอยู่หรือเปล่า? นั่นคือคำถามที่ชายสองคนคุณ James Marshall และ Todd Williams ได้เริ่มทำโปรเจคนี้ผ่านการระดมเงิน $50,000 บน Kickstarter แล้วออกเดินทางหาคำต อบผ่านการสัมภาษณ์ พูดคุยกับผู้คนหลากหลาย(เพศ วัย และท้องถิ่น) จากนั้นถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นสารคดีเรื่อง The American Dream Project ซึ่งเป็นสารคดีที่น่าสนใจมาก เรื่องหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้ดู การนำเสนอเรื่องราวก็สนุกเพราะทั้งสองคน Todd และ James ออกเดินทางข้ามประเทศอเมริกาจากฝั่งตะวันตกไปตะวันออก เริ่มต้นจากนิวยอร์คไปจบที่แคลิฟอร์เนีย ด้วยการขี่มอเตอร์ไซต์ ซึ่งระหว่างทาง 2500 mile เขาจะแวะพักตามจุดต่างๆ ที่ผู้คน หรืออาสาสมัครที่สนใจใน project นี้ได้โพสเสนอที่พักให้ผ่านทาง social media โดยทั้งสองคนจะแลกที่พัก 1 คืนด้วยการไปทำงานให้กับเจ้าบ้าน บวกกับเป็นการสัมภาษณ์