ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โพสต์

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ มือใหม่

The Ivy Portfolio

มีคนขอให้แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการบริหารจัดการพอร์ตเข้ามา จริงๆแล้วมีหลายเล่มมาก เล่มหนึ่งที่คิดว่าอ่านง่ายและเหมาะกับมือใหม่คือ The Ivy Portfolio ของคุณ Mebane T. Faber เขาผู้บริหารพอร์ตลงทุนของ Cambria Investment Management หนังสือออกช่วงปี 2011 ทำให้มีกลิ่นไอของวิกฤติการเงินในเนื้อหา และมีตัวอย่างการบริหารเงิน บริหารความเสี่ยงเยอะ โดยเฉพาะกรณีศึกษาของพอร์ต Endowment ดังๆเช่น Yale Endowment , Harvard Endowment ที่ประสบความสำเร็จ รวมไปถึงกรณีศึกษาของเฮ็ดฟันด์ที่ผลงานดีเช่น Greenlight Capital , Blue Ridge Capital และกล่าวถึงแนวคิด ผลงานของเหล่า Academic Fund Managers เก่งๆที่ประสบความสำเร็จจริงๆอีกหลายคนเช่น James Simons , David E Shaw , Richard Thaler เป็นต้น ด้าน Portfolio Strategies ที่มีการยกถึงแนวทางการพัฒนา All-Weather Policy Portfolio ที่ผสานความเสี่ยงและการทำกำไรตามภาวะตลาดอีกด้วย รวมถึงการเลือกใช้กลยุทธ์ใน Quantitative System และการทำ Rotation System ผสมสร้าง Portfolio structure ขึ้นมาใน asset class ต่างๆ ค่อนค้างหนาและแน่น เหมาะสำหรับการเรียนรู้มากครับ https://www.amazon.com/I

แนะนำหนังสือ "Options, Futures, and Other Derivatives"

  เมื่อวานมีน้องเทรดเดอร์ขอให้แนะนำหนังสือเรื่องการเทรด อนุพันธ์ ความคิดเห็นส่วนตัวถ้าเริ่มต้นแนะนำให้อ่าน "Options, Futures, and Other Derivatives" ของคุณ John C. Hull ปัจจุบัน แล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะกับการใช้อ้างอิงและเป็นหนังสือให้แนวคิด เริ่มต้นสำหรับเทรดเดอร์ได้ดีมาก มีเนื้อหาที่ครอบคลุมและอธิบายหลายประเด็นที่เป็นเรื่องซับซ้อน ให้เข้าใจง่ายในประโยคสั้นๆ โดยเฉพาะในด้านการเทรด options ซึ่งคุณ Hull ทำได้ดีมาก เช่นเรื่อง Greeks, Volatility smiles, Value at risk, Estimatin g volatilities และ Black-Scholes-Merton model ส่วนของ Futures ก็มีบทหัวข้อ Hedging strategies using futures ที่อธิบายไว้ได้ดี จุดเด่นอีกเรื่องคือ หนังสือเล่มนี้มีการปรับปรุงต่อเนื่อง ปัจจุบัน 10th Edition ทำให้หลายตัวอย่างค่อนข้างทันสมัย เช่นเคสวิกฤติการเงิน 2007-2008, ด้านเนื้อหาลึกและแน่นมาก(เป็นหนังสือตำราตั้งใจเขียนจริงๆ) สนใจแนะนำลองหาซื้อมาอ่านกัน https://www.amazon.com/Options-Futures-Other-Derivatives-10th/dp/013447208X/

Be hustle, Be humble

ระหว่างกินข้าวเที่ยว พี่ชายที่เคารพถามเรื่องวิธีสอนการเงินให้กับลูกที่กำลังจะจบมหาวิทยาลัย แนะนำไปหลายแนวทาง แต่ปัจจุบันมีทั้งหนังสือ ทั้งเว็บดีๆให้ความรู้ และมีเครื่องมือเช่น app ต่างๆมากมายช่วยอำนวยความสะดวก เหลือแค่ วินัย ในการบังคับตัวเองให้อดออม ให้ยั้งคิดในการใช้เงิน หรือบังคับอดทนรอเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน สมัยผมเริ่มต้น ผมเริ่มจากเงินสี่ด้าน(Cashflow Quadrant)จากหนังสือพ่อรวยสอนลูก แต่กว่าจะทำได้แต่ละด้าน ต้องใช้เวลาต้องรอ แถมสมัยก่ อนต้องเผชิญกับความเชื่อ ทัศนคติ ของคนรุ่นเดิมไม่น้อย ปัจจุบัน คนยุคมิลเลเนี่ยล มี leverage จากอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี มาช่วยเพิ่มโอกาส ทำให้อาจจะไม่ต้องรีบเลือก สามารถทำทั้ง 4 ด้าน พร้อมกันได้เลย(แล้วค่อยๆขยายสเกลต่อไป) เช่น -E: เรียนจบทำงานประจำไปก่อน เพื่อเก็บเงิน รักษาฐานรายได้ที่มั่นคง -S: หาเงินเพิ่มในช่วงเวลาว่าง เช่น การขายของออนไลน์, ขายขนม,รับจ้างฟรีแลนซ์,เปิดช่องยูทูป,ไกด์นำเที่ยวออนไลน์ ,ตัวแทนขายประกัน เป็นต้น -B: มีเงินพอ ลองทำธุรกิจแบบ weekend entrepreneur (ใช้เงินไม่มาก,บางส่วน outsource ได้ และใช้เวลาไม่เกินไป)ทำได้ดีพอ เก่งพอ ล

Expedition Happiness

ถ้าถามถึงนิยามของคำว่า "ความสุข" เชื่อว่าแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปร้อยแปดพันเก้า แต่สำหรับ คุณ Felix Starck (จาก Pedal The World) และคุณ Selima Taibi มันคือการเดินทาง การออกไปพบปะสิ่งใหม่ๆ ทั้งผู้คนและสถานที่ เพื่อการเรียนรู้ และทำความเข้าใจชีวิต ผมมีโอกาสได้ดู Expedition Happiness หนัง สารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของคู่รักชาวเยอรมันทั้งสอง พร้อมหมาคู่ใจ(Rudi) ที่เดินทางข้ามทวีป North America ด้วยรถโรงเรียน(American school bus) จุดเริ่มต้ นจาก North Carolina(เมืองที่ซื้อรถโรงเรียนและลงแรงสร้างให้มันกลายเป็นบ้านติดล้อ) ไป Canada, Alaska, ผ่าน U.S. West Coast, Mexico เป้าหมายปลายทางคือจะไปประเทศ Argentina ทั้งสองเผชิญอุปสรรคและประสบการณ์ต่างๆ มากมายระหว่างการเดินทาง มีทั้งรอยยิ้มและคาบน้ำตา เรียกว่าทำให้ดูสนุกและคุ้มค่ากับเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มันไม่ใช่หนัง art หรือหนัง hippy ทั่วไป แต่ภาพมุมสูง การตัดต่อ และเพลงประกอบนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ถ้ากำลังมองหาความหมายในชีวิต แนะนำ "Expedition Happiness" ครับ https://www.youtube.com/watch?v=PKRvZLjkRJA

การนอน กับอาชีพเทรดเดอร์

การนอน นี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับ เทรดเดอร์ โดยเฉพาะการเทรดในตลาดค่าเงิน(FX),ทองคำ หรือตลาดต่างประเทศ(US , DAX) ยิ่งถ้าต้องรีบตื่นไปทำงานประจำ หรือทำธุรกิจส่วนตัวในตอนเช้า การเทรดดึก กว่าจะได้นอนตี 2 - 3 มันจะทำให้เหนื่อยมาก(บางวันขาดทุนหนัก เทรดพลาด หมกหมุ่นนอนไม่หลับเอาง่ายๆได้อีก) และถ้าทำต่อเนื่องหลายเดือน มันจะล้าสะสม มีผลต่อสุขภาพ บวกกับอาจจะทำให้ performance การเทรดและการตัดสินใจ ของเราแย่ลง ได้ บางวันเครื่องดับไปดื้อก็ได้ ดังนั้น ถ้าเป็น part-time trader ไม่มีเวลาพ ักงีบระหว่างวัน ต้องวางแผนเวลา การนอนและการเทรดให้ดี เช่น -อาจจะเลือกกลยุทธ์การเทรดรอบกว้างขึ้นที่เหมาะกับเรา, -อาจจะเทรดสินค้าบางตัวที่ active ในเฉพาะช่วงเวลา ไม่เกิน เที่ยงคืน -หรืออาจจะเทรดแบบวัน เว้นวัน เทรดตามเป้าเช่นตั้งเป้าสัปดาห์ละ 1% ทำยอดได้ ก็พัก เป็นต้น มีหลายวิธีเคยอธิบายไว้ลองอ่านบทความย้อนหลังได้ ในภาพเอาตัวอย่างตารางการนอนและเวลาตื่นที่เหมาะสมต่อสุขภาพแบบ กฎนอนหลับ 90 นาที มาฝากครับ https://health.mthai.com/howto/health-care/24127.html https://www.jeab.com/fit-firm/fit-life/sleep-90-min-rules

Trader & Financial Freedom

เมื่อวานมีน้องท่านหนึ่งถาม ว่าถ้าเป็นเทรดเดอร์จะมีอิส รภาพทางการเงิน แบบไม่ต้องทำงานได้อย่างไร เพราะต้องนั้งเทรดตลอดเวลา ไม่เทรดก็ไม่ได้เงิน ?? เป็นคำถามที่ดีเพราะมันเป็น คำถามที่ผมถามตัวเองตั้งแต่ วันแรกที่เริ่มเดินทางนี้ละ  สิ่งที่เรียนรู้ Key คือเรื่องการ management ตัวทรัพยากร เวลา(Time) และเงิน( Money) สำหรับส่วนตัวผม จำแนกโหมดการเทรดของตัวเองเ ป็น 3 แบบ ผสมกันคือ 1. Passive trading : ใช้เวลาเทรดติดตามต่อวันน้อ ย+จำนวนการเทรดน้อย (time horizon ยาว)+ payoff สองทาง(ํYiled +Capital gain) เงื่อนไขพวกนี้เราจะใช้การเ ลือก asset และ strategies ต่อไป 2. Active trading : ใช้เวลาเทรด/ ติดตามต่อวันมาก(อายุมากๆ สุขภาพไม่อำนวยหรือมีครอบคร ัว เริ่มทำให้ work ยากละ) + รอบการเทรดสูง + ระยะการเทรดสั้น + time horizon สั้นปรับตามสถานการณ์ตลาด 3. Automatic/Robot trading : ใช้เวลาติดตามต่อวันน้อย + จำนวนการเทรดสูง + ระยะการเทรดสั้น + payoff สองทาง(ํYiled +Capital gain) + time horizon สั้นปรับตาม risk factor ปัจจุบัน ดังนั้นในพอร์ตที่บริหาร จะจัดสัดส่วนเงินกระจายไปทั ้ง 3 โหมด(สัดส่วนแตกต่างกันตามช ่วง

อิสรภาพทางการเงิน

กระทู้นี้ถามถึงจำนวนเงินเท ่าไหร่ถึงจะมีอิสรภาพทางการ เงิน ไม่ต้องทำงาน มีหลายคอมเมนต์ที่น่าสนใจ แบ่ง 2 แบบหลักๆ 1-ใช้เท่าไหร่เก็บเท่านั้น ถ้าใช้เงินปีละ 500k ประเมินว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่ อหลังหยุดทำงานสัก 20 ปี ก็ต้องมีเงินก้อนสัก 500k*20 = 10 ล้าน >วิธีคิดนี้ตรงไปตรงมาแต่ อันตรายเพราะ ถ้าครบ 20 ปี เงินหมดนี้ปัญหา , อีกประการคือการเก็บเงินก้อ นขนาด 10 ล้านด้วยเงินเดือนระดับพนัก งานทั่วไป โอกาสเกิดจริงไ ม่ง่าย 2-ใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ย ความคิดเห็นแบบนี้ สไตล์ให้เงินทำงานแทนเรา แนะนำให้คิดรายจ่ายอนาคต และประเมินย้อนจาก ผลตอบแทนความเสี่ยงต่ำที่ไม ่ทำให้ เงินทุน เงินออมหาย เช่น ถ้าจะใช้ชีวิตปีละ 500k บาท, จากอัตราดอกเบี้ยความเสี่ยง ต่ำ(Risk free rate) 2% จะต้องออมเงินให้ได้ 500k*(100/2) = 25 ล้าน > วิธีนี้ถ้าออมเงินได้ก็สบาย  จะอยู่ต่อไปกี่ปีก็ได้ เพราะเงินจะงอกไปเอง แต่ข้อจำกัด การหาเงินก้อนใหญ่ไม่ง่าย + อัตราดอกเบี้ยต่ำ ถ้าอนาคตเงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพแพง โอกาสจะมีเงินพอใช้ก็จะยากข ึ้น สรุป จากผมไล่อ่าน ทั้งสองประเภทขึ้นกับ 4 ปัจจัย ได้แก่ = {รายได้ ,เงินออม ,ค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนจากเ

New Normal ในยุคอัตราดอกเบี้ยติด 0

อ่านกระทู้นี้แล้ว มีหลายคอมเมนต์น่าสนใจ จนอยากเขียนบันทึกเก็บไว้ โดยเฉพาะมุมมองของคนทั้งใช้เวลาทั้งชีวิต ใกล้เกษียณ ทำงานเก็บเงิน 10 ล้าน หวังใช้ชีวิตอยู่จาก fix income ฝากธนาคารรอกินดอกจากเงินก้อนนี้ มาเจอภาวะปัจจุบัน ดอกเบี้ย 0-0.5% (เงินเฟ้อ 2%) ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยบนเงินทั้งก้อน 10 ล้าน ยังเท่ากับ ค่าแรงขั้นต่ำรายปี และไม่พอค่าครองชีพในเมืองใหญ่+ค่าหมอค่ายา สรุปคือ มีเงินสด 10 ล้าน ถ้าไม่มี "ระบบ/ความรู้" ที่ขยายให้เงินทำงาน สร้างผลตอบแทนเพื่อเติบโต ไม่นานก็หมดจากการใช้จ่าย(แน่นอนว่ามี service บริการแต่ก็ต้องมีความรู้จะเลือกใช้เช่นกัน เพราะบางโปรดักซ์ผลตอบแทนก็ไม่คุ้มกับค่า fee ที่จ่ายไป) จะเรียกว่า New Normal ในยุคอัตราดอกเบี้ยติด 0 ต่ำเป็นประวัติการณ์ บวกกับเงินเฟ้อก็จะมาเงินฝืดก็น่ากลัว(นักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน ประเมินความน่าจะเป็น 1-2 ปีว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะเกิดได้ทั้ง inflation และ deflation) การเงินเก็บ อย่างเดียวไม่พอละ ต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการเงิน เบื้องต้นด้วย อาจจะไม่ต้องเป็น active trader หรือซีเรียสติดตามข้อมูลข่าวสารทุกวัน แต่อย่างน้อยต้องรู้จักลงทุนเป็น เห็

strategic thinking

strategic thinking คือกระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์ เพื่อการวางแผนดำเนินงานหรือแก้ปัญหาให้บรรลุไปตามเป้าหมายบนแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด พอดีอ่านเรื่องนี้ "How To Master Strategic Thinking Skills" มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาปัจจุบัน การหัดตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อการวางแผนในอนาคต เช่น "ตอนนี้สิ่งที่เราทำ มัน work กับตัวเราหรือไม่" โดยเอา strategic thinking มาประยุกต์ใช้ ถ้าเรากำลังรู้สึก ติดหล่ม หรือ หนักใจไปต่อไม่ถูก เช่น อยากเป็นเทรดเดอร์ เทรดทุกวัน ได้กำไรสลับขาดทุนแต่รู้สึกพอร์ตยังไม่โต กำไรสุทธิต่อปียังไม่พอ ค่าไฟ ลองใช้แนวทาง strategic cycle มาวิเคราะห์ดู เริ่มจาก 1. What : ลอง list สิ่งที่กำลังทำประจำ 5 งานหลัก เพื่อรีวิวแนวทางและกระบวนการที่เราใช้ 2. Why : เขียนลงกระดาษ อธิบายสิ่งที่เราทำด้วยประโยคสั้นๆ Key คือ หาสิ่งที่เราทำแต่ไม่รู้ทำไปทำไม เพราะหลายอย่างเราทำตามคนอื่น โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำไปทำไม สิ่งพวกนี้อันตรายต้องระวัง 3. Way : ทบทวนสิ่งที่เราทำและแนวทางปฏิบัติว่า มันเป็นทางที่ดีจริงๆหรือไม่ ,ด้านผลดีและผลลบที่เกิดจากการทำมันเหมาะ

จะรู้ได้ไงว่าเรากำลัง "เครียด"

จากโพสเมื่อวาน น้องเทรดเดอร์คนหนึ่งถามเข้ามาทาง message ว่าผมเป็นคนอารมณ์ดี แล้วจะรู้ได้ไงครับว่าเครียดหรือไม่เครียด? อ่านไปก็อดอมยิ้มไม่ได้ ผมเชื่อว่าทุกคนมี base line ของตัวเอง มันคงไม่มีสูตรหรือ solution แต่หลักง่ายๆของผมคือ ลองคิดย้อนไป ช่วงเวลาที่ทำให้ตัวเรา panic หรือต้องนอนไม่หลับ ทางภาวะอารมณ์เกิดหงุดหงิด เกิดจิตตก หรือคิดวนไปวนมาในเรื่องๆเดิมในหัว สัญญาณเหล่านี้ตามตำรา ถือว่าเข้าภาวะ เครียด หรือ จิตตกแล้ว ถ้าจะเอาแบบ Quant แนะนำเทคนิคของน้องคนหนึ่ง เขาเป็น prop trader ให้ บล. ชื่อดัง น้องเขาใช้ smart watch หรือ สายรัดข้อมืออัจริยะ ที่ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) และแจ้งเตือนได้ จริงๆย้ำอีกทีการเป็นเทรดเดอร์ เทรดเงินจริง ตลาดจริง มันไม่ได้มีแต่สายรุ้งและ ยูนิคอน แบบที่ถูกทำให้เชื่อ จำเป็นต้องมีภาวะการบริหารจัดการทางอารมณ์ให้ดี มีแผนรับมือผลของความผิดพลาด สำคัญมากในยามภาวะวิกฤติ หรือช่วงเราเกิดปัญหา ในการเทรดครับ ปล. ในภาพเป็น GARMIN Vivosport

บทเรียนจากการสูญเสีย

เวลาเทรดเดอร์เริ่มเข้ามาในตลาด ผมว่าทุกคนคล้ายกัน คือแบก "ความหวัง" "ความกดดัน" และ "ความโลภ" ไว้บนบ่า แต่มีไม่กี่คนที่อยู่รอด ระยะยาวได้ อันนี้คือสัจจะธรรม ที่ต้องตระหนัก อย่าปล่อยให้คำโฆษณาใดๆมาชวนเชื่อ หรือหลอกลวงเรา แน่นอนว่าไม่ผิดที่จะเริ่มเรียนวิธีหาเงินทำเงิน แต่สิ่งที่ต้องเรียนก่อนเข้าไป สู้รบในตลาดจริง คือ วิธีการบริหารจัดก ารความเสี่ยง(Risk management) และการบริหารจัดการความโลภ( Emotion manangement) เรื่องสลด ผมไม่อยากลงรายละเอียดเยอะแต่ลองไปอ่านได้ในบทความ ซึ่งเรื่องน่าเศร้าคือ ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผมเทรดในตลาด ผมเจอข่าวแบบนี้เยอะมาก เกือบทุกปี โดยสรุปข่าวนี้เล่าเรื่อง เทรดเดอร์มือใหม่คุณ Alexander Kearnอายุ 20 ปีที่เข้าไปเทรดอนุพันธ์ ล่าเงินในช่วงตลาดผันผวนแบบปัจจุบัน จากนั้นด้วยความผิดพลาด ทำให้ขาดทุนในการเทรด options พอร์ต -$730,000 ข่าวระบุผลการขาดทุนหนัก ทำให้เกิดความเครียด สุดท้ายจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย(สาเหตุเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาทางจิตและอื่นๆ ยังรอการสอบสวน) เป็นเรื่องน่าเศร้า และทางครอบครัวผู้เสียชีวิตก็ออกมา เรียกร้องให้สอบสวน ขอค

อย่าเพิ่งยอมแพ้ แม้ปีนี้จะขาดทุน

ปกติเราพูดถึงเซียนกูรูตามหน้าสื่อมักจะพบแต่เรื่องของความเทพความสุดยอด แท้จริงแล้วทุกคนย่อมเคยผิดพลาด เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อจะเตือนตัวเองให้ไม่ประมาท และ focus ไปที่การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถกันต่อไป บทความข่าวย้อนอดีตของ independent ที่เล่าถึงการขาดทุนใหญ่ ของคุณ George Soros โดยปี 1998 โซรอสมองว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ จะปรับตัวลงและลงหนักทำให้เขา betting ทางนั้น ปรากฏว่าช่วงปลายปีนั้น ดัชนี DJ30 บวกเพิ่มกว่า 13% หรือ 1000 จุด ทำให้ soros ขาดทุนจากการ short positions ในตลาดฟิวเจอร์ (ตลาดมันถล่มหลัง bullish เพียงแต่มันเกิดปี2000 หลังจาก soros ทำนายและ Short 2 ปีถัดมา) เช่นเดียวกันมีการขาดทุนจากตลาด Hong Kong (รวมถึงมีข่าวว่าขาดทุนหนักอื่นๆระดับ 2 พันล้านเหรียญ แต่ตัวเลขนี้ไม่มีการออกมายืนยัน) ปีนั้นเรียกว่าเป็นปีที่ยากลำบากของ soros fund ซึ่งมีการชี้แจงในจดหมายถึงผู้ร่วมลงทุน soros ยังมีการแจ้งพิเศษกับนักลงทุนรายใหญ่ของฟันด์ว่า ลาพักชั่วคราว ("taking a temporary medical leave of absence") แหล่งข่าวอย่างคุณ Nicholas Roditi ผู้ลงทุนในกองทุน Quantum Fund ออกมายืนยันโดยระบ

My First Year Trading Full-Time: Ryan Trost

คืนนี้ระหว่างนั่งรอเทรดน้ำมัน เลยฟังคลิป Chat with trader ตอนล่าสุด Aaron สัมภาษณ์ Ryan Trost ซึ่งเป็น Prop Trader, ที่เพิ่งผ่าน 1 ปีของการเทรดที่ SMB Capital มีหลายหัวข้อน่าสนใจดี หลายเรื่องเรานำมาประยุกต์ได้ โดยเฉพาะเรื่องของจิตวิทยาและการรับมือกับอารมณ์ Ryan Trost พูดเรื่องการ วัดอุณหภูมิ อารมณ์ระหว่างวัน และช่วงจบวัน เขาบอกว่าสำคัญมากที่เราจะต้องรู้ตัวเอง ต้องติดตามการ reaction ที่เกิดจากอารมณ์ บางวันแย่ เกิด consistent losses ขาดทุน ต้องไม่ down ไม่โมโห ต้องสามารถเข้ าใจความผิดพลาดสิ่งที่เกิด และปรับแผนมาแก้ต่อได้ การจดบันทึกช่วยเขาได้มาก และเขาก็แนะนำให้เทรดเดอร์ พยายามติดตามเข้าใจอารมณ์ นอกจากการควบคุมผลที่เกิดตามมา เช่นความเครียด ความหงุดหงิด มันช่วยทำให้จิตไม่ตก ไม่มีผลต่อ การใช้ชีวิตปกติ กับครอบครัว (อันนี้คนขาดทุน ติดดอยหนักๆจะเข้าใจ บางทีตลาดปิด หมกหมุ่น นอนคิด นอนไม่หลับ ก็เกิดได้) ชอบตอนนี้เพราะ ไม่ได้พูดอวดผลงานกำไร แต่พูดเรื่องผิดพลาด ขาดทุนและการจัดการกับการขาดทุนเยอะดี จะเห็นเฟริ์มแบบ SMB Capital เขาทำงานเป็นทีม ซึ่งไม่ใช่เทรดแบบเดียวกันหมด สไตล์เดียวกัน แล้วมาแข่งว่า

Bill Ackman กับผลตอบแทน 9,530%

พอดีเมื่อวานมีน้องเทรดเดอร์ถาม กรณีข่าวของ Bill Ackman ที่สามารถทำผลตอบแทน 9,530% ในเดือน March จาก covid-19 crisis ช่วงตลาดสหรัฐร่วงรุนแรง โดยข่าวระบุว่าฟันด์เขาเปลี่ยนเงิน $27 million ให้กลายเป็นผลตอบแทน $2.6 billion จนสื่อเอาไปเล่นกันอย่างครึกโครม บางสื่อกว่าว่าเขาคือผู้ชนะในตลาด บางคนก็อ้างกว่าเป็นผู้ฉวยโอกาสจากวิกฤติบ้าง บทความนี้ Aron Brown ผู้เขียนอธิบายได้เข้าใจง่ายดี โดยกล่าวว่า ตัวเลขผลตอบแทนที่เห็น จริงไม่สามารถอ้างว่าเป็นผลตอบแทนกำไร 9,530% จากเงิน $27 million เพ ราะกรณีนี้ Ackman ทำสัญญา ประกันจากมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งหมด โดยฟันด์ยอมจ่าย $40 million ต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปี สำหรับ CDS (credit-default swap) contracts ถือว่าเป็นการประกันพอร์ตขนาด $8 billion ด้วยอัตรา 0.5% ต่อเดือนจากขนาด assets ที่ต้องการปกป้อง เมื่อเกิดวิกฤติ covid-19 ในอเมริกา credit ratings ของเหล่า corporate bonds ตกลงต่ำกว่า investment grade หรือกลายเป็น junk ส่วนของการ Hedge ก็ payoff มูลค่า $2.6 billion หรือคิดเป็น 33% ของ asset ทั้งหมด (แต่ยังถือว่าเป็น Good Betting + Luck เพราะจ่าย insurance premium ไป

The Founder (2016)

The Founder เป็นหนังชีวประวัติที่ถ่ายทอดเรื่องราวการก่อตั้งธุรกิจ ระดับโลกอย่าง McDonald เนื้อหาของเรื่องค่อนข้างสนุกกระชับ และถ่ายทอดช่วงเวลาที่สำคัญในการขยายธุรกิจ ได้น่าติดตามมาก โดยเฉพาะ Michael Keaton แสดงได้ดีจริงๆ หนังเริ่มเล่าเรื่องของ Ray Kroc ชายวัยกลางคนผู้ที่มีอาชีพเป็นพนักงงานขายเครื่องทำนมปั่น เขาเดินทางไปทั่วหลายรัฐจนไปพบร้านอาหารชื่อ McDonald ของสองพี่น้อง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆขายอาหารพื้นฐานสา มัญ เช่น แฮมเบอร์เกอร์,มันฝรั่งทอด,ไอศกรีม,นมปั่น,กาแฟ เป็นต้น ด้วยราคาไม่แพง กินง่าย สะดวกและบริการรวดเร็วไม่ต้องรอนาน Ray มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ การขยายกิจการไปทั่วอเมริกา ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่ามันจะสำเร็จและกลายเป็นร้านอาหารที่ตอบโจทย์คนส่วนมาก สุดท้ายด้วยโมเดลธุรกิจและการบริหารแฟรนไชส์ทำให้ McDonald โด่งดังเป็นที่ยอมรับและสามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ขยายสาขาไปทั่วโลก แต่กว่าจะสำเร็จไม่ง่าย ฝ่าฝันอุปสรรคปัญหามากมาย รวมถึงการตัดสินใจทางธุรกิจ ที่ต้องฉลาดและเด็ดขาด กล้าเสี่ยง เป็นที่มาของความสำเร็จในทุกวันนี้ของ McDonald (คล้ายกับ Microsoft ของบิลเกต เหมือนกันนะ ที่ตอนเริ่มต้นต้อง

Bull trap 101

เทรดเดอร์ ที่ท่องยุทธจักรมาพอสมควรน่าจะเคยได้ยินคำว่า Bull trap หรือกับดักตลาดกระทิง ไม่มีอะไรซับซ้อนตามตำราว่ากันว่า อะไรที่ดูเหมือนจะกระทิง ราคาจะวิ่งแรงเบรกแนวต้าน ยิ่งดูเหมือนมันจะคึกคักหรือดีเกินจริง บนความไม่แน่นอน(หรือความผันผวนแฝงตัว) สภาวะนั้นย่อมจะเกิด กับดักทำให้คนเชื่อ หรือไล่ราคาซื้อตาม และสุดท้ายตลาดก็วิ่งกลับตัวในทางตรงข้าม สิ่งที่น่าสนใจคือ Bull trap มักเกิดบ่อยช่วงปลายตลาดกระทิง ช่วงที่ตลาดมีภาวะทิศทางไม่แน่นอนหลังการ sell off ร อบใหญ่ นอกไปจากนั้น Bull trap ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ตำราเทคนิคอล ใช้อธิบายสถานะของการเกิด Bubble อีกด้วย เอาเรื่องนี้มาฝาก เพราะช่วงนี้ ต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา มีการพูดถึงคำนี้บ่อยๆ ส่วนตลาดจะเป็นยังไงต่อไป จะขึ้นหรือลง คงต้องรอดูกัน ไม่ประมาทดีที่สุดครับ อ่านต่อ https://www.investopedia.com/terms/b/bulltrap.asp

ปัญหา Low interest rates

ตอนนี้กำลังวางแผน หาที่พักเงิน สู้กับ ช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำ(low interest rate) อ่านเจอหลายบทความหลาย paper สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือความเป็น New Normal ในตลาดตอนนี้ ที่กูรูฝรั่งบอกว่าปัจจุบัน อาจจะไม่มี Safe Haven อีกต่อไป ไม่ว่าจะ Bond หรือ Cash (สกุลต่างๆ) ล้วนเผชิญกับแรงกดดันและความผันผวนที่เกิด ในช่วง covid-19 จากบทความของคุณ Ben Carlson เขานำเสนอข้อมูลพันธ์บัตรและดอกเบี้ยจากอดีต สิ่งที่น่าสนใจจะเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง จากเดิมเชื่อ 10ํY Gov Bond จะสู้ Bear Market ได้ แต่หล ังจาก 2008 การทำ QE และการลดดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ เกิดผลกระทบต่อพันธ์บัตร ดังภาพปี 2020 ตลาด Bond ผันผวนและ 10Y Yield อยู่ที่เพียง 1.6% อาจจะสูงถ้าเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ 0 แต่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ Bear Market ในอดีตที่นักลงทุนสามารถนำเงินไปหลบ เช่น 1987 Great Depression ที่ 8.8% หรือช่วง Subprime crisis ที่ 4.5% ซึ่งตารางที่ 2 แสดงให้เห็น แม้จะมีเงินออม $1 Million เพื่อเก็บสะสมใน 10 year treasuries ผลตอบแทนรายปี ต่ำลงมากจนเรียกว่า แทบจะไม่พอกับค่าใช้จ่าย หรือจะใช้พึ่งพาเพื่อดำรงชีวิตหลังเกษียณเลยทีเดียว

การหาหุ้นปลอดภัยด้วย cross sectional momentum

มีคนถามประเด็นการหาหุ้นเทรด ในช่วงตลาดแบบนี้ ซึ่งบางทีเราเลือกหุ้นราคาถูกเพราะ มันลงจากปีก่อนหน้าเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นราคาที่ดีเสมอไป เพราะส่วนใหญ่ยิ่งซื้อยิ่งไหลลง เรียกว่าถัวเฉลี่ยกันจนหมดใจไปเลย ดังนั้นการหาหุ้นราคาปรับตัวลงมาเยอะ เทรดจำเป็นต้องเลือกหุ้นที่ดีมีความแข็งแกร่งด้วย นั้นคือการใช้เทคนิค cross sectional momentum ผมขออธิบายง่ายๆ คือหุ้นมี market discount ราคาปรับตัวลง แต่ความแข็งแกร่งจะดี คือไม่ถดถอยลงมากกว่า ดัชนี SET และดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม (ส่วนมากพวกนี้ ลงมาสักระยะ downside จะจำกัดแล้ว การเข้าซื้อขายก็ไปหา จังหวะจาก TS-MOM ก็ได้) ยิ่งถ้าอยากถือยาวลองเลือกตัวที่เป็นพวก low beta ประกอบ จากนั้นก็เทรดกลาง ยาว รอให้ได้สักนิด หลักการเดียวกันถ้าจะ ซื้อเก็บหุ้นปันผลดี อย่าดูแค่ราคา ดูความแข็งแกร่งมันด้วย โดยหลีกหนีหุ้นขาลง ทั้งราคาและพื้นฐานกิจการ ก็ใช้ cross sectional momentum เบื้องต้นได้ โดยอย่าไปซื้อหุ้นที่ถดถอยราคาลงหนักต่อเนื่อง(-40 ขึ้น) และลงมากกว่าดัชนีหมวดอุตสาหกรรม และดัชนีตลาด ตัวอย่างหุ้นสายการบิน มาให้ดูซึ่งช่วงนี้เผชิญกับ ความเสี่ยงและปัจ

Asymmetric Returns & Black swan

บทความนี้ น่าจะช่วยอธิบายตัวอย่าง Asymmetric Returns ที่เมื่อวานผมมีโอกาสได้พูด ถึง เชื่อว่าหลายคนเคยอ่านหนังส ือ black swan ของ nassim taleb ไปแล้ว มีแปลมีสรุปไทยด้วย แต่เชื่อว่าบางทีอ่านจบยังไ ม่ get ว่านำไปใช้ในการเทรด การบริหารพอร์ตยังไง บทสัมภาษณ์นี้ เป็นกรณีศึกษา Asymmetric Returns ที่ Mark Spitznagel (ลูกศิษย์เอก ของ taleb )เขาเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บร ิหารเฮ็ดฟัน Universa Investments เขาอธิบาย  แนวคิดการใช้เงินทุนบางส่วน แบบจำกัดในพอร์ตแบ่งไปเทรดอ นุพันธ์ เช่น options (OTM) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ขนาดใ หญ่ ในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ  แบบ black swan (Low probability event & Huge Impact) หรือเกิดวิกฤติการเงินจนทำใ ห้ market crash (กลยุทธ์การทำนี้ไม่ง่ายนะค รับ ต้องไปศึกษาเพิ่มไม่ใช่เทรด อนุพันธ์แล้วจะจบ ยิ่งไปเทรด Options OTM มันต้องไปสู้เรื่องราคาและก ารบริหารต้นทุนค่า premium ที่จ่ายเพื่อลดผลกระทบการขา ดทุนอีก ยาวๆๆ บทความนี้ไม่ได้พูดไว้) บทความนี้คุณ Spitznagel ยกกรณีปี 2008 ที่ฟันด์เขาสามารถทำผลตอบแท นได้อย่างงาม ขณะที่เจ้าอื่นๆขาดทุนหนัก เมื่อเฉลี่ยรวมกับผลตอบแทนภ าวะตลาดปกติ

ความไม่เป็นเหตุเป็นผลของตลาด

ราคาสินทรัพย์ เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ส่วนใหญ่ในภาวะไม่ปกติ มันจะยากที่จะหาความเป็นเหต ุเป็นผล(สิ่งที่เราเห็นตามส ื่อมันคือคำอธิบาย ผลที่เกิด) เพราะราคาตลาด(market price) มันเปลี่ยนแปลงไปตาม ความหวังในอนาคตของคนในตลาด  ทั้งด้านบวก(positive)และลบ (negative expectation) การพยายามไปหาคำตอบ หรือคำอธิบาย ให้ได้แท้จริงมันยาก ยิ่งพยายามจะไปคาดเดา ห รือพยากรณ์ว่าอนาคตจะเป็นอย ่างไรในภาวะแบบนี้ยิ่งยากไป อีก ช่วงนี้มีแต่คนถามเรื่อง ตลาดหุ้น ว่าทำไมวันนี้ราคาลง ทำไมพรุ่งนี้ขึ้น ส่วนตัวผมไม่มีคำตอบให้จริง ๆ ก็เทรดไปตามระบบ flow ไปกับสิ่งที่เกิด สังเกตและ ปรับตัววางแผนรับมือ สิ่งสำคัญคือ การไม่ใช้อารมณ์ เพราะช่วงนี้ อารมณ์ ถูกเล้าได้ง่าย สุดท้ายยิ่งหมกหมุ่น ยิ่งพยายามหาคำอธิบายหรือหา ความชัดเจน จะยิ่งทำให้เครียดก็จะนำมาซ ึ่งความผิดพลาด ยกตัวอย่างเคสของความไม่เป็ นเหตุเป็นผล กรณีช่วง 4 ปีที่แล้ว ราคาน้ำมัน WTI ลงมาจากปีก่อนหน้า $120 / บาร์เรลมาระดับต่ำสุด $27 /  บาร์เรล โดยปริมาณน้ำมัน 1 บาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตร เมื่อเทียบราคากับ น้ำแร่ หรือ แม้แต่ ไวน์ เหล้าต่างประเทศ น้ำมันยังถูกกว่า แต่ตอนนั้นความก