สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กรณีศึกษา PG&E stock

กรณีไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ลามทำลายบ้านและชุนชนจำนวนมากกว่า 10000 หลัง ผู้คนกว่า 52,000 คนต้องอพยพ ไฟป่าครั้งนี้กินพื้นที่วงกว้างคร่าชีวิตคนไปกว่า 50 รายยังไม่รวมที่สูญหายอีกนับสิบ บาดเจ็บนับสิบ เมืองชุมชนชนบทขนาดเล็กต้องสูญหายจากไฟป่านี้

เหตุการณ์นี้เองมีผลกระทบต่อหุ้น PG&E หรือ Pacific Gas and Electric ผู้ให้บริการ gas กับลูกค้าในรัฐแคลิฟอร์เนียกว่า 16 million ต้องตกเป็นจำเลยถูกสอบสวนจากรัฐ กรณีเกิดความผิดพลาดระบบส่ง Gas จนทำให้เกิดการรุกไหม้ของไฟ ซึ่งอาจจะเป็นต้นเพลิงของไฟป่าครั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าถ้าพบว่าผิดจริง อาจจะถูกฟ้องร้องจนต้องเสียค่าชดเชยกว่า $13 billion ซึ่งเงินประกันของบริษัทคุมครองเพียง $1.4 billion


ราคาหุ้น PG&E รับข่าวนี้ร่วงลงทันทีต่อเนื่องหลายวันติด จนราคาไปที่ระดับจุดต่ำสุดรอบ 15 ปี จากระดับ $48.5 ลงไประดับ $17.6 ช่วงเวลา 5 วันลดลง -65% โดน Morgan Stanley ปรับ downgrade ระดับ credit rating เหลือระดับใกล้ junk level แถมโดนนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ปรับลดราคาเป้าหมายจาก $67 ไปสู่ $27 แม้ราคาหุ้นจะดีดกลับมาได้บ้าง
PG&E เป็นหุ้นเก่าแก่อายุ 100 ปีและเป็นหุ้นกลุ่ม defensive stock ที่เคยมีกูรูแนะนำให้สะสมในพอร์ต ซึ่งในอดีตแม้ราคาไม่หวือหวา แต่ก็มีเครดิตดี ราคาแข็งแกร่งทนทานทุกภาวะตลาดและวิกฤติเศรษฐกิจ ตามลักษณะหุ้นสาธารณูปโภค ที่มีการขยายตัวตามจำนวนบ้านและอาคาร
เหตุการณ์นี้ บทเรียนเรื่องของ ความเสี่ยงเฉพาะ รวมถึงแรงขายที่มาจาก negative sentiment ที่ทุกคนหนีตายทั้งรายใหญ่ รายย่อย โยนหุ้นทิ้ง ราวกับหนีไฟ หลายเรื่องหลายเหตุการณ์ก็ไม่อาจจะคาดเดาได้ ดังนั้นเข้าไปซื้อหุ้นเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ

อ้างอิง

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

151 Trading Strategies

Paper รีวิวหนังสือนี้นะครับที่ผมพูดถึง 151 Trading Strategies เขียนโดย Zura Kakushadze
Quantigic Solutions LLC เขารวบรวมกลยุทธ์การเทรด ในสินค้าหลากหลาย เช่น stocks, options, fixed income, futures, ETFs, indexes, commodities, forex , Commodities, Cryptocurrencies ตั้งแต่กลยุทธ์พื้นฐาน ยันระดับการใช้ machine learning (ในCryptocurrencies ) โดยใน paper นี้เขาแจกเนื้อหากลยุทธ์ส่วนแรก 30 หน้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ options trading แต่ส่วนที่เหลือถ้าสนใจคงต้องไปซื้อหนังสือฉบับมาอ่าน
คงไม่ได้บอกว่าทุกกลยุทธ์เอาไปใช้แล้วจะทำเงินล้านอะไรแบบนั้น แต่ด้วยโครงสร้างและโมเดล มันช่วยทำให้เราเข้าใจและเรียนรู้เพื่อต่อยอดได้

อีกประการที่น่าสนใจคือ reference ใน paper นี้ผู้เขียนรวบรวมอ้างอิงแหล่งกลยุทธ์การเทรด งานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ่ มาไว้เยอะมาก มีหลาย ref เราสามารถเข้าไปขุดไปศึกษาต่อได้อีก เหมือนเคยบอกศึกษากลยุทธ์การเทรดสมัยใหม่ อ่านงานวิจัยเหล่านี้ช่วยเปิดโลก เปิดมุมมองให้เราได้มากครับ

เข้าไปดาวน์โหลดได้จาก

Berkshire 4.0

บทความนี้ bloomberg นำเสนอเรื่องการเลือกหุ้นเข้าพอร์ต ของ Berkshire ในยุคหลัง ที่ผู้เขียนบทความอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิด โดยในยุคก่อนวิกฤติการเงิน หุ้นหลักที่ Buffett เลือกเป็นกลุ่ม “simple” businesses เช่น Coca-Cola Co., the BNSF railroad, Dairy Queen, Deere & Co. ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นกลุ่ม consumer ธุรกิจที่มีความได้เปรียบคู่แข่งและมีแบรนด์เป็นที่ยอมรับ


ยุคหลัง ภายใต้บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Todd Combs และ Ted Weschler Berkshireเข้าเก็บหุ้นกลุ่ม Bank และ Technology company จำนวนมากรวมกันแล้ว ราวๆ 67% ของพอร์ตและเพิ่มต่อเนื่อง เช่น Oracle Corp , Apple Inc. Delta Air Lines Inc , JPMorgan Chase & Co. ,Bank of America Corp., Wells Fargo และ PNC Financial Services Group Inc. ปีผ่านมาก็มีการซื้อสะสมหุ้นเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะ เรียกว่ามุมมองในหุ้นกลุ่มนี้แตกต่างจากอดีตที่ Buffett และ Charles Munger เคยเขียนจดหมายถึง shareholders เหตุผลการไม่เข้าลงทุนหุ้นกลุ่ม Technology

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Principle to Algorithms

นั่งอ่านข้อความของคุณ ray dalio บนทวิตเตอร์ชอบโพสล่าสุดของแกมาก เกี่ยวกับการใช้ถอด Principle ของเราในเรื่องต่างๆ ให้กลายเป็น "Algorithm"
จากนั้นใช้มันช่วยพัฒนา ยกระดับการตัดสินใจ(decision making) ของเรา ใช้เพื่อการทดสอบ principle นั้นๆกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิด, ที่สำคัญการสร้าง algorithm มีระบบชัดเจน ช่วยขจัดอารมณ์ ที่ก่อให้เกิดอคติ ในการตัดสินใจของเราได้อีกด้วย ดีกว่าการไปนั่งมโน หรือคิดไปตามความเชื่อที่ฟัง ได้รับรู้มาจากคนอื่น

การคิด วิเคราะห์ เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน จนสามารถสร้างชุดความคิดเป็น algorithm ได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ ตรงข้ามการเรามีมุมมอง มี principle ในเรื่องใดที่ชัดเจน ถ่องแท้ การถ่ายทอดความคิด และการสร้าง algorithm มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลย จะเริ่มจากการหัดเขียน Mindmap เรียบเรียงลำดับความคิดและสร้าง flowchart ประกอบก็ได้
สุดท้ายถ้า advance ขึ้นไปแปลง algorithm ในกระดาษเขียน code ภาษาคอมพิวเตอร์ให้เครื่องช่วยทำงาน ช่วงทดสอบ prinicple ของเรากับข้อมูล หรือ enviroment ต่างๆต่อไป

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

8 things I learned from Perry Kaufman

เช้านี้นั่งฟัง podcast สัมภาษณ์รายการ BST หัวข้อ Strategy Development with Perry Kaufman บรรยายแนวทางการพัฒนาระบบเทรด ไว้ดีมากหลายประเด็น จากการถามตอบกว่า 60 นาที ผมสรุปประเด็นที่น่าสนใจมาแบ่งปัน ไว้ให้ไปศึกษากันดังนี้
1. Long Run
พัฒนาระบบที่ดี ไม่ใช่แค่ดูผล Backtesting หรือ optimize ให้มีค่าสถิติดีๆ ต้องเน้นการอยู่รอดและทำงานได้จริงแบบ long run ในตลาด Kaufman บอกว่าเขาทดสอบระบบในหลาย scenario เพื่อหาค่าผลลัพธ์แบบเฉลี่ย ถ้าค่าเฉลี่ยออกมามันใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องสุดยอด เขาเริ่มทดลองใช้เทรดจริงในตลาด
2. keep it simple
ไม่จำเป็นต้องสร้างเงื่อนไข การเทรดที่ซับซ้อน ยิ่งเยอะยิ่งยากต่อการปรับปรุง หรือวินิฉัยปัญหา เน้นเรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพ แต่ละส่วนมีบทบาทชัดเจน เช่น volatility filter มันทำหน้าที่กรองความผันผวน ซึ่งเสริมส่วนทำงานการวิเคราะห์ Trend เป็นต้น นอกจากนี้ถ้า เงื่อนไขใดซ้ำซ้อนไม่เกิดประโยชน์ ต่อผลลัพธ์ ก็ควรจะขจัดทิ้ง
3. Knowledge
การพัฒนาระบบเทรด ควรเริ่มจากความเข้าใจหลักการพื้นฐาน นั้นหมายรวมการหาข้อมูล การวิเคราะห์พฤติกรรมการเป็นไป การไหลของเงิน fundflow มูลเหตุจูงใจทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยอื่นๆ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวขับดันราคาเกิดการเคลื่อนตัว ซึ่งถ้าเข้าใจตรงนี้ มี idea เริ่มต้นจะทำให้สามารถเลือกใช้กลยุทธ์(Trading Strategies) และวางแผนจัดการความเสี่ยงได้ดี สอดคล้องกับ reality ที่เกิด
4. System Optimization
กระบวนการทดสอบระบบ ควรทำเพื่อวัดสอบสมมติฐานหรือ idea ที่วาง มีกรอบชัดเจน ขณะเดียวกันระวังเรื่องของ data bias หรือเรื่องการ over fitting การทดสอบจำเป็นต้องออกแบบให้ดี หัวข้อนี้ Kaufman แนะนำหลายเทคนิคที่เข้าใช้เช่น ต้องมี idea กำหนดกลยุทธ์การเทรดก่อน แล้ววางการ optimze ตัว parameter ที่เหมาะสม เช่นค่า period ของ MA ด้วยการสเกลแบบ % เพิ่มจาก 25% 50% 100% แล้วดูผลลัพธ์ที่เกิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกลบ ต่อตัวแปรเป้าหมายอย่างไร
สิ่งสำคัญอย่าเน้นการปรับแต่งให้สร้าง Max Profit อย่างเดียวเพราะ best result จะนำมาซึ่งการ over fitting และนำไปใช้เทรดจริงไม่ได้ นอกจากนี้การวิเคราะห์ผล ควรขจัดพวกกำไรพิเศษ เกิดจาก price shock อันไม่ใช่ค่าเฉลี่ยปกติทั่วไป เพราะพวกนี้อาจจะทำให้เกิด bias ในการทดสอบ
5. Diversification
Kaufman แนะนำเรื่องของการกระจายความเสี่ยง แต่ไม่ใช่แค่บน asset แต่เขาแนะนำเรื่องการทำ Strategies Diversification ด้วยกล่าวคือ ไม่มีทางรู้ว่าภาวะตลาดเป็นอย่างไร สรุปสั้นๆทำ multi strategies ทั้งแบบสั้นและยาว ที่ตอบสนองได้ดีบนภาวะพฤติกรรมราคาต่างๆ เช่น Trend , Mean Reversion ,Stat Arbitage , DCA เป็นต้น แล้วกระจายเงินลงไปในกลยุทธ์ต่างๆ อย่างน้อย 3 กลยุทธ์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ risk adjusted return ของพอร์ตออกมาดี [อันนี้ยาว แต่ไม่ขอลงรายละเอียดเยอะ แนวคิดคล้ายๆ complex system]
6. การบริหารจัดการเงินสำคัญ
เขาแนะนำเรื่องการบริหารความเสี่ยง ที่เหมาะสมกับผลตอบแทน และจัดบริหารเงิน เพื่อกำหนดขนาดการขาดทุนที่รับได้ สรุปสั้นๆในหุ้น Kaufman ใช้แบบ fix dollar กระจายเงินเท่ากันทุก position , ในอนุพันธ์หรือตลาด future เขาใช้ volatility based Model


7. กล้าทดลอง
Kaufman กล่าวว่าการฟัง หรือการลอกเอาระบบคนอื่นมาใช้ไม่ผิด การอ่าน การหาความรู้สำคัญต้องทำให้มาก แต่ยิ่งไปกว่านั้น ต้องทดลองปฏิบัติเพื่อเก็บประสบการณ์ ตรงนี้ทำให้เกิดการพัฒนา เกิดความเข้าใจถ่องแท้ ถ้าเริ่มต้นต้องเน้นการบริหารเงิน เทรดความเสี่ยงต่ำๆ เพื่อขาดทุนแล้วได้มีเงินทุนแก้ตัว หรือเทรดต่อได้ เช่นเดียวกันต้องหยืดหยุ่นรู้ว่าผิดพลาด ต้องกล้าที่จะแก้ไขปรับปรุง
8. Neural networks ช่วยพัฒนาระบบขั้นสูง
เทคนิคอย่าง NN หรือ GA ช่วยทำให้ได้ strategies ที่ผ่านการ optimize คำตอบที่ดี ถ้าผู้พัฒนามีความเข้าใจในการสร้างโมเดล เตรียม feature และกรอบ parameter แต่ข้อเสียคือ ซับซ้อน บางทีผลลัพธ์ทีไ่ด้มันไม่อาจจะอธิบายได้ด้วย logic พื้นฐาน ทำให้การนำไปใช้งานจริง เมื่อเกิดปัญหาการปรับปรุงทำได้ยาก เทรดเดอร์อาจจะไม่เชื่อมั่นในระบบ

Mr. Chaipat
ปล. ขอสรุปสั้นๆ เพราะมันยาวมาก แต่แนะนำให้ลองฟังกันได้ความรู้ดีครับ
http://bettersystemtrader.com/046-perry-kaufman/

Bitcoin 2018 New Low

15-11-2018
ราคา Bitcoinทำจุดต่ำสุดรอบปี หลุดแนว $6000 ไปปิดระดับ $5884 สิริรวม -10% กว่าๆ เช่นเดียวกับ cryptocurrencies สกุลหลักอื่นๆเช่น ethereum(-12.78%) ,ripple (-9.78%) , litecoin(-13.2%) สองวันแรงขายมหาศาล เข้ามาในตลาด cryptocurrency โดยเฉพาะ Bitcoin
จากภาพเป็นข้อมูลสภาวะตลาดล่าสุด เทียบกับช่วง Peak ปลายปี 2017 จะพบมูลค่าตลาด cryptocurrency ลดลงมากพอควร เช่นเดียวกับระดับราคาที่ถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2018
ส่วนถ้าจะหาเหตุผลว่าราคาลงเพราะอะไร อันนี้คงตอบยากต่างคนต่างสำนักก็มีเหตุผลมาอธิบายกันไป สิ่งที่ชัดเจนและเป็น fact คือ แรงขาย ที่เกิดต่อเนื่องในรอบ 2 ไตรมาส คงรอติดตามกันต่อไป
เครดิตข้อมูลในภาพ


20-11-2018
Bitcoin ยังลงต่อหลังหลุด $5000 คืนนี้ ล่าสุดแนว 4500 ยังเหนี่ยว แม้จะโดนเทขายลงไปช่วงสั้นๆทำ low แถว 4200 แล้วมี volume ซื้อเข้ามาซื้อพยุงต่อได้ ล่าสุดยืน $4577 ส่วนคริปโตสกุลหลัก LTC ETH กอดคอลงไม่ต่างกัน สิริแล้วสัปดาห์นี้ลงไปราวๆ -30%





บันทึกราคาน้ำมัน Nov 2018

ราคาน้ำมันดิบ ลดลงรุนแรงเมื่อคืน WTI ลบไปราวๆ -7.0% ถือว่าเป็นการถดถอยภายในวันที่มากที่สุดในรอบหลายปี
ประเด็นกดดันยังเป็นเรื่องตัวอุปทานน้ำมันโลกลดลงในปีหน้า ส่วนด้าน OPEC ออกรายงานเชื่อว่าคาดการณ์ตัวเลขผลิตน้ำมันปีหน้าจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังคงขยายตัว รวมถึงล่าสุดตัวเลขการผลิตจากสหรัฐ U.S. production เข้าระดับ 11.6 million barrels ต่อวัน ในช่วงเดือน พย. นี้
นวค.มองว่าอนาคตราคาน้ำมันยังไม่สู้ดี weake world demand และ oversupply บวกกับประเด็น trade war ความตรึงเครียดจะกดดันการเติบโตเศรษฐกิจโลกและการขยายการลงทุนทางธุรกิจ

ด้านราคาน้ำมัน WTI จากต้นเดือน ตุลาคม ไปทำจุดสูงสุดระดับ 76.75 หลังจากนั้นมีประเด็นเรื่องของซาอุ และการวิพากษ์วิจารณ์ของปธน.สหรัฐ ราคาน้ำมันรับประเด็น sentiment ไหลลงมาเรื่อยๆพร้อมแรงขายต่อเนื่อง หลุดแนว 70 และ 60 ล่าสุดทำจุดต่ำสุดระดับ $55 ใกล้โซน price cluster เดิมที่ระดับ $53 รอบนี้แรงขายกดดันทำให้ราคาถดถอยลงราวๆ -28% ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ จากการวิเคราะห์ข้อมูล ราคา คงชัดเจนว่าเข้าภาวะการเปลี่ยน zone ดังนั้นปรับแผน ย้อนกลับมาเทรดโซนเดิมช่วงกลางปีต่อไป


คงติดตามทิศทางราคาน้ำมันต่อไป

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ศิลปินไส้เปียก

วันนี้นั่งคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เขากำลังกังวลกับอนาคตของลูกที่เลือกไปเป็นศิลปินวาดภาพ แทนการทำงานบริษัท สิ่งที่พี่ท่านนี้กังวลคือแกกลัวว่า อนาคตหนทางศิลปินของลูก อาจจะสร้างรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ เข้าตามสโลแกนว่าศิลปินไส้แห้ง
เรื่องเดียวกันทำให้ผม นึกถึงธุรกิจหนึ่งที่ผมชอบมากจากการได้มีโอกาสติดตามดู shark tank(ตั้งแต่ซีซั่น 1-9) มันเป็นเรื่องของคุณ Steve Gadlin เขาเป็นนักวาดการ์ตูนและนักเล่าเรื่องตลก สิ่งที่เขาทำแตกต่างจากศิลปินทั่วไปคือ เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์บวกกับเทคโนโลยี สร้างธุรกิจขึ้นมา อธิบายง่ายๆคือเปิดเว็บไซต์ I Want to Draw a Cat For You รับวาดภาพการ์ตูนแมว พร้อมคำบรรยายตลก(่joke)กวนๆฮาๆแบบเฉพาะ ขายให้ลูกค้าออนไลน์ โดยคิดค่าวาดภาพ $9.95 พร้อมส่งภายใน 24 ชั่วโมง ผลตอบรับดีมากเขาขายงานได้ถึง 1,200 ภาพผลงานของเขาถูกกล่าวถึงออนไลน์ ลูกค้ามีการแชร์ภาพ ส่งต่อออนไลน์ ทำให้ธุรกิจเขาเติบโต
ปี 2012 Steve นำธุรกิจนี้ไปออกรายการ shark tank เพื่อหาเงินทุนมาขยายธุรกิจ หาทีมงานวาดภาพและทำระบบสั่งสินค้าทางเว็บใหม่ เขานำเสนอไอเดียและแนวคิด ให้กับเหล่า shark จนสุดท้าย Mark Cuban ยอมลงทุน $25,000 เพื่อเป็นหุ้นส่วน 33% ของธุรกิจ


หลังออกรายการธุรกิจ I Want to Draw a Cat For You ของเขาบูมมาก เขาวาดภาพและข้อความประกอบขายได้กว่า 19,000 ภาพ รวมถึงสินค้าอื่นๆเช่น เสื้อยืด กระเป๋า สร้างรายได้กว่า $300,000 นอกจากนี้เขายังทำธุรกิจเสริมเช่น แต่งเพลง อีกด้วย แต่ปี 2015 Steve Gadlin ได้ขยายตัวไปทำธุรกิจรายการทีวี “Steve Gadlin’s Star Makers” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดี และเขายังคงดำเนินกิจการรับวาดภาพการ์ตูน แมวอยู่ แต่เพิ่มค่าจ้างเป็น $29.99 เพื่อลดปริมาณงานการวาดภาพลง
เรื่องของคุณ Steve และ I Want to Draw a Cat For You น่าจะเป็นอีกตัวอย่างของการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ + อินเตอร์เน็ต(Social Media และ Web Ecommerce) ในการเป็น leverage สร้างธุรกิจในยุคใหม่ บริหารจัดการง่ายใช้ทรัพยากรเริ่มต้นไม่มาก น่าจะช่วยทำให้ศิลปินไส้ไม่แห้งและช่วยเพิ่มโอกาส ให้กับ อาชีพศิลปินโลกยุค 4.0 ต่อไป

ลองเข้าเว็บได้จาก lin k
http://iwanttodrawacatforyou.com/about-steve/
ตัวอย่างการ pitch และท่าเต้นกวนๆในรายการ shark tank

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

BackTesting and Data-mining bias(Systematic Trading)

เมื่อคืนได้พูดถึงกระบวนการทดสอบระบบเทรด เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจก่อนนำไปใช้งาน ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังคือเรื่องของ Data-mining bias หรือการพยายามจะปรับ optimize ตัว algorithm เพื่อให้เกิดค่าที่ดีเกินจริงจากการ Over fitting กับข้อมูลที่นำมาทดสอบ


หลักการประยุกต์เหมือนที่ได้แนะนำไปมีหลากหลายวิธี เช่นการใช้การสร้างใช้ Bootstrapping จำลองข้อมูล,การทำ WFA, การทำ stress testing (จำแนกการทดสอบระบบกับจุดภาวะตลาดไม่ปกติ) สิ่งสำคัญควร focus ไปที่โอกาสของการขาดทุนและความเสี่ยงที่จะเกิดให้มาก เพราะตรงจุดนี้จะช่วยทำให้เราเตรียม tactic หรือแผนรับมือเสริมประกอบเพื่อช่วยลดผลกระทบจากการเทรดจริงได้
ดังกล่าวไปเรื่องของการ BackTesting และกระบวนการพัฒนาระบบเทรดไม่ใช่เรื่องใหม่ มี paper วิชาการที่นำเสนอเทคนิคต่างๆให้เราอ่านเยอะมากเลย ตั้งแค่ขั้นพื้นฐาน ยันขั้นสูง ลองเข้าไปดูเบื้องต้นได้จากใน link ข้างล่าง ผมคัด paper ที่ผมใช้งานประจำมาให้น้องๆได้เตรียมตัวศึกษาก่อนแข่งกัน
-Pseudo-Mathematics and Financial Charlatanism: The Effects of Backtest Overfitting on Out-of-Sample
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2308659
-What to Look for in a Backtest
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2308682
-Backtesting
https://papers.ssrn.com/sol3/Papers.cfm?abstract_id=2606462
-Backtest Overfitting in Financial Markets
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2731886
-The Deflated Sharpe Ratio: Correcting for Selection Bias, Backtest Overfitting and Non-Normality
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2460551
-Online Tools for Demonstration of Backtest Overfitting
https://papers.ssrn.com/sol3/Papers.cfm?abstract_id=2597421
-All that Glitters Is Not Gold: Comparing Backtest and Out-of-Sample Performance on a Large Cohort of Trading Algorithms
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2745220
-Stock Portfolio Design and Backtest Overfitting
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2739335
-The Probability of Backtest Overfitting
https://papers.ssrn.com/sol3/Papers.cfm?abstract_id=2326253
-Systematic Testing of Systematic Trading Strategies
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3132229
-Portfolio Construction and Systematic Trading with Factor Entropy Pooling
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1742559
-Statistical Overfitting and Backtest Performance
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2507040
-Optimal Trading Rules Without Backtesting
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2502613

Global Macro Views Q3/2018

อ่านบทความของคุณ Mark Rzepczynski CEO ของ AMPHI Research เจ้าของเว็บ Disciplined Systematic Global Macro Views เขียนเรียบเรียงภาวะตลาดและเศรษฐกิจ ล่าสุดที่ผ่านมาไว้น่าสนใจ
โดยสรุป เศรษฐกิจของสหรัฐตัวเลขออกมาเติบโต เช่นเดียวกับการขยับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าของธนาคารกลาง ปัจจุบันอยู่ช่วงต้องจับตามองต่อไป ในภาวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลาดหุ้น พันธ์บัตร ค่าเงินดอลลาร์ เป็นต้น


ล่าสุดมีการปรับตัวของราคาหุ้น ในตลาดต่างๆของโลกโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐ แต่ตัวเลขผลประกอบการส่วนใหญ่ของบริษัทยังออกมาดี (รอดูผลกระทบ repricing กับช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต่อ) แต่ระมัดระวังความผันผวนที่จะเกิด
ด้านทองคำและสินแร่มีค่า ราคามีการปรับตัวขึ้นมา หลังจากทำจุดต่ำสุดของปี ไปสอดคล้องช่วงตลาดหุ้นปรับตัวลง แต่ภาพรวมยังไม่มีแนวโน้มที่แข็งแรงและมีความผันผวนอยู่ ส่วนตลาด Bond ชะลอตัวมีแรงขายออกมาแต่แนวโน้มยังเป็นบวก ค่าเงิน USD แข็งแกร่งแนวโน้มบวก รับช่วงพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed

อ่านเพิ่มเติม
https://mrzepczynski.blogspot.com/2018/11/the-october-repricing-causes-low-signal.html

Next downturn by Nassim Nicholas Taleb

วันนี้นั่งฟังคลิปสัมภาษณ์ของคุณ Nassim Nicholas Taleb ฉายาใหม่ Black swan man ซึ่งแกสมเป็นศาสดาด้านนี้จริงเพราะมีแฟนเขียนการตูน อิงเรื่องราวของแกด้วย(อันนี้ผมยังไม่ได้อ่าน เดี่ยวอ่านจบจะมาเล่าต่อ)
ประเด็นการสัมภาษณ์ค่อนข้าง Dark ตามสไตล์ความคิดเห็นแนวของแก โดยสรุปคุณ Taleb มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนจะดี แต่จริงๆมันไม่ได้ดี ระบบเศรษฐกิจ ภาคการเงินเปราะบางและอ่อนไหว มากกว่าตอนปี 2007 โดยเฉพาะถ้ามองในมุมของ Debt ทั้งฝั่งของ corporate และ government
เรื่องหนึ่งที่แกเน้นคือการก่อหนี้ที่สูงและต้องกู้ยืมมาก โดยเฉพาะการกู้เพื่อมาใช้หนี้เก่า ทั้งรัฐบาลสหรัฐและภาคเอกชน ยิ่งมาปะทะกับช่วงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูง มันย่อมจะทำให้เกิดความอ่อนไหว
คุณ taleb เชื่อว่าคนที่ได้ประโยชน์จากการลดอัตราดอกเบี้ย สุดท้ายจะต้องเป็นคนได้รับผลกระทบหนักจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย สุดท้ายถ้าภาวะหนี้ระเบิด(เกิดDebt Crisis) ตลาดที่เชื่อมโยงกับ debt และ interest rate อย่าง อสังหา ก็จะได้รับผลกระทบก่อน ตามมาซึ่งตลาดหุ้น


ยังมีประเด็นเรื่องภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ที่จะยากในการรักษาให้ตลาดหุ้น bullish หรืออยู่ในจุดระดับราคาหุ้นที่สูงได้ ,เช่นเดี่ยวกันก็จะเกิด volatile ที่มากตาม
นอกจากนี้ taleb ยังพูดถึง เงินเฟ้อ(inflation) ที่ดูเหมือนถูกใช้เป็นเป้าการกระตุ้นเศรษฐกิจ แกอ้างอิงจากอดีตว่า จุดหนึ่งถ้า inflation ถูกผลักให้สูงมากไปจนเกินควบคุมก็จะเกิดภาวะเชิงลบอีกได้เช่นกัน การรับมือตรงนี้แกสะสม asset ที่รองรับภาวะขาขึ้นของ inflation เช่น Gold และ Land นอกจากนี้ยังทำ down side protection ในสินทรัพย์ประเภทหุ้น เพื่อป้องกันภาวะ Stock market crash
ยังมีอีกหลายประเด็นละเอียดอ่อน ไม่ขอลงเข้าไปฟังสัมภาษณ์สดได้จาก lin kด้านล่างครับ
ปล. เป็นแค่ความคิดเห็นของ บุคคลหนึ่งเท่านั้น ไม่ต้องไปตระหนกหรือกลัว แต่ควรฟังและระวังเพื่อความไม่ประมาท

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Use of Leverage in Strategic Asset Allocation

การใช้ leverge เพื่อปรับระดับความเสี่ยง จริงๆไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าศึกษาด้านนี้จะพบมีหลายกลยุทธ์มาก หนึ่งในนั้นคือ risk parity ของคุณ ray dalio บิดาด้านนี้ การใช้ Leverage ร่วมกับการทำ diversification บน asset ที่มีการทำ data analysis อย่างดี เพื่อกระจาย risk และเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างผลตอบแทนระยะยาว บทความชี้ให้เห็น leverage เหมือนดาบสองคม มันไม่ได้มีแต่โทษ ประโยชน์ก็มีถ้าใช้ได้เป็น ใช้อย่างเข้าใจ

เนื่องจากเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน มีเนื้อหาเชิงลึกพอควร อีกอย่างไม่อยากแตะเรื่อง leverage มากเพราะเดียวสื่อแล้วเข้าใจไม่ตรงกันอีก


ถ้าสนใจ อยากรู้กลยุทธ์ด้านนี้จริงจัง ลองอ่านจาก paper เรื่อง Use of Leverage in Strategic Asset Allocation นี้เขียนโดยคุณ Lionel Martellini จาก EDHEC Risk Institute Scientific Advisor เรื่องเทคนิคและวิชาการที่เปิดมุมมองความคิด เพื่อความเข้าใจให้เราดี ซึ่งบทความนำเสนอตัวอย่างการใช้ leverage ในระดับ portfolio management บนกลยุทธ์ SAA ซึ่ง key คือระดับการใช้ leverage ใน asset ที่เหมาะสม ผลที่ได้โดยเฉพาะการลด downside risk ระยะยาวนี้น่าสนใจมากทีเดียว

https://www.calpers.ca.gov/docs/board-agendas/201707/full/day1/00-03-Presentation-Use-of-Leverage-in-Strategic-Asset-Allocation.pdf

ครบรอบ 10 ปี Bitcoin

สิบปีที่แล้ว Satoshi Nakamoto ได้เผยแพร่เอกสารแนวความคิด “purely peer-to-peer version of electronic cash” ในนาม Bitcoin ในช่วงแรกยังไม่ได้รับการตอบรับมากเท่าไหร่ จนมาถึง May 2010 ที่นักพัฒนา Laszlo Hanyecz ได้นำ 10,000 Bitcoins ไปแลกกับ pizzas ถือเป็นครั้งแรกที่ virtual currency ได้ถูกนำมาใช้แลกเปลี่ยนซื้อสินค้าในโลกจริง
คิดมูลค่า Bitcoinในปัจจุบัน พิชซ่าถาดนั้นน่าจะเป็นแพงที่สุดในโลก ทีมงานบลูมเบิรกได้รวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบอำนาจการซื้อของ 10,000 Bitcoins กับสิ่งของ ในช่วงเวลาต่างๆ นับจากปี 2010 ซึ่งจะพบช่วง Peak ของ Bitcoin ปี 2017 จะพบว่า 10000 bitcoin มีค่าสูงถึง $186 million มูลค่าเทียบเท่ากับภาพเขียน Mark Rothko’s No. 6 แม้ในปี 2018 มูลค่าถดถอยลง 10000 Bitcoin ยังสามารถซื้อเรือ yacht ($87M) หรือแม้เครื่องบินรบ F-35A ($94.6 million)ได้เลยทีเดียว


ด้าน Daily transactions ทะลุ $1 million ช่วง April 2011 หลังข่าวการใช้ Bitcoin ซื้อ pizza จุดสูงสุดมาเกิดช่วงปี ปลายปี 2017 โดยเฉพาะจุด peak ที่ January 2018 ที่ transactions สูงถึง $5 billion ต่อวันจากการเทรดเก็งกำไรใน exchage ต่างๆทั่วโลก (แม้ยังไม่สามารถใช้ bitcoin ทำธุรกรรมทางการเงินเหมือนสกุลเงินปกติก็ตาม)
ขณะเดียวกันช่วงหลังปี 2013 ถึงปัจจุบันกระแส cryptocurrency ร้อนแรงอย่างหนัก เกิดเหรียญ cryptocurrency ใหม่ๆขึ้นมากกว่า 1000 สกุล ปี 2017 มีจำนวน 200 ตัวที่เทรดใน digital currency exchanges ปัจจุบัน regulators ประเทศต่างๆเริ่มเข้มงวดออกมาตรการควบคุมมากขึ้น ทำให้มูลค่าของ cryptocurrency ลดลงจากจุดสูงสุดกว่า $600 billion จำนวนไม่น้อยก็ล้มสลายสูญเสียมูลค่าไปปัจจุบันปลายปี 2018 เหลือราวๆ 100 สกุลที่มีสภาพคล่องสำหรับการซื้อขายในตลาด

ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.bloomberg.com/graphics/2018-bitcoin-anniversary/

Stay in the game

บทความนี้ของนักวิเคราะห์จาก Calamos Investments นำเสนอแนวคิดที่ว่า ตลาดหุ้น ในภาพระยะยาวยังไงเสียก็เป็นทางเลือกในการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth)ทางการเงินที่ดี แม้ภาพระยะสั้นแต่ละช่วงเวลาจะดูผันผวนและน่าหวาดเสียว
บทความนำเสนอผมการทดสอบกลยุทธ์ Buy&Hold ใน S&P 500 โดยเริ่มเงินต้น $10000 จากปี 1996 ไปถึงปี 2016 กินระยะเวลา 20 ปี พบว่าเงินทุนเริ่มต้น 10K จะเติบโตถึง $43,930 แม้ผ่านภาวะวิกฤติการเงินใหญ่ 2 ครั้ง(ช่วงปี 2000 และ 2008) โดยค่าเฉลี่ย annualized return ระยะ 20 ปี ที่ 8.19%

ขณะเดียวกันการรอหาจังหวะเข้าจะ buy low , sell high อย่างเดียวถ้ายืนรอและไม่ได้ทำอะไร การตกรถพลาดโอกาสทอง ก็ทำให้ผลตอบแทนรวมจาก Buy&Hold Strategies ถดถอยลงไปมากเช่นกัน จากในภาพจะพบ กรณีที่พลาดโอกาสในวันที่ตลาดสุดยอด Best return 30 sessions ผลตอบแทนรวมจากเงินต้น $10000 จะลดลงเหลือ $9,026 นั้นคือขาดทุน ในกรณีนี้ผลตอบแทนเฉลี่ยจะอยู่ที่ -0.51% (แตกต่างกันอย่างมาก)
สรุปยังไงเราก็ไม่สามารถไปคาดเดาอนาคตได้แม่นยำ 100% เช่นเดียวกัน Fact คือตลาดหุ้นมีโอกาสจะ crash ได้เสมอ ขณะเดียวกันก็มีวันที่ดี (Law of averages) แต่แทนที่จะมัวแต่กลัวหรือกังวล ควรเปลี่ยนมาเป็นมีสติ ไม่ประมาท เพราะระยะยาวถ้าเลือกเทรดหุ้นที่ดี หุ้นมีพื้นฐานกิจการมั่นคง การเติบโตที่เป็นบวกก็เป็น upside ที่เราสามารถใช้สร้าง ความมั่งคั่ง (Wealth)ได้ และก็ควรหากลยุทธ์เชิงรับ down side protection ในการปกป้องตัวเราไม่ให้สูญเสียเงิน หรือขาดทุนหนักด้วยเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม

ครบรอบ 89 ปี Black Tuesday

เมื่อ 89 ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญกับเหตุการณ์ Wall Street Crash of 1929 หรือ Black Tuesday โดยตลาดหุ้นนิวยอร์ค New York Stock Exchange หลังจากรับข่าวความตรึงเครียดในยุโรปและเกิดแรงขายมหาศาลกดดันจนตลาด ลอนดอน ถล่มในวันก่อนหน้า
ความวิตกกังวลนี้ทำให้เกิด Panic sell เกิดการขายหนักกดดัชนี Dow Jones Industrial Average เปิดตลาดต้องเผชิญ การถล่มของราคารุนแรงสุดอย่างไม่เคยเกิดมาก่อนในขณะนั้น โดยดัชนีปรับตัวลง 2 วัน(28-29 oct)รวมกันราวๆ -25% ตลาดหุ้นสูญเสียมูลค่่า $30 billion เฉพาะวันที่ 29 ดัชนีปรับลงราวๆ -12% จำนวนหุ้นกว่า 60 ล้านหุ้นถูกขายในวันเดียว


ซึ่งราคาหุ้นเกือบทั้งหมดนตลาดสหรัฐปรับตัวลงรุนแรง สิ้นสุดตลาดกระทิงระยะยาว 9 ปีนับตั้งแต่ช่วงต้น 1920 และเหตุการณ์ Black Tuesday นี้นำมาซึ่งการสูญเสียความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นสหรัฐ การล้มละลายของธุรกิจ ธนาคาร ปัญหาหนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ Great Depression ที่กินระยะเวลายาวนาน 12 ปี
เรื่องราวเหตุการณ์วิกฤติการเงิน มีหลายประเด็นที่น่าสนใจเป็นเทรดเดอร์ ลองหาข้อมูล ศึกษาเรื่องเหล่านี้ไว้ ช่วยทำให้มองเห็นสิ่งที่เกิด ในมุมที่เป็นจริง ช่วยให้เราไม่ประมาทครับ
ลองเข้าไปชม vdo ในลิงค์ด้านล่างได้ ลำดับสรุปเหตุการณ์ Great Depression ได้ดีมาก
https://www.youtube.com/watch?v=TpfY8kh5lUw